ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 19-20
ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดอะไร เพียงแต่อยู่ใกล้กัน สามารถได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนาง สมัยอยู่ที่สกุลเฟิงไม่เคยได้อยู่ใกล้นางเพียงนี้มาก่อน มู่ฉางโจวเองก็ไม่รู้ว่าใช่กลิ่นจากเครื่องหอมที่นางใช้มาจนเคยชินตั้งแต่เด็กหรือไม่ เขายืดตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตายังคงจ้องตรงเปลือกตาที่หลุบลงของนาง
ในที่สุดมือของเฟิงซุ่นอินก็ตามหาที่เกี่ยวพบ นางรัดเข็มขัดให้เขาเรียบร้อยอย่างกระชับแน่น ก่อนยกมือขึ้นช่วยเขาจัดสาบเสื้ออีกครั้ง ชุดสีเขียวเข้มจากเนื้อผ้าไหมดูทนทาน เข้ากันดีกับหัวไหล่และขายาวๆ ของเขา นางเพียงมองประเมินเร็วๆ รอบหนึ่งก็เอ่ยเรียบๆ “พอดีตัวมากเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวมองนางเก็บมือเข้าแขนเสื้อ ร่างกายที่เหยียดตรงคล้ายผ่อนลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบสาบเสื้อทีหนึ่ง “พอดีมากจริงๆ ลำบากอินเหนียงแล้ว”
เฟิงซุ่นอินไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี จึงหยิบเสื้อผ้าชุดเก่าที่เขาวางพาดอยู่ด้านข้างขึ้นมาเสียเลย “เช่นนั้นพี่รองมู่ก็สวมเอาไว้เถิดเจ้าค่ะ ข้าจะนำชุดเก่ากลับไปให้ท่าน”
สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนตัวนางอีกครั้งสั้นๆ ก่อนหยิบปลอกแขนเดินออกไปข้างนอก ทว่าก่อนจะเดินผ่านกัน เขาก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนหันไปมองทหารยามที่อยู่ข้างนอกทีหนึ่งแล้วก้มหน้าลง เอ่ยกระซิบข้างหูขวาของนาง “สายลับวันนั้นเองก็มาจากกองทัพกานโจว ดังนั้นช่วงนี้ข้ากำลังพิจารณาว่าจะมุ่งหน้าไปที่กานโจวสักรอบ”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ เขาจะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง นางหันหน้าไปมอง แต่ข้างกายกลับว่างเปล่า เขาเดินออกไปข้างนอกแล้ว
นางยกมือขึ้นทัดผมที่หูขวาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เหตุใดถึงเป็นกานโจวอีกแล้ว ก่อเรื่องติดต่อกันคล้ายแฝงเจตนาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเหลียงโจวกับจงหยวน รอยเกือกม้าก่อนหน้านี้ยังเดือดร้อนพาให้นางโดนสงสัยไปด้วย จนตอนนี้ยังไม่อาจสบายใจลงได้
มู่ฉางโจวสวมปลอกแขนพร้อมก้าวยาวๆ ออกไปข้างนอก จากนั้นตวัดกายขึ้นหลังม้า พอกลับมาถึงประตูเมืองก็ยังไม่ทันผ่านไปหนึ่งเค่อ
จางจวินเฟิ่งมองเขาปราดหนึ่ง ตอนที่เตรียมขึ้นม้าตามก็ตวัดสายตากลับไปอีกครั้ง มองสำรวจชุดใหม่บนร่างเขาพลางมองไปถึงทางด้านหลังเขาด้วย
เฟิงซุ่นอินเดินตามออกมาจากบ้านหลังนั้น ในมือยังถือชุดเก่าของเขาเอาไว้ด้วย ยืนมองมาที่พวกเขาจากข้างถนนไม่ใกล้ไม่ไกล แววตายังเหมือนไม่รู้จะมองไปที่ใด เพียงตกลงบนม้าของเขา
มู่ฉางโจวรั้งม้าก่อนหันกลับไปมองนาง พร้อมเอ่ยเสียงดัง “หากอินเหนียงอยู่ในจวนรู้สึกเบื่อหน่าย สามารถออกไปเที่ยวชมทิวทัศน์ด้วยตนเองได้” เฉกเช่นเดียวกับถ้อยคำที่เขาฝากให้ เขาเอ่ยเสริมอีกประโยค “อยู่อย่างสบายใจหน่อย”
เฟิงซุ่นอินกระชับมือที่ถือชุดเก่าของเขาเอาไว้เล็กน้อย ก่อนจงใจผงกศีรษะอย่างสบายใจ “ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวหันหน้ากลับ แล้วควบม้านำออกจากเมืองไปก่อน
จางจวินเฟิ่งที่ตามหลังมองพวกเขาสองคนอยู่หลายครั้ง ถึงได้ควบม้าออกจากเมืองไปเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเห็นมู่ฉางโจวไปแล้วถึงค่อยโล่งอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะช่วยเปลี่ยนชุดเมื่อครู่นี้หรือเพราะเรื่องอื่น
“ฮูหยิน!” ด้านหลังมีเสียงของลู่เถียวดังลอยมา
เฟิงซุ่นอินได้สติหันหน้ามองไป ลู่เถียวกำลังเดินออกมาจากสถานีส่งสารแห่งนั้น ด้านหลังยังมีคนผู้หนึ่งตามมาด้วย
ดูเหมือนจะมองเห็นนางนานแล้ว เขาก้าวเดินเร็วๆ เข้ามาหาพร้อมยิ้มเอ่ย “ฮูหยินมาพบหน้าท่านผู้บัญชาการเป็นพิเศษหรือ ช่างรักใคร่ลึกซึ้งกันจริงๆ ด้วย มิน่าเล่าถึง…” เขาอยากพูดเรื่องส่วนตัวนางที่ฝากฝังเขาไว้วันนั้น แต่แค่เพียงยิ้มแย้มแล้วข้ามผ่านไป
เฟิงซุ่นอินเห็นเขายิ้มหยอกล้อ แววตาก็วูบไหวเล็กน้อย นางรู้สึกอึดอัดใจจึงมองไปทางด้านหลังของเขา
ด้านหลังลู่เถียวมีเด็กสาวคนหนึ่งติดตามอยู่ ดูท่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับนาง อาจอายุน้อยกว่านางสักหน่อย สายตากำลังมองตรงไปทางประตูเมือง
ลู่เถียวสังเกตเห็นสายตาของนางจึงมองไปทางด้านหลังปราดหนึ่ง ก่อนเอ่ยทันที “ยังไม่เคยแนะนำให้ฮูหยินรู้จัก นี่คือบุตรสาวคนเล็กของข้า นามว่าเจิ้งเนี่ยน ครั้งก่อนตอนงานสรงน้ำพระก็อยากแนะนำให้ฮูหยินรู้จัก เพียงแต่วันนั้นคนเยอะเลยได้แต่แล้วกันไป”
เฟิงซุ่นอินเพิ่งรู้ว่าเขายังมีบุตรสาวอีกคนด้วย นางมองสำรวจเร็วๆ ลู่เจิ้งเนี่ยนเป็นเด็กสาวรูปโฉมพริ้มเพรา ผิวขาวกระจ่าง ดูเรียบร้อย เพียงแต่ดูเหมือนไม่ใช่คนพูดเก่ง สายตาเอาแต่มองไปทางประตูเมือง จนกระทั่งถูกลู่เถียวเรียกถึงได้หันมาหาเฟิงซุ่นอิน แล้วย่อกายคารวะให้นาง
เฟิงซุ่นอินย่อกายเล็กน้อยตอบกลับ ก่อนมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปทางประตูเมือง ไม่รู้ว่าลู่เจิ่งเนี่ยนกำลังมองอะไร หรือกำลังมองมู่ฉางโจว? แต่เมื่อหันกลับมามองลู่เจิ้งเนี่ยนอีกทีก็เห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ด้านหลังบิดาอย่างว่าง่ายแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่านางมองผิดไปหรือไม่
เซิ่งอวี่เดินเข้ามาสอบถาม “ท่านผู้บัญชาการไปไกลแล้ว ฮูหยินจะย้อนกลับไปที่จวนเลยหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินยื่นชุดเก่าของมู่ฉางโจวให้เซิ่งอวี่พร้อมผงกศีรษะ ก่อนหันมองลู่เถียวทีหนึ่ง
ลู่เถียวเผยรอยยิ้มหยอกล้อก่อนหน้านี้อีกครั้ง เดินเข้าใกล้สองก้าวพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยินวางใจได้ ระยะนี้ไม่มีเรื่องอะไร หากมีข้าย่อมรายงานท่านขอรับ”
เฟิงซุ่นอินอ่านปากของเขาก่อนผงกศีรษะ “ขอบคุณท่านผู้ตรวจการลู่มากเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ขอตัวลาเดินไปขึ้นรถม้า
ที่เขาพูดหมายถึง ‘ไม่มีเรื่อง’ ที่ใดกัน หมายถึง ‘ไม่มีจดหมาย’ ต่างหาก
ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีจดหมายก็ดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หวังเพียงว่าเฟิงอู๋จี๋อย่าได้เขียนจดหมายมาสักคำจะดีที่สุด หากจะเขียนจริงๆ อย่างน้อยก็รอมู่ฉางโจวเดินทางไปกานโจวก่อน…
Comments



