มู่ฉางโจวไม่ได้กลับมาที่จวนอีกจริงๆ
ภายในเมืองเป็นปกติ ทว่าข้างนอกเมืองทั้งสี่ทิศกลับมีทหารม้าตรวจตราผ่านไปมาบ่อยครั้ง
ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น คนและม้ากลุ่มหนึ่งมาถึงข้างนอกประตูเมืองทิศตะวันออกอีกครั้ง
พลทหารลาดตระเวนห้านายกลุ่มหนึ่งควบม้ามา เร่งมาถึงหน้าเนินดินใกล้ๆ ด้วยมือเปล่า แล้วเอ่ยรายงานสถานการณ์ลาดตระเวนต่อจางจวินเฟิ่ง
จางจวินเฟิ่งฟังจบแล้วก็โบกมือสั่งให้พวกเขาไปตรวจสอบต่อ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นไปบนเนิน
มู่ฉางโจวกำลังยืนอยู่ที่นั่น ในมือถือรายงานการจับตัวสายลับที่เพิ่งถูกส่งมาจากประตูเมืองแห่งอื่น
“ท่านผู้บัญชาการ ดูท่าที่นี่จะจัดการสะอาดหมดจดแล้ว ละแวกใกล้ๆ ไม่พบร่องรอยของสายลับอีกขอรับ” จางจวินเฟิ่งเอ่ยขึ้นข้างหลังเขา พร้อมกับมองชุดบนตัวเขาไปด้วย
มู่ฉางโจวไม่ได้กลับจวน วันนี้ยังคงสวมชุดที่เฟิงซุ่นอินนำมาส่งให้ตัวนั้น เขาปิดรายงานทหารลงพร้อมหันกลับมาเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการใหญ่อนุญาตให้ข้าจัดการเรื่องนี้ได้เต็มอำนาจ ข้าว่าจะไปที่กานโจวรอบหนึ่ง”
จางจวินเฟิ่งถาม “ท่านผู้บัญชาการตั้งใจจะออกเดินทางเมื่อใดขอรับ”
“โดยเร็วที่สุด” มู่ฉางโจวพูดจบก็เดินลงจากเนินดิน ห่างออกไปมีม้าหลายตัวรีบเร่งห้อตะบึงมา ก่อเป็นฝุ่นควันตลบฟุ้ง
หูเป้ยเอ๋อร์นำมาถึงก่อน พอพุ่งมาถึงใกล้ๆ แล้วถึงรีบรั้งม้าหยุดลง
มู่ฉางโจวหยุดเดิน “รีบร้อนเพียงนี้ ทางจงหยวนมีความเคลื่อนไหวหรือ”
หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะแห้งๆ “เหมือนกับก่อนหน้านี้ ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรขอรับ พวกเราเฝ้าระวังอยู่ตรงเขตชายแดน ไม่เจออะไรทั้งนั้น ทว่ากลับสกัดพลทหารส่งสารจำนวนหนึ่งมาได้” เขาพูดพร้อมล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ “บังเอิญมีจดหมายถึงฮูหยินพอดี ส่งมาจากฉินโจว ข้าเดาว่าต้องเป็นจดหมายของคุณชายเฟิงที่ชอบอารมณ์เสียผู้นั้นส่งมาแน่นอน เลยเอามาด้วยเสียเลย ถึงอย่างไรสุดท้ายก็ต้องผ่านมือท่านผู้บัญชาการอยู่ดี!” เขายื่นจดหมายมาให้อย่างกระตือรือร้น
มู่ฉางโจวรับมาดู ซองจดหมายเขียนว่ามาจากฉินโจวจริงๆ เขาขยับเดินสองก้าวถึงได้แกะซองจดหมายออก
จดหมายฉบับนี้ของเฟิงอู๋จี๋เขียนไม่ยาว มีเพียงไม่กี่ประโยคเช่นเดียวกับฉบับก่อน เนื้อหาเป็นเพียงเรื่องทั่วไป ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และถามว่าเหตุใดเฟิงซุ่นอินถึงยังไม่ตอบจดหมายกลับเสียที น้ำเสียงและคำที่ใช้ก็เหมือนกับฉบับก่อน…เหมือนกันจนดูผิดปกติ
มู่ฉางโจวถือจดหมายในมือหนึ่ง ขณะที่อีกมือก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ หยิบกระดาษใยปอสีเหลืองที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมาสะบัดกาง ในนั้นเป็นเนื้อหาจดหมายครั้งก่อนของเฟิงอู๋จี๋
ผู้อื่นอาจมองไม่เห็นความผิดปกติ แต่เขาเห็นชัดเจน แล้วก็เพราะมันผิดปกตินี่เอง เขาถึงได้คัดลอกเอาไว้นานแล้ว
เขาวางจดหมายสองฉบับคู่กัน เทียบทีละบรรทัดอย่างละเอียด
ดวงอาทิตย์บนฟ้าเคลื่อนคล้อยลงเรื่อยๆ แสงสว่างค่อยๆ สลัวลง หูเป้ยเอ๋อร์ฟังรายงานสถานการณ์ตรวจค้นจากทหารลาดตระเวนอีกชุดจบแล้ว พอหันหน้าไปมองถึงพบว่าผู้บัญชาการยังคงยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจดหมายเขียนอะไรไว้ถึงต้องอ่านนานเพียงนี้
จางจวินเฟิ่งเองก็มองไปทางนั้นอย่างห้ามไม่ได้
ผ่านไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเค่อ มู่ฉางโจวถึงเงยหน้าขึ้น สายตาละจากจดหมายในมือ มุมปากประดับรอยยิ้ม
ที่แท้ก็เช่นนี้ หวังว่าข้าจะคาดเดาได้ไม่เดาผิด
“ท่านผู้บัญชาการ?” หูเป้ยเอ๋อร์ชะเง้อคอมองมาทางเขา
มู่ฉางโจวเก็บกระดาษกับจดหมายเข้าในสาบเสื้อ เขาก้าวขายาวๆ ลงจากเนิน จูงม้ามาตวัดกายขึ้นขี่
หูเป้ยเอ๋อร์ถามอย่างแปลกใจ “ท่านผู้บัญชาการไม่จับตัวสายลับด้วยตนเองแล้วหรือขอรับ”
“จับ” มู่ฉางโจวยกยิ้มบางๆ “พวกเจ้าจับของพวกเจ้าไป ส่วนข้าไปจับของข้า” พูดจบก็กระตุกบังเหียนควบม้ากลับเข้าเมือง