บทที่ 5
ต่อจากนั้นทุกคนก็นั่งล้อมวงดื่มชาพูดคุยสัพเพเหระกัน
ฉู่หลินหลางฟังจากคำสนทนาโต้ตอบกันก็เข้าใจอะไรได้รางๆ แล้ว
บิดาของคุณหนูอิ่นเสวี่ยฟางผู้นี้เคยเป็นเสมียนในเมืองเจียว ถึงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยมีตำแหน่งไม่สูง แต่มีข้อได้เปรียบที่ฐานะความเป็นอยู่นับว่ามั่งมี เขาปฏิบัติงานร่วมกับนายท่านผู้เฒ่าโจวซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชานานหลายปี
ส่วนหลิวซื่อมารดาของคุณหนูอิ่นก็เป็นสหายสนิทของจ้าวซื่อ สมัยที่นายท่านผู้เฒ่าโจวยังไม่ล่วงลับ ทั้งสองตระกูลไปมาหาสู่กันเสมอ พวกบุตรหลานก็เล่นด้วยกัน เช่นนี้นับได้ว่าอิ่นเสวี่ยฟางกับโจวสุยอันเป็นสหายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์อย่างแท้จริง
ว่ากันว่าตอนอิ่นเสวี่ยฟางมีอายุครบหนึ่งร้อยวัน โจวสุยอันในวัยแปดขวบอุ้มทารกหญิงไว้ไม่ยอมวาง ร่ำร้องให้มารดาพากลับจวนไปเลี้ยงดู
น่าเสียดายที่ภายหลังนายท่านผู้เฒ่าโจวพัวพันกับการกระทำผิดจนถูกปลดจากตำแหน่ง มิหนำซ้ำยังต้องจ่ายเงินชดใช้ก้อนใหญ่ ท้ายที่สุดก็ล้มป่วยตายจากไป หญิงม่ายบุตรกำพร้าสกุลโจวจึงกลับไปยังอำเภอเจียงโข่วบ้านเกิดในชนบทจนขาดการติดต่อกับสกุลอิ่น
เดิมทีคุณหนูอิ่นผู้นี้ออกเรือนแล้ว แต่สามีอายุสั้น หลังแต่งงานไม่ถึงสองปีก็ตกม้าคอหักตาย
ครอบครัวสามีนางก็ใจร้ายใจดำ เอาแต่พูดว่าอิ่นเสวี่ยฟางดวงพิฆาตสามี วันทั้งวันด่าทอนางไม่หยุด ทั้งยังจะบังคับให้นางครองตัวเป็นหญิงม่ายและรับหลานชายในตระกูลมาเลี้ยงดูเป็นทายาทสืบสกุลของบุตรชายที่ล่วงลับไป
สกุลอิ่นทนเห็นบุตรสาวที่เพิ่งอายุสิบแปดปีต้องครองตัวเป็นหญิงม่ายตั้งแต่วัยสาวไม่ได้ จึงไปโวยวายกับครอบครัวสามีนางยกหนึ่งแล้วรับตัวนางกลับมา
เพราะตอนนั้นทะเลาะบาดหมางกับครอบครัวสามี มารดาสามีที่ใจร้ายใจดำผู้นั้นจึงทำลายชื่อเสียงของอิ่นเสวี่ยฟางไปทั่วทุกที่
สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงม่ายดวงแข็ง จะออกเรือนในวันหน้าย่อมเป็นเรื่องน่ากลัดกลุ้ม
หลังจากฉู่หลินหลางฟังความเป็นมาของสองแม่ลูกคู่นี้จนแจ่มแจ้งแล้วก็เห็นว่าตนเองเป็นส่วนเกินในวงสนทนา นางอ้างว่าจะไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วขอตัวออกจากเรือนมารดาสามีก่อน
ซย่าเหอเห็นนายหญิงมีท่าทางหงุดหงิดไม่สบอารมณ์อยู่บ้างก็กระซิบถาม “ฮูหยินใหญ่ ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่ามีแขก ท่านไม่อยู่เป็นเพื่อน รีบกลับเรือนตนเองเช่นนี้ไม่ค่อยดีกระมังเจ้าคะ”
ฉู่หลินหลางล้างหน้าแล้วปาดน้ำออกแรงๆ จากนั้นก็แค่นเสียงเยาะคราหนึ่ง “แขกอะไรกัน คงนับญาติกันไปเรียบร้อยแล้ว ข้าไม่อยู่ที่นั่น พวกนางย่อมสะดวกใจกว่า”
ซย่าเหอทำตาปริบๆ พูดเสียงเบาอย่างกังวลใจอีกว่า “ท่านกำลังจะบอกว่า…ฮูหยินผู้เฒ่าจะรับอนุให้นายท่านของเรา…”
ฉู่หลินหลางไม่ปริปาก นางเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็หยิบตะกร้าเย็บปักมา ก้มหน้าก้มตาใช้ปลายนิ้วแยกเส้นไหม
ซย่าเหออดถอนหายใจไม่ได้ อันที่จริงจะกล่าวโทษฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ นายหญิงแต่งเข้าสกุลโจวมาเจ็ดปีแล้วกลับไม่มีทายาทสืบสกุลให้สกุลโจวมาโดยตลอด
ไม่ว่าสตรีจะดีงามปานใด ถ้าให้กำเนิดบุตรไม่ได้ก็คือความผิดข้อแรก โชคร้ายที่นายหญิงมีความผิดข้อแรกข้อนี้พอดี
จ้าวซื่อนั้นดูแคลนที่ฉู่หลินหลางมีชาติตระกูลต่ำต้อยมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทว่าตอนนั้นบุตรชายยืนกราน อีกทั้งสกุลโจวก็อยู่ในช่วงตกอับ ในเมื่อท่อนไม้กลายเป็นเรือ* แล้ว นางก็ได้แต่ฝืนใจยอมรับลูกสะใภ้คนนี้
ใครจะคิดว่าแม้ลูกสะใภ้จะมีความสามารถ แต่กลับมีบุตรไม่ได้ สองสามปีมานี้จ้าวซื่อพยายามโน้มน้าวให้บุตรชายรับอนุ ทว่าเขาไม่รับปากสักที
ฉู่หลินหลางซาบซึ้งใจในเรื่องนี้อยางยิ่ง นางเองก็ทั้งหาหมอดื่มยาและไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ลับๆ หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีทายาทสืบสกุลให้สามีได้
น่าเสียดายที่อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงถูกใช้ไปหมดตั้งแต่ตอนนางรู้จักกับโจวสุยอัน หลายปีมานี้จึงไม่มีอะไรดีขึ้น
ซย่าเหอย่อมเข้าข้างคุณหนูใหญ่ของนาง บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะนายท่านโจวมีบุตรไม่ได้หรือไม่