แต่สามปีก่อนนี่เอง ครั้งหนึ่งโจวสุยอันออกไปข้างนอกแล้วพาเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกลับมา บอกนายหญิงด้วยสีหน้าละอายใจว่าตอนเขายังไม่แต่งงานเคยไปดื่มสุราเคล้านารีกับสหายร่วมสำนักศึกษาแล้วเผลอไผลไปกับนางขับร้องที่อยู่เป็นเพื่อนดื่มสุราจนนางตั้งครรภ์ ตอนนี้นางขับร้องผู้นั้นป่วยเป็นโรคร้ายแรง เขาได้แต่พาเด็กหญิงคนนี้กลับมาอยู่สกุลโจว
เพราะเรื่องเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ มีเด็กน้อยคนหนึ่งโผล่มาเช่นนี้ ทำให้พวกซย่าเหอตกใจไปตามๆ กัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงฉู่หลินหลางซึ่งคิดมาโดยตลอดว่าสามีเป็นวิญญูชนผู้บริสุทธิ์สูงส่งไม่หมกมุ่นในทางโลกีย์
หากในช่วงแรกแต่งงานได้รู้ว่าสามีสำมะเลเทเมาอยู่ข้างนอกเช่นนี้ นายหญิงต้องโกรธจนทะเลาะกับนายท่านอย่างรุนแรงแน่นอน
ทว่าเวลานั้นพอเห็นเด็กหญิงตัวน้อยมีรูปโฉมคล้ายสามี นายหญิงของพวกนางก็ล้มป่วยไม่พูดไม่จาถึงสามวัน ต่อมานางยอมเอ่ยปากพูดกับซย่าเหอ แต่เป็นคำกล่าวเยาะหยันตนเองว่า…ที่แท้นางมีบุตรไม่ได้จริงๆ!
สามีประพฤติตัวเหลวไหล ทว่าเป็นผลจากความเจ้าชู้มากรักก่อนแต่งงาน จะถือสาหาความต่อไปก็เปล่าประโยชน์
หลังจากหมางเมินโจวสุยอันถึงสิบวัน ทั้งยังได้ยินเขาพูดรับรองไม่หยุดว่าตอนนั้นเมาสุราถึงได้ก่อเรื่องเหลวไหลไว้ วันหน้าจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีกเด็ดขาด ฉู่หลินหลางก็ได้แต่ยอมรับความจริง รับเลี้ยงเด็กหญิงที่ชื่อว่ายวนเอ๋อร์คนนี้เป็นบุตรในนามของตน
เพื่อปิดบังความเหลวไหลตอนเป็นเด็กหนุ่มของโจวสุยอัน นางยังจงใจบอกอายุของเด็กหญิงคนนี้น้อยกว่าความเป็นจริงหนึ่งปี ตอนนี้ก็นับว่ามีอายุหกขวบแล้ว และภายหลังโจวสุยอันย้ายไปรับตำแหน่งตามที่ต่างๆ จึงปิดบังได้พอดี คนอื่นจะได้ไม่ซักไซ้ถึงเรื่องเหลวไหลสมัยก่อนของเขาอีก
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งสงบสุขได้ไม่กี่ปี จ้าวซื่อจะสร้างความปั่นป่วนในเรือนให้นายหญิงต้องระคายใจอีกแล้ว
ฉู่หลินหลางล้างหน้าเสร็จแล้วก็เริ่มตัดผ้าเย็บคอเสื้อชุดขุนนาง ทั้งยังกำชับซย่าเหอให้แบ่งผ้าเช็ดหน้ากับปิ่นปักผมที่ตนซื้อมาเป็นสามส่วน มอบให้จ้าวซื่อมารดาสามี โจวหลิงซิ่วน้องสาวสามี และอิ่นเสวี่ยฟางแขกคนงามในเรือนมารดาสามีผู้นั้น
สำหรับบุตรสาวยวนเอ๋อร์ไม่ได้เครื่องประดับศีรษะพวกนี้ ฉู่หลินหลางซื้อหนังสือตำรากล่องเล็กกล่องหนึ่ง ทั้งยังมีกระดาษพู่กันให้นางเพียงคนเดียวดังเช่นที่ผ่านมา บอกให้ซย่าเหอนำไปให้
สาวใช้ที่รับใช้นางในห้องอีกคนมีชื่อว่าตงเสวี่ย อีกฝ่ายมีนิสัยเถรตรงปากไว เอ่ยปากถามขึ้นทันที “ฮูหยินใหญ่ หรือท่านไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่ามีเจตนาอะไร ท่านยื่นไมตรีให้คุณหนูอิ่นผู้นั้นเช่นนี้จะมิใช่เป็นการอนุญาตกลายๆ หรือ”
ฉู่หลินหลางร่างแบบบนผ้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว นางกล่าวขึ้นทั้งเป็นเชิงอธิบายและโน้มน้าวตนเอง “ทางนั้นยังไม่เอ่ยปากเรื่องนี้ ข้าจะบกพร่องมารยาทในการรับรองแขกได้อย่างไร ถึงข้าแต่งเข้าสกุลโจวแล้วต้องอยู่อย่างอัตคัดยากลำบากมานานหลายปี แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่มีชีวิตแต่งงานที่ดีที่สุดในบรรดาพี่น้องสกุลฉู่ คนเราต้องรู้จักพอและสำนึกบุญคุณผู้อื่น ท่านพี่รักใคร่ให้เกียรติข้า หลายปีมานี้ไม่เคยรับอนุเข้าเรือน ข้าจะระแวงแคลงใจจนหักหน้าท่านแม่ต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้”
ตงเสวี่ยได้ยินแล้วก็กลอกตาอย่างระอาใจ ทุกวันนี้สกุลโจวไม่ขัดสนเงินทองเพราะได้นายหญิงสร้างฐานะขึ้นมาอย่างสุดกำลัง! หาไม่แล้วมีพวกงอมืองอเท้านั่งกินนอนกินอย่างสองแม่ลูกสกุลโจวคู่นั้น ถึงได้เป็นขุนนางก็ต้องอดอยากไม่มีอันจะกิน!
กระนั้นถ้อยคำของฉู่หลินหลางสามารถหยุดตงเสวี่ยไม่ให้พร่ำบ่นต่อไปได้ “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสองคนยังจำได้หรือไม่ แต่ข้ายังจดจำความรู้สึกสิ้นหวังตอนเกือบถูกจับมัดยัดใส่เกี้ยวในอดีตได้…ไม่ว่าอย่างไรข้าก็สำนึกในบุญคุณของท่านพี่เสมอ”
ซย่าเหอกับตงเสวี่ยไม่กล่าววาจาแล้ว พวกนางย่อมจำสภาพทุกข์ทนเข็ญใจและไร้ทางออกของคุณหนูใหญ่เมื่อครั้งอยู่ในสกุลฉู่ได้แน่นอน แค่เพราะคุณหนูใหญ่มีสายเลือดอนุ อีกทั้งเป็นบุตรสาว ต่อให้ใฝ่ดีกว่าพวกพี่ชายน้องชาย สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบถูกบิดาเห็นเป็นของกำนัลยกให้ผู้อื่นง่ายๆ อย่างหนีไม่พ้น
อย่างที่คุณหนูใหญ่กล่าว ต้องขอบคุณนายท่านโจวจริงๆ อาจเพราะจุดนี้ บางครั้งฉู่หลินหลางจึงรักและตามใจสามียิ่งกว่ามารดาเขาด้วยซ้ำ ต่อให้โจวสุยอันจะมีข้อเสียบ้าง แต่นางก็ให้อภัยทุกอย่าง
แม้ว่าฉู่หลินหลางจะทะนุถนอมสามีประหนึ่งมารดาทะนุถนอมบุตร แต่โจวสุยอันกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย พอเขากลับถึงเรือนแล้วก็ถีบประตูด้วยความขุ่นข้องสุมเต็มอก
ตอนเขาถีบประตูเปิดออกเสียงดัง ฉู่หลินหลางกำลังเย็บลายคอเสื้ออยู่ นางไม่ทันระวังถูกเข็มตำนิ้วมือ เลือดสีแดงเข้มผุดซึมออกมาหยดหนึ่งทันที