ถ้าเป็นยามปกติโจวสุยอันต้องปรี่เข้าไปดูพลางขออภัยภรรยา ทว่าวันนี้เขาเพียงอยากจะระบายอารณ์หลังจากที่ตนเองได้รับความตื่นตระหนกมาครึ่งค่อนวัน
“ฉู่หลินหลาง เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ถึงกับกระทำเรื่องจับองค์ชายเป็นตัวประกันออกมาได้! มิหนำซ้ำยังพูดจาไร้สาระเบื้องพระพักตร์อีก เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าเกือบตกใจตายในที่ว่าการเพราะเจ้าแล้ว”
ฉู่หลินหลางอมปลายนิ้วแล้วเอ่ยถาม “องค์ชายหกไม่ไล่เลียงเอาผิดแล้วมิใช่หรือ ท่านพี่โมโหเพราะเรื่องอื่นใช่หรือไม่เจ้าคะ”
สิ่งที่นางเป็นห่วงคือแผ่นกระดาษรายการบัญชีที่ปลอมแปลงขึ้นมา ถ้าถูกเจ้าคนถ่อยซือถูผู้นั้นเก็บได้คงจบสิ้นเป็นแน่
โจวสุยอันฟังแล้วก็เห็นว่านางไม่ใส่ใจเรื่องที่ก่อปัญหาร้ายแรงขึ้นเมื่อยามกลางวันโดยสิ้นเชิง เขาจึงถลึงตาใส่ภรรยาของตนแล้วย้อนถาม
“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกรึ!”
ฉู่หลินหลางจ้องตาเขาเขม็งพลางเดินไปตรงหน้าเขา ดวงตาของนางทอประกายวาววับ “มีเรื่องอื่นจริงๆ หรือ ท่านพี่เล่าให้ละเอียดอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ…”
ครั้นเห็นท่าทางไม่กลัวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของนางแล้ว โจวสุยอันก็กล่าวอย่างอ่อนใจ “เจ้านี่เอาใหญ่แล้ว! ยังหวังให้มีเรื่องอื่นอีกรึ บอกแล้วว่าสองสามวันนี้อย่าออกนอกจวน เจ้าก็ไม่ฟัง! หากมิใช่องค์ชายหกทรงเมตตา ตอนนี้คนทั้งครอบครัวคงต้องเดือดร้อนเพราะเจ้าแล้ว เจ้าบอกว่าจะคุกเข่าในศาลบรรพชนไม่ใช่หรือ เหตุใดยังนั่งอยู่ตรงนี้ หรือยามกลางวันตอนอยู่ในที่ว่าการเจ้าแสร้งพูดไปเท่านั้น”
ฉู่หลินหลางแน่ใจแล้วว่าซือถูเซิ่งไม่ได้เอ่ยเรื่องรายการบัญชีปลอมก็โล่งอกทันควัน ดูท่าคนผู้นั้นคงหาเรื่องชวนข้าคุยเท่านั้นเอง น่าจะเป็นนิสัยที่น่าเบื่อหน่ายและน่ารังเกียจของบุรุษมากตัณหา
อีกทั้งกระดาษแผ่นนั้นไม่มีที่มาที่ไป ข้าคงทำหล่นตอนขึ้นลงรถม้า ถ้าคนบนถนนเก็บได้คงไม่แคล้วต้องกลายเป็นขยะ
เมื่อเป็นเช่นนี้ฉู่หลินหลางก็วางใจอย่างเต็มที่ ทั้งยังมีแก่ใจเอ่ยกระเซ้าสามี “คุกเข่าต้องทำแน่ แต่ในจวนมีแขกคนงามมาเยือน หากท่านพี่สงสารข้า ดีชั่วก็ไว้หน้าข้าสักนิด รออีกสักพักค่อยว่ากันใหม่นะเจ้าคะ”
พอเห็นโจวสุยอันทำท่างุนงง นางก็หยิบผ้าที่เย็บค้างไว้ขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า
“สตรีเรือนในของสหายสนิทท่านพ่อสมัยยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยมเยียนเจ้าค่ะ เห็นบอกว่าสกุลอิ่น…”
นางกล่าวคำนี้พลางเงยหน้ามองสามีคราหนึ่ง
โจวสุยอันได้ยินนางบอกเช่นนี้แล้วก็เอนกายไปข้างหลังเล็กน้อย เขาไม่ซักถามต่อ เพียงกระแอมกระไอให้คอโล่งก่อนพูดอย่างเก้อกระดากอยู่บ้าง
“อ้อ ท่านพ่อสนิทสนมกับสกุลอิ่นจริงๆ ท่านแม่…ไม่ได้พูดอะไรกับเจ้ากระมัง”
ปลายเข็มในมือฉู่หลินหลางแทงพลาดจึงตำไปที่ปลายนิ้วโดยไม่ระวังอีกครา แต่คราวนี้นางไม่ส่งเสียงร้อง เพียงอมนิ้วเงียบๆ แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาแฝงนัยลึกล้ำ
ตอนแรกนางยังคิดว่าสหายเก่าสกุลอิ่นมาเยี่ยมเยียนกะทันหัน มารดาสามีรู้ว่าอิ่นเสวี่ยฟางเพิ่งกลายเป็นหญิงม่ายพอดีถึงได้บังเกิดความคิดเลยเถิดไปบ้าง
แต่เห็นโจวสุยอันไม่ประหลาดใจสักนิด ทั้งยังมีท่าทางกระดากใจเล็กน้อย นางถึงตระหนักได้ในบัดดลว่า…ดูเหมือนอิ่นเสวี่ยฟางไม่ได้มาเยี่ยมเยียนกะทันหัน แต่คิดอ่านวางแผนมานานแล้ว
มิหนำซ้ำมารดาสามีก็บอกกล่าวให้โจวสุยอันรับรู้ มีเพียงนางที่ถูกปิดหูปิดตาไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ
ฉู่หลินหลางคิดถึงจุดนี้แล้ว ถึงก่อนหน้านี้จะบอกตนเองให้สงบใจไว้ แต่นางก็รู้สึกว่าเพลิงโทสะแล่นขึ้นมาเป็นระลอก ทว่านางยังคงหยั่งเชิงต่อด้วยสีหน้าเป็นปกติ
“ในเมื่อมีแขกสำคัญมาเยือน ท่านแม่จะมีเวลามาพูดกับข้าได้อย่างไร จริงด้วย คราวก่อนที่ท่านพบกับคนสกุลอิ่นเป็นเมื่อไรหรือเจ้าคะ”
โจวสุยอันได้ยินแล้วก็เปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นมาก เขาไม่ตอบคำถามนาง แต่กลับพูดอย่างใจกว้าง
“ช่างเถิด องค์ชายหกตกรางวัลให้เจ้าก็แสดงว่าไม่คิดจะถือสาหาความเจ้า หลายวันนี้เจ้าอย่าออกไปข้างนอกอีก รอจนพวกผู้สูงศักดิ์จากไปแล้วก็คงหมดเรื่อง”
ฉู่หลินหลางเม้มปากแล้วลุกขึ้นปรนนิบัติสามีถอดชุดขุนนางเปลี่ยนไปใส่ชุดลำลอง จากนั้นนางก็ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองส่งเขาออกจากเรือนไปคารวะมารดา
โจวสุยอันอายุมากกว่านางสามปี กิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย เรือนกายไม่นับว่าสูงนัก แต่รูปโฉมหล่อเหลาหมดจด มีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวลเช่นบุรุษในอำเภอเจียงโข่ว เขามีอายุยี่สิบหกปี แต่ดูไปแล้วยังคงสง่าผึ่งผายแฝงความมีชีวิตชีวาดังเช่นเด็กหนุ่มอยู่หลายส่วน
ถึงเป็นยามที่ครอบครัวลำบากยากแค้นที่สุด ฉู่หลินหลางก็ไม่เคยให้สามีต้องกินอยู่อย่างขัดสน ยามคุณชายโจวออกจากจวนไปเยี่ยมเยียนสหายหรือพบปะแขกเหรื่อจะสวมชุดขาวยิ่งกว่าหิมะคู่กับผ้าโพกศีรษะไหม ถือพัดขนนกในมือ เดินไปที่ใดก็ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นบุรุษหน้าหยกผู้หล่อเหลาเกลี้ยงเกลา
หากมิใช่ว่าครอบครัวตกอับ เกรงว่าคงมีสตรีชาติตระกูลดีที่คู่ควรแย่งกันอยากออกเรือนให้เขานานแล้ว
สามีรูปงามนุ่มนวลดุจหยกเช่นนี้เคยเป็นความภาคภูมิใจสุดจะเปรียบของฉู่หลินหลาง นางรู้สึกว่าต่อให้ตนเองเหนื่อยยากกับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ต้องเห็นแก่เงินทองเหมือนพวกพ่อค้าหน้าเลือด สุดท้ายนางก็ไม่เสียแรงเปล่า สามารถฟูมฟักสามีให้เป็นคนมีวิชาความรู้สูงส่งโดดเด่นได้