บทที่ 6
ทว่าวันนี้พอมองเห็นฝีเท้ารีบเร่งกว่าปกติเล็กน้อยของโจวสุยอัน ฉู่หลินหลางผู้ไม่เคยแต่งโคลงเอื้อนกลอนกลับรับรู้ถึงรสชาติของความขมขื่นดังคำกล่าวที่ว่า ‘เพียงเห็นรอยยิ้มของคนใหม่ ไฉนเลยจะได้ยินคนเก่าร่ำไห้’ พุ่งขึ้นมาในใจอย่างไร้สาเหตุ
ฉู่หลินหลางนึกถึงงานเลี้ยงน้ำชาของสตรีในเรือนขุนนางก่อนหน้านี้ ฮูหยินเสมียนใต้อาณัติเจ้าเมืองเล่าเรื่องเหลือเชื่อว่านางให้สามีกินข้าวคลุกน้ำมันหมูทุกวัน เดิมทีเสมียนผู้นั้นก็ดูสง่าผึ่งผายเช่นปัญญาชน แต่ในชั่วเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปีเขาก็อ้วนท้วนขึ้นเป็นสองเท่า อีกทั้งใบหน้ายังมีสิว
ส่วนฮูหยินเสมียนพูดอย่างภาคภูมิใจว่านางจงใจทำเช่นนี้ก็สามารถตัดปัญหาสตรีตามตอแยสามีเพราะความเจ้าเสน่ห์ทำพิษได้แล้ว
ขณะนั้นในใจฉู่หลินหลางนึกรังเกียจการกระทำที่เป็นการเหยียบย่ำสามีตนเองของฮูหยินผู้นี้อย่างยิ่ง
แต่บัดนี้พอได้เห็นภาพสามีที่นางเฝ้าฟูมฟักเป็นอย่างดีรีบร้อนไปพบสหายวัยเยาว์แล้วก็อดเสียใจภายหลังไม่ได้ที่เมื่อก่อนในจวนเจียวน้ำมันหมูไว้น้อยเกินไป…
เวลานี้จะเจียวน้ำมันหมูคงไม่ทันเวลาแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องที่โจวสุยอันรู้ว่าคุณหนูอิ่นมาเยี่ยมเยียนตอนใดนั้นเป็นเรื่องที่นางสนใจใคร่รู้ไม่น้อย
ตอนกินอาหารเย็น ฉู่หลินหลางร่วมโต๊ะกินอาหารกับแขกสกุลอิ่นพร้อมสามีรวมถึงมารดาและน้องสาวของเขา ส่วนยวนเอ๋อร์บุตรสาว เพราะมีแขกอยู่ด้วย จ้าวซื่อกลัวเด็กน้อยจะซุกซนวุ่นวายจนเสียมารยาท จึงสั่งให้หญิงรับใช้พานางไปกินอาหารในห้องตนเอง
ห้องกินอาหารที่เงียบเหงามาแต่ไหนแต่ไรกลับครึกครื้นขึ้นอย่างหาได้ยาก
คุณหนูอิ่นเสวี่ยฟางผู้นี้นั่งร่วมโต๊ะกินอาหารกับโจวสุยอันซึ่งเป็นบุรุษนอกครอบครัวโดยไม่หลบเลี่ยงตามคำคะยั้นคะยอของจ้าวซื่อ แค่ว่าคุณหนูอิ่นมีท่าทางเหนียมอายอยู่บ้าง จะกินแต่ละคำก็อ้าปากอย่างกระมิดกระเมี้ยน กินอย่างละนิดอย่างละหน่อยไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว
จ้าวซื่อมองอากัปกิริยาเช่นกุลสตรีของอิ่นเสวี่ยฟางอย่างพึงใจ พอหันไปอีกทางก็เห็นฉู่หลินหลางกำลังแทะกุ้งตัวใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย
การกินกุ้งจำเป็นต้องปอกเปลือก หากลงมือเองจะดูไม่ค่อยงาม
สกุลโจวมีบ่าวไพร่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นลูกมือในเรือนครัว แม้แต่สาวใช้ที่สกุลอิ่นพามาก็ต้องไปช่วยยกอาหาร เมื่อมีคนนอกครอบครัวมาเป็นแขก อีกทั้งข้างโต๊ะไม่มีบ่าวรับใช้ ดังนั้นจึงไม่มีใครที่โต๊ะกินกุ้ง
แต่เผอิญฉู่หลินหลางชอบกินพวกกุ้งหอยปูปลา ถึงไม่มีสาวใช้อยู่ข้างๆ นางก็ยื่นมือไปหยิบกุ้งมาปอกเปลือกกินเองตามสบาย
ทางด้านโจวสุยอันไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสม เขารู้ว่าภรรยาของตนผู้นี้จริงจังกับการกินอาหารพอๆ กับการทำนายดวงชะตาด้วยกระดองเต่า
ฉู่หลินหลางอยู่บนเรือขนเกลือตั้งแต่เล็กจนโต แย่งกินอาหารในหม้อใบเดียวกับบุรุษฉกรรจ์หยาบกระด้างโขยงหนึ่ง เป็นธรรมดาที่ต้องกินเร็วกว่าถึงจะอิ่มท้อง นี่เป็นนิสัยติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ แก้ไม่ได้แล้ว
หลังจากแต่งเข้าสกุลโจว มารดาสามีทนดูไม่ได้ ตำหนินางอย่างรุนแรงที่โต๊ะอาหารหลายครั้ง ฉู่หลินหลางถึงได้รู้ตัวว่ากิริยามารยาทของตนไม่เหมาะสมเพียงนี้ นางจึงคอยระมัดระวังทุกเวลาจนก้าวหน้าขึ้นมาก
แต่วันนี้คงเพราะออกไปข้างนอกนานเกินไป นางหิวอย่างยิ่ง พอได้กินอาหารนิสัยเก่าก็กำเริบ ต่อให้มีแขกก็ไม่ค่อยระมัดระวังนัก
โจวสุยอันเห็นมารดาส่งสายตามาอย่างไม่พอใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้เท้าสะกิดภรรยาอยู่ใต้โต๊ะเป็นเชิงบอกให้นางระมัดระวังสักหน่อย
ไฉนเลยจะรู้ว่าฉู่หลินหลางไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ นางกินกุ้งติดๆ กันสามตัวถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมืออย่างช้าๆ จากนั้นก็หันหน้าไปพูดกับอิ่นเสวี่ยฟางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“ได้ยินว่าคุณหนูอิ่นปักหลักอาศัยอยู่ที่เมืองชางกับบิดา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ถึงมาเยือนเมืองเหลียนเล่า”
อิ่นเสวี่ยฟางชำเลืองมองมารดาที่พูดคุยกับจ้าวซื่ออย่างสนิทสนมกันคราหนึ่ง นางนิ่งคิดแล้วกล่าวขึ้น “ท่านแม่อยากพาข้าออกท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ พอดีผ่านมาเมืองเหลียน นึกขึ้นได้ว่าที่นี่มีสหายเก่าของท่านพ่อถึงได้มารบกวนเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง “เอ๊ะ? ตอนนี้เป็นฤดูหนาวพอดี อากาศหนาวเย็นถนนลื่นเช่นนี้คงมิใช่เวลาเหมาะแก่การออกเดินทางท่องเที่ยวกระมัง”
อิ่นเสวี่ยฟางตวัดตามองโจวสุยอันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคราหนึ่งแล้วก้มหน้ากล่าว “ท่านแม่รู้สึกเบื่อหน่ายจึงท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ เจ้าค่ะ”