X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 120-121

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 120

ป่ารกร้างนอกเมืองช่วงเย็นย่ำ ตะวันยามสายัณห์สีแดงฉานดุจโลหิต เฉิงผิงถอดรองเท้าหุ้มแข้งออกก่อนนั่งขัดสมาธิตามสบายอยู่บนหินก้อนใหญ่ริมลำธาร ในป่าด้านหลังไม่ไกลจากเขาเท่าไรนักมีเสียงแส้หนังฟาดลงไปบนเนื้อคน ท่ามกลางเสียงวิงวอนขอความเมตตาด้วยความเจ็บปวดมีเสียงตวาดด่าของซือตัวดังแว่วมาตามสายลม

“เห็นคำสั่งของข้าเป็นคำพูดลอยๆ หรือ เคยเตือนแล้วใช่หรือไม่ ปล้นทรัพย์สินก็ปล้นทรัพย์สิน แต่ห้ามขืนใจสตรีหรือฆ่าคนตามใจชอบอีก!”

เขาจ้องมองผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าดุดันแล้วสะบัดแส้ลงไปอีกครั้ง ฟาดใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง โลหิตพุ่งกระจายไปตามแรงสะบัดของแส้ คนผู้นั้นร้องออกมาอย่างน่าเวทนา กุมศีรษะกลิ้งไปมาบนพื้น

เมื่อคืนคนผู้นี้นำพรรคพวกปล้นรถม้าคันหนึ่งที่เร่งออกจากเมืองก่อนฟ้ามืดและออกเดินทางต่อเนื่องทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก เจ้าของรถม้าเป็นญาติห่างๆ ของสกุลเหวย ถึงแม้ครั้งนี้จะโชคดีรอดพ้นจากการถูกพัวพันไปได้ แต่เจ้าบ้านยังคงหวาดผวากระวนกระวายใจตลอดเวลาจึงเก็บข้าวของพาคนทั้งครอบครัวออกจากฉางอัน คิดไม่ถึงว่าจะถูกคนของซือตัวจับตาดูอยู่ที่ประตูเมือง

เพราะก่อนหน้านี้มีคำสั่งห้าม พวกเขาจึงไม่ได้ทำเรื่องเช่นนี้มานานแล้ว รู้สึกคันไม้คันมือยากจะทนไหว ทั้งยังรู้ว่าครอบครัวในรถม้าคันนี้สามารถแตะต้องได้ หลังจากตามออกไปก็ลงมือปล้นด้วยความชำนาญ

“แต่ก่อนก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดมิใช่หรือ เพราะเหตุใดตอนนี้จึงทำไม่ได้แล้ว อีกอย่างวันหน้าเมื่อเรื่องสำเร็จยังจะปล้นสะดมฉางอันสามวันสามคืนก็ย่อมได้! ครั้งนี้เพียงนอนกับสตรี ฆ่าคนไม่กี่คน จะนับเป็นอะไร…”

ในที่สุดผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างก็รวบรวมความกล้าเอ่ยโต้แย้งเสียงเบา

เฉิงผิงสองตามองไปข้างหน้าอย่างเฉยเมย ยกถุงหนังใส่สุราในมือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง

ซือตัวหันไปมองเงาด้านหลังที่ริมน้ำแวบหนึ่งแล้วหันกลับมา

“แต่ก่อนก็คือแต่ก่อน วันหน้าก็คือวันหน้า! เวลานี้นายน้อยสั่งการอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น!”

ซือตัวชักดาบที่เอวออกมา เดินเข้าไปจับหูข้างหนึ่งของคนผู้นั้นไว้แน่นก่อนจะเงื้อมือขึ้นแล้วฟันดาบลงไป พลันนั้นหูคนที่อาบย้อมด้วยโลหิตและคล้ายยังเต้นตุบๆ อยู่ก็ร่วงลงพื้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

“เห็นว่าเป็นการทำความผิดครั้งแรก นี่เป็นการลงโทษสถานเบา! งานใหญ่ของนายน้อยกำลังถึงช่วงสำคัญ ไม่อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดใดๆ ขึ้น! หากพวกเจ้าควบคุมมือและสิ่งที่อยู่ในกางเกงของตนไว้ไม่ได้ ข้าจะช่วยจัดการให้พวกเจ้าเอง!”

ดวงตาทั้งสองของซือตัวซึ่งจับนิ่งอยู่บนใบหน้าที่มีรอยแส้ดูโหดเหี้ยมดุร้ายดุจสัตว์ป่า สายตากวาดผ่านคนที่อยู่รอบด้านคราหนึ่ง ไม่มีใครเห็นแล้วไม่หวาดผวา แม้แต่ผู้ที่เพิ่งถูกตัดหูไปข้างหนึ่งก็ไม่สนใจจะห้ามเลือดที่ไหลออกมา กลับดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกจากพื้นโขกศีรษะยอมรับผิด

ซือตัวเดินออกจากป่า คุกเข่าก้มศีรษะให้กับเงาด้านหลัง

“ข้าไม่ได้ควบคุมสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี นายน้อยโปรดอภัย!”

สายตาของเขาไม่โหดเหี้ยมดุร้ายเช่นเมื่อครู่ก่อน นอกจากความหวาดผวาแล้วยังมีความไม่เข้าใจแฝงอยู่หลายส่วน

กล่าวสำหรับพวกเขา การฆ่าคนอย่างไม่เลือกหน้าหลังการปล้นหรือเกิดอารมณ์ขึ้นมาก็กระทำชำเราคนก่อนจะฆ่าทิ้งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา นับตั้งแต่พวกเขาเกิดมาและโตพอที่จะฟังความรู้เรื่องก็ถูกสอนว่าเมื่อชนะการต่อสู้สามารถสังหารบุรุษของเผ่าอื่นได้ ชิงวัวและแพะของผู้อื่น ให้สตรีของผู้อื่นให้กำเนิดบุตรแก่ตน หากต่อสู้แล้วพ่ายแพ้ก็เปลี่ยนเป็นผู้อื่นสังหารบุรุษของพวกตน ชิงวัวและแพะของพวกตน มารดา บุตรสาว และพี่สาวน้องสาวของพวกตนก็ต้องให้กำเนิดบุตรให้ผู้อื่น

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเทียบกับการสังหารคนทั้งเมืองในช่วงสงครามหลังจากยึดเมืองได้ เรื่องเมื่อคืนก็เรียกได้ว่าน้อยนิดไม่มีค่าพอที่จะกล่าวถึง ที่ปล้นยังเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคดีของสกุลเหวย หลังการปล้นก็จัดการได้อย่างหมดจด ไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน

ทว่าครั้งนี้ไม่รู้เพราะเหตุผลกลใดถึงกับไปแตะถูกเกล็ดมังกรเข้า หลังจากนายน้อยรู้ก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ นี่เป็นเรื่องที่ซือตัวคาดคิดไม่ถึงจริงๆ

หรือนี่จะเป็นผลจากการที่นายน้อยใกล้ชิดกับใครบางคนในราชสำนักที่เคร่งครัดเรื่องมารยาทและกฎหมายมากเกินไป ซึ่งในสายตาเขาคนเหล่านี้ดูคร่ำครึไปสักหน่อยด้วยซ้ำ ซือตัวอดลอบประเมินอยู่ในใจไม่ได้

เฉิงผิงเหมือนไม่ได้ยิน เพียงหันไปมองถนนที่ทอดยาวสู่เมืองฉางอันภายใต้แสงตะวันยามสายัณห์ หัวคิ้วขยับเข้าหากันเล็กน้อย

“เหตุใดคนยังไม่มา เจ้าส่งข่าวไปถึงหรือไม่”

ซือตัวรีบลุกขึ้นจ้องมองหา “ส่งถึงแล้วขอรับ ยังกำชับเขาว่าจะต้องมาให้ได้”

ฉางอันยังไม่ยกเลิกการห้ามออกนอกบ้านยามราตรีที่ดำเนินการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเหตุเปลี่ยนแปลงอันสะเทือนเลื่อนลั่นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงก่อนหน้านี้ ระยะนี้เริ่มมีข่าวลือที่น่าตกใจอีกข่าวหนึ่งแพร่กระจายไปทั่วที่ทำการขุนนางในวังหลวง

วันนั้นในอุทยานส่วนพระองค์ ความจริงแล้วราชบุตรเขยรอโอกาสสังหารคังอ๋อง จุดประสงค์เพื่อโยนความผิดให้องค์รัชทายาท บีบให้องค์รัชทายาทและพวกพ้องเข้าสู่ทางตัน พวกองค์รัชทายาทจึงต้องเร่งรีบลงมืออย่างฉุกละหุกและตกหลุมพราง ทำให้ราชบุตรเขยสามารถโค่นล้มสกุลหลิ่วได้ล้างแค้นให้บิดา แม้เขาจะปกปิดและตบตาทุกคนได้สำเร็จ บรรลุเป้าหมาย แต่ใต้หล้านี้ไม่มีกำแพงใดที่ลมไม่อาจผ่านได้ การกระทำนี้ยังคงไม่รอดพ้นจากการตรวจสอบของฮ่องเต้

เช้าวันนั้นฮ่องเต้ตื่นขึ้นมา หลังจากเหล่าขุนนางออกไปหมดแล้วก็เรียกตัวราชบุตรเขยมาเข้าเฝ้าเพียงลำพังเพื่อเรื่องนี้ ว่ากันว่าตอนนั้นราชบุตรเขยไม่อาจปฏิเสธได้จึงสารภาพออกมาทั้งหมด ฮ่องเต้พิโรธหนักชักกระบี่ออกมาจะสังหารคน เสียงดังไปถึงหน้าประตูนอกตำหนัก แม้แต่ข้าราชบริพารที่หูไวเดินผ่านมาก็ยังได้ยินเสียง สุดท้ายแม้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตราชบุตรเขยชั่วคราวเพราะองค์หญิง ยอมอดทนข่มกลั้นไว้ แต่โทษเป็นน่าจะไม่อาจละเว้นได้

หลังจากวันนั้นองค์หญิงก็เข้าวังหลวงและอยู่ข้างกายฮ่องเต้โดยตลอด นอกจากจะดูแลฮ่องเต้แล้ว ยังช่วยถ่ายทอดพระราชโองการและเรื่องต่างๆ ระหว่างฮ่องเต้กับเหล่าขุนนาง ไม่ได้ออกจากวังอีก ปล่อยให้ราชบุตรเขยถูกกักบริเวณอยู่ในคฤหาสน์หย่งหนิงเพียงลำพัง

คฤหาสน์หลังนี้ภายนอกดูเหมือนปกติ แต่แท้จริงแล้วมุมประตูทั้งสี่และตรอกซอกซอยรอบด้านมีทหารผลัดเปลี่ยนมาประจำการอยู่ในที่ลับทั้งกลางวันและกลางคืน ห้ามผู้ใดเข้าออกคฤหาสน์โดยเด็ดขาด

แม้ฮ่องเต้จะให้ความสำคัญกับราชบุตรเขยมาโดยตลอด ทว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นใครเล่าจะอดทนข่มกลั้นต่อบุตรเขยที่สังหารบุตรชายแท้ๆ ของตนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์ยังเป็นฮ่องเต้ผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดอีกด้วย

เรื่องนี้สุดท้ายแล้วฮ่องเต้จะจัดการกับราชบุตรเขยอย่างไร จะเลือกพระสวามีคนใหม่ให้องค์หญิง หรือจะปล่อยเรื่องนี้ให้แล้วกันไป เหล่าขุนนางใหญ่ไม่มีใครสามารถชี้ขาดลงไปได้ เพียงรู้ว่าชุยเต้าซื่อเข้าวังเพื่อวิงวอนขอความเป็นธรรมให้เผยเซียวหยวน ปรากฏว่าแม้แต่พระพักตร์ฮ่องเต้ก็ไม่ได้เห็น เขาคุกเข่าอยู่นอกตำหนักทั้งวันเช้าจรดค่ำ สุดท้ายก็ถูกจ้าวจงฟางสั่งให้คนหามออกจากวัง ต่อมายังถูกลดตำแหน่งลงสามขั้นเป็นการลงโทษเพื่อตักเตือน

ชุยเต้าซื่อถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ จากขุนนางระดับสูงขั้นสามมาเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจแก้หนังสือขั้นหกของหอหงเหวิน จึงถูกเสียดสีเย้ยหยันจากคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับเขาไม่น้อย หัวเราะเยาะเขาที่ครั้งนี้ได้พึ่งใบบุญจากหลานชาย ได้บรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่ทั้งสามประการของบัณฑิตในยุคนี้คือสอบได้บัณฑิตจิ้นซื่อ แต่งงานกับสตรีในห้าสกุล เพิ่มอีกข้อหนึ่งคือได้รวบรวมเรียบเรียงประวัติศาสตร์บ้านเมือง

ซือตัวรู้ว่านายน้อยลอบวิ่งวุ่นเพื่อเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เที่ยวขอร้องคนรู้จักคุ้นเคยไปทั่วเพียงเพราะต้องการจะพบเผยเซียวหยวนสักครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไร้ผล ครั้นส่งจดหมายเข้าวังเพื่อขอพบองค์หญิงก็เหมือนหินจมลงท้องทะเลเงียบหายไป…มีคนจำนวนไม่น้อยต่างพากันเล่าลือว่าองค์หญิงผิดหวังในตัวพระสวามีอย่างมากจึงไม่สนใจ ไม่ถามไถ่แม้แต่น้อย

ครั้งนี้เรื่องที่ราชบุตรเขยกระทำลงไปทำให้คนตะลึงพรึงเพริดมากจริงๆ หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นสายปลายเหตุไม่เพียงเรื่องของคังอ๋อง การตายขององค์รัชทายาทที่ถูกปลดก็เกี่ยวพันกับเขาอย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ฮ่องเต้สูญเสียพระโอรสถึงสองคนติดต่อกันเพราะเขา ผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลถูกตัดขาด จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะได้รับการอภัยโทษอย่างง่ายดาย

เมื่อวานนี้ซือตัวได้รับคำสั่งให้ไปตามหาเฉินเซ่าอย่างลับๆ

ที่ต้องตามหาคนผู้นี้เพราะหลายวันก่อนนายน้อยให้คนขี่ม้าเร็วส่งจดหมายไปที่เมืองหลวงตะวันออกเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เผยจี้ทราบและหาวิธีการรับมือ เผยจี้ตื่นตระหนกตกใจ ในเวลาอันสั้นจึงยังไม่มีแผนรับมือที่ดี แต่เหอจิ้นซึ่งกลับไปยังเมืองหลวงตะวันออกแล้วได้บอกชื่อคนผู้นี้มา จึงมีการนัดพบอีกฝ่ายในวันนี้

“มีคนมาแล้ว!”

ตะวันลับขอบฟ้า ท้องนภาพลันสลัวลง ซือตัวเอ่ยขึ้นมาเบาๆ คำหนึ่งพลางกระโดดลงจากที่สูงแล้วเดินเข้าไปตรวจสอบดู

ไม่นานเขาก็พาคนผู้หนึ่งเข้ามาแล้วค้อมคำนับบอก “นายน้อย คนมาแล้วขอรับ”

“องค์ชายไม่หาข้า ข้าก็จะมาหาองค์ชายอยู่แล้ว ข้ารับคำสั่งจากคุณชายเผยมา มีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบขอรับ”

เฉินเซ่าทำความเคารพแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม

 

กลางดึกที่ริมลำธารสายเดียวกันนั้น เฉิงผิงนั่งอยู่เพียงลำพังใต้แสงจันทร์

ย่างเข้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว สายลมยามราตรีพัดพาความหนาวเหน็บเข้ากระดูกมาหลายระลอก พระจันทร์นอกเมืองฉางอันดวงใหญ่กว่าในเมืองอย่างเห็นได้ชัด ทอแสงเย็นยะเยือกดุจน้ำค้างแข็งสีขาวแผ่คลุมไปทั่วผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล เสียงระฆังบอกเวลายามจื่อดังขึ้นมาจากวัดป่าที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่มุมใดของป่าเขารกร้างแห่งนี้ ผ่านไปนานจึงเกิดเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น มีคนย่ำลงบนกอหญ้าเดินออกมาจากป่า

“เจ้าต้องการพบข้าหรือ”

แสงจันทร์ส่องสะท้อนใบหน้าบุรุษที่ซีดเซียวและมีรอยแผลเป็นแนวตรงจากกระบี่ เขาจ้องมองด้านหลังศีรษะของคนที่อยู่ข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้น

เฉิงผิงแหงนหน้าขึ้น กรอกสุราอึกสุดท้าย ก่อนจะเหวี่ยงแขนโยนถุงหนังว่างเปล่าทิ้งไปไกล

“พระราชนัดดามานานแล้วกระมัง ซ่อนตัวอยู่ในป่า ใช่ได้รับความสนุกสนานไปอีกแบบหรือไม่” เฉิงผิงกล่าวเสียงเยียบเย็นโดยไม่ได้หันหน้ามา

ผู้มาคือหลี่เหยียน เขาย่อมฟังออกถึงถ้อยคำประชดประชันในคำพูดของเฉิงผิง อีกฝ่ายเยาะหยันเขาที่ระมัดระวังเกินไป แต่เขามีหรือจะสนใจเรื่องเหล่านี้ เพียงยิ้มอย่างไม่แยแส

เฉิงผิงหันหน้ามา อาศัยแสงจันทร์มองหลี่เหยียนแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

“ดูเหมือนท่านอยู่ในฉางอันจะมีผู้สูงส่งอีกคนคอยปกป้อง ซ่อนตัวได้ดีเพียงนี้ นั่งตกปลาอยู่บนแท่นอย่างสงบ* ทั้งยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่น้อย”

“จู่ๆ เจ้าก็อยากพบข้า มีเรื่องอันใด” หลี่เหยียนไม่พูดมากแม้ครึ่งคำ เพียงย้อนถามเช่นนี้

“เผยเอ้อร์ถูกลอบสังหารก่อนแต่งงาน เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่”

หลี่เหยียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะผงกศีรษะ “ใช่ ไม่มีประโยชน์ให้ใช้งานแล้ว เขามีชีวิตอยู่ ข้าก็จะมีศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มมาอีกคน ถึงจะไม่อยากทำ แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น”

นัยน์ตาดำมืดของเฉิงผิงคล้ายมีแสงจันทร์ส่องสะท้อนดุจน้ำแข็งที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยผุดขึ้นมาวาบหนึ่ง เขากระโดดลงมาจากก้อนหินอย่างคล่องแคล่ว

“นับว่าท่านยังรู้การควรไม่ควร ไม่ได้แตะต้องเผยกง ไม่เช่นนั้นจะต้องกลายเป็นศัตรูที่ไม่ตายไม่เลิกรา และท่านคงไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว”

“เผยกงชื่อเสียงบารมีเลิศล้ำ ซื่อสัตย์จริงใจมีเมตตา ไม่เป็นภัยต่อข้าแม้แต่น้อย เหตุใดข้าต้อง…” หลี่เหยียนดูเหมือนจะพลันเข้าใจอะไรบางอย่าง แววตาสั่นไหวเล็กน้อยขณะมองเฉิงผิง “คำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร”

เฉิงผิงเดินมาถึงเบื้องหน้าอีกฝ่ายท่ามกลางแสงจันทร์ “โชคของท่านมาถึงแล้ว เรื่องที่เผยเอ้อร์ถูกฮ่องเต้กักบริเวณท่านน่าจะรู้กระมัง”

หลี่เหยียนพยักหน้าเล็กน้อย “ว่ากันว่าคนที่สังหารคังอ๋องในอุทยานส่วนพระองค์คือเขา”

“ท่านเชื่อหรือไม่”

หลี่เหยียนแววตาสาดประกายเย็นเยียบ นิ่งเงียบลง

“ข้าจะบอกท่านแล้วกัน คนสังหารที่แท้จริงก็คือข้า จะต้องเป็นเพราะฮ่องเต้ยังคงระแวงสงสัยข้าจึงเรียกตัวเขาไปสอบถาม เพื่อจะช่วยปิดบังความผิดให้ข้า เขาจึงยอมรับผิดต่อหน้าฮ่องเต้เสียเอง”

ใบหน้าของหลี่เหยียนปรากฏแววตื่นตะลึงอย่างยากจะปกปิด เขามองเฉิงผิง ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ มีสหายที่ยอมใช้ชีวิตตนเองมาปกป้องเจ้าเช่นนี้ อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นเผยเอ้อร์”

เฉิงผิงยกยิ้ม “ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนข้าก็เตือนเขาแล้วว่าเหตุใดไม่วางแผนเพื่อตนเองให้มาก ถ้าเขายอมฟังคำเตือนของข้าตั้งแต่แรก ข้าก็คงไม่ต้องการอะไร อุทิศตนรับใช้เขา ช่วยเขายึดครองฉางอัน ไหนเลยจะเวียนมาถึงท่าน”

หลี่เหยียนกระตุกมุมปากเล็กน้อย “คืนนี้เจ้าเรียกข้ามามีเรื่องอันใดกันแน่ ก่อนหน้านี้เราตกลงกันไว้แล้ว ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่จำเป็นจริงๆ จะไม่เจอหน้ากันที่ฉางอัน”

เขาเหลียวมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ป่าเขาชานเมืองที่รกร้างนอกจากเสียงลมแล้วยังมีเสียงร้องประหลาดของนกเค้าแมวดังเป็นระยะ บางครั้งยาวบางครั้งสั้น ได้ยินแล้วทำให้คนอดขนลุกชันที่แผ่นหลังไม่ได้

“เขาถูกกักบริเวณแล้ว ดีที่มีคนของเขาคิดหาหนทาง ในที่สุดก็ช่วยเขาส่งข่าวมาถึงข้า เขาเปลี่ยนใจแล้ว ยินดีจะหารือเรื่องที่ท่านเคยเอ่ยถึงช่วงก่อนหน้านี้” เฉิงผิงกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมาทีละคำ

อาจเพราะไม่อยากให้คนที่อยู่ตรงหน้ามีโอกาสเห็นความคิดภายในใจของตนผ่านทางสีหน้า หลี่เหยียนจึงเบือนหน้าหนีจ้องมองไปทางฉางอัน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงหันหน้ากลับมาช้าๆ

“ข้าเชื่อได้หรือ” เขาเพียงย้อนถามเช่นนี้ ไม่มีคำพูดอื่นใด

“ท่านรู้เรื่องเพียงด้านเดียว ไม่รู้อีกด้านหนึ่ง” เฉิงผิงกล่าวเสียงราบเรียบ “เหวยจวีเหรินกำลังหลบหนี ท่านก็น่าจะรู้กระมัง”

หลี่เหยียนมองเขา

“ความจริงแล้วเหวยจวีเหรินตกอยู่ในมือของเผยเอ้อร์ เพื่อรักษาชีวิตให้รอด ไม่ว่าเรื่องใดเขาล้วนพูดออกมา เผยเอ้อร์รู้ถึงต้นสายปลายเหตุของการทำศึกที่เป่ยยวนในตอนนั้นทั้งหมด เป็นคำสั่งขององค์เหนือหัวปัจจุบัน หลิ่วเช่อเยี่ย เฝิงเจินผิงอะไรนั่นเป็นเพียงเพชฌฆาตที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ฮ่องเต้จึงจะเป็นตัวการผู้กระทำผิดที่แท้จริง เพื่อปกปิดเรื่องในอดีตจึงยกองค์หญิงให้แต่งงานกับเขา จุดมุ่งหมายก็เพื่อหาทางผูกมัดจิตใจเขา

เขาเป็นใคร ความแค้นที่อีกฝ่ายสังหารคนในครอบครัวไม่อาจอยู่ร่วมกันได้! จุดประสงค์เดิมที่เขาเข้ามาเมืองหลวงก็เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของการศึกที่เป่ยยวน หากเขาไม่รู้ก็แล้วไป แต่เวลานี้ความจริงปรากฏออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เขาจะยอมล้มเลิกแต่เพียงเท่านี้ได้อย่างไร

เขาส่งคนสนิทมาบอกข้า เมื่อก่อนพระราชนัดดาก็เคยบอกเขา ฮ่องเต้ก็คือตัวการผู้กระทำผิดที่แท้จริง เพียงแต่ตอนนั้นเขาไม่เชื่อท่าน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าท่านพูดถูก เขาต้องการแก้แค้น แต่เขาปฏิเสธที่จะแบกรับการเป็นคนทรยศ ประการแรกเขาไม่ต้องการอกตัญญูต่อเผยจี้ผู้เป็นลุง ประการที่สองหากเขาเป็นผู้ก่อการจะทำให้ชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์จงรักภักดีของบรรพบุรุษสกุลเผยต้องเสื่อมเสีย เขาไม่อาจทำเรื่องเช่นนั้นได้ ในเมื่อเวลานี้องค์รัชทายาทที่ถูกปลดและคังอ๋องต่างตายแล้ว พระราชนัดดา ท่านเป็นทายาทสายตรงขององค์รัชทายาทจิ่งเซิงและเป็นพระราชนัดดาสายตรงของอดีตฮ่องเต้ ไทฮองไทเฮาองค์ปัจจุบันคือทวดแท้ๆ ของท่าน พูดถึงการสืบทอดราชบัลลังก์ก็ไม่มีใครมีความชอบธรรมไปกว่าท่านแล้ว หากท่านเป็นผู้ก่อการก็ไม่ทำให้ชื่อเสียงของเขาหรือสกุลเผยต้องเสื่อมเสีย ดังนั้นเขาจึงให้ข้าไปหาเว่ยอินเหนียงเพราะหญิงผู้นั้นน่าจะรู้ว่าท่านอยู่ที่ใด ขอให้นางช่วยส่งข่าว รอเขาหาทางออกมาได้ เขายินดีจะมาพบท่านเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการใหญ่”

เฉิงผิงชำเลืองมองหลี่เหยียน

“ข้าไม่จำเป็นต้องไปหาเว่ยอินเหนียง เรียกท่านมาโดยตรงเสียเลย เป็นอย่างไร เรียกท่านมาที่นี่ด้วยเรื่องนี้ไม่นับเป็นการรบกวนท่านกระมัง”

อารมณ์ความรู้สึกหลากหลายพลันปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของหลี่เหยียน ทั้งดีใจเป็นล้นพ้น ประหลาดใจ และหวาดระแวง

เขาก้มหน้าลง ไม่ได้พูดอะไรอยู่เป็นนาน เมื่อเห็นเฉิงผิงจ้องมองมาตลอดเวลา ในที่สุดก็พูดอย่างลังเลใจ

“ถ้าเขายอมอุทิศตนรับใช้ข้าด้วยความจริงใจ เรื่องที่ลอบสังหารเขา ให้ข้าคุกเข่าขออภัยเขาข้าก็ยินดี เพียงแต่…”

เฉิงผิงเข้าใจแล้ว จึงยิ้มหยันอย่างถากถางก่อนจะถอยหลังไปหลายก้าว

“ช่างเถอะ! ถือเสียว่าข้าไม่ได้เรียกท่านออกมาแล้วกัน ข้าไม่เคยเห็นคนทำงานใหญ่แล้วกลัวหัวหดไปทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนี้มาก่อน คนต่อให้วางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมแล้วมีประโยชน์อะไร ต้องถามสวรรค์ดูว่าจะช่วยให้สมปรารถนาหรือไม่!

ข้าอาสื่อน่าไม่ใช่คนรักตัวกลัวตาย เดิมทีชีวิตนี้เกิดมาก็เพื่อประโยชน์ของชนเผ่าและบ้านเมืองเท่านั้น ในเมื่อเผยเอ้อร์ยอมรับผิดแทนข้า ข้าจะไม่คำนึงถึงคุณธรรมน้ำมิตรได้อย่างไร ข้าจะกลับไปยอมรับผิด ยุติเรื่องทั้งหมด!”

เขาพูดจบ กำลังจะหมุนตัวสาวเท้าเดินจากไป

“ช้าก่อน!” หลี่เหยียนรีบส่งเสียงยับยั้ง “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ขอเวลาให้ข้าไตร่ตรองก่อน พรุ่งนี้ข้าจะให้คำตอบเจ้า”

เฉิงผิงรู้ว่าอีกฝ่ายจะไปตรวจสอบยืนยันความน่าเชื่อถือของคำพูดเหล่านั้น เขาเบ้ปากแล้วหันหลังกลับเดินจากไป

หลี่เหยียนหยุดฝีเท้าครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเรียกผู้ติดตามซึ่งซ่อนอยู่ในที่มืดออกมา กระซิบสั่งการไปสองสามคำ จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็หายตัวไปท่ามกลางความมืดยามราตรี

กลางดึกวันถัดมา ในสถานที่เดียวกันนั้นหลี่เหมิ่งผู้ติดตามของหลี่เหยียนมาปรากฏตัวแทนผู้เป็นนาย

เขาเป็นขุนพลผู้องอาจห้าวหาญใต้บังคับบัญชาขององค์รัชทายาทจิ่งเซิง และเป็นคนในราชวงศ์ ปีนั้นเขาก็คือผู้คุ้มกันหลี่เหยียนนำกำลังคนออกจากเมืองไปรอต้อนรับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่ ทว่ายังไม่ทันได้รับคนก็ทราบว่าฉางอันเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงคุ้มกันหลี่เหยียนหลบหนีไปและดูแลรับใช้ด้วยความจงรักภักดีมาจนถึงทุกวันนี้

หลี่เหมิ่งบอกว่าหลี่เหยียนยินดีที่จะพบคุณชายเผยเอ้อร์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้

“ฉางอันทางนี้จัดการเรื่องราวไปได้พอสมควรแล้ว พระราชนัดดาต้องไปวางแผนดำเนินการที่อื่น ยิ่งไปกว่านั้นการพบปะกันข้างนอกจะเป็นประโยชน์ต่อคุณชายเผยเอ้อร์มากกว่า จะอย่างไรฉางอันทุกหนแห่งก็เต็มไปด้วยหูตา

อีกเรื่องหนึ่ง พระราชนัดดาให้ข้าสอบถามความคืบหน้าเรื่องการแต่งงานขององค์ชาย ในเมื่อลบล้างการตกเป็นผู้ต้องสงสัยไปได้ ได้ยินว่าเรื่องมงคลขององค์ชายกับท่านหญิงตันหยางลุล่วงแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้เล่าลือกันแพร่สะพัด หากสามารถขอพระราชทานสมรสได้ องค์ชายพาท่านหญิงออกจากเมืองหลวงกลับไปยังดินแดนทางเหนือและนัดพบกันระหว่างทาง ร่วมหารือเรื่องสำคัญก็จะเหมาะเจาะอย่างที่สุด”

เฉิงผิงเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเย็นเยียบพลางหัวเราะขึ้นมา

“อย่างไรกันเล่า เพื่อการพบหน้ากันครั้งนี้พระราชนัดดายังต้องจับสตรีสูงศักดิ์เป็นตัวประกันจึงจะวางใจหรือ”

“พระราชนัดดาแตกต่างจากองค์ชาย หลายปีมานี้ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เรียกได้ว่ารอดพ้นจากความตายมาได้อย่างจวนเจียน ไม่ว่าเรื่องอันใดใคร่ครวญให้มากหน่อยย่อมดีกว่า”

น้ำเสียงของหลี่เหมิ่งมีความเคารพนบนอบ แต่กลับไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิเษกสมรสกับองค์หญิงแห่งราชสำนักและพากลับไปดินแดนทางเหนือ อาศัยเรื่องนี้กดข่มและสั่งการชนเผ่าที่อยู่รอบๆ นี่มิใช่จุดประสงค์ที่องค์ชายมาเมืองหลวงในครั้งนี้หรือ แต่ก่อนเพื่อเรื่องนี้ที่ทำการของเมืองขึ้นน่าจะมีการลอบติดสินบนขุนนางในราชสำนักมากมาย เพราะเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีการนี้ คิดว่าพวกเขาจะต้องช่วยพูดแทนองค์ชายอย่างแน่นอน”

เฉิงผิงสะกดข่มประกายเหี้ยมเกรียมดุดันในส่วนลึกของดวงตาไว้ ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าจะลองดู สำเร็จหรือไม่ก็แล้วแต่ฟ้าลิขิต!”

บทที่ 121

ด้านนอกตำหนักไท่จี๋ที่องค์หญิงโซ่วชางเคยจัดพิธีอภิเษกสมรส ข้างๆ ขบวนเกียรติยศอันวิจิตรงดงามตกแต่งด้วยทองและเงินชุบ ประดับประดาด้วยไข่มุกล้ำค่าและขนนกกระเต็นสีเขียวที่ส่องประกายแวววาวภายใต้แสงตะวัน มีขุนนางจากสำนักกิจการราชวงศ์ กรมพิธีการ สำนักพิธีกรรมยืนเข้าแถวเป็นขบวนส่งเจ้าสาว และยังมีเจ้าหน้าที่ผู้ทำพิธีจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมพิธีในวันนี้

สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมแต่เปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี เฝ้ารอคอยการปรากฏตัวขององค์หญิงฝูหนิง

ครึ่งเดือนก่อนองค์ชายเฉิงผิงแห่งหลางถิงซึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงเมื่อต้นปีได้รับข่าวสารเร่งด่วนจากราชสำนักอ๋องกะทันหัน

บิดาของเขา ข่านผู้เฒ่าที่จงรักภักดีต่อราชสำนักมาตลอดชีวิตป่วยหนักและอาจจะหมดทางรักษา จึงเรียกองค์ชายกลับดินแดนทางเหนืออย่างเร่งด่วน

ข่านผู้เฒ่าสูงวัยร่างกายเสื่อมถอย นับวันยิ่งทรุดหนัก เวลานี้เมื่อมีข่าวเช่นนี้ส่งมา แม้ฮ่องเต้ร่างกายจะยังไม่ฟื้นคืนจากความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียพระโอรสและเหตุการณ์ที่ถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ยังคงฝืนประคับประคองจิตใจซักถามถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยมีองค์หญิงช่วยดำเนินการ

พระองค์ได้ทราบจากปากของทูตว่าความปรารถนาเดียวที่ไม่อาจลืมเลือนของข่านผู้เฒ่าซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงคือให้เผ่าของตนได้รับเกียรติพระราชทานสมรสจากราชสำนัก ขณะที่ฮ่องเต้ทอดถอนใจ ขุนนางในราชสำนักจำนวนไม่น้อยก็พากันเสนอความคิดเห็นต่อองค์หญิงว่าควรแสดงความเมตตาพระราชทานสมรส อาศัยโอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของราชสำนัก เสริมสร้างชายแดนทางเหนือให้มีเสถียรภาพ ข้อเสนอแนะนี้ถูกส่งผ่านองค์หญิงไปถึงเบื้องบน ในที่สุดฮ่องเต้ก็รับข้อเสนอนี้ ส่วนเรื่องการเลือกองค์หญิงที่จะพระราชทานสมรสนั้นสายตาทุกคนต่างพุ่งไปที่หลูเหวินจวินโดยไม่มีข้อถกเถียงใด

ชาติกำเนิดของนางไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เมื่อทอดสายตาไปทั่วทั้งราชสำนัก นอกจากองค์หญิงโซ่วชางธิดาสายตรงของฮ่องเต้แล้ว หลูเหวินจวินก็เรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ไม่เป็นสองรองใครได้เลย ฐานะเหมาะสมยิ่ง กอปรกับเรื่องที่พวกเขาลอบนัดพบกันเมื่อไม่นานมานี้ ภายใต้การระงับยับยั้งอย่างสุดกำลังขององค์หญิงใหญ่ แม้รายละเอียดต่างๆ จะไม่มีใครนำมาพูดอย่างเปิดเผย แต่มากน้อยก็ยังคงแพร่งพรายออกมา

ท่านหญิงตันหยางกับองค์ชายอาสื่อน่ามีความสนิทสนมกันส่วนตัว ทุกคนต่างทราบดี ไม่นานพระราชโองการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์องค์หญิงก็ส่งมาถึงสกุลหลู เมื่อพิจารณาถึงว่าองค์ชายอาสื่อน่าไม่อาจรอเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพได้แล้ว ต้องกลับแคว้นอย่างเร่งด่วน พิธีแต่งงานจึงต้องจัดอย่างเรียบง่าย มีกำหนดส่งตัวเจ้าสาวในวันนี้ รอไปถึงดินแดนทางเหนือแล้วค่อยจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่โดยมีทูตจากราชสำนักเป็นผู้ดูแลจัดการ

ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี ท่ามกลางเสียงทำความเคารพต้อนรับที่เหล่าขุนนางนอกตำหนักเปล่งออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน องค์หญิงฝูหนิงหลูเหวินจวินที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมด้วยกองทหารและนางข้าหลวงผู้ติดตาม นางออกจากห้องโถงพิธีแล้วขึ้นเกี้ยว ขบวนเคลื่อนมาถึงด้านในประตูตันเฟิ่งซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลักของวังหลวง

ตามคำพูดของขุนนางกรมพิธีการนักปราชญ์ราชบัณฑิตเหล่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสืบทอดประเพณีการแต่งกายของราชสำนักและความเคารพในคำสั่งสอนกล่อมเกลา แม้กำลังจะออกจากเมืองหลวงกลับไปยังแคว้นของตน วันนี้เฉิงผิงก็ยังคงสวมชุดแต่งงานแบบบุรุษแห่งราชสำนัก รูปลักษณ์ของเขาหล่อเหลาคมเข้ม โดดเด่นสะดุดตาในชุดเสื้อคลุมยาวสีม่วง สวมเกี้ยวผมทอง สายรัดเอวหยก

ชุดแต่งงานแบบบุรุษแห่งราชสำนักนี้ไม่อาจปกปิดรูปร่างอันแข็งแกร่งทรงพลังและความองอาจผึ่งผายของเขา แต่กลับทำให้เขาดูสูงส่งและสง่างามขึ้นหลายส่วนจากที่ปกติไม่เคยมี มองจากระยะไกลยิ่งไม่มีอันใดแตกต่างจากเจ้าบ่าวแห่งราชสำนัก

เขายืนนิ่งอยู่กลางฝูงชนแน่นขนัดที่มาเข้าร่วมพิธีอยู่นอกประตูวังหลวง มองจ้องไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ เกี้ยวเจ้าสาวค่อยๆ หยุดลงที่ด้านหลังประตูวัง ขณะขุนนางกรมพิธีการประกาศการมาถึงของเจ้าสาว เขาก็สาวเท้าเข้าไปแล้วยื่นมือเลิกม่านเกี้ยวขึ้นเบาๆ

นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่หอชิงเยวี่ยในวันนั้นจนถึงตอนนี้ ทั้งสองเพิ่งได้พบหน้ากันอีกครั้ง

หลูเหวินจวินสวมชุดงามหรูแวววาวไปด้วยเครื่องประดับ คิ้วดำปากแดง มีผ้าคลุมหน้าปักลวดลายติดแผ่นทองครึ่งผืนคลุมปิดดวงหน้างดงามบอบบางดุจหยกดั่งหิมะไว้บางๆ

เดิมก็เป็นคนงามหยาดเยิ้ม ยิ่งแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีตงดงามเช่นนี้ก็เรียกได้ว่างามเลิศล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสอง ดึงดูดใจกระชากวิญญาณผู้คน

หลูเหวินจวินเงยหน้าขึ้น สองตาพลันสบประสานกับบุรุษหนุ่มต่างเผ่าตรงหน้าที่ช่วยยกม่านขึ้นให้นางผู้นี้ ทว่าหลังจากมองสบตากันเป็นเวลาสั้นๆ ปลายขนตาของนางก็สั่นไหวเบาๆ คล้ายตกใจและขวยอาย นางหลุบตาลงแล้วก้มหน้า ดวงหน้างามถูกผ้าปิดคลุมไปครึ่งหนึ่งไม่อาจมองเห็นแล้ว

ส่วนลึกของดวงตาเฉิงผิงคล้ายมีแสงริบหรี่ชัดเจนระริกไหวขึ้นมาหลายจุดเพราะความงามที่ปรากฏเพียงครู่เดียวนี้ แต่ไม่นานแสงริบหรี่นั้นก็จางหายไปราวกับตะเกียงที่น้ำมันแห้งขอด มุมปากของเขายกยิ้มอย่างที่ควรเป็น หลุบคิ้วถอนสายตา จากนั้นก็ทำตามคำชี้นำของขุนนางกรมพิธีการที่อยู่ข้างกาย รับคนออกจากเกี้ยวโดยจับผ่านแขนเสื้อแล้วส่งขึ้นรถเจ็ดหอม* จากนั้นเขาก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า

ภายใต้การติดตามจากคนของเฉิงผิงและผู้ติดตามเจ้าสาวจำนวนมากที่ราชสำนักพระราชทานให้ ขบวนเคลื่อนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดถนนใหญ่ประตูเฉิงเทียนอันคึกคัก ในที่สุดก็ออกจากประตูไคหย่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฉางอัน พาหลูเหวินจวินออกจากเมือง

องค์หญิงใหญ่ยืนอยู่หลังธรณีประตูวังเพียงลำพัง มือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้า มืออีกข้างเกาะประตู สองตาเต็มไปด้วยความห่วงพะวง มองตามเงาด้านหลังรถเจ้าสาวที่เคลื่อนห่างออกไป กระทั่งอะไรก็มองไม่เห็นแล้วแต่ยังคงยืนอยู่เป็นนานไม่ยอมจากไป

เมื่อเดือนก่อนหลังจากบุตรสาวกลับมาจากหอชิงเยวี่ย ชีวิตขององค์หญิงใหญ่ก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะขู่เข็ญ บีบบังคับ หรือเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวอย่างไร หลูเหวินจวินก็ยืนกรานว่านางได้ใช้โอกาสที่ไปอุทยานส่วนพระองค์ลอบพบกับเฉิงผิงด้วยความสมัครใจ อีกทั้งหลังจากบุรุษผู้นั้นพาตัวนางไปแล้วทั้งสองก็อยู่ในหอชิงเยวี่ยโดยตลอด ไม่ได้แยกจากกันแม้ชั่วขณะ

ถึงองค์หญิงใหญ่จะมีอำนาจมากมาย แต่ก็ไม่สามารถปิดปากคนที่ลอบวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ทั้งหมด คราแรกด้วยความโกรธอย่างที่สุดนางถึงกับเคยคิดจะสังหารชาวหูผู้นั้นเสียเพื่อตัดขาดความลุ่มหลงของบุตรสาว เมื่อเปรียบกับความเจ็บปวดที่จะต้องถูกทรยศและถูกเมินเฉยในวันข้างหน้าที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ความเสียหายต่อชื่อเสียงในวันนี้จะนับเป็นอะไรได้ รอให้คลื่นลมลูกนี้สงบลง ด้วยฐานะของบุตรสาวนางไม่ต้องกังวลว่าจะหาสามีที่ดีไม่ได้ แต่เพราะถูกสามีนางยับยั้งไว้ หลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้วนึกถึงฐานะที่ชาวหูผู้นั้นเป็นตัวแทนของต่างแคว้น นางจึงได้แต่จำใจเป็นที่สุด อดกลั้นฝืนทน กัดฟันจนแทบแตก จากนั้นก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถึงชาวหูผู้นั้นจะฉวยโอกาสนี้ไปขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรส นางก็จะไม่ยอมรับปากโดยง่าย แม้จะเป็นการขัดพระราชโองการก็ตามที แต่ใครจะรู้ว่าคนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต ถึงกับเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น

เยี่ยซวี่อวี่เดินมาถึงเบื้องหลังนาง

“เสด็จอาหญิงวางใจเถิด ข้าจะปกป้องเหวินจวินให้ดี พานางกลับมาคืนให้ท่านอย่างไม่มีอะไรบอบช้ำแน่นอน”

นางมองเงาด้านหลังขององค์หญิงใหญ่พลางกล่าวเสียงเบาแล้วทรุดตัวลงแสดงคำนับ

องค์หญิงใหญ่รีบหันหน้ามา ครั้นเห็นเยี่ยซวี่อวี่คุกเข่าลงคำนับตนจึงรีบหมุนตัวมากุมแขนนางยับยั้งไว้

“ข้าต้องแสดงคำนับ” เยี่ยซวี่อวี่กล่าวพลางจับมือองค์หญิงใหญ่ออก ยืนกรานจะคำนับขอบคุณอีกฝ่าย “การคำนับครั้งนี้ไม่เพียงแสดงถึงความเคารพและความขอบคุณที่ข้ามีต่อเสด็จอาหญิงกับเหวินจวิน แต่ยังเป็นการขอบคุณแทนชาวเมืองฉางอันและอาณาประชาราษฎร์ในใต้หล้าอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะเหวินจวินไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด องอาจห้าวหาญเอาตัวเข้าเสี่ยงอันตราย และหากไม่ใช่เพราะเสด็จอาหญิงเข้าใจหลักทำนองคลองธรรมอย่างลึกซึ้ง ยอมรับปากและไม่ตำหนิข้าที่พาเหวินจวินไปเสี่ยงอันตราย จะมีโอกาสกวาดล้างผู้ก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองและกำจัดภัยพิบัติที่แอบแฝงของราชสำนักได้อย่างไร การคำนับครั้งนี้ไม่มีค่าพอที่จะกล่าวถึง เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำ นอกจากสิ่งนี้แล้วข้าก็ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะแสดงถึงความซาบซึ้งใจที่ข้ามีต่อเสด็จอาหญิงได้ เสด็จอาหญิงโปรดรับไว้ด้วยเถิด”

องค์หญิงใหญ่มองหลานสาวคุกเข่าลงคำนับตนอย่างเป็นทางการ ขอบตาก็อดร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้

แม้จะวิตกกังวลอย่างที่สุด อีกทั้งมากน้อยก็มีความฝืนใจที่ต้องรับปากเรื่องนี้ แต่องค์หญิงใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่หยิ่งยโสถือดีไม่มีความรู้แม้แต่น้อย

เรื่องในครั้งนี้ไม่เพียงมีความสำคัญอย่างยิ่ง บุตรสาวของตนยังเป็นฝ่ายกระทำผิดก่อน ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร อันที่จริงตอนองค์หญิงโซ่วชางมาหานางและเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็ไม่เหลือช่องทางให้ปฏิเสธได้แล้ว

องค์หญิงใหญ่ยื่นมือออกไปอีกครั้ง ประคองคนขึ้นมาจากพื้นแล้วสงบใจเอ่ยว่า “ข้าเชื่อเจ้า เมื่อก่อนเหวินจวินไม่รู้ประสา ถูกชาวหูที่มีเจตนาไม่ดีหลอกลวงทำให้สับสนและสูญเสียสติสัมปชัญญะจนกระทำผิดอย่างร้ายแรง นี่เป็นสิ่งที่นางควรทำ ยิ่งไปกว่านั้นหากครั้งนี้สามารถทำให้นางเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของชาวหูผู้ชั่วร้ายและกลับมาสงบใจใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ข้ามีแต่จะขอบคุณเจ้า พวกเจ้าก็ต้องระวังตัวด้วย รีบกลับมาโดยเร็ว!”

ในแผนการของเยี่ยซวี่อวี่ จู่ๆ หลูเหวินจวินก็ถูกเพิ่มเข้ามา นี่เป็นเหตุที่ไม่คาดคิดมาก่อน

การรับปากส่งบุตรสาวสุดที่รักไปเข้าปากเสือเป็นเหยื่อล่อ..นี่เป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลมากเพียงใดของคนเป็นแม่

เช่นเดียวกัน กล่าวสำหรับเยี่ยซวี่อวี่เอง การตัดสินใจให้หลูเหวินจวินไปเสี่ยงอันตรายก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่น้อย

หลังจากทางอาสื่อน่ายื่นหนังสือกราบทูลขอพระราชทานสมรสต่อฮ่องเต้ นางไม่ได้นอนทั้งคืน ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะตัดสินใจอย่างเห็นแก่ตัว ซึ่งการตัดสินใจนี้กล่าวสำหรับหลูเหวินจวินแล้วไม่เพียงเลือดเย็น ยังอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

ขณะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเพราะการไตร่ตรองตัดสินใจ เยี่ยซวี่อวี่ยืนอยู่คนเดียวในห้องโถงที่กว้างโล่งและเงียบงัน รอคอยแสงอรุโณทัยสาดส่องเข้ามาที่หน้าต่างแกะสลักงดงาม นางก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าเมื่อไรที่เข้ามาพัวพันกับการเมืองในราชสำนัก กลายเป็นผู้วางแผนหรือเป็นผู้ดำเนินการ นางก็จะไม่สามารถครุ่นคิดใคร่ครวญเช่นแต่ก่อนได้อีก ยิ่งไม่สามารถกระทำการใดๆ ตามความชอบหรือไม่ชอบของตนเท่านั้น

นางเคยเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการอ้างว่าไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเป็นเพียงข้อแก้ตัวของคนที่ทำผิดพลาด

แต่เช้าตรู่ของวันที่อากาศหนาวเหน็บในฤดูหนาว แม้แต่เตาถ่านยังไม่สามารถขับไล่ความหนาวเย็นไปได้หมด ขณะที่นางกำลังรอให้ฟ้าสว่างอยู่นั้นเมื่อลองใช้ความรู้สึกในเวลานี้มาใคร่ครวญอีกครั้งถึงเรื่องที่ตอนนั้นฮ่องเต้ไม่ได้แก้แค้นให้มารดาในทันทีซึ่งยังคงติดค้างอยู่ในใจของนาง นางก็พลันเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม

กล่าวสำหรับติ้งอ๋อง…บิดาของนาง เขาไม่คู่ควรกับการให้อภัยตลอดกาล

แต่กล่าวสำหรับฮ่องเต้ นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่สุดที่เขาสามารถทำได้ในตอนนั้น

เยี่ยซวี่อวี่พยักหน้า “เช่นนั้นข้าไปแล้ว เสด็จอาหญิงรอฟังข่าวเถิด”

 

วันนั้นหลังจากฟ้ามืดเยี่ยซวี่อวี่ออกจากเมืองเงียบๆ พร้อมคนกลุ่มหนึ่ง ติดตามขบวนส่งเจ้าสาวที่ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกเมื่อตอนกลางวันกลุ่มนั้น

องค์หญิงฝูหนิงสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานกับอาสื่อน่า หลังจากออกเดินทางตามธรรมเนียมทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้พบกันระหว่างทาง ข้างกายนางมีขันทีที่แข็งแกร่งเชื่อถือไว้ใจได้คอยคุ้มกัน อีกทั้งขุนนางกรมพิธีการก็ร่วมเดินทางไปด้วย เข้าพักด้วยกัน และอยู่เคียงข้างนางทั้งกลางวันกลางคืน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ห้อมล้อม ถึงอาสื่อน่าจะมีใจแต่ก็ไม่อาจบุกเข้าไปในที่พักยามค่ำคืนของหลูเหวินจวินอย่างโจ่งแจ้งได้

เพื่อให้อาสื่อน่ากลับถึงดินแดนทางเหนือได้โดยเร็ว ขบวนส่งเจ้าสาวจึงเลือกใช้เส้นทางขึ้นเหนือที่เป็นภูเขาสูง แม้ระยะทางสั้นแต่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวและอันตรายกว่า เส้นทางนี้เยี่ยซวี่อวี่เคยใช้ตอนเพิ่งกลับมาเมืองฉางอัน

เวลานี้หลี่เหยียนยังคงระมัดระวังตัว แม้เฉิงผิงจะหาทางแต่งงานกับหลูเหวินจวินได้แล้ว ในมือมีตัวประกันที่สำคัญยิ่ง แต่เขาก็ยังไม่ได้บอกสถานที่ที่จะพบหน้ากันอย่างชัดเจนออกมา เพียงบอกผ่านหลี่เหมิ่งว่าจะพบกันที่นอกด่านอิงโฉว ส่วนสถานที่ที่แน่นอนนั้นถึงเวลาค่อยกำหนด

ขณะเดียวกันหลี่เหมิ่งก็ช่วยถ่ายทอดคำพูดให้กับผู้เป็นนาย หวังว่าคุณชายเผยเอ้อร์จะเข้าใจและเห็นใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในความจริงใจของคุณชายเผยเอ้อร์ แต่เป็นเพราะต้องการปกป้องตนเองจึงจำต้องทำเช่นนี้

กำหนดให้พบหน้ากันที่นอกด่านอิงโฉว สถานที่นี้ก็สอดคล้องกับที่นางและเผยเซียวหยวนคาดหมายไว้ล่วงหน้า

ด่านอิงโฉวอยู่ห่างจากฉางอันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสามร้อยหลี่ มีกองกำลังทหารตั้งมั่นอยู่กองหนึ่ง หลังออกจากด่านแล้วเส้นทางขึ้นเหนือจะผ่านที่ราบรกร้างอันกว้างใหญ่ บริเวณรอบๆ เป็นป่าเขียวขจี หน้าผาสูงชันหุบเหวลึก ไม่ว่าจะหลบซ่อนตัวหรือหลบหนีก็เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยม

ตามแผนการที่วางไว้ คืนก่อนที่ขบวนจะถึงด่านอิงโฉวหลูเหวินจวินจะถูกรับตัวออกจากจุดพักม้า จากนั้นให้นางกำนัลอีกคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับหลูเหวินจวินอีกทั้งแต่ก่อนเคยผ่านการฝึกฝนให้เป็นผู้สอดแนมและปฏิบัติภารกิจพิเศษจากหยวนจื๋อมาแทนที่ วันถัดจากนั้นนางกำนัลจะซุกซ่อนอาวุธไว้กับตัวและทำเช่นที่ผ่านมา อาศัยผ้าคลุมหน้าปิดบังตัวตนแล้วขึ้นรถม้าไป ติดตามอาสื่อน่าออกจากด่าน

ขั้นตอนทั้งหมดในการเปลี่ยนตัวคน หยวนจื๋อซักซ้อมล่วงหน้ามาหลายครั้ง วางแผนไว้อย่างรอบคอบรัดกุม จะไม่ทำให้อาสื่อน่าหรือผู้ใดก็ตามเกิดความสงสัย

จุดประสงค์ที่เยี่ยซวี่อวี่ติดตามอยู่ข้างหลังก็เพื่อจะรับตัวหลูเหวินจวินและส่งตัวนางกลับไปถึงข้างกายองค์หญิงใหญ่ในทันที

หลังออกเดินทางช่วงสองสามวันแรกทุกอย่างปกติ ไม่มีเหตุไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้น

เยี่ยซวี่อวี่ไม่รู้ว่าเหตุผลที่เฉิงผิงใช้เอ่ยขอแต่งงานเป็นเพราะข่าวข่านผู้เฒ่าป่วยหนักจริงหรือเป็นเพียงข้ออ้างที่เขาคิดขึ้นมา แต่หลังจากออกเดินทางสิ่งที่นางกังวลมากที่สุดก็ไม่ได้เกิดขึ้น นั่นคือเรื่องที่เขาอาจจะใช้อำนาจบีบบังคับขอพบหน้าหรือขอใกล้ชิดกับหลูเหวินจวิน

จากรายงานที่นางได้รับทราบ ทุกวันอาสื่อน่าเอาแต่เร่งรีบเดินทาง ดูแล้วเหมือนมีเรื่องในใจ ยามค่ำคืนหยุดพักค้างแรมตามจุดพักม้า เขาก็ปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวจงหยวน แยกห้องพักจากกันเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก ไม่ได้ทำเรื่องละเมิดประเพณีทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาก็เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางกายกับหลูเหวินจวินแล้ว

เฉิงผิงดูเหมือนไม่มีความปรารถนาที่จะเข้ามาใกล้ชิดกับหลูเหวินจวิน เรื่องนี้ทำให้เยี่ยซวี่อวี่วางใจลงไม่น้อย เช่นนี้ไม่เพียงทำให้หลูเหวินจวินปลอดภัยขึ้น ไม่ตื่นเต้นมากไปจนเผยพิรุธให้เขามองออก หลังจากเปลี่ยนตัวคนแล้วคิดจะปิดฟ้าข้ามทะเลก็จะง่ายดายขึ้น ขอเพียงถึงด่านอิงโฉวและรับคนกลับมา ที่เหลือก็มอบให้เผยเซียวหยวนแล้ว

หลังออกจากฉางอันมาได้สี่ห้าวัน พลบค่ำของวันนี้กลุ่มของเยี่ยซวี่อวี่ก็มาถึงจุดหมาย

อีกสิบกว่าหลี่ข้างหน้าก็คือด่านอิงโฉว ถัดออกไปเป็นที่ราบรกร้างและป่าทึบ คืนนี้ขบวนส่งเจ้าสาวที่อยู่ข้างหน้าพักค้างแรมที่จุดพักม้าอิงโฉว ส่วนเยี่ยซวี่อวี่พักในค่ายพักชั่วคราวที่อยู่ห่างออกมาทางด้านหลังไม่กี่หลี่ รอรับหลูเหวินจวินตอนเที่ยงคืนแล้วพาคนเดินทางกลับฉางอันในคืนนี้เลย

ฟ้ามืดลง เยี่ยซวี่อวี่นั่งอยู่เพียงลำพังในกระโจมเล็กที่ตั้งขึ้นมาชั่วคราวหลังหนึ่ง

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แสงไฟในยามค่ำคืนชักนำความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาให้ ในค่ายพักจึงมืดมิด เหล่าทหารองครักษ์มือถือดาบ อาศัยแสงจันทร์เดินตรวจตราอยู่รอบกระโจมเล็กของนางไม่หยุด

เมื่อไม่อาจจุดไฟก็ย่อมไม่ได้ผิงไฟสร้างความอบอุ่น ค่ำคืนต้นฤดูหนาวในป่าเขามีลมหนาวพัดโชย ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับช่วงที่อากาศหนาวจัด หม้อร้อน* ที่นางนำมาจากจุดพักม้าก่อนหน้านี้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่หน้าอกและมือก็เย็นไปนานแล้ว หยางไจ้เอินกลัวมือขององค์หญิงจะแข็งจึงหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวใหญ่ออกมาคลุมลงบนไหล่บางพลางกล่าวเสียงต่ำให้นางคลุมเสื้อแล้วไปนอนสักตื่น

“หลายวันนี้เอาแต่เร่งเดินทาง นอนกลางดินกินกลางทราย องค์หญิงวางพระทัยหลับพระเนตรลงสักครู่เถิด รอรับองค์หญิงฝูหนิงกลับมาแล้วกระหม่อมจะปลุกองค์หญิงเอง”

เยี่ยซวี่อวี่รู้สึกอ่อนเพลียจริงๆ

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด อาจเพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ช่วงนี้นางจึงรู้สึกง่วงนอนบ่อย แต่คืนนี้ในช่วงเวลาเช่นนี้นางจะนอนหลับได้อย่างไร ถึงหลูเหวินจวินทางนั้นทุกอย่างจะเรียบร้อยดี สามารถวางใจได้ แต่เมื่อนึกถึงว่าหลังจากคืนนี้คนผู้นั้นจะต้องออกจากด่าน อีกทั้งเป็นไปได้อย่างมากว่าจะต้องบุกเดี่ยวไปรับมือกับหลี่เหยียนและคนของเขาซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเตรียมตัวมาอย่างรอบคอบในทุกด้าน นางก็อดกังวลใจไม่ได้

นางเชื่อมั่นในกำลังความสามารถของเผยเซียวหยวน แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขากับความห่วงใยเป็นความรู้สึกสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงทั้งไม่ได้ขัดแย้งกัน

ตั้งแต่วันนั้นที่เขากลับมายังคฤหาสน์หย่งหนิงทั้งสองได้หารือและกำหนดแผนการนี้ขึ้นมา หลังจากนางเข้าวังจนถึงคืนนี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เพื่อให้ข่าวลือที่ว่า ‘องค์หญิงกับราชบุตรเขยเกิดความร้าวฉาน ตำแหน่งราชบุตรเขยอาจรักษาไว้ไม่อยู่’ เป็นจริง นางจึงอดทนไม่พบหน้าเขามาโดยตลอด เผยเซียวหยวนเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากจะขอพบนางเป็นการส่วนตัว การติดต่อเพียงอย่างเดียวระหว่างคนทั้งสองคือการส่งข่าวไปมาถึงกัน

เมื่อไม่กี่วันก่อนเผยจี้ได้ยื่นหนังสือกราบทูลติดต่อกันสามฉบับเพื่อขออภัยโทษด้วยเรื่องของหลานชาย หากไม่ใช่เพราะถ้าไม่มีพระราชโองการไม่อาจละทิ้งหน้าที่โดยพลการเขาคงมาด้วยตนเองแล้ว ทั้งยังขอร้องหนิงอ๋องให้ช่วยเหลือ โดยยืนยันว่าต้องมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น วิงวอนให้ฮ่องเต้ตรวจสอบอีกครั้ง อย่าเพิ่งตัดสินโทษเร็วนัก และในที่สุดก็ดูเหมือนฮ่องเต้จะเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย แต่พระองค์ยังคงพิโรธ ไม่ยกเลิกการกักบริเวณและคืนตำแหน่งหน้าที่ให้เผยเซียวหยวน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยากจะคาดเดาได้

ตามแผนแล้วเขาน่าจะ ‘ติดสินบนใครสักคนแล้วออกจากฉางอันเงียบๆ มาที่นี่ตามนัดหมาย คิดหาหนทางออกจากด่านและร่วมหารือเรื่องสำคัญกับหลี่เหยียน’

เยี่ยซวี่อวี่รู้ว่าเขาน่าจะอยู่ในละแวกใกล้เคียง แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดกันแน่ พักผ่อนยามค่ำคืนอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งต้นหนึ่ง หรือกำลังอาศัยแสงจันทร์เร่งเดินทาง เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าอยู่บนทางหลวงที่พื้นผิวถนนเต็มไปด้วยความขรุขระ

เมื่อนึกถึงว่าพรุ่งนี้เผยเซียวหยวนจะต้องออกจากด่านไปเผชิญหน้ากับศัตรู ในใจนางพลันรู้สึกว้าวุ่นกระวนกระวายและคิดถึงอย่างห้ามไม่อยู่

นางอยากพบเขา อยากพบเป็นที่สุด

ไม่ได้พบหน้ากันมานานเกินไปแล้ว ช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่สำหรับนางแล้วกลับเหมือนผ่านไปปีหนึ่ง

ขณะฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย คิดจะออกจากกระโจมไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ทันใดนั้นเยี่ยซวี่อวี่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสั้นเร็วอันคุ้นเคยของหยางไจ้เอิน ก่อนจะได้ยินเสียงเขากระซิบผ่านประตูกระโจม

“องค์หญิง ราชบุตรเขยมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หัวใจของเยี่ยซวี่อวี่สั่นสะท้านทันที นางลุกพรวดขึ้นมาจากเสื่อ รีบเปิดประตูกระโจมแล้วยื่นศีรษะออกมา ทำให้หยางไจ้เอินที่ยังไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งตกใจ รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วชี้ทิศทางให้นาง

ด้านหน้ามีต้นไผ่ขึ้นเป็นดงอยู่ผืนหนึ่ง แสงจันทร์สลัวรางลอดผ่านยอดไผ่ ภายใต้ผืนป่าที่สะท้อนแสงจันทร์เยียบเย็นจางๆ ดุจประกายหิมะมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ

เยี่ยซวี่อวี่ระงับความตื่นเต้นดีใจที่กำลังพลุ่งพล่าน แทบจะซอยเท้าวิ่งไปหาเขา

เผยเซียวหยวนดูประหลาดใจเล็กน้อยกับท่าทีเช่นนี้ของนาง รีบสาวเท้าก้าวเข้ามาหานางอีกหลายก้าว

“ท่านมาได้อย่างไร”

หลังจากพบหน้ากันและตามเขากลับเข้าไปในป่าไผ่ เยี่ยซวี่อวี่อดทนต่อความรู้สึกอยากจะโผเข้าไปในอ้อมอกและกอดเขาเอาไว้ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา

“คืนนี้ทางท่านจะรับตัวเหวินจวินกลับ ข้าก็เตรียมออกจากด่านแล้ว ผ่านมาในละแวกใกล้เคียงพอดีจึงถือโอกาสมาดูสักหน่อย” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยมองนางพลางตอบ

ที่แท้เขาไม่ได้ตั้งใจมาหานางก่อนออกจากด่าน ความรู้สึกผิดหวังจางๆ ระผ่านหัวใจ เมื่อหวนนึกถึงวันที่พวกนางแยกจากกันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลังจากเขาตื่นขึ้นมา แขนข้างนั้นที่เห็นชัดว่ายกขึ้นมาหานางสุดท้ายกลับไม่รู้เพราะเหตุใดจึงลดแขนลง ความรู้สึกผิดหวังนี้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นและเปลี่ยนเป็นความเศร้าใจ

นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดท่าทางการเคลื่อนไหวเล็กน้อยหรืออาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลยของเขาวันนั้นถึงได้ติดค้างอยู่ในใจนางไม่ลืมเลือน ตอนนี้ยังผุดขึ้นมาในสมองในเวลาที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

แต่ไม่นานนางก็ปัดความคิดแปลกประหลาดฟุ้งซ่านที่ไม่ควรมีเหล่านี้ออกไป คล้อยตามคำพูดของเขา มองไปรอบๆ ค่ายที่พักซึ่งอยู่นอกป่าไผ่แล้วจึงเอ่ยขึ้น

“ท่านวางใจเถิด ทางข้าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี มีกำลังคนมาก จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด กลับเป็นท่าน หลังออกจากด่านข้างกายไม่อาจมีคนติดตาม ต้องระวังตัวให้มาก!”

เผยเซียวหยวนรู้ว่าคนที่รับผิดชอบดูแลเยี่ยซวี่อวี่ทางด้านนี้คือจางตุนอี้ที่หานเค่อรั่งส่งมา ก่อนหน้านี้ก็เคยปฏิบัติภารกิจมาหลายครั้งแล้ว เป็นคนที่ไว้วางใจได้

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองพระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าเหนือป่าไผ่

“เช่นนั้นก็ดี ข้าไม่มีอะไรแล้ว ต้องไปแล้ว กลางคืนลมแรงอากาศหนาวมาก ยังห่างจากเวลารับคนอีกระยะหนึ่ง ท่านไม่จำเป็นต้องรออยู่เฉยๆ ไปนอนสักตื่นเถิด” เขากำชับนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนยิ่งคล้ายไม่รู้ตัว

อารมณ์เศร้าใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มลายหายไปในทันที เยี่ยซวี่อวี่พยักหน้า เห็นเงาร่างสองสายยืนตะคุ่มๆ อยู่นอกป่าไผ่ไกลๆ ก็รู้ว่าผู้ติดตามของเขารออยู่

นางเห็นเผยเซียวหยวนหมุนตัวจะจากไปก็พลันเรียกรั้งไว้แล้วเดินเข้าไปลูบมือเขา

เขาสวมเสื้อผ้าไม่หนาพอ อากาศเช่นนี้เพียงสวมเสื้อบุนวมชั้นเดียวและคลุมเสื้อกันลมอีกตัวเท่านั้น

เป็นเช่นที่นางคิดไว้ สองมือของเขาที่ปกติแห้งและอุ่นตอนนี้จับแล้วกลับเย็นเฉียบราวก้อนหินที่หยาบแข็ง คิดว่าคงเกิดจากการขี่ม้าโต้สายลมยามราตรี นางจึงถอดเสื้อคลุมกันลมขนจิ้งจอกออกมาตั้งใจจะคลุมลงบนตัวเขา

“ไม่ต้อง ข้าสวมแล้วเคลื่อนไหวไม่สะดวก ท่านสวมไว้ดีแล้ว”

เขาจับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกคลุมกลับไปที่หัวไหล่ของหญิงสาวแล้วช่วยผูกสายให้อย่างระมัดระวัง

เยี่ยซวี่อวี่ถูกเสื้อคลุมขนจิ้งจอกห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด เหลือเพียงใบหน้าที่โผล่ออกมาให้เห็น นางกุมมือทั้งสองข้างที่กำลังยุ่งอยู่กับการผูกสายให้นาง ก่อนยกขึ้นมาที่ริมฝีปากแล้วเป่าลมอุ่นๆ ลงบนนิ้วมือเขาหลายครั้ง

ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็หัวเราะออกมา เยี่ยซวี่อวี่รู้สึกว่าเขาน่าจะไม่ได้หัวเราะเช่นนี้มานานมากแล้ว ในป่ามองไม่เห็นพระจันทร์ ทว่าดวงตาของเขากลับเป็นประกายวาว ยามหัวเราะส่วนลึกในดวงตาเปล่งประกายวิบวับดุจแสงดาว

มือของเขาเย็นเฉียบมากจริงๆ จนทำให้นางรู้สึกปวดใจ เยี่ยซวี่อวี่หันมองไปทางค่ายที่พักแวบหนึ่ง ก่อนจะจับจูงมือเขาพาเดินลึกเข้าไปยังมุมที่มืดมิดยิ่งขึ้นในป่า จากนั้นก็นำมือทั้งสองของเขาสอดผ่านสาบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแล้วซุกไว้ในตัวเสื้อด้านหน้าที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นของนาง

“ท่านอุ่นมือก่อนเถิด รอมืออุ่นขึ้นบ้างแล้วค่อยไปก็ไม่ช้า” นางเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย ขยับริมฝีปากเข้าไปใกล้หูเขาและกระซิบเสียงเบา

ดีที่จุดนี้มืดสลัวมากพอ เขาน่าจะไม่เห็นใบหน้าที่ความจริงแล้วขวยเขินจนร้อนผ่าวของนาง

ตอนแรกเผยเซียวหยวนไม่ขยับตัว มือทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในเสื้อที่อบอุ่นและอ่อนนุ่ม ครู่ต่อมานิ้วมือของเขาก็เหมือนแมลงที่ตื่นขึ้นจากการจำศีล สั่นเทาอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะดึงมือออกมาช้าๆ แต่กลับไม่ได้ละจากตัวนางในทันที ค่อยๆ อ้อมผ่านซอกแขนเรียวและโอบกอดนางไว้

แล้วก็เป็นเช่นนี้ เขากอดนางเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะพลันออกแรงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น จากนั้นก็คลายมือ ดึงแขนของตนออกจากเสื้อขนจิ้งจอกอันอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกายของนางไว้

“องค์หญิงวางใจเถิด ข้าไปก่อนแล้ว”

เขากล่าวเบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็สาวเท้าออกจากป่าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้ติดตามสองคน

ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ยังร้อนผ่าว นางยืนอยู่ในป่าอีกครู่หนึ่ง รอจนจิตใจสงบลงแล้วจึงจัดตัวเสื้อด้านหน้าให้ดีก่อนจะกลับไปยังกระโจม

นางนอนอยู่ในกระโจมทั้งเสื้อผ้า หลับตา รอหลูเหวินจวินกลับมาเงียบๆ

ราวยามไฮ่นางพลันได้ยินเสียงหยางไจ้เอินดังขึ้นที่นอกกระโจมอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาออกจะตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อครู่นี้เองคนสนิทในจุดพักม้าที่ด้านหน้าคนหนึ่งส่งข่าวมาว่าจู่ๆ หลูเหวินจวินก็เปลี่ยนใจ ปฏิเสธที่จะจากไป เหตุผลก็คือหากคนที่มาแทนถูกจับได้ก่อนเวลา แผนการที่วางไว้จะล้มเหลว ในเมื่อออกมาแล้ว ไม่สู้ให้นางยืนหยัดจนถึงที่สุด

“ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” ในเวลาอันสั้นหยางไจ้เอินไม่รู้ควรทำอย่างไรดี

เยี่ยซวี่อวี่ได้สติขึ้นมาจากความตื่นตะลึง ตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล

ครู่ต่อมานางรีบรวบเส้นผมยาว เปลี่ยนมาสวมชุดขันทีฝ่ายในแล้วขี่ม้ามุ่งหน้าไปยังจุดพักม้าอิงโฉว

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 เม.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: