X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 148-149

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 148

พลบค่ำศาสนิกชนที่เหลืออยู่ไม่มากแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แสงสายัณห์แผ่คลุมทุ่งกว้าง

ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเดินออกมาจากหลังประตูวัดเก่าแก่ที่เปิดอยู่ มองทุ่งกว้างแวบหนึ่ง กำลังจะปิดประตูวัดเขาก็เห็นคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปทางเหนือของเมือง ดูเหมือนจะมุ่งหน้ามาทางนี้ ไม่รู้เป็นใครมาจากที่ใด จึงรออยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง

ไม่นานคนและม้ากลุ่มนั้นก็ควบม้ามาถึง บุรุษที่นำหน้าบุคลิกองอาจห้าวหาญ ท่วงทีไม่ธรรมดา สตรีก็สวมชุดงามหรูหรา ศีรษะสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งคลุมหน้า ดวงหน้างามเห็นวับแวมอยู่หลังผ้าโปร่ง พวกเขาดูเหมือนคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองฉางอันที่เพิ่งแต่งงานกันไม่นาน เดินทางผ่านทุ่งกว้างชานเมืองยามพลบค่ำในฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับผู้ติดตามมาถึงสถานที่แห่งนี้

ภิกษุหนุ่มเข้าใจว่าสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่เพื่อชมภาพวาด จึงรีบเดินเข้าไปประนมมือตามมารยาท บอกว่าวันนี้ปิดประตูแล้ว ขอให้สองท่านมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ กลับได้ยินบุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้น

“ข้าสกุลเผย ตอนกลางวันทางวัดได้ส่งจดหมายไปถึงข้า ข้ามาตามนัดหมาย”

ภิกษุหนุ่มได้ยินแล้วก็รีบพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นคุณชายเผยมาถึงแล้ว เรื่องนี้ท่านอาจารย์เจ้าอาวาสได้สั่งกำชับอาตมาไว้ เชิญท่านเข้าข้างใน!”

บุรุษผู้นั้นรีบลงจากม้า ยื่นแขนให้หญิงงามบนหลังม้า

นางดูท่าทางอดใจรอไม่ไหว เกาะแขนเขาแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้าสูงด้วยตนเอง ชายกระโปรงปลิวสะบัด เดินอย่างเร่งรีบเข้าประตูไป

ภิกษุหนุ่มนำทางอยู่ด้านข้าง ครั้นได้ยินบุรุษผู้นั้นถามว่าผู้ส่งจดหมายมาถึงเมื่อไร เขาจึงตอบว่า “มาถึงได้ไม่นาน ราวสามสี่วันเท่านั้น เห็นว่าเป็นสหายเก่าหลายสิบปีของท่านอาจารย์ ครั้งนี้เดินทางท่องเที่ยวผ่านฉางอันจึงแวะมาพักที่นี่ ท่านทั้งสองโปรดดู เขาอยู่ที่นั่น”

ขณะพูดคุย ภิกษุหนุ่มก็พาคนทั้งสองมาถึงหน้าภาพวาดบนผนัง ชี้มือจากที่ไกลไปด้านหน้าแล้วกล่าวเสียงเบา

เยี่ยซวี่อวี่พลันชะงักฝีเท้าแล้วมองไปข้างหน้า

ภิกษุชรารูปหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ กำลังดูบุรุษอีกคนหนึ่งวาดภาพ

นั่นเป็นชายชราผู้หนึ่ง เส้นผมสีขาวอมเทา สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบสีเทา สวมรองเท้าผ้า เขาหันหลังให้เยี่ยซวี่อวี่ มือถือพู่กันวาดภาพ กำลังตั้งอกตั้งใจระบายอะไรบางอย่างลงบนภาพจิตรกรรมฝาผนังท่ามกลางแสงสุดท้ายยามสายัณห์ภายในวัด

ภิกษุหนุ่มหยุดเท้าตามนาง มองดูอยู่ครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะกระซิบบอก “อุบาสกสูงวัยท่านนั้นบอกว่าภาพเขียนฝาผนังนี้ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายปี ถูกลมฝนกัดกร่อน หลังจากเขามาแล้วก็จะใช้เวลาช่วงเย็นที่เหล่าศาสนิกชนกลับไปหมดแล้ว หยิบพู่กันมาซ่อมแซมส่วนที่สีหลุดลอก ฟ้ามืดก็หยุด อาจารย์ก็แปลก ปกติเห็นภาพเขียนฝาผนังนี้ล้ำค่าดุจพระพุทธองค์ แต่ครั้งนี้ถึงกับไม่ห้าม ทว่าก็แปลกเช่นกัน บริเวณที่เขาซ่อมแซมถึงกับมองไม่ออกเลยว่ามีร่องรอยของการทาสีใหม่ลงไป ดูแล้วเหมือนว่าเดิมก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่อาตมาเดินผ่านทุกวัน เห็นทุกวัน ก็คงไม่รู้จริงๆ ว่าเขาซ่อมแซมตรงจุดใด”

ยังอยู่ห่างจากกันระยะหนึ่ง ขอบตาของเยี่ยซวี่อวี่ก็เริ่มแดงแล้ว

เผยเซียวหยวนลอบมองนางแวบหนึ่งแล้วส่งสายตาให้ภิกษุหนุ่ม

ภิกษุหนุ่มเข้าใจ กำลังจะเข้าไปเตือน กลับเห็นมือที่ถือพู่กันของผู้สูงวัยในชุดสีเทาหยุดชะงักกลางอากาศ จากนั้นเขาก็หันหน้ามาช้าๆ วางพู่กันลงบนโต๊ะที่อยู่ด้านข้าง หัวคิ้วทั้งสองคลายออกและโบกมือให้เยี่ยซวี่อวี่

“ยายหนู เจ้ามาแล้วหรือ ปู่มาฉางอันเยี่ยมเจ้าแล้ว” เขากล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ท่านปู่!”

เยี่ยซวี่อวี่หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ดึงผ้าโปร่งที่ปิดคลุมใบหน้าออก วิ่งไปข้างหน้าแล้วโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของชายชรา

เยี่ยจงหลีใบหน้าเจือรอยยิ้ม ตบหลังนางเบาๆ พลางกล่าวปลอบเสียงต่ำ บอกนางไม่ต้องร้องไห้

ตอนแรกเยี่ยซวี่อวี่เหมือนไม่ได้ยิน ผ่านไปครู่หนึ่งนางพลันเช็ดน้ำตาแล้วหัวเราะออกมา ก่อนจะจับจูงมือเยี่ยจงหลีจะพาเขาเดินออกไปข้างนอก

“ท่านปู่ ท่านรีบมากับข้า จากนี้ไปท่านไม่ต้องไปที่ใดทั้งนั้น ข้าก็จะไม่ปล่อยให้ท่านปู่ไปที่ใดอีก!”

เยี่ยจงหลีกลับไม่ขยับเท้า ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เพียงยิ้มบอกว่า “เด็กโง่ ปู่มาครั้งนี้เพียงอยากมาเยี่ยมเจ้า ได้เห็นเจ้า ปู่ก็พอใจแล้ว”

“ท่านปู่!”

เยี่ยซวี่อวี่สองมือยิ่งกุมแขนเสื้อของชายชราไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยด้วยความดื้อรั้น

เมื่อครู่เผยเซียวหยวนได้แต่มองดูอยู่ข้างหลังเงียบๆ เห็นสภาพการณ์แล้วก็ลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายหญิงสาวแล้วทำความเคารพเยี่ยจงหลีอย่างนอบน้อมแบบผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่

“ผู้น้อยเผยเซียวหยวนคารวะเยี่ยกง หลายปีก่อนโชคดีเคยได้พบท่านผู้อาวุโสที่เหอซี เสียดายตอนนั้นยังเด็กไม่รู้ประสา มีตาแต่ไม่รู้จักผู้สูงส่ง พลาดโอกาสที่จะขอคำชี้แนะ วันนี้โชคดีได้พบหน้ากันอีกครั้ง หากเยี่ยกงให้เกียรติไปพักที่บ้าน ให้โอกาสผู้น้อยได้น้อมฟังคำสั่งสอน นั่นย่อมเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ของผู้น้อย” เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยต่อ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์หญิงยังคิดถึงท่านปู่อย่างมาก ในเมื่อเยี่ยกงมาถึงฉางอันแล้ว หากไม่ให้นางได้แสดงความกตัญญูบ้าง นางจะสบายใจได้อย่างไร”

“ท่านปู่”

เยี่ยซวี่อวี่คล้อยตามคำพูดของเขา พยักหน้าแรงๆ มองชายชราตาปริบๆ

สายตาของเยี่ยจงหลีจับนิ่งไปที่ร่างของเผยเซียวหยวน มองประเมินอยู่ชั่วขณะก่อนจะยิ้มบอก “เจ้าก็คือคุณชายน้อยสกุลเผยในตอนนั้น เมื่อครู่ข้าเห็นแวบเดียวก็จำเจ้าได้แล้ว ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด ยามนี้เจ้าก็คือสามีของยายหนูนี่กระมัง เหตุใดยังถือเป็นคนอื่นอยู่อีก หรือว่าไม่ควรเรียกข้าว่าท่านปู่ตามนางหรือ”

เผยเซียวหยวนลอบมองเยี่ยซวี่อวี่แวบหนึ่ง จากนั้นก็ทำความเคารพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ครั้งนี้เขาคุกเข่าลงเพื่อแสดงถึงความเคารพนับถือและความซาบซึ้งใจที่ตนมีต่อผู้สูงวัยซึ่งเลี้ยงดูนางมาท่านนี้

“เซียวหยวนคารวะท่านปู่” เขาเปลี่ยนคำเรียกหา

“ลุกขึ้น รีบลุกขึ้น”

เยี่ยจงหลีเข้าไปประคองชายหนุ่มขึ้นมา มองคู่สามีภรรยาที่ยืนเคียงข้างกันอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าปลื้มปีติยินดีและปลงอนิจจังหลายส่วน เขายิ้มพลางผงกศีรษะ พูดว่าดีไม่หยุด

“ท่านปู่ หากท่านไม่อยากเข้าวังหลวงอีก ข้าก็ไม่กล้าฝืนใจ เช่นนั้นก็ไปอยู่ที่บ้านของข้ากับเผยเอ้อร์เป็นอย่างไร ที่นั่นคนไม่มาก ไม่รบกวนความสงบสุขของท่านปู่”

ในที่สุดเยี่ยซวี่อวี่ก็สงบเยือกเย็นลงจากความตื่นเต้นที่ได้พบหน้ากันเมื่อครู่บ้างแล้ว เปลี่ยนท่าทีมาพยายามเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว

เยี่ยจงหลีโบกไม้โบกมือ เดินไปถึงหน้าโต๊ะทำงานแล้วเก็บเครื่องมือวาดภาพ เผยเซียวหยวนชิงก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง กลับถูกชายชรายับยั้งไว้ ชี้ไปที่เยี่ยซวี่อวี่

“เจ้าดู ยายหนูนั่นยังไม่คิดจะแย่งข้าทำ นางรู้ดี แต่ไรมาข้าจะเก็บเครื่องมือวาดภาพเอง”

นางไม่ได้แย่งทำเรื่องนี้จริงๆ เขาจำต้องหยุดมือ

เยี่ยจงหลีล้างพู่กันวาดภาพอย่างไม่รีบไม่ช้า พูดคุยอย่างสบายๆ “หลังจากข้ามาแล้ว เห็นว่าภาพวาดเก่าแก่ภาพนี้สึกหรอเสียหายไปบ้าง จึงใช้เวลายามเย็นไร้ผู้คนของทุกวันมาแต่งเติมเล็กน้อย ในความคิดของข้า ภาพวาดจะคงอยู่หรือสูญสลายไปก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร อ๋องโหวขุนพลเสนาบดี สุดท้ายแล้วก็ต้องกลายเป็นดินบนภูเขาหมังซานที่ซึ่งฝังศพฮ่องเต้และขุนนางผู้มีคุณูปการ นับประสาอะไรกับภาพวาดไม่กี่ภาพ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน เพียงแต่ภิกษุสูงวัยชอบ ข้าจึงรับปากคำขอของท่าน ก็นับเป็นการแสดงน้ำใจเล็กน้อยที่ภิกษุสูงวัยได้ช่วยปกป้องภาพวาดในตอนนั้น เพียงแต่ช่วงปีหลังๆ มานี้ข้าไม่ได้ขยันเหมือนแต่ก่อน ขยับพู่กันน้อยมาก เรื่องทักษะการวาดภาพถ้าไม่ฝึกปรือก็จะถดถอย ไม่ใช้ก็สูญเปล่า เพียงหวังว่าการเพิ่มเติมเข้าไปในภายหลังนี้จะไม่ทำให้ภิกษุสูงวัยผิดหวัง”

ภิกษุสูงวัยที่ดูเขาวาดภาพผู้นั้นแย้มยิ้มพลางประนมมือ ยามนี้บรรยากาศผ่อนคลาย ทว่าเยี่ยซวี่อวี่กลับหวนนึกถึงเรื่องในอดีตเมื่อหลายปีก่อนจากคำพูดที่อาจไม่ได้ตั้งใจของท่านปู่ เพราะเรื่องของมารดา ฮ่องเต้จึงเข้าใจผิดและพัวพันไปถึงติงไป๋หยาศิษย์รักของเขา นางจึงอดนิ่งเงียบไปไม่ได้

ยามนี้เยี่ยจงหลีเก็บข้าวของเสร็จแล้ว เขาทำความเคารพภิกษุสูงวัย จากนั้นก็หันมาหาคนหนุ่มสาวทั้งสอง “ยายหนู ยังมีบุตรชายสกุลเผย พวกเจ้าตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะพูดสองสามคำ”

ภิกษุสูงวัยประนมมืออีกครั้งแล้วกล่าวขอตัว เผยเซียวหยวนทำความเคารพตอบ จากนั้นก็เดินตามเยี่ยจงหลีและเยี่ยซวี่อวี่ไป

ครั้นถึงห้องพักชั่วคราวของเยี่ยจงหลีในลานบำเพ็ญฌานด้านหลัง เยี่ยจงหลีเรียกให้คนทั้งสองนั่งลง ตัวเขาเองก็นั่งลงเช่นกัน

สีสันยามสายัณห์และยามราตรีผสมผสานกัน แสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้เปลี่ยนเป็นขมุกขมัวสลัวราง ตอนแรกเยี่ยจงหลีไม่ได้พูดอะไร คล้ายจมอยู่ในความครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งสายตาของเขาก็จับนิ่งไปที่ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ที่กำลังรอให้เขาเปิดปาก เขาจึงยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยขึ้น

“ยายหนู ตอนนั้นปู่พบเจ้าในตำหนักหย่งอันที่กำลังเกิดไฟไหม้ เข้าใจว่าเจ้าคงตามหาคนแล้วพลัดหลงเข้ามา คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีฐานะเช่นนี้ สองปีก่อนหลังเราแยกจากกัน ปู่อยู่ในหมู่ชาวบ้านก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการกลับสู่ราชวงศ์ขององค์หญิงอยู่บ้าง และได้รู้ว่าถึงกับเป็นเจ้า นอกจากดีใจแล้วยังรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง…

เจ้าเฉลียวฉลาดเพียงนี้ ตั้งแต่เล็กก็เที่ยวระเหเร่ร่อนไปกับปู่ แม้ปู่จะไม่เคยบอกเจ้า แต่เจ้าก็คงจะรู้ ปู่ตามหาคนผู้หนึ่งมานาน สองปีมานี้ปู่ตัวคนเดียวก็ทำเรื่องนี้มาตลอด…”

เขามองเยี่ยซวี่อวี่ ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความละอายใจและความเสียใจ

“ปู่ผิดต่อเจ้า จนแล้วจนรอดก็หาติงไป๋หยาลูกศิษย์ในตอนนั้นของปู่ไม่พบ ทำให้เจาเต๋อฮองเฮาถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม จนทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจลบล้าง”

“ท่านปู่”

เยี่ยซวี่อวี่เรียกเสียงเบา แต่ถูกเยี่ยจงหลีโบกมือห้ามไว้

“ยายหนู เจ้าฟังปู่พูด ตอนนั้นที่ปู่ได้เจอเจ้าที่ตำหนักหย่งอันก็เพราะไป๋หยา ตอนนั้นปู่ออกจากฉางอันไปหลายปีแล้ว เขากลับอยู่ที่ฉางอันมาโดยตลอด ชั่วเวลาวันเดียวใต้หล้าก็ตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล ปู่วางใจไม่ลงจึงรีบไปฉางอัน คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะหนักหนากว่าที่คิดไว้มาก ตอนปู่ไปถึง ฉางอันก็รักษาไว้ไม่อยู่ ตกอยู่ในมือของกองกำลังฝ่ายกบฏแล้ว

สองปีมานี้ปู่มีความรู้สึกอย่างหนึ่งมากขึ้นทุกที ตอนนั้นไป๋หยาอาจไม่ได้หนีออกจากฉางอัน หรือบางทีเป็นไปได้อย่างมากว่าเขาอาจเสียชีวิตในความวุ่นวายตั้งแต่ตอนเมืองถูกตีแตกแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเวลานี้ซากกระดูกของเขาอยู่ที่ใดกันแน่ แค่นี้เท่านั้น”

พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองอย่างที่สุด

ความมืดสลัวแผ่คลุมห้องเล็กเรียบง่ายในวัดโบราณแห่งนี้ทั้งหมด

ท่ามกลางความนิ่งเงียบอันแสนเศร้าอาดูรอย่างยากจะปิดบัง เผยเซียวหยวนลุกขึ้นเงียบๆ เดินไปจุดตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง

ภายใต้แสงสลัวอบอุ่นของตะเกียง ความเศร้าอาดูรบนใบหน้าของเยี่ยจงหลีค่อยๆ จางหายไป

“อย่างไรก็ตาม วันนั้นปู่หาเขาไม่พบ แต่กลับได้เจอเจ้า สวรรค์ดีต่อปู่ไม่น้อย ได้เจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนนานหลายปี” เยี่ยจงหลีกล่าวต่อ สีหน้าเปลี่ยนเป็นปลื้มปีติยินดีอีกครั้ง “ยายหนู สองปีก่อนปู่ฝากฝังเจ้าไว้กับเผยจี้ เจตนาเดิมก็คือต้องการฝากเรื่องใหญ่ในชีวิตของเจ้าไว้กับเขา มาคิดดูแล้วการแต่งงานของพวกเจ้าสองคนสวรรค์ได้กำหนดไว้แล้ว ตอนนั้นแม้จะไม่สำเร็จ ภายหลังเส้นทางต่างกันแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ในที่สุดก็ได้แต่งงานกันอย่างมีความสุข ก่อนหน้านี้ปู่อยู่ข้างนอก ได้ยินเรื่องที่พวกเจ้าสองคนแต่งงานกัน ในใจปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ตอนนั้นก็คิดว่าไม่ว่าอย่างไรจะต้องมาฉางอันอีกสักครั้ง มาบัดนี้ความปรารถนาเป็นจริงแล้ว และได้พบพวกเจ้าสองคนแล้ว ปู่ก็ไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก”

“ท่านปู่ ท่านไม่ยอมอยู่ที่นี่ ยังจะไปที่ใดหรือ” เยี่ยซวี่อวี่คุกเข่าลงตรงหน้าเขา เอ่ยถามทั้งน้ำตา

เยี่ยจงหลียกมือขึ้นลูบเส้นผมดำอ่อนนุ่มของหญิงสาว ยิ้มพลางประคองนางให้ลุกขึ้นจากพื้น

“ไม่ต้องเสียใจ ปู่ยังได้เห็นเจ้าด้วยตาตนเอง ได้รู้ว่าเจ้าสบายดี สำหรับปู่แล้วสำคัญกว่าอะไรในใต้หล้านี้ทั้งหมด จากนี้ไปปู่ก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้กังวลจริงๆ หลังจากวาดภาพที่นี่เสร็จแล้วปู่จะไปเยี่ยมลุงของเซียวหยวน หัวเราะเยาะเขาที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยจนเส้นผมขาวโพลน ถึงกับยังคงติดอยู่ในชุดหมวกสูงเสื้อหลวม* ไม่อาจสลัดหลุดไปได้ หลังจากหัวเราะเยาะเขาแล้วปู่ก็จะเตร็ดเตร่ไปที่ต่างๆ ตามใจชอบ รอถึงวันที่เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ ปู่ก็จะกลับไปยังที่ที่เมื่อก่อนเราเคยอยู่ด้วยกัน”

“ท่านปู่!”

ถึงจะรู้มานานแล้ว เรื่องราวใต้หล้านี้ในสิบเรื่องจะมีเรื่องไม่สมหวังเสียแปดเก้าเรื่อง ความสมบูรณ์พูนพร้อมเป็นเพียงเรื่องชั่วครู่ชั่วยาม จันทร์เต็มดวงแล้วก็ต้องแหว่งเว้าเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน คนที่รักที่สุดสนิทที่สุดก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาร้อยปีได้ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดที่ต้องจากกันดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง นางก็ยังคงระงับใจไม่อยู่ รู้สึกเศร้าใจอย่างที่สุด

“ตั้งแต่เล็กปู่ก็ไม่รู้ว่าตนเองมาจากที่ใด แต่ก็ดีที่ยังมีที่ให้กลับไป ต่อไปถ้าเจ้าคิดถึงปู่จริงๆ ก็พาเซียวหยวน ยังมีบุตรสาวบุตรชาย ไปเยี่ยมปู่ที่นั่นเป็นอย่างไร” เยี่ยจงหลียิ้มพลางเอ่ยขึ้น

 

ระหว่างทางกลับไม่ได้รีบร้อนเหมือนตอนขามา สายลมยามราตรีพัดผ้าคลุมโปร่งบางที่ติดอยู่ด้านหน้าหมวกของเยี่ยซวี่อวี่สะบัดพลิ้วเป็นระยะ แต่นางเหมือนไม่รู้ตัว ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เผยเซียวหยวนขี่ม้าอยู่ข้างนางเงียบๆ รักษาระยะไม่ห่างและไม่ใกล้เกินไป

หลังจากเข้ามาในวังหลวง กระทั่งถึงทางแยกที่จะไปตำหนักบรรทมขององค์หญิงกับเรือนตะวันออก ขันทีฝ่ายในจากเรือนตะวันออกคนหนึ่งยืนรออยู่ที่นั่น เมื่อเห็นนางก็รีบเดินเข้ามาทำความเคารพและถามว่าจะดับโคมไฟในเรือนตะวันออกได้หรือไม่

ตอนพลบค่ำนางวางพู่กันรีบออกไปอย่างฉุกละหุก หนังสือกราบทูลต่างๆ ยังกองซ้อนกันอยู่ ตอนนี้เมื่อได้รับการเอ่ยเตือนก็นึกขึ้นมาได้ว่าภารกิจของวันนี้ยังไม่เสร็จสิ้น

เยี่ยซวี่อวี่หยุดชะงัก จากนั้นก็สาวเท้าคล้ายจะเลี้ยวไปทางเรือนตะวันออก กลับถูกมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาจากข้างหลังกุมข้อมือไว้เบาๆ ยับยั้งนางไม่ให้เดินไป

“ดับโคมไฟเถิด พรุ่งนี้องค์หญิงค่อยเสด็จไป” เผยเซียวหยวนบอกกับขันทีฝ่ายใน

ขันทีฝ่ายในผู้นั้นมองเยี่ยซวี่อวี่แวบหนึ่งแล้วรีบก้มหน้ารับคำ ค้อมตัวล่าถอยออกไป เผยเซียวหยวนปล่อยมือนาง เลิกผ้าโปร่งที่ปิดบังใบหน้านางขึ้นไป

ข้างทางเดินในวังแสงสว่างจากแท่นโคมไฟหินดวงหนึ่งส่องกระทบใบหน้าของนางอย่างเลือนราง แต่ยังคงไม่อาจปิดบังรอยคล้ำจางๆ ที่ขอบตาได้

“ท่านน่าจะเหนื่อยแล้ว คืนนี้กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด”

เยี่ยซวี่อวี่หลุบตาลง ไม่ได้เอ่ยตอบและไม่มีท่าทีใดๆ ปล่อยให้เขากุมมือนางอีกครั้ง พาเดินกลับไปยังตำหนักบรรทม

เผยเซียวหยวนสั่งกำชับเฮ่อซื่ออยู่หลายคำ เฮ่อซื่อเข้าใจแล้วก็รีบพาเสี่ยวหู่เอ๋อร์หลบไปอยู่ห้องอื่นในตำหนักบรรทมชั่วคราวพร้อมกับเหล่าแม่นม จากนั้นเขาจึงพาเยี่ยซวี่อวี่ไปที่หน้าเตียง ช่วยถอดเสื้อคลุมกับรองเท้าให้นาง รอนางนอนลงไปแล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านนอนให้สบาย ข้าจะไปกล่อมเสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนเอง”

เขาห่มผ้าให้นางแล้วปล่อยม่านมุ้งลงมา ขณะกำลังจะออกไปก็พลันได้ยินเสียงดังมาจากหลังม่านมุ้งเบาๆ

“ท่านอย่าไป” เสียงนุ่มเบาคล้ายเจือการวิงวอนอยู่หลายส่วน

เผยเซียวหยวนตะลึงงัน จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออกแล้วแขวนไว้ข้างเสื้อของนาง ก่อนจะค่อยๆ เอียงตัวเข้าไปในมุ้งแล้วนอนลงข้างกายหญิงสาว

พอเขานอนลง นางก็ขยับเข้ามาหา ซุกหน้ากับอ้อมอกแกร่งก่อนจะหลั่งน้ำตาเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงค่อยๆ สงบลง ไม่ขยับตัวคล้ายหลับไปทั้งอย่างนั้น

กาน้ำหยดในวังดังขึ้นตามลำดับ เงาแสงจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ เคลื่อนขึ้นไปยังชายคาปลายงอนและคานสีแดงของตำหนักในวัง

“ข้านอนไม่หลับ อยากไปดูตำหนักหย่งอัน”

ทันใดนั้นเสียงกระซิบของนางก็ดังขึ้นมาในห้องนอนอันเงียบสงบแห่งนี้

เผยเซียวหยวนลืมตาขึ้น

“ได้” เขาตอบทันทีแล้วลุกขึ้นลงจากเตียง ม้วนม่านมุ้งขึ้น หลังสวมเสื้อผ้าแล้วก็คลุมเสื้อกันลมป้องกันความหนาวให้นางตัวหนึ่ง จากนั้นก็จับจูงมือนางเดินออกจากตำหนักบรรทมเงียบๆ

แสงจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอันภายใต้แสงจันทร์หรุบหรู่ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกำแพงที่พังทลายและเศษซากปรักหักพัง สัตว์สีดำตัวเล็กๆ หลายตัวรูปร่างคล้ายสุนัขจิ้งจอกหรือฮวนจื่อ* ต่างตกใจกับเสียงการมาถึงของพวกเขาและพุ่งออกมาจากเงามืด วิ่งหนีไปทั่วทุกทิศทาง

“คืนนั้นตำหนักแห่งนี้ยังไม่ถูกไฟไหม้พังเสียหาย ข้าจำได้ว่าข้าอยู่ตรงมุมนั้น…” เยี่ยซวี่อวี่เอนพิงข้างกายเขาพลางชี้ไปยังกำแพงที่หักพังตรงหน้า “ข้าหาทางออกไม่พบ รอบด้านมีแต่ไฟ ข้าได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้ไม่หยุด แล้วท่านปู่ก็เดินเข้ามาอุ้มข้าออกไป…”

สายลมยามราตรีหอบหนึ่งพัดผ่าน พัดหญ้าป่าในฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งงอกออกมาในร่องหินที่แตกหักให้พลิ้วไหว เสียงเสียดสีดังสวบสาบไม่ขาดหู ยิ่งเพิ่มความรู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างเป็นเท่าทวี

เผยเซียวหยวนจำเรื่องในตอนนั้นได้ หลังบิดาสวมเสื้อเกราะออกจากบ้านไปอีกครั้งเขากับมารดาก็กลับไปบ้านเดิมที่เหอตง เขานึกถึงภาพเยี่ยซวี่อวี่ที่ยังเล็กและอยู่ในฉางอัน รวมถึงสิ่งที่นางต้องเผชิญในวันนั้น ในใจก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณชายชราที่ได้พบเจอในวัดโบราณตอนพลบค่ำของวันนี้มากขึ้น

สถานที่แห่งนี้ช่างเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก เขาไม่อยากให้นางมีความเศร้าใจมากไปกว่านี้

“กลับกันเถิด” เขาเกลี้ยกล่อม “ได้พบท่านปู่เป็นเรื่องที่น่ายินดี พรุ่งนี้รอท่านว่างแล้วข้าจะไปกับท่าน แล้วพาเสี่ยวหู่เอ๋อร์ไปด้วย เราไปหาท่านปู่อีกครั้ง ท่านปู่ได้เห็นเสี่ยวหู่เอ๋อร์จะต้องดีใจมาก พอดีใจ ไม่แน่อาจยอมอยู่ต่ออีกสักหลายวันก็ได้”

เยี่ยซวี่อวี่ดูเหมือนจะถูกเขาโน้มน้าวได้แล้วจึงพยักหน้า

“ได้” นางตอบเขา

เผยเซียวหยวนยกยิ้มเล็กน้อย กำลังจะจากไปพร้อมกับนาง ข้างหลังก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากซากปรักหักพังด้านหลังพวกเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าจั้ง เงาพร่ามัววาบผ่านใต้แสงจันทร์แล้วหายไป

สายตาของเขากวาดผ่านซากปรักหักพังผืนนั้นในระยะไกล หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็บอกให้นางรอก่อน ส่วนตนเองเดินเข้าไปแล้วปีนขึ้นไปบนกองหิน ในที่สุดก็เห็นวัตถุแปลกๆ สีขาวที่สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นลากมาด้วยตอนออกจากโพรงเมื่อครู่ได้ชัดเจน

เป็นวัตถุรูปทรงยาวสีขาวตกอยู่ในร่องหินท่อนหนึ่ง

เขาหยิบขึ้นมาส่องกับแสงจันทร์ หลังพิจารณาดูอย่างละเอียดครู่หนึ่งก็ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงนั่งยองลงไปตรวจสอบดูโพรงใต้กองหินที่ถูกสัตว์ป่าขุดออกมา

ด้านล่างมีแต่ความมืด มองไม่เห็นอะไร

“มีอะไรหรือ นั่นคืออะไร” เยี่ยซวี่อวี่เดินเข้ามาเอ่ยถาม

“กระดูกชิ้นหนึ่ง น่าจะเป็นกระดูกคน” เผยเซียวหยวนหันไปตอบ

“ข้างล่างอาจมีคนถูกฝังอยู่ วันเวลาผ่านมานานปี ซากกระดูกถูกสัตว์ป่าคาบออกมาข้างนอก”

บทที่ 149

เยี่ยซวี่อวี่มองดูท่อนกระดูกนั้นแล้วนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

ใต้ซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอัน คนที่ถูกฝังอยู่จะเป็นใครได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่ตั้งห้องโถงหลักของตำหนักหย่งอัน

นางหวนนึกถึงค่ำคืนนั้นเมื่อหลายปีก่อน

เนื่องจากตำหนักแห่งนี้มีภาพวาดอันโด่งดังที่แสดงถึงอำนาจบารมีของฮ่องเต้จึงเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนภายนอก หลังจากกองกำลังฝ่ายกบฏเข้ามาในเมือง ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่จะต้องเข้าโจมตี ก่อนพวกเขาจะมาถึง ข้าราชบริพารที่ทำงานอยู่ในตำหนักแห่งนี้พอได้ยินข่าวต่างก็หนีไปหมดแล้ว

ห้องโถงใหญ่แห่งนี้ก็ไม่เหมือนคลังสมบัติที่ข้างในมีทองคำหยกเพชรพลอยไข่มุกที่เคลื่อนย้ายไม่ทันมากมาย เมื่อกองกำลังกบฏมาถึงก็จุดไฟเผาแล้วรีบร้อนไปปล้นคลังสมบัติ ดังนั้นเยี่ยซวี่อวี่จึงจำได้ว่าตอนนางบุกเข้ามาที่นี่ดูแตกต่างจากระหว่างทางมาที่มีศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งดูน่าสังเวชใจยิ่ง ในห้องโถงแห่งนี้นางดูเหมือนจะไม่เห็นคนตายอยู่เลย

ทว่าจะอย่างไรตอนนั้นนางก็ยังเด็กมาก ทั้งเป็นช่วงกลางคืน ในตำหนักอบอวลไปด้วยควันไฟ นางคิดแต่จะหามารดา ด้วยความใหญ่โตของตำหนักหย่งอันนางมองไม่เห็นสภาพตามมุมตำหนักก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

“ย้ายออกไปฝังที่อื่นเถิด”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางมองเผยเซียวหยวนที่กำลังมองมาและรอการตัดสินใจของนางแล้วเอ่ยขึ้น

ถึงแม้ที่นี่จะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็เป็นอนุสรณ์สถานที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เก็บรักษาไว้ดุจสถานที่เซ่นไหว้บูชา ไม่ว่าคนที่ถูกฝังอยู่ข้างล่างจะเป็นใคร หากไม่รู้ก็แล้วไป ในเมื่อรู้แล้วยังทิ้งโครงกระดูกไว้ก็คงไม่ค่อยเหมาะสม

“ทางเสด็จพ่อ ข้าจะไปกราบทูลให้ทรงทราบเอง”

เผยเซียวหยวนพยักหน้า กระโดดลงมาจากบนซากปรักหักพัง “คืนนี้ดึกมากแล้ว อะไรก็มองไม่เห็น ข้าจะส่งท่านกลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเรียกคนมาขุดย้าย”

 

คืนนั้นเผยเซียวหยวนค้างคืนอยู่ในวัง วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่างทั้งสองก็ลุกขึ้นมาแล้ว

ชีวิตประจำวันของฮ่องเต้ในเวลานี้ กล่าวสำหรับขุนนางใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดคือข้างพระวรกายมีองค์หญิงคนที่มีอำนาจตัดสินใจที่สามารถพูดคุยกับพวกเขาได้โดยตรงผู้นี้เพิ่มเข้ามา ปกติฮ่องเต้ก็เหมือนเมื่อก่อน ปรากฏพระองค์น้อยมาก เพียงพบปะกับขุนนางสำคัญที่ตำหนักจื่ออวิ๋นในวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือนซึ่งเป็นวันประชุมใหญ่ของราชสำนักเท่านั้น

วันนี้ก็เป็นวันประชุมใหญ่ของราชสำนัก

หลังจากเยี่ยซวี่อวี่แต่งกายเสร็จ เผยเซียวหยวนก็ส่งนางไปที่ตำหนักจื่ออวิ๋น จากนั้นตัวเขาเองก็มายังซากปรักหักพังที่พบกระดูกคนเมื่อคืน

ขันทีผู้รับผิดชอบเฝ้าดูแลซากปรักหักพังนำทหารรักษาการณ์และขันทีรวมถึงช่างฝีมืออีกหลายสิบคนถือชะแลง ท่อนเหล็ก จอบ เสียม เครื่องมือต่างๆ มารออยู่ด้านนอก คนผู้นั้นพอเห็นเผยเซียวหยวนก็ตัวสั่นงันงก รีบคุกเข่าลงขออภัย บอกว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตหวงห้าม เขาเพียงรับผิดชอบเฝ้าดูแลเขตรอบนอกเท่านั้น ที่นี่ห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยพลการ หากไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ปกติเขาก็ไม่กล้าเข้าไปตามใจชอบ ระยะนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่น เขาก็เคยเห็นสุนัขจิ้งจอกและฮวนจื่อเข้าออกบริเวณนั้นในตอนกลางคืน สองวันนี้กำลังคิดจะรายงานขึ้นไป จะได้เข้าไปขับไล่พวกมันออกไป คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้รายงานก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเสียก่อน ทำให้องค์หญิงได้รับความตื่นตระหนก มีความผิดสมควรตายหมื่นครั้ง

เผยเซียวหยวนโบกมือบอกให้เขาลุกขึ้น พวกเขาตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ง่ายๆ ก่อนชี้จุดที่เขาพบชิ้นส่วนกระดูกเมื่อคืนแล้วสั่งให้ขุดลงไป

จุดนั้นอยู่ใกล้กับมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของตำหนักที่พังทลาย ด้านข้างเป็นผนังกำแพงตำหนักที่พังลงมากว่าครึ่ง

ถึงแม้จะเป็นเพียงผนังกำแพงที่หักพัง ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยว มีรอยแตกดุจฟันสุนัขที่ตัดสลับกัน แต่ฐานรากจนทุกวันนี้ดูแล้วยังแข็งแรงแน่นหนา ก็ไม่ยากที่จะนึกภาพว่าตอนนั้นตำหนักแห่งนี้ในช่วงที่ยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์โชติช่วงที่สุดจะโอ่อ่าสง่างามเพียงใด สั่นสะเทือนจิตใจคนเพียงใด

“พยายามอย่าทำให้ตัวผนังกำแพงเสียหายไปมากกว่านี้ และทำงานอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้พังลงมาทำให้ใครได้รับบาดเจ็บอีก”

เขาสั่งกำชับจบ ทุกคนก็เริ่มลงมือทำงาน

เรื่องนี้ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วลงมือทำขึ้นมาค่อนข้างใช้เวลา ผนังกำแพงที่พังลงมาทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ และอัดแน่นกันอยู่ จึงต้องเคลื่อนย้ายทีละชิ้นโดยเริ่มจากด้านบนสุด ในนั้นมีผนังกำแพงที่แตกหักขนาดใหญ่หลายชิ้นที่มีน้ำหนักมหาศาล ต้องใช้เครื่องมือและแรงงานคนสิบกว่าคนร่วมกันจึงสามารถเคลื่อนย้ายได้

พวกเขาเร่งมือทำงานตั้งแต่เช้าจนเย็นย่ำ ในที่สุดก็ย้ายหินและดินเป็นชั้นๆ ออกจากบริเวณที่อาจมีกระดูกซ่อนฝังอยู่จนหมด ค่อยๆ เข้าใกล้พื้นดิน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ

หยางไจ้เอินรับคำสั่งให้มาฟังข่าว กำลังบอกเผยเซียวหยวนว่าใกล้จะมืดค่ำแล้ว องค์หญิงเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ค่อยๆ ทำก็ได้ ขอให้เขากลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำต่อ ในเวลานี้เองก็มีเสียงคนตะโกนขึ้นมาจากด้านหลัง

“ราชบุตรเขย! หาพบแล้วขอรับ! อยู่ตรงนี้! อยู่ตรงนี้!”

เผยเซียวหยวนแสดงท่าทีให้หยางไจ้เอินรอก่อนแล้วหมุนตัวเดินไป

ช่างฝีมือหลายคนช่วยกันงัดแผ่นผนังกำแพงที่แตกหักและเอียงค้ำอยู่กับกำแพงที่พังลงมา หลังจากเคลื่อนย้ายออกไปก็พบโครงกระดูกนั่งอยู่ในซอกมุมสามเหลี่ยมแคบใต้กำแพงนั้น

ซากศพนั่งพิงกำแพงอยู่ ร่างเหลือแต่กระดูกทั้งหมด ส่วนล่างฝังอยู่ในดิน มีเพียงกะโหลกศีรษะและร่างส่วนบนโผล่พ้นดิน เนื่องจากอยู่ในมุมสามเหลี่ยมของกำแพงและมีแผ่นผนังกำแพงชิ้นนั้นปกป้องอยู่ด้านบน ด้วยเหตุนี้แม้จะถูกฝังอยู่ตรงนี้เกือบยี่สิบปีแล้วก็ตาม แต่ดูจากโครงกระดูกที่โผล่พ้นดิน นอกจากกระดูกซี่โครงบางส่วนที่หายไปเนื่องจากการก่อกวนของสัตว์ป่า ที่เหลืออยู่ยังนับว่าอยู่ในสภาพครบถ้วนสมบูรณ์

ก็ไม่รู้ปีนั้นในคืนที่วังหลวงแตกผู้ใดกันที่มาที่นี่และเสียชีวิตอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องโถง ฝังร่างอยู่ใต้เปลวเพลิงที่ลุกโหม พร้อมๆ กับห้องโถงพังทรุดลงมา วันนี้ด้วยเหตุบังเอิญอย่างหนึ่งซากศพของคนผู้นั้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

รอบด้านเป็นเหล่าช่างฝีมือที่ห้อมล้อมเข้ามาดู มีคนทอดถอนใจ และมีคนขลาดกลัวไม่กล้ามองมาก ทิ้งเครื่องมือแล้วลนลานก้มลงกราบโครงกระดูกหลายครั้ง กงกงผู้ดูแลสถานที่ผู้นั้นเพื่อจะชดเชยความผิดพลาดของตนจึงคว้าที่ขุดดินขึ้นมา ม้วนแขนเสื้อขึ้น กำลังจะทุ่มเทกำลังขุดลึกลงไปในชั้นดิน แต่กลับถูกเผยเซียวหยวนห้ามไว้

“ประเดี๋ยวก่อน!” ขันทีฝ่ายในหันหน้าไป เห็นเขากำลังมองโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ในดินครึ่งหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็บอก “ระวังหน่อย อย่าให้ถูกโครงกระดูก!”

เขามีคำสั่งเช่นนี้ แม้ขันทีฝ่ายในจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ไม่กล้าฝ่าฝืน รับคำและสั่งการให้คนเปลี่ยนมาใช้ที่ขุดดินขนาดเล็กค่อยๆ ขุดดินรอบโครงกระดูกที่มุมห้องออกทีละชุ่นอย่างระมัดระวัง

หลังจากท้องฟ้ามืดลง ในที่สุดโครงกระดูกร่างนี้ก็ถูกขุดออกมาจากดินทั้งหมด คบไฟรอบด้านส่องสว่าง เพียงเห็นหัวกะโหลกและลำตัวของโครงกระดูกแนบติดกับผนังกำแพง นั่งขัดสมาธิ แขนขวาห้อยลงมาที่พื้น แขนซ้ายงอเล็กน้อย ฝ่ามือน่าจะวางอยู่บนตัก แต่ตอนนี้กระดูกนิ้วมืออยู่ไม่ครบ

เผยเซียวหยวนรับคบไฟจากทหารรักษาการณ์นายหนึ่ง เดินไปถึงเบื้องหน้าโครงกระดูก นั่งยองลงไป ยื่นคบไฟเข้าไปใกล้ๆ สายตาของเขามองจากกระดูกช่วงอกไปยังกระดูกนิ้วมือที่ขาดหายไปของแขนซ้าย พินิจพิเคราะห์ดูครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ปักคบไฟไว้ที่ด้านข้าง หยิบมีดสั้นขึ้นมา ขุดลงไปในดินบริเวณใต้แขนซ้ายต่อ ไม่นานกระดูกนิ้วมือที่เน่าเปื่อยหลายชิ้นก็โผล่ขึ้นมาจากดิน เขาเหมือนยังไม่พอใจและขุดต่อไป ปลายมีดสั้นของเขากระทบถูกของแข็งอีกครั้ง เขาขุดพบมีดเล็กยาวไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ

เผยเซียวหยวนหยิบขึ้นมา เป่าฝุ่นดินที่ติดอยู่บนมีดออก พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ตัวมีดมีสนิมเป็นจุดๆ มองแวบแรกดูเหมือนจะเป็นอาวุธแหลมคมขนาดเล็กที่ใช้ป้องกันตัว ก่อนเจ้าของจะเสียชีวิตยังกำไว้ในมือแน่น

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ เห็นทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างกลั้นหายใจและมองมาที่ตน จึงลุกขึ้นมา กำลังจะสั่งให้กงกงผู้ดูแลที่นี่อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายโครงกระดูกชั่วคราว คืนนี้ล้อมป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ให้สุนัขจิ้งจอกมาทำลายอีก ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกรอบแกรบเบาๆ ดังขึ้นที่ด้านหลัง

เผยเซียวหยวนหันไปตามเสียง เพียงเห็นโครงกระดูกร่างนั้นขยับแล้วแยกออกจากกันในทันที กระดูกสีขาวพากันร่วงหล่นลงมา ชั่วพริบตาเดียวก็หล่นลงมากองทับกันอยู่ตรงตำแหน่งที่นั่งอยู่ มองไม่ออกว่าเป็นโครงร่างมนุษย์อีก

ในที่สุดเพราะผุพังมานานเกินไป บริเวณข้อต่อต่างๆ น่าจะเชื่อมต่อกันเพียงหลวมๆ หลังจากถูกขุดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก็แยกออกจากกัน กะโหลกศีรษะกลิ้งหลุนๆ ไป กระทั่งมาถึงปลายเท้าของเผยเซียวหยวนจึงหยุดลง หันหน้าขึ้นสู่ฟ้า เบ้าตาขนาดใหญ่ดำมืดสองข้างแหงนขึ้นเหมือนกำลังมองมา

มีเสียงอุทานดังขึ้นมาจากคนที่อยู่รอบข้าง จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ

สายลมยามราตรีพัดผ่าน พุ่มหญ้ารกชัฏไหวเอน

เผยเซียวหยวนก้มศีรษะลง มองเบ้าตาดำลึกไร้ก้นบึ้งสองข้างบนกะโหลกตรงปลายเท้า เขาค่อยๆ ก้มลงยื่นมือไปหยิบ

“ราชบุตรเขยอย่าแตะต้อง! ให้ผู้น้อยจัดการเอง!” หยางไจ้เอินรีบเข้ามาห้าม

เผยเซียวหยวนไม่ได้หยุด หยิบกะโหลกขึ้นมาเดินไปที่ข้างกองกระดูกแล้ววางลงเบาๆ จากนั้นก็สั่งขันทีฝ่ายในให้จัดคนเฝ้าป้องกันที่นี่ให้ดี ตนเองใช้ผ้าห่อมีดเล็กขึ้นมาแล้วหันไปทางหยางไจ้เอิน กำลังถามว่าองค์หญิงอยู่ที่ใดก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านหน้า เงยหน้ามองไปก็เห็นเยี่ยซวี่อวี่พร้อมกับคนติดตามกำลังเดินมาทางนี้ นางเห็นเขาไม่กลับไปเสียที วางใจไม่ลงจึงมาดูด้วยตนเอง

เขาแสดงท่าทีให้นางหยุดฝีเท้าอย่าเข้ามาใกล้ ตนเองไปล้างมือที่อ่างล้างมือ จากนั้นจึงสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหา พานางไปยังสถานที่ที่สะอาดสะอ้านแห่งหนึ่งแล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเจอให้ฟังรอบหนึ่ง

เยี่ยซวี่อวี่ฟังจบก็อดประหลาดใจไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าปีนั้นในค่ำคืนวันนั้น ในมุมหนึ่งของห้องโถงที่กำลังเกิดไฟไหม้ถึงกับยังมีคนอีกคนหนึ่งอยู่จริงๆ

เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นข้าราชบริพารในตำหนัก ขันทีฝ่ายใน นางกำนัลที่หลบหนีไม่ทัน หรือเป็นราษฎรในเมืองฉางอันที่บุกเข้ามาจากข้างนอกเช่นเดียวกับนาง

ยังมีอีก คนผู้นั้นเสียชีวิตอยู่ตรงมุมนั้นก่อนห้องโถงจะพังทลายลงมา หรือยังมีชีวิตอยู่ กระทั่งสุดท้ายขาดอากาศหายใจจากการถูกควันไฟรมและเสียชีวิตอยู่ในห้องโถง

“คนผู้นี้แขนยาวพอๆ กับข้า กระดูกใหญ่ รูปร่างไม่เหมือนสตรี” เผยเซียวหยวนกล่าว

“พิจารณาจากสภาพตอนแรกพบ ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนเขาจะตายอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิศีรษะพิงมุมผนัง ท่าทางเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทางดิ้นรนหรือบิดเบี้ยว ดังนั้นหากคาดเดาไม่ผิดเขาไม่ได้เสียชีวิตจากการสูดดมควันหรือถูกไฟไหม้ แต่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ข้าสังเกตเห็นรอยบาดแผลตรงกระดูกซี่โครงบริเวณหน้าอก ตอนเขายังมีชีวิตอยู่น่าจะถูกทำร้ายด้วยดาบกระบี่พวกนั้น นอกจากนี้ข้ายังพบของอีกสิ่งหนึ่ง”

เขาหยิบมีดเล็กที่เอาผ้าห่อไว้ออกมา คลี่ออกให้นางดู

“ตอนคนผู้นั้นตาย มือซ้ายน่าจะกุมมีดเล็กเล่มนี้อยู่ วางไว้บนเข่า หลังจากกระดูกเน่าเปื่อยก็ค่อยๆ ถูกฝังอยู่ในดินที่ทับถมขึ้นมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ใช้ป้องกันตัวหรือมีความหมายพิเศษอื่นใดต่อเขา ก่อนตายถึงได้กำไว้ในมือไม่ปล่อย…”

เขามองเยี่ยซวี่อวี่แล้วพลันหยุดพูด สีหน้ามีความลังเลไม่แน่ใจอยู่หลายส่วน

เยี่ยซวี่อวี่ตั้งใจฟังอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วจึงเอ่ยปาก “หากท่านยังมีคำพูด ก็พูดออกมาได้เลยไม่เป็นไร”

เผยเซียวหยวนพยักหน้า “เช่นนั้นข้าก็จะพูดจาเรื่อยเปื่อยอีกสักสองสามประโยค คนผู้นั้นน่าจะมาที่ตำหนักหย่งอันหลังจากได้รับบาดเจ็บแล้ว และไปนั่งอยู่ตรงมุมห้อง การทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นช่วงที่วังหลวงไม่มีคนและกองกำลังฝ่ายกบฏยังไม่มา ในช่วงเวลานั้นคนทั่วไปที่เหลืออยู่ในวังหากไม่ใช่กำลังหนีเอาชีวิตรอดก็ฉวยโอกาสตอนวุ่นวายค้นหาทรัพย์สิน ใครยังจะไปตำหนักหย่งอันรอความตาย

ฮู่เอ๋อร์…ท่านยังจำคำพูดประโยคหนึ่งที่ท่านปู่พูดเมื่อวานได้หรือไม่ เขาบอกว่าเขามีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ติงไป๋หยาอาจตายไปตั้งแต่ตอนเมืองแตกแล้ว ไม่เคยออกจากเมืองฉางอัน ท่านคิดดู ทุกคนต่างกำลังหลบหนี มีเพียงคนผู้นี้ที่สวนทางมาที่นี่และตายอยู่ในตำหนักหย่งอันเช่นนี้ เรื่องเดิมก็มีเลศนัย และในห้องโถงใหญ่แห่งนี้ยังมีผลงานชิ้นเอกที่ท่านปู่ทุ่มเทชีวิตจิตใจ รวบรวมฝีมือและประสบการณ์ทั้งชีวิตเอาไว้…”

ขนตาของเยี่ยซวี่อวี่สั่นไหวเล็กน้อย สองตาเบิกกว้าง “หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็น…” นางพลันหันหน้ามองไปทางจุดที่พบโครงกระดูก

เผยเซียวหยวนมองนางพลางกล่าวเสียงเบา “ข้าเองก็ไม่กล้ายืนยัน เพียงคาดเดาไปเรื่อยเปื่อย ท่านปู่ยังอยู่ฉางอัน ไม่สู้เอามีดเล็กด้ามนี้ไปให้เขาดู ดูว่าเขารู้จักหรือไม่…”

เขาพูดยังไม่ทันขาดคำดี เยี่ยซวี่อวี่ก็คว้ามือเขา กลับหลังหันเดินเร็วๆ ออกไปทางด้านนอก

พวกเขาออกจากวังในคืนนั้นเลย เร่งรุดไปถึงวัดชิงหลงอีกครั้ง ได้พบเยี่ยจงหลีกำลังสนทนาธรรมกับภิกษุสูงวัยใต้แสงตะเกียงดวงเล็กเท่าเมล็ดถั่ว

เผยเซียวหยวนเล่าเรื่องการพบโครงกระดูกใต้ซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอัน จากนั้นก็หยิบมีดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ

เยี่ยจงหลีหยิบขึ้นมาพลิกดูใต้แสงเทียน

“ถืออยู่ในมือข้างซ้ายหรือ” เขาพลันเอ่ยถาม

เผยเซียวหยวนพยักหน้า “ขอรับ ถูกฝังอยู่ใต้ดินพร้อมกระดูกนิ้วมือซ้ายที่หลุดร่วงลงไป”

เยี่ยจงหลีตกอยู่ในความนิ่งเงียบ สุดท้ายเขาก็วางมีดเล็กที่เต็มไปด้วยสนิมเล่มนั้นลงเบาๆ ก้าวเท้าที่หนักอึ้งเดินช้าๆ ออกไป

คืนนี้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิดุจจานหยกถูกปกคลุมด้วยหมอกกลางคืนบางๆ ชั้นหนึ่ง ทอแสงหรุบหรู่สลัวรางไปทั่วท้องฟ้า เยี่ยจงหลีหยุดอยู่ที่ลานบำเพ็ญฌานด้านหลัง สองมือไพล่หลัง หันหลังให้พวกเขา ใบหน้าแหงนขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังมองจันทร์ เงาร่างอยู่นิ่งไม่ขยับ

เยี่ยซวี่อวี่กับเผยเซียวหยวนมองสบตากันคราหนึ่ง ทั้งสองเดินตามออกไปเงียบๆ กลับไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว

“ความซื่อสัตย์มั่นคงโดยเนื้อแท้แล้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าหยกและหิน ดุจดังอู่หลิ่วเซียนเซิง เคยกล่าวไว้ ‘ข้ามีนิสัยซื่อสัตย์มั่นคงและแข็งแกร่งซื่อตรง หยกหินแม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็สู้ไม่ได้’

ไป๋หยา เจ้าจดจำคำพูดที่อาจารย์เคยพูดกับเจ้ามาโดยตลอด เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด อาจารย์ไม่เสียใจ อาจารย์ดีใจกับเจ้า…”

พร้อมกับเสียงพูดที่สั่นเครือเล็กน้อยเหมือนพูดกับตนเอง เยี่ยจงหลีหมุนตัวกลับมาช้าๆ

“พวกเจ้าคาดเดาไม่ผิด ของชิ้นนี้แม้จะผุกร่อนมาก สูญเสียรูปทรงเดิมไปนานแล้ว แต่ข้าก็จำของสิ่งนี้ได้ ข้าเคยเรียนแกะสลักตราประทับบนโลหะและหินในวัยหนุ่ม แต่ฝีมือของไป๋หยาเหนือกว่าข้าขั้นหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงนี้ นี่คือมีดแกะสลักตราประทับที่ข้าทิ้งไว้ให้เขาก่อนออกไปจากฉางอันในตอนนั้น ก่อนจากกันข้ายังมอบคำพูดประโยคนั้นให้กับเขาด้วย…” เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ “เขาเป็นคนถนัดซ้าย ยายหนู เซียวหยวน พาข้าไปดูเถิด ไปพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย”

ในดวงตาของเขายังคงวาววับไปด้วยประกายน้ำตา ทว่าน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งลงแล้ว

เยี่ยซวี่อวี่กลั้นน้ำตา เดินเข้าไปจับจูงแขนท่านปู่ เผยเซียวหยวนเดินตามอยู่ข้างหลัง หลังจากทั้งสามออกจากวัดไปเงียบๆ ก็มุ่งหน้าไปยังวังหลวงภายใต้แสงจันทร์

ตอนพวกเขามาถึง ผู้คนเมื่อช่วงกลางวันต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงหยางไจ้เอินที่พาคนจำนวนหนึ่งเฝ้ากระดูกกองนั้นอยู่ เมื่อเห็นเยี่ยซวี่อวี่กับเผยเซียวหยวนคุ้มกันชายชราหน้าตาธรรมดาในชุดเรียบง่ายคนหนึ่งมา แม้จะไม่รู้ถึงฐานะของอีกฝ่าย แต่ก็รู้ว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน จึงรีบพาคนหลบไปชั่วคราวรออยู่ห่างๆ

เยี่ยจงหลีหยุดอยู่ตรงหน้ากระดูกกองนั้น ชั่วขณะนั้นน้ำตาของท่านผู้เฒ่าพลันเอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาถอดเสื้อคลุมของตนออก เดินเข้าไปปูลงกับพื้นแล้วเก็บกระดูกขึ้นมาทีละชิ้น ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุด แล้ววางลงบนเสื้ออย่างระมัดระวัง เก็บกระดูกเสร็จเขาก็ห่อเสื้อผูกให้เรียบร้อย ตนเองลงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น หลับตาลงนั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวช้าๆ

“วันนั้นไป๋หยามาที่นี่เป็นที่สุดท้าย คงจะมารอข้า ตอนนั้นใต้หล้ากำลังวุ่นวาย ฉางอันตกอยู่ในอันตราย เขารู้ว่าข้าไม่วางใจที่เขายังอยู่ในฉางอัน จะต้องกลับมาหาเขาแน่นอน เพียงแต่เขารอข้าไม่ไหว จากไปก่อนแล้ว…” เยี่ยจงหลีพลันลืมตาขึ้น หันไปมองเผยเซียวหยวน “ตามความเข้าใจที่ข้ามีต่อเขา เขาน่าจะไม่ตายไปทั้งเช่นนี้ เซียวหยวน เจ้าไม่ใช่บอกว่าก่อนตายในมือเขายังถือมีดแกะสลักอยู่หรือ”

เผยเซียวหยวนพลันถูกคำพูดของเยี่ยจงหลีทำให้ตื่นตัวขึ้นทันที ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในใจ รีบเดินไปยังมุมที่ติงไป๋หยานั่งตาย หยุดอยู่ตรงหน้าผนังกำแพงหักที่อยู่ใกล้แขนซ้ายของเขา

บนผนังกำแพงหักมีฝุ่นโคลน ขี้เถ้า และตะไคร่เกาะหนาเป็นชั้นอยู่นานแล้ว เยี่ยซวี่อวี่ชูคบไฟส่องสว่างให้ เผยเซียวหยวนชักมีดสั้นออกมา ค่อยๆ กะเทาะเปลือกนอกของกำแพงที่เกิดจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ออกอย่างระมัดระวัง

พร้อมๆ กับเปลือกนอกที่หลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ สิ่งที่ค่อยๆ ปรากฏต่อสายตาก็เป็นเช่นที่เยี่ยจงหลีกล่าว ตรงมุมผนังด้านนี้มีตัวอักษรสลักเรียงติดกันถี่ยิบปรากฏขึ้นมา

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: