X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 67-68

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 67

เผยเซียวหยวนถอยออกมาถึงระเบียงประตูนอกห้องจัดเลี้ยง ยืนรอนางอยู่ที่นั่น เมื่อนางเดินมาถึงเบื้องหน้าตน เขาก็ยิ้มบางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

ระเบียงประตูจุดโคมไฟส่องสว่างไว้ดวงหนึ่ง แสงสลัวรางแต่ก็เพียงพอให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ก่อนจะมาที่นี่เขาคงเพิ่งฝ่าสายฝนยามค่ำคืนมาเป็นระยะทางไกล

สายตาของนางกวาดมองไปทั่วร่างเขา เส้นผมที่มีน้ำหยด เสื้อผ้าที่เปียกชื้น อีกทั้งรองเท้าหุ้มแข้งที่ชุ่มไปด้วยน้ำดูหนักอึ้งคู่นั้น

เผยเซียวหยวนคงจะสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจที่ยากจะปิดบังในดวงตาของนาง เขามองตามสายตาของนาง ก้มลงมองตนเองแวบหนึ่ง เขาที่อยู่ในสภาพเช่นนี้เรียกได้ว่าย่ำแย่อย่างที่สุด กำลังคิดจะอธิบายก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึงๆ มาจากห้องจัดเลี้ยง อวี่เหวินจื้อตามออกมาแล้ว

อวี่เหวินจื้อใช้ฟันคาบดอกไห่ถังที่เมื่อครู่นางเสียบไว้หลังหูเขากิ่งนั้นไว้ที่มุมปากเช่นนี้แล้วเดินอย่างไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรมาถึงข้างหลังนาง จากนั้นก็หยุดฝีเท้า กวาดตาขึ้นลงมองประเมินเผยเซียวหยวนหลายครั้ง จากนั้นก็คลายฟัน เอาดอกไม้กิ่งนั้นมาเสียบไว้ที่เอวของตนแทนแล้วจึงเอ่ยทักทาย

“ผู้บัญชาการเผย เหตุใดเจ้าจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าแทบจะจำไม่ได้เลย มาๆๆ ข้ากำลังจัดงานเลี้ยงในห้องโถง ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ ไม่สู้เข้ามาดื่มสักจอก”

น้ำเสียงของเขาฟังดูกระตือรือร้นอย่างมาก ท่าทางก็เหมือนกับเจ้าภาพทุกประการ ทันทีที่เขากล่าวจบ ไม่รอให้เผยเซียวหยวนเอ่ยปากก็ตะโกนเรียกสาวใช้มาให้พาแขกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนทั้งตัวออกไปก่อน

สาวใช้หน้าตางดงามหลายคนได้ยินเสียงก็รีบเดินเข้ามา พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวาน ห้อมล้อมเผยเซียวหยวนจะพาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เผยเซียวหยวนถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วบอกปฏิเสธ อวี่เหวินจื้อก็ไม่ฝืนใจ เพียงพูดด้วยความเป็นห่วง

“ผู้บัญชาการมีงานยุ่งมาก ไม่เหมือนข้า วันๆ ไม่มีอะไรทำ ได้แต่ชนไก่ขี่ม้าหาความสำราญผ่อนคลายอารมณ์ คืนนี้เหตุใดจึงมีเวลาออกจากเมืองมาที่นี่ได้ มีเรื่องอะไรหรือ”

เผยเซียวหยวนมองนาง

“ท่านถอยออกไปให้ห่างหน่อย” ตอนนี้เยี่ยซวี่อวี่เปิดปากขึ้น

อวี่เหวินจื้อสีหน้าดูไม่พอใจ ไม่ยอมขยับ

เยี่ยซวี่อวี่มุ่นหัวคิ้วมองเขา

อวี่เหวินจื้อเปลี่ยนเป็นยิ้มทันที ใช้น้ำเสียงกึ่งประจบคล้ายขออภัยบอกว่า “ไปก็ไป ข้าเชื่อฟังเจ้า” พูดจบเขาก็เดินออกไปจริงๆ แต่กลับไม่ได้จากไปเลย เพียงไปยืนพิงเสาใต้ชายคาต้นหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง คอยดูอยู่ห่างๆ

“ท่านมีธุระหรือ” ครานี้เยี่ยซวี่อวี่จึงได้เอ่ยถามเผยเซียวหยวน

เผยเซียวหยวนชะงักนิ่ง เมื่อสบตาเข้ากับดวงตาที่ดูสุกใสดุจดวงดาวในราตรีกาลคู่นั้นเขาก็กล่าวขึ้น “ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพียงแต่…วันนี้ข้าไปเยี่ยมคนในครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาข้า ได้ยินพวกเขาบอกว่าเมื่อวานมีคนไปเยี่ยมพวกเขาในนามสหายเก่าของมารดาข้าแล้ว จางซุ่นบอกว่าท่านเคยถามเขาถึงเรื่องเหล่านี้”

เยี่ยซวี่อวี่นิ่งอึ้ง

นับตั้งแต่ได้รู้จากปากชิงโถวเรื่องวันครบรอบการจากไปของชุยเหนียงจื่อเวียนมาถึง นางก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่ในใจมาโดยตลอด ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องอื่นใดทั้งหมด เป็นเพียงการรำลึกถึงชุยเหนียงจื่อกับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่ นางก็รู้สึกว่าตนควรทำอะไรบ้าง

วัดฉือเอินทางด้านนั้นไม่จำเป็นต้องให้นางไปยุ่งเกี่ยว นางจึงนึกไปถึงคนในครอบครัวที่เหลืออยู่ของเหล่าทหารหาญกองกำลังเสินหู่ที่พลีชีพพร้อมกับแม่ทัพเผย แม้แต่แม่ทัพเผยเองจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการล้างมลทิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

นางยังนึกไปถึงตอนที่ตนเองเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก เรื่องที่เฉิงผิงกับอวี่เหวินจื้อทะเลาะวิวาทกันที่ด้านหลังวังเสินซูในวันนั้น

จำได้ว่าเผยเซียวหยวนเคยสั่งกำชับนางว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็สามารถไปหาขันทีฝ่ายในที่ชื่อจางซุ่นผู้นั้นได้ เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็นคนเก่าแก่ของสกุลเผย นางจึงไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้และก็ได้ความมาจริงๆ

ที่นางคิดไม่ถึงก็คือเรื่องนี้ถึงกับถูกเขาล่วงรู้เร็วเช่นนี้ ทั้งยังตามมาสอบถามด้วย

“ข้าบอกจางซุ่นไม่ให้พูดออกไป…” นางกล่าวเสียงเบา อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ทั้งยังมีความรู้สึกไม่สบายใจและละอายใจที่ยากจะบรรยายในส่วนลึกของหัวใจอีกหลายส่วน

“ไม่เกี่ยวกับเขา ข้าเป็นคนบอกให้เขาพูด” เผยเซียวหยวนมองจ้องนาง “ขอบคุณท่านมาก”

“นี่เป็นเรื่องที่ราชสำนักควรทำอยู่แล้ว ราชสำนักติดค้างพวกเขา ท่านไยต้องขอบคุณข้า ข้าเพียงทำส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าควรทำเท่านั้น อีกทั้งยังห่างไกลจากสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับมากนัก” นางกล่าว นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของนาง

เผยเซียวหยวนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นึกถึงภาพความคึกคักมีชีวิตชีวาที่เขาเห็นเมื่อตอนกลางวัน ความปลื้มปีติยินดีของผู้คนที่นั่น ใบหน้าก็มีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้น

“ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ยังคงต้องขอบคุณท่าน”

เยี่ยซวี่อวี่ฟังออกถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจในคำพูดของเขา ทำให้ความรู้สึกละอายใจเพราะฐานะอันติดตัวมาตั้งแต่เกิดในใจของนางลดน้อยลงในที่สุด ทว่าหลังจากที่เขากล่าวคำพูดเหล่านี้จบก็นิ่งเงียบไป ชั่วขณะนั้นนางก็ไร้คำพูด ยืนเผชิญหน้ากันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง นางสังเกตเห็นหยดน้ำพร่างพราวหยดหนึ่งค่อยๆ ซึมออกมาจากในเส้นผมสีดำบนหน้าผากของเขา จากนั้นก็ไหลกลิ้งลงมาบนหน้าผากและหายเข้าไปในคิ้วเข้มหนา

“ท่านเปียกโชกไปทั้งตัวแล้ว ตามข้ามาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด” นางได้สติขึ้นมาจึงรีบบอก กลับเห็นเขาลังเลอยู่ชั่วขณะแล้วเอ่ยขึ้น

“ข้าไม่เป็นไร ฝ่าบาทใกล้จะเสด็จแปรพระราชฐานแล้ว มีงานยุ่ง…” เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง “ฝนก็หยุดแล้ว เดินทางได้ ค่ำมากแล้วท่านไปนอนเถิด ไม่ต้องสนใจข้า”

จากที่นี่ไปฉางอันจะว่าไกลก็ไม่ไกล ระยะทางสี่สิบห้าสิบหลี่ แต่จะว่าใกล้ก็ไม่นับว่าใกล้แน่นอน มืดค่ำเพียงนี้แล้ว ถนนก็เฉอะแฉะไปด้วยโคลน เขาถึงกับกระทั่งเสื้อผ้าเปียกก็ไม่ผลัดเปลี่ยน รีบร้อนจะกลับไป

ชั่วขณะนั้นเยี่ยซวี่อวี่ไม่รู้ควรพูดอะไร ได้แต่มองเขา

เผยเซียวหยวนยิ้มบางแล้วผงกศีรษะให้นาง จากนั้นก็สาวเท้าหมุนตัวเดินออกไป

นางอยู่ที่นี่ดูสบายดี อวี่เหวินจื้อก็ดูแลเอาใจใส่นางอย่างใกล้ชิด คืนนี้ถึงเขาจะรั้นอยู่ค้างคืนก็รังแต่จะเพิ่มความอึดอัดเปล่าๆ ไม่สู้กลับไปตอนนี้จะดีกว่า พรุ่งนี้ก็ให้จางตุนอี้คุ้มกันนางกลับเข้าเมือง

เดิมเผยเซียวหยวนตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้ ในเวลานี้เองอวี่เหวินจื้อที่อยู่ตรงเสาใต้ชายคาได้เดินกลับมา เผยเซียวหยวนได้ยินเขาตะโกนมาจากด้านหลังตน

“ผู้บัญชาการเผยจะไปแล้วหรือ เช่นนั้นข้าไม่ส่งล่ะ เดินทางปลอดภัย!”

เผยเซียวหยวนเหตุใดจะฟังไม่ออก ในน้ำเสียงของอวี่เหวินจื้อเต็มไปด้วยการเหน็บแนม แต่ด้วยความเยือกเย็นสุขุมของเขาจะไปถือสาเอาเรื่องเอาราวได้อย่างไร เขาไม่ใส่ใจ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ทว่าเมื่อเสียงกระซิบกระซาบประจบเอาใจของอวี่เหวินจื้อแว่วตามลมมาเข้าหู ฝีเท้าของเขาก็อดเชื่องช้าลงหลายส่วนไม่ได้

อวี่เหวินจื้อเหลือบมองเงาร่างที่เดินจากไปแวบหนึ่ง ไม่สนใจเขาอีก หันไปหาเยี่ยซวี่อวี่ ดึงไห่ถังกิ่งนั้นออกจากเอวตน ยกขึ้นมาดมแล้วโยนทิ้งไป ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาบอกนาง

“ดอกไห่ถังนี้ไม่มีกลิ่นหอมเลย ไม่ดี มิน่าเจ้าไม่ต้องการ หลายปีก่อนตอนเจ้าพักอยู่ที่บ้านข้า นอกหน้าต่างห้องนอนมีต้นกุ้ยอยู่ต้นหนึ่ง เวลาออกดอกหอมยิ่งนัก ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยวาดภาพไว้ ตอนกลางวันข้าเห็นว่าที่นี่ก็มี ไว้จะเด็ดมาให้เจ้าสักสองสามกิ่ง ปักไว้บนมุ้งของเจ้า ตอนกลางคืนจะได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้ายามนอน ทั้งหอมทั้งหวาน หอมกว่าควันหอมจากเตาเครื่องหอมไม่รู้เท่าไร เจ้าจะต้องชอบแน่นอน…”

เสียงอวี่เหวินจื้อพูดกับนางเบามากจนแทบจะเหมือนเสียงกระซิบ แต่ไม่อาจหลุดลอดจากหูของเผยเซียวหยวนไปได้

ทุกถ้อยทุกคำ กระทั่งเสียงหายใจเข้าหายใจออก เขาก็ได้ยินอย่างชัดเจน

เขาเดินมาถึงหน้าประตูลานห้องโถงจัดเลี้ยงแล้ว เวลานี้ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงแล้วหันหน้ากลับไป เห็นอวี่เหวินจื้อกำลังเกลี้ยกล่อมให้นางเข้าไปข้างใน ยืนชิดติดอยู่ข้างกายนาง ท่าทางของคนทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก

ถัดเข้าไปข้างใน ที่ด้านหลังประตูห้องจัดเลี้ยงดูเหมือนจะมีเงาร่างหลายสายไหวไปมาอยู่ตะคุ่มๆ อาจมีคนของสำนักวาดภาพกำลังลอบดูอยู่

ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขามีท่าทีเช่นนั้น

คนของสำนักวาดภาพนั้นแตกต่างจากเขา หาได้รู้เรื่องราวที่แท้จริงระหว่างนางกับอวี่เหวินจื้อ ในสายตาของพวกเขาภาพที่เกิดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงคืนนี้ฉากนั้นถ้าจะบอกว่าผิดจากปกติจึงทำให้ตื่นตะลึงก็ไม่เกินไป

เบื้องหน้าเผยเซียวหยวนพลันมีภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่ผุดขึ้นมา อวี่เหวินจื้อแสดงฝีมือร่ายรำกระบี่ต่อหน้านาง

แม้แต่เผยเซียวหยวนก็ไม่อาจไม่ยอมรับ การร่ายรำกระบี่ของอวี่เหวินจื้อสอดผสานกันได้ดีระหว่างความแข็งแกร่งกับความนุ่มนวล ไหลลื่นดุจเมฆที่ล่องลอยสายน้ำที่ไหลริน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนท้ายสุดที่ใช้กระบี่ตวัดดอกไม้มอบให้หญิงงาม ท่วงท่าที่สง่างามทำได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นไม่ใช่ใครๆ ก็สามารถทำได้

และนี่อาจจะเป็นส่วนที่ขาดหายไปชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้

“เข้าไปข้างในกันเถอะ ข้างนอกลมแรง เจ้าระวังเท้าเปียก ตรงหน้าเจ้ามีแอ่งน้ำอยู่ เหตุใดจึงไม่มอง รีบมาเดินทางข้านี่…”

เผยเซียวหยวนเห็นอวี่เหวินจื้อยื่นมือไปที่เด็กสาว จะประคองนางแล้ว

ชั่วพริบตานั้นเผยเซียวหยวนก็ไม่รู้ตนเองเป็นอะไรไป ราวกับอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของช่องอกมาเป็นเวลายาวนานระเบิดออกมาทั้งหมดทันทีในพริบตาที่อวี่เหวินจื้อยื่นมือไปจะประคองนาง

เขาไม่แม้แต่จะคิด ในใจเหลือเพียงความคิดเดียว นั่นคือไม่ยินยอมให้นางรั้งอยู่ที่นี่อีกต่อไป

เขาจะพานางไปเดี๋ยวนี้เลย

เผยเซียวหยวนหันหลังเดินกลับเข้าไป เสียงรองเท้าหุ้มแข้งอันหนักหน่วงที่ดังจากใต้ฝ่าเท้าทำให้เยี่ยซวี่อวี่ที่กำลังหมุนตัวช้าๆ จะเดินเข้าไปข้างในพลันสะดุ้ง และดึงดูดอวี่เหวินจื้อให้หันหน้ามองมา

เพียงชั่วพริบตาเขาก็ก้าวยาวๆ ไปถึงข้างหลังนาง ยื่นแขนออกไปคว้ามือนางแล้วดึงมาจากข้างกายอวี่เหวินจื้อ จากนั้นก็เรียกจางตุนอี้ที่ยังอยู่บริเวณใกล้เคียงมา

“ฝ่าบาททรงเรียกหาเขาเพราะมีเรื่องอื่นจะให้รับใช้ ข้าจะพาเขาไปก่อน พรุ่งนี้พวกเจ้าค่อยๆ กลับเข้าเมืองก็ไม่สาย”

เขาชี้แจงสั้นๆ กับจางตุนอี้ที่วิ่งมาหาด้วยความประหลาดใจ และพาเยี่ยซวี่อวี่ออกจากประตูบ้านพักท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องมองมาจากด้านหลัง

จินอูจุยรออยู่ที่นอกประตูเงียบๆ พอเห็นผู้เป็นนายปรากฏตัวขึ้นก็ตะกุยกีบเท้าหลายทีด้วยความตื่นเต้นคึกคัก มีเสียงกึกๆ ดังขึ้นเบาๆ

กระทั่งเดินมาถึงตรงนี้เขาจึงปล่อยข้อมือนาง จากนั้นก็ยกตัวนางส่งขึ้นไปบนหลังม้า ตนเองเหวี่ยงตัวตามขึ้นมานั่งอยู่ข้างหลังนาง ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนของอวี่เหวินจื้อที่อยู่ด้านในประตู เขาก็ดึงสายบังเหียนกระตุ้นม้าและควบไปตามถนนที่ลงเชิงเขาจากไป

ที่ด้านหลัง อวี่เหวินจื้อขี่ม้าไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว

หลังจากพายุฝนผ่านไป ท้องฟ้ายามราตรีกาลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปลอดโปร่ง แสงจันทร์สาดส่องออกมาจากหลังก้อนเมฆดำทะมึนที่เปลี่ยนรูปร่างอยู่ตลอดเวลาตามแรงลม ส่องสว่างผู้คนบนพื้นดิน

ม้าของอวี่เหวินจื้อย่อมเป็นม้าฝีเท้าดีชั้นหนึ่งเช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกับจินอูจุยแล้ว จะอย่างไรฝีเท้าก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย น้ำหนักของคนสองคนไม่ได้ทำให้จินอูจุยช้าลงเลย อวี่เหวินจื้อถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกที เขาเริ่มด่าทอด้วยความโกรธ เผยเซียวหยวนได้ยินอีกฝ่ายด่าตนอยู่ข้างหลัง

“สุนัขไร้ยางอาย! โจรชั่วจากตะวันตกเฉียงเหนือ!”

เผยเซียวหยวนยังคงนิ่งเงียบ ในใจกลับรู้สึกเบิกบานใจอย่างหาได้ยาก แน่นอนว่าเสียงด่าทอเหล่านี้ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเบาลง ในที่สุดก็หายไปจากข้างหูอย่างสิ้นเชิง

เขาขี่ม้าต่อไปข้างหน้า ข้างหูมีเพียงเสียงลมยามราตรีที่พัดผ่าน เมื่อควบม้าไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่งและแน่ใจว่าไม่มีใครตามทันแล้ว เขาก็ค่อยๆ ผ่อนสายบังเหียนและหยุดลงในที่สุด

ที่นี่อยู่ห่างไกลจากบ้านพัก ลงจากเชิงเขามาแล้ว รอบด้านเป็นป่าสนผืนหนึ่ง ต้นสนสูงๆ ต่ำๆ มองไปในความมืดยามค่ำคืนเหมือนฉากกำบังปลายแหลมเป็นฉากๆ โอบล้อมปกป้องเขาและนางไว้ตรงกลาง

ข้างหูสงบเงียบยิ่ง มีเพียงเสียงร้องยาวของนกเค้าแมวจากที่ไกลไม่กี่ครั้ง และเสียงลมยามราตรีพัดผ่านยอดไม้บริเวณใกล้เคียงดังแซกซ่า

เวลานี้เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาพลันขยับตัว เหมือนกำลังเหลียวมองไปรอบด้าน เส้นผมด้านบนศีรษะของนางเสียดสีกับปลายคางเขาเบาๆ ผิวหนังกับเส้นผมที่สัมผัสกันเป็นเวลาสั้นๆ โดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เผยเซียวหยวนได้สติขึ้นมาในฉับพลัน…ตั้งแต่นางถูกเขาคว้ามือบังคับพาตัวออกมาจากที่นั่นจนถึงตอนนี้ดูเหมือนนางยังไม่ได้ส่งเสียงออกมาเลย

ไม่เพียงเท่านั้น เขาพลันตระหนักถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการกระทำของเขาในคืนนี้ช่างบุ่มบ่ามมุทะลุ เขาพานางออกมาโดยพลการโดยไม่ได้ถามความเห็นชอบจากนางเลย

เผยเซียวหยวนมองคนตรงหน้าที่ร่วมขี่ม้าตัวเดียวกัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เรียกนางเบาๆ คำหนึ่งอย่างหยั่งเชิง “องค์หญิง”

ไม่มีเสียงตอบ

นางโกรธแล้วกระมัง

เขาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาหลายส่วน กำลังจะลงจากหลังม้าเพื่อขออภัยโทษที่ล่วงเกินนาง ในเวลานี้เองในหูพลันได้ยินเสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นมาเบาๆ

“กลัวแล้วหรือ”

เผยเซียวหยวนอึ้งตะลึง

“เมื่อครู่ท่านไม่ใช่ขวัญกล้ายิ่งหรอกหรือ ยังบอกว่าฝ่าบาททรงเรียกข้าด้วยมีเรื่องอื่น เสด็จพ่อให้ท่านมาพาข้ากลับไปเมื่อไรหรือ”

พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังขึ้น นางก็หันหน้ามามองเขาที่ร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันกับนางอยู่ด้านหลัง

แสงจันทร์สุกสกาวดุจน้ำค้างแข็งสีเงินสาดส่องลงมาจากเหนือศีรษะ ดวงตาของนางสะท้อนกับแสงจันทร์ เปล่งประกายแวววาว คล้ายมีอัญมณีที่แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยจำนวนมากตกอยู่ในนั้น น้ำเสียงของนางเจือการตำหนิและเสียดสี แต่มุมปากกลับหยักยกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เผยให้เห็นรอยยิ้มสดใส

ชั่วขณะนั้นเผยเซียวหยวนมองด้วยความตะลึงลาน สายตาอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปยังกลีบปากทั้งสองที่กำลังพูดคุยกับเขาอยู่

ถ้าได้สัมผัสเคล้าเคลียจะมีรสชาติเช่นไรหนอ

จะเย็นชุ่มชื่นเหมือนแสงจันทร์ในค่ำคืนนี้ หรือหวานชุ่มฉ่ำเหมือนดอกกุ้ยที่นางชอบ

เมื่อเผยเซียวหยวนตระหนักว่าจิตใจของเขากำลังคิดอะไรอยู่ หัวใจก็เต้นรัวแรง คนก็รู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่

เขาไม่กล้าแสดงออกมากเกินไป กลัวนางจะสังเกตเห็นความคิดที่ไม่อาจให้คนอื่นล่วงรู้เป็นอันขาดของตน จึงลงจากหลังม้าเงียบๆ เพื่อจะได้อยู่ห่างจากนางสักหน่อย จากนั้นก็ตอบอย่างสงบเยือกเย็น

“เป็นความผิดของข้า ไม่ควรพาองค์หญิงออกมา”

“ในเมื่อทำผิดแล้ว สมควรทำเช่นไร” ทว่านางกลับเหมือนไม่ยอมปล่อยเขาไปเช่นนี้ เมื่อฟังดูอย่างละเอียด ในน้ำเสียงคล้ายยังเจือไปด้วยการหยอกเย้าที่คล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่หลายส่วน

“องค์หญิงจะลงโทษอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น” เขาลังเลเล็กน้อย สุดท้ายยังคงคล้อยตามน้ำเสียงของนาง ตอบเบาๆ

เขาเอ่ยจบ ไม่ได้ยินนางพูดอะไรจึงเหลือบตาขึ้นมอง เพียงเห็นหญิงสาวนั่งอยู่บนหลังม้า ก้มลงมองตนครู่หนึ่งแล้วพลันยื่นมือมาทางเขา จะเอาแส้ม้า

“ให้ข้า”

เขาไม่เข้าใจ ทว่าก็ไม่ได้ถามมาก ยื่นแส้ม้าให้ นางรับมาตวัดแส้ในอากาศสองสามครั้ง คงติว่ายาวเกินไปจึงพันแส้ไปรอบฝ่ามือสองสามรอบแล้วตวัดแส้อีก คล้ายว่าพอใจแล้วจึงสั่งให้เขาหมุนตัวไป

เผยเซียวหยวนยังคงไม่เข้าใจ ทว่ายังคงทำตามที่นางบอก

มีเสียง ‘ขวับ’ ดังกังวานขึ้นทีหนึ่ง ปลายแส้ถึงกับฟาดลงบนแผ่นหลังเขาเบาๆ

แผ่นหลังของชายหนุ่มที่ถูกเสื้อผ้าเปียกอบคลุมมากว่าครึ่งคืน รูขุมขนเปลี่ยนเป็นปิดแน่นและด้านชานานแล้ว นี่เป็นเพียงการฟาดเหมือนหยอกล้อทีหนึ่ง ความจริงแล้วไม่เจ็บ เพียงรู้สึกแสบคันเล็กน้อย ทว่าแผ่นหลังของเผยเซียวหยวนกลับรู้สึกราวกับถูกเหล็กที่เผาจนแดงฉานนาบลงมา รูขุมขนขยายกว้าง หนังศีรษะด้านชา ขนละเอียดตามผิวหนังทุกเส้นลุกชันขึ้นมาทันที เขาสะดุ้ง ในเวลานี้เองก็ได้ยินนางหัวเราะเบาๆ ที่ด้านหลังอีกครั้ง

“ช่างเถิด ครั้งนี้ก็พอแค่นี้ คราวหน้าถ้ายังกล้า…”

เขาไม่อาจทนต่อไปได้อีก หันไปพลางยกแขนขึ้น นิ้วมือทั้งห้าคว้าแส้ในมือของนางที่กำลังจะเก็บกลับไปแล้วดึงอย่างแรง

เยี่ยซวี่อวี่ไม่ทันตั้งตัว ทั้งร่างถูกดึงและเอียงลงมาหาชายหนุ่ม ถ้าไม่ใช่ตอนนี้มีเขาที่อยู่ด้านล่างของม้าใช้ร่างกายยันร่างนางไว้ นางคงตกจากหลังม้าไปแล้ว

“เผยเอ้อร์! ท่าน…”

นางอุทานเสียงต่ำด้วยความไม่พอใจและตกใจ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของเขาที่มองมา เสียงก็ขาดห้วงหายไปอย่างฉับพลัน

ชั่วขณะนี้นางนั่งอยู่บนหลังม้า ร่างเอนเอียง ใบหน้าก้มลงมาหาเขา ส่วนเขายืนอยู่ข้างม้า มือข้างหนึ่งจับแส้ในมือนางไว้แน่น ใบหน้าเงยขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาทั้งสองมองจ้องนางเขม็ง ส่วนลึกในดวงตาคล้ายมีแสงเรืองสั่นไหว อยู่ใกล้ชิดกับเขาเพียงนี้ เยี่ยซวี่อวี่รู้สึกได้ว่าแก้มของตนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผะผ่าวเป็นระยะที่มาจากอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

ผ่านไปพักใหญ่

“ดึกมากแล้ว ตัวท่านก็เปียกโชก ไปหาบ้านชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงขอพักค้างคืนชั่วคราวเถิด” เยี่ยซวี่อวี่พลันเอ่ยเสียงเบา ไม่ได้ดิ้นรนแม้แต่น้อย

หลังจากนางพูดจบก็รู้สึกว่าแรงที่ดึงรั้งแส้บังคับให้นางโน้มลงไปหาเขา ในที่สุดก็ค่อยๆ คลายออก

“ข้าจะทำตามที่องค์หญิงบอก”

ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเขาตอบด้วยเสียงต่ำและแหบเล็กน้อย ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาคืนแส้ม้าให้นาง เหยียดแขนออกค่อยๆ ประคองนางกลับขึ้นไปนั่งบนอานม้าดีๆ แต่เขาไม่ได้นั่งม้าร่วมกับนางอีก เพียงจูงม้าให้เดินไปข้างหน้า ออกจากป่าที่มีแสงจันทร์สาดส่องแห่งนี้

 

ครึ่งคืนหลังเขาพาเยี่ยซวี่อวี่ไปพักค้างคืนในบ้านของผู้เฒ่าส่งน้ำที่เคยพบกันเมื่อก่อนผู้นั้น

ผู้เฒ่าออกมาจากบ้านท่ามกลางเสียงสุนัขเห่าและจำคนทั้งสองได้ ทั้งประหลาดใจและดีใจ เชิญพวกเขาเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นเสื้อผ้าของเผยเซียวหยวนเปียกโชกก็รีบเรียกโฉ่วเอ๋อร์ให้ก่อเตาไฟเพื่อให้แขกได้ผิงเสื้อผ้าให้แห้งและจะสละห้องนอนให้พวกเขา ปู่หลานสองคนจะไปนอนตรงมุมเก็บของที่อยู่ข้างเตาไฟ

เผยเซียวหยวนมองไปที่เยี่ยซวี่อวี่ เห็นชัดว่าขอความคิดเห็นจากนาง

เดิมทีมารบกวนผู้อื่นกลางดึกก็ไม่สมควรอยู่แล้ว ยังจะไปยึดห้องนอนของเจ้าบ้านอีกได้อย่างไร เยี่ยซวี่อวี่ส่ายหน้า เผยเซียวหยวนเข้าใจแล้วจึงหันไปทางผู้เฒ่า บอกให้พวกเขาปู่หลานไปนอนได้เลย

ผู้เฒ่าเชิญพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นคนทั้งสองไม่รับปากก็จำต้องล้มเลิก แล้วยกแคร่ไม้ไผ่ตัวหนึ่งจากด้านนอกเข้ามา บอกว่าแคร่นี้ใช้นอนรับลมกลางแจ้ง เอามาให้พวกเขาใช้ในคืนนี้ได้พอดี

“ในบ้านมีแคร่ตัวนี้ตัวเดียว แคบไปสักหน่อย ลำบากพวกท่านสองคนแล้ว ต้องนอนเบียดกันหน่อย” ผู้เฒ่ามองพวกเขาสองคน รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก

เผยเซียวหยวนไม่ได้ส่งเสียง เพียงมองไปที่เยี่ยซวี่อวี่ตามสัญชาตญาณ นางบอกกับผู้เฒ่าว่าไม่เป็นไร ในเวลานี้เองโฉ่วเอ๋อร์ก็อุ้มถาดไม้ใบหนึ่งวิ่งตึงๆ เข้ามา ในถาดมีแป้งทอดอยู่หลายแผ่น เขาออกแรงเขย่งปลายเท้าแล้วชูถาดขึ้นเหนือศีรษะส่งให้แขก

เมื่อครู่ผู้เฒ่าจะจัดเตรียมอาหารให้พวกเขา เยี่ยซวี่อวี่ออกมาหลังงานเลี้ยงตอนค่ำจึงไม่หิว แต่เกรงว่าเผยเซียวหยวนอาจจะยังไม่ได้กินข้าวเพราะเมื่อคืนต้องออกจากเมือง เขากลับบอกว่าไม่หิว ไม่ให้ผู้เฒ่าต้องยุ่งยาก นางจึงล้มเลิกความคิดที่จะให้ผู้เฒ่าจัดเตรียมอาหาร เวลานี้เห็นว่ามีของกินที่ทำเสร็จแล้วส่งมาจึงรีบรับไว้

นางเห็นโฉ่วเอ๋อร์โกนศีรษะรับหน้าร้อน ศีรษะเปลี่ยนเป็นเกลี้ยงเกลา มีเพียงตรงกลางศีรษะที่มีเส้นผมเหลืออยู่กระจุกหนึ่ง เหมือนมีฝากาน้ำชาครอบอยู่ ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งจึงอดใจไม่อยู่ ยื่นมือไปลูบศีรษะเขา ทำเอาโฉ่วเอ๋อร์ขวยอายจนหลบไปอยู่ข้างหลังผู้เป็นปู่

ผู้เฒ่าหัวเราะ ชี้แจงว่าในบ้านไม่มีของกินอะไรอย่างอื่น ดีที่เมื่อตอนกลางวันเพิ่งทำแป้งทอดเตรียมเป็นอาหารแห้ง ยังนับว่าสะอาด ถ้าแขกหิวแล้วก็เอามากินรองท้องได้

เยี่ยซวี่อวี่กล่าวขอบคุณแล้วขอบคุณอีกก่อนเชิญปู่หลานไปพักผ่อน ผู้เฒ่ามองนางกับเผยเซียวหยวนแล้วผงกศีรษะ

“จำได้ว่าคราวก่อนคุณชายยังมาที่บ้านข้า ถามถึงที่อยู่ของคุณชายน้อย ต่อมาข้าเข้าเมืองไปส่งน้ำก็ยังนึกเป็นห่วงอยู่ ไม่รู้สุดท้ายแล้วหาพบหรือไม่ มาบัดนี้พวกท่านพี่น้องได้อยู่พร้อมหน้ากัน ดียิ่งนัก! ข้าไม่รบกวนแล้ว คุณชายเผยรีบผิงไฟให้เสื้อผ้าแห้งเถิด แล้วรีบพักผ่อนเร็วหน่อย”

ผู้เฒ่าทิ้งตะเกียงน้ำมันให้ดวงหนึ่งและจุดหญ้าอ้ายเฉ่า ไล่ยุงไว้ในห้อง ก่อนจะจูงหลานชายเดินออกไป

เสียงเห่าของสุนัขข้างประตูไม้หยุดลง จินอูจุยกำลังเคี้ยวหญ้าเงียบๆ อยู่ในเพิงเลี้ยงล่อ หางม้าสะบัดเป็นระยะๆ เพื่อไล่แมลงที่อยู่รอบๆ ช่วงหลังฝนตกหนักมีเสียงน้ำไหลลงมาจากบนภูเขาแว่วมาจากที่ไกลออกไป ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด และในบ้านโกโรโกโสที่ซ่อนตัวอยู่ในเชิงเขาแห่งนี้ ฟืนในเตากำลังลุกไหม้ ส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะเบาๆ ออกมาเป็นระยะ

ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัวราง สะท้อนเงาของคนคู่หนึ่งในบ้าน

อาจเพราะตอนกลางดึกในภูเขาแห่งนี้เงียบสงัดเกินไป ขาดปู่หลานสองคนไปไม่เพียงไม่ได้ทำให้ห้องนี้เปลี่ยนเป็นว่างเปล่ากว้างขึ้น เยี่ยซวี่อวี่กลับยิ่งรู้สึกว่าแคบเล็กลง คล้ายเพียงขยับตัวรอบด้านก็จะมีแต่เงาของชายหนุ่มบนผนังส่ายไหวไปมา

นางคาดเดาว่าบางทีเขาก็อาจรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน

“ท่านตามสบายเถิด ไม่ต้องพะวงถึงข้า” เพื่อให้เขาวางใจ นางจึงเอ่ยเสริมอีกประโยคหนึ่ง “ข้าไม่มองหรอก”

ทว่าการรับรองของนางไม่เพียงไม่อาจทำให้เผยเซียวหยวนทำตัวตามสบาย เขามองนางแวบหนึ่ง ใบหน้าคล้ายยังมีความรู้สึกอึดอัดขัดเขินผุดขึ้นมาจางๆ

ผ่านไปครู่หนึ่งเห็นเขายังไม่วางใจลง เยี่ยซวี่อวี่ออกจะอับจนปัญญา คิดไปคิดมาก็เอ่ยว่า “หรือไม่ข้าจะออกไปรอข้างนอก”

“ไม่ต้อง! ท่านอยู่เถิด ไม่เป็นไร” เผยเซียวหยวนรีบส่งเสียงยับยั้ง ครานี้ในที่สุดก็สาวเท้าเดินไปที่เตาไฟ

เยี่ยซวี่อวี่แย้มยิ้ม หันหลังให้เขาแล้วนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่

ในที่สุดหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเสียงถอดเสื้อดังสวบสาบเบาๆ มาจากด้านหลัง

เยี่ยซวี่อวี่นอนลงไปทั้งที่สวมเสื้อผ้าเต็มชุด หันหลังให้กับเขา

“คืนนี้ท่านก็นอนในบ้านเถิด ข้าว่าแคร่ไม้ไผ่กว้างพอ ข้าไม่เป็นไร” ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

นางนอนอยู่ด้านหนึ่งของแคร่ไม้ไผ่ ครอบครองเนื้อที่เพียงเล็กน้อย เหลือที่ว่างให้เขาเพียงพอที่จะนอนหงายได้

ไม่มีเสียงตอบจากด้านหลัง

“ท่านได้ยินแล้วหรือไม่” เยี่ยซวี่อวี่รออยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อย

ข้างนอกเปียกชื้น ทั้งยังมีแมลงยุงกัดต่อย ไม่อาจนอนหลับได้

“ได้ยินแล้ว” ในที่สุดก็มีเสียงตอบดังมาจากข้างหลัง เขาเอ่ยขึ้นอีก “หากองค์หญิงเหนื่อยแล้วก็นอนก่อนเถิด ข้ายังต้องรออีกพักหนึ่ง”

สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แม้ยามนี้คิดขึ้นมาแล้วยังคงดูเหมือนความฝัน ทว่าเยี่ยซวี่อวี่รู้สึกว่าก็ยังดี นางไม่เหนื่อย ทั้งยังไม่อยากนอน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดภายใต้เสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราวของคนที่อยู่ข้างหลังผู้นั้นและกลิ่นขมบางเบาของหญ้าอ้ายเฉ่า เปลือกตาทั้งสองข้างเริ่มเคลื่อนปิด นางค่อยๆ หลับตาลง

ฟืนในเตาค่อยๆ เผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าสีแดง เปลวไฟที่เหลืออยู่ก็ส่ายไหว สะท้อนให้เห็นลำตัวที่ผอมแต่แข็งแกร่งของบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม กล้ามเนื้อของเขาแน่นกระชับ ไม่มีไขมันแม้แต่น้อย

เขาหันหน้ามาเงียบๆ มองเงาร่างบอบบางที่นอนหันหลังให้เขาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่

นางไม่ได้เคลื่อนไหวมาพักใหญ่แล้วและไม่ได้พูดอะไรอีก น่าจะหลับไปแล้ว

เผยเซียวหยวนหยิบเสื้อผ้าที่ผิงไฟจนแห้งนานแล้วสวมกลับลงบนร่างที่ร้อนและแห้งจากการผิงไฟทีละตัวๆ ขณะที่เขาสวมเสื้อผ้ากล้ามเนื้อที่หัวไหล่และหลังจะขยับเคลื่อนไหวตามไปด้วย ไม่นานเขาก็แต่งกายเสร็จ ก่อนจะเดินเบาๆ ไปที่แคร่ไม้ไผ่ เป่าตะเกียงน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ ดับลง จากนั้นก็เดินอ้อมผ่านหญิงสาวเงียบๆ ออกไปทางด้านนอก

“ท่านจะไปที่ใด…”

ตอนเดินไปถึงหน้าประตูพลันมีเสียงคลุมเครือเอ่ยถามขึ้นมาจากทางด้านหลัง เสียงนั้นนุ่มนิ่มเจือความง่วงงุน

เผยเซียวหยวนหยุดชะงักแล้วหันกลับมา

ในแสงหรุบหรู่ยามราตรี นางกึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะเอ่ยถามร่างก็ขยับ ดูแล้วเหมือนกำลังจะตกลงมาจากแคร่ไม้ไผ่

เขาสาวเท้าเร็วๆ ดุจลูกธนูกลับไป ยื่นมือรั้งร่างนางไว้แล้วส่งกลับไปบนแคร่เบาๆ ให้นอนอยู่ตรงกลาง

“องค์หญิงนอนให้สบาย มีข้าอยู่” เขาโน้มตัวไปหานาง ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบากระซิบบอกไปประโยคหนึ่ง

เยี่ยซวี่อวี่ดวงตาหลับอยู่ครึ่งหนึ่ง นิ้วมือคล้ายคลำถูกส่วนหนึ่งของข้อศอกที่แข็งแรงร้อนผะผ่าวก็สบายใจขึ้น พึมพำบอก “ข้าบอกแล้ว ท่านไม่ต้องออกไป…”

เผยเซียวหยวนปล่อยให้นางจับแขนเขาแล้วนั่งเงียบๆ อยู่ในความมืด ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ยินเสียงลมหายใจของนางดังสม่ำเสมอก็ค่อยๆ ก้มหน้าลง มองใบหน้าที่หลับใหลอยู่ในแสงเงายามค่ำคืนดวงนั้นครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ค่อยๆ ดึงแขนออกและเขย่งเท้าเดินออกไป

นางไว้วางใจเขาอย่างสิ้นเชิง

ทว่ามีหญิงงามอยู่ในอ้อมแขนแต่จิตใจไม่ว้าวุ่น นั่นต้องเป็นผู้มีคุณธรรมเช่นไรจึงจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้

หลังจากผ่านประสบการณ์ลับๆ ในป่าสนที่เคยแอบล่วงเกินนาง เผยเซียวหยวนก็เข้าใจและรู้ว่าอย่างน้อยสำหรับเขาแล้วเกรงว่ายากยิ่งที่จะทำถึงขั้นนั้นได้

 

เยี่ยซวี่อวี่นอนหลับสบายยิ่ง วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาก็เป็นช่วงกลางวันแล้ว เผยเซียวหยวนย่อมไม่อยู่ข้างกายนางแล้ว

พายุฝนเมื่อคืนนี้ซัดสะพานเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงจนขาด ถนนที่จะออกไปถูกตัดขาดแล้ว เขาจึงไปช่วยชาวบ้านบนภูเขาซ่อมสะพาน เนื่องจากเหตุไม่คาดคิดนี้ทำให้ต้องเลื่อนเวลากลับไปจนถึงช่วงเย็น ครั้นถนนกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้งเผยเซียวหยวนก็มารับเยี่ยซวี่อวี่ กล่าวลาผู้เฒ่าและพานางกลับฉางอัน

นางรู้ว่าเมื่อคืนเขาอยู่ข้างนอกทั้งคืน โฉ่วเอ๋อร์บอกนางว่าเมื่อเช้าออกมาก็เห็นคุณชายนั่งขัดสมาธิอยู่คนเดียว มีกระบี่วางพาดอยู่บนตัก พิงอยู่กับผนังห้องนอกประตูไม้ ทั้งยังสั่งกำชับเขาว่าคุณชายน้อยเมื่อคืนเหน็ดเหนื่อยมาก อย่าเสียงดังทำให้คนตื่น

กลางดึกตอนจินอูจุยใกล้จะพาคนทั้งสองกลับถึงฉางอัน ทหารเฝ้าประตูเมืองก็มองอยู่ ในที่สุดเยี่ยซวี่อวี่ก็ทนไม่ไหว หันมาถามเขาว่าเมื่อคืนเพราะเหตุใดจึงไม่เชื่อฟังคำพูดของนาง

ตลอดทางมานี้เขาไม่ได้พูดจา นางเองก็เช่นกัน

นี่เป็นคำพูดประโยคแรกระหว่างคนทั้งสอง

“องค์หญิงทรงเข้าใจและเห็นอกเห็นใจขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ เป็นความเมตตากรุณาขององค์หญิง เฝ้าพิทักษ์ป้องกันองค์หญิงยามราตรีกาลก็เป็นภาระหน้าที่ที่กระหม่อมพึงกระทำ”

เขาตอบนางเช่นนี้ อีกทั้งตอนแรกยังดูเหมือนไม่ค่อยอยากตอบ แต่นางบีบบังคับถามเขาอีกครั้ง เขาจึงได้ตอบกลับมาเช่นนี้

เขาไม่ได้แทนตนเองว่า ‘กระหม่อม’ ต่อหน้านางมาสักระยะแล้ว เวลานี้กลับวางมาดขรึมขึ้นมา อีกทั้งตอนตอบคำถามเยี่ยซวี่อวี่สังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้มองนาง สายตาคล้ายมองข้ามศีรษะนางไปยังกำแพงเมืองด้านหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที

ไม่รู้เพราะเหตุใดภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ทำให้เยี่ยซวี่อวี่นึกอยากจะหัวเราะอยู่ในใจ ขณะมีความรู้สึกเบิกบานใจบางเบาที่ไม่รู้มาจากที่ใด นางก็ได้ค้นพบเรื่องหนึ่ง หลังจากเขาเรียกให้เปิดประตูเมืองแล้ว ที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าถึงกับเป็นใบหน้าของจ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งสองคน

ในที่สุดก็เฝ้ารอคอยจนสองคนนี้กลับมาแล้ว สีหน้าของจ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งแตกต่างกันออกไป

หานเค่อรั่งหันไปมองขันทีสูงวัยแวบหนึ่งแล้ววางสีหน้าเคร่งขรึม สั่งให้เผยเซียวหยวนลงจากหลังม้า

ขันทีสูงวัยกลับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก จากนั้นสีหน้าก็เต็มไปด้วยความดีใจ ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นว่าทั้งสองร่วมขี่ม้ามาด้วยกัน เขายังทักทายเผยเซียวหยวนตามปกติและกระซิบเสียงต่ำเร่งรัดให้เยี่ยซวี่อวี่ไปขึ้นรถม้าคันหนึ่งที่รออยู่ใกล้ประตูเมือง

พอเยี่ยซวี่อวี่เห็นสองคนนี้ก็เข้าใจขึ้นมาแล้ว

การเดินทางล่าช้า ทั้งยังมีเหตุไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในบ้านพักเมื่อคืน จะต้องทำให้เสด็จพ่อตกใจแล้ว รอนางกลับไป หลีกไม่พ้นที่จะต้องเจอกับเรื่องยุ่งยาก

ทว่าเวลานี้จิตใจของนางยังคงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ตอนจ้าวจงฟางรับนางขึ้นรถม้าและกำลังจะจากไปอยู่นั้นเยี่ยซวี่อวี่ลังเลเล็กน้อย หันกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วลงจากรถม้า เดินกลับไปเบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบด้วยเสียงที่มีเพียงเขาที่ได้ยิน

“ท่านไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่” พูดประโยคนี้จบนางจึงหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้ยินว่าองค์หญิงพูดอะไรกับบุรุษหนุ่มผู้นี้ ทว่าก็เพียงพอแล้ว ถึงตอนนี้รอยยิ้มเสแสร้งของขันทีสูงวัยก็แขวนไว้ไม่อยู่ นึกถึงว่าถ้าฮ่องเต้ทราบเรื่องนี้เข้า…

เขาแทบจะยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า

“องค์หญิง อย่าทอดพระเนตรอีกเลย!”

ขันทีสูงวัยกดเสียงต่ำเอ่ยขอร้องแล้วรีบปิดประตูรถม้า จากนั้นก็สั่งให้เดินทางกลับวังทันที

บทที่ 68

เยี่ยซวี่อวี่เข้าวังทางประตูเล็กมาถึงตำหนักจื่ออวิ๋น เห็นขันทีฝ่ายในที่เข้าเวรตอนกลางคืนต่างรวมตัวอยู่ข้างนอกไม่กล้าเข้าไปข้างใน เสด็จพ่อของนางดึกดื่นไม่ยอมนอน กำลังเดินไปเดินมาอยู่ในโถงด้านนอกของห้องบำเพ็ญพรต สองมือไพล่หลัง หัวคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าท่าทางดูแล้วกำลังโกรธจัด

จ้าวจงฟางบอกให้หยางไจ้เอินไล่ทุกคนออกไปให้หมดแล้วเฝ้าประตูตำหนักไว้ ตนเองไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดเหงื่อร้อนที่หน้าผากก็รีบรายงาน

“ฝ่าบาท องค์หญิงเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

“เสด็จพ่อ” เยี่ยซวี่อวี่เดินตามเข้าไป ส่งเสียงนุ่มใสแล้วเข้าไปประคองแขนผู้เป็นบิดา “ต้องตำหนิลูกที่ไม่ดี ทำให้เสด็จพ่อเป็นห่วงแล้ว ลูกกลับมาแล้ว ลูกไม่เป็นไรเพคะ”

ฮ่องเต้มองนางอย่างสำรวจตรวจตราอยู่หลายครั้ง ในที่สุดสีหน้าก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เอ่ยถามนางว่าเมื่อคืนไปค้างคืนที่ใด วันนี้เพราะเหตุใดจึงล่าช้าไม่กลับมา

เยี่ยซวี่อวี่ก็บอกไปตามความเป็นจริงว่าเมื่อคืนไปขอพักค้างคืนในบ้านของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในภูเขาซีซานซึ่งเป็นคนใสซื่อจิตใจดีคนหนึ่งและเคยรู้จักกันมาก่อน วันนี้เดิมตั้งใจจะกลับแต่เช้า แต่ใครจะคาดคิดว่าฝนที่ตกหนักซัดสะพานขาด ทำให้การเดินทางต้องล่าช้าออกไปจึงเพิ่งกลับมาถึง

“เพราะอับจนหนทางจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสด็จพ่อเป็นห่วง ลูกไม่เป็นไรจริงๆ เพคะ ดึกแล้ว ลูกจะพาเสด็จพ่อไปพักผ่อน”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว…ไม่เป็นไรก็ดี ฮู่เอ๋อร์เจ้าได้รับความตื่นตระหนกแล้ว”

ฮ่องเต้ฟังจบก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ กลับเป็นฝ่ายปลอบใจนางหลายคำ จากนั้นก็หันไปทางจ้าวจงฟาง เปลี่ยนสีหน้าทันที

“เผยเอ้อร์เล่า”

“ผู้บัญชาการใหญ่หานได้เรียกตัวเขาไปแล้ว น่าจะกำลังตำหนิเขาอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงฟางรีบตอบ

“เจ้าหัวขโมยน้อยสกุลเผย!” ฮ่องเต้ด่าด้วยความโกรธออกมาคำหนึ่ง “เราจะดูว่าครั้งนี้หานเค่อรั่งยังจะปกป้องเขาอย่างไร ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับกล้าแอบอ้างคำสั่งเราแล้วพาตัวฮู่เอ๋อร์ไปต่อหน้าทุกคน เขาคิดจะทำอะไรกันแน่”

“ฝ่าบาทโปรดยับยั้งโทสะ พระวรกายสำคัญ บุตรชายสกุลเผยแต่ไรมาทำอะไรสุขุมเยือกเย็น กระหม่อมขอบังอาจคาดเดา เรื่องนี้อาจมีสาเหตุอื่น เมื่อคืนเขาจึงได้กระทำการบุ่มบ่ามถึงขั้นนี้ องค์หญิงทรงกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ฝ่าบาททรงเป็นห่วงมาทั้งวันแล้ว เหตุใดไม่ฟังคำขององค์หญิง ไปพักผ่อนก่อน ดูว่าพรุ่งนี้ผู้บัญชาการใหญ่จะให้คำตอบอย่างไร”

ฮ่องเต้ผงกศีรษะ “ดียิ่งนัก! แม้แต่ตาแก่อย่างเจ้าผู้นี้ยังช่วยพูดแทนเขาแล้วหรือ” สายตาของพระองค์เหลียวมองไปทั่วห้องโถง สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่เตาเครื่องหอมบนโต๊ะ แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นดุดัน “เรากำลังนอนไม่หลับอยู่พอดี ไม่ต้องให้หานเค่อรั่งจัดการแล้ว ไม่สู้เรียกเขามาที่นี่ ให้เขามาอธิบายกับเราด้วยตนเองว่าทำเช่นนี้เพราะเหตุใดกันแน่” ฮ่องเต้กล่าวเสียงเย็น

จ้าวจงฟางรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะ “ฝ่าบาทโปรดยับยั้งโทสะ ฝ่าบาทเข้าพระทัยผิดแล้ว! กระหม่อมจะกล้าแก้ตัวแทนคนนอกได้อย่างไร คืนนี้ดึกเกินไปแล้วจริงๆ เวลานี้หากเรียกตัวบุตรชายสกุลเผยเข้าวังเพื่อลงโทษ ไม่ว่าจะปกปิดเป็นความลับเพียงใดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไปเกรงว่าจะไม่ส่งผลดีต่อองค์หญิง…”

เมื่อคืนเผยเซียวหยวนฝ่าฝนเร่งเดินทางไปถึงบ้านพักนอกเมืองของสกุลฟั่นแล้วพาตัวจิตรกรน้อยเยี่ยซวี่อวี่ไปต่อหน้าผู้คน จากนั้นทั้งสองคนก็หายตัวไปไม่รู้ร่องรอย อวี่เหวินซื่อจื่อไล่ตามไม่ทัน ต่อมาเขากับจางตุนอี้ก็ตามหาบริเวณรอบๆ อยู่ครึ่งค่อนคืนก็ไม่เห็นแม้เงา เขาแค้นใจแทบกระอักโลหิต แช่งด่าจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นก็ไม่รู้เขาคิดอย่างไร อาจไม่อยากให้คนอื่นรู้แล้วเสียหน้า หรือเพราะความโกรธผ่านไปแล้ว จึงกำชับจางตุนอี้ว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องเมื่อคืนออกไป แล้วก็ล้มเลิกการหาคนด้วยความแค้นใจก่อนจะกลับมายังฉางอัน

ทว่าจางตุนอี้ทางด้านนี้กลับไม่เรียบง่ายเช่นอวี่เหวินจื้อ

ก่อนหน้านี้หานเค่อรั่งเคยกำชับเขาหลายครั้ง สถานะของจิตรกรน้อยสกุลเยี่ยผู้นั้นมีความพิเศษอย่างยิ่ง ไม่อาจเกิดความผิดพลาดใดๆ คุ้มกันฮ่องเต้อย่างไรก็คุ้มกันจิตรกรน้อยเช่นนั้น ดังนั้นในตอนนั้นหากไม่ใช่เผยเซียวหยวนบอกว่าฝ่าบาทเรียกหาจิตรกรน้อยสกุลเยี่ย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมให้พาคนไป ภายหลังได้สติขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็สายไปแล้วและหาคนไม่พบ พอฟ้าสางเขาจึงสั่งกำชับซ่งป๋อคังและคนอื่นๆ ในสำนักวาดภาพให้เก็บเรื่องทุกอย่างที่เห็นเมื่อคืนนี้ไว้เป็นความลับ แล้วรีบเดินทางกลับมารายงานทุกอย่างให้หานเค่อรั่งทราบ ไม่กล้าปิดบังสิ่งใด

หานเค่อรั่งฟังแล้วในสมองมีเสียงเปรี้ยงดังขึ้นมาทันที เกือบจะโมโหจนตาย

แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้บอกเขาอย่างชัดเจนว่าเยี่ยซวี่อวี่คือใครกันแน่ แต่ในฐานะคนสนิทที่มีส่วนร่วมในเรื่องที่เป็นความลับสำคัญของฮ่องเต้เกือบจะทั้งหมด เขามีดวงตาของตนเอง รู้จักมอง ทั้งเรื่องภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ ส่งขันทีใหญ่ในวังไปปรนนิบัติรับใช้ที่คฤหาสน์หย่งหนิง จ้าวจงฟางกลับมายังวังหลวง จิตรกรน้อยเข้าออกตำหนักจื่ออวิ๋นราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ฮ่องเต้ยังต้องการให้ตนปกป้องจิตรกรน้อยผู้นั้นดุจเดียวกับปกป้องพระองค์ เมื่อนำเรื่องเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันจะเห็นได้ว่าจิตรกรน้อยจะต้องมีความสัมพันธ์โยงใยกับเจาเต๋อฮองเฮาอย่างแน่นอน แม้ในเวลานี้เขายังไม่กล้ายืนยันว่าที่แท้เป็นความสัมพันธ์เช่นไร แต่เจาเต๋อฮองเฮามีความหมายเช่นไรต่อฮ่องเต้ หานเค่อรั่งกระจ่างแก่ใจดี

หลังจากเจาเต๋อฮองเฮาจากไปแล้ว จิตรกรน้อยผู้นี้อาจจะเป็นคนที่ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจก็เป็นได้

ยามนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขากินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป ถึงกับกล้าแตะต้องคนผู้นี้ ตอนแรกเขายังหวังว่าเผยเซียวหยวนจะพาจิตรกรน้อยกลับมาโดยเร็ว เช่นนั้นก็จะได้ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายอมเสี่ยงที่จะถูกฮ่องเต้ล่วงรู้และลงโทษในวันหน้าก็จะปกปิดเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เอาไว้ก่อน

ใครเลยจะรู้ รอแล้วรอเล่า ผ่านช่วงเวลาที่จิตรกรน้อยควรจะกลับมาถึงไปนานแล้วก็ยังไม่เห็นเงาคน ฮ่องเต้ไถ่ถามมาด้วยตนเอง ซ่งป๋อคังจะกล้าปิดบังได้อย่างไร ตกใจจนเอาเรื่องเมื่อคืนที่อวี่เหวินซื่อจื่อไปล่าสัตว์แล้วมาพักด้วยกันอย่างไร จัดงานเลี้ยงและเชื้อเชิญอย่างไร รวมถึงผู้บัญชาการเผยปรากฏตัวขึ้นและแย่งชิงคนไป พูดออกมาทั้งหมด

ตอนนั้นฮ่องเต้โกรธจนแทบจะหงายหลังตึง เรียกหานเค่อรั่งมาด่าว่าอย่างรุนแรง ถึงได้ทำให้เกิดฉากที่จ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งสองคนเฝ้ารออย่างกระวนกระวายในคืนนี้

เหตุผลประการหนึ่งที่ฮ่องเต้ระงับความโกรธเอาไว้ไม่ทำเรื่องให้ใหญ่โต ก็เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้ มาบัดนี้ถูกจ้าวจงฟางเอ่ยเตือนอีกครั้งก็โกรธมากจนกวาดเตาเครื่องหอมบนโต๊ะลงไป

“เหิมเกริมกำเริบเสิบสานยิ่ง! เจ้าไปบอกหานเค่อรั่ง เรื่องไปเขาชังซานไม่ต้องให้เจ้าหัวขโมยน้อยสกุลเผยไปแล้ว! ถ้าให้เราเห็นเขาอีก เราจะไม่ละเว้นเขาแน่!”

“เสด็จพ่อ! ลูกอยากให้เขาไป”

เมื่อครู่ระหว่างทางมาจ้าวจงฟางได้สั่งกำชับแล้วกำชับอีกให้เยี่ยซวี่อวี่เมื่อพบฮ่องเต้แล้วอย่าพูดอะไรมากเป็นอันขาด จะได้ไม่ทำให้พระองค์โกรธมากขึ้น นางก็ทำตามที่จ้าวจงฟางสั่งกำชับ อดทนไม่ส่งเสียงมาโดยตลอด แต่ฟังมาถึงตรงนี้ก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ก้าวเข้าไปเอ่ยปาก

จ้าวจงฟางปากอ้าตาค้าง ส่วนฮ่องเต้สีหน้าเขียวคล้ำ “เจ้าพูดอะไร”

เยี่ยซวี่อวี่ใบหน้าแฝงรอยยิ้ม เดินไปถึงข้างกายฮ่องเต้ ประคองพระองค์มานั่งที่ขอบตั่ง “เสด็จพ่อนั่งลงก่อน”

ฮ่องเต้สีหน้าหม่นขรึม ยืนนิ่งไม่ขยับ

“เสด็จพ่อนั่งลงก่อนเถิดเพคะ” เยี่ยซวี่อวี่ดึงแขนเสื้อฮ่องเต้ออกแรงกดลง

พอบุตรสาวใช้น้ำเสียงออดอ้อน ฮ่องเต้จะต้านทานอย่างไรไหว ในที่สุดก็ฝืนใจนั่งลงไป

“เรื่องเมื่อคืนเสด็จพ่อกริ้วเพราะเหตุใดกันแน่”

ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“เสด็จพ่อกริ้วเพราะเผยเอ้อร์แอบอ้างพระราชโองการแล้วพาตัวลูกไป หรือกริ้วเพราะลูกค้างคืนข้างนอกกับเขาตามลำพัง”

“เรื่องใดก็ได้! ถ้าไม่ใช่…” ฮ่องเต้หยุดชะงัก ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห กระโดดขึ้นมาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ต่อให้มีสิบเศียรพ่อก็บั่นลงมาแล้ว!”

“เสด็จพ่ออย่าเอาแต่คิดเรื่องบั่นศีรษะ เผยเอ้อร์มีเพียงศีรษะเดียว และไม่ได้หลอมจากทองแดงหรือเหล็ก” นางมองเตาเครื่องหอมที่ล้มคว่ำอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง “เสด็จพ่อใช้เตาเครื่องหอมขว้างใส่ยังแตกเป็นแผล ทุกวันนี้บนหน้าผากของเขายังมีแผลอยู่ ถ้าท่านต้องการบั่นศีรษะเขาจริง ยังต้องรอจนถึงตอนนี้หรือ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่นานแล้ว ทุกวันนี้เขาไม่เพียงมีชีวิตอยู่ดี ยังสามารถทำให้ท่านกริ้วจนเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเสด็จพ่อจะพิจารณาจากสาเหตุใด ก็แสดงว่าท่านไม่ต้องการจะสังหารเขา ไม่อาจตัดใจสังหาร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เสด็จพ่อกริ้วเช่นนี้นอกจากทำให้ตนเองเสียสุขภาพเปล่าๆ แล้ว ยังจะมีประโยชน์อะไรเพคะ”

ฮ่องเต้ชะงักนิ่งไปชั่วขณะ หันหน้าไปอย่างแข็งทื่อ มองไปทางจ้าวจงฟางที่ยังคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น ยกนิ้วมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยซวี่อวี่พลางหัวเราะหึๆ ออกมาสองคำแล้วพูดเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“คำพูดของนาง เจ้าได้ยินหรือไม่ เราไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง”

จ้าวจงฟางใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ถอนหายใจทีหนึ่ง “กระหม่อมรู้สึกว่าคำพูดขององค์หญิงมีเหตุผลอย่างมาก”

ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชา “จ้าวจงฟาง เจ้าเป็นคนของนาง! ต่อให้นางบอกว่าเราเป็นคนเลอะเลือน เจ้าก็เห็นว่าถูกต้อง!”

จ้าวจงฟางรีบโขกศีรษะ “กระหม่อมมิกล้า! กระหม่อมมิกล้า!”

“ดังนั้น” เยี่ยซวี่อวี่ยืนขึ้นมา ทางหนึ่งช่วยทุบหัวไหล่ให้ฮ่องเต้ ทางหนึ่งก็หัวเราะบอก “เสด็จพ่อ เรื่องเมื่อคืนถ้าท่านคิดไม่ตกจริงๆ เช่นนั้นก็มีพระราชโองการให้ประหารเขาเสีย ประหารเดี๋ยวนี้เลย! ถ้ายังไม่อยากประหาร เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด ตนเองโมโหมีประโยชน์อะไร จะอย่างไรลูกก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย”

ในห้องเงียบสงบลง

ฮ่องเต้หลับตาลงช้าๆ นั่งนิ่งไม่ขยับ จ้าวจงฟางรอต่อไปอีกครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นมาจากพื้น เดินมาถอดรองเท้าหุ้มแข้งให้ฝ่าบาท ค่อยๆ ยกขาทั้งสองของพระองค์ขึ้นไปบนตั่ง จากนั้นก็ประคองให้นอนลงอย่างระมัดระวัง หลังจากจัดการให้ฮ่องเต้นอนลงเรียบร้อยก็มองเยี่ยซวี่อวี่คราหนึ่ง ลอบผงกศีรษะเล็กน้อยให้นาง จากนั้นก็ล่าถอยออกไปอย่างเบามือเบาเท้า

ในห้องเหลือเพียงบิดากับบุตรสาวสองคน

เยี่ยซวี่อวี่ไม่พูดอะไรอีก เพียงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายเสด็จพ่อของนางต่อไปพลางนวดหัวไหล่ให้

“เมื่อคืนพวกเจ้าค้างคืนกันอย่างไร เขาได้ทำอะไรไม่เคารพเจ้าหรือไม่”

ผ่านไปครู่หนึ่งเยี่ยซวี่อวี่พลันได้ยินฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงอู้อี้

นางมองเสด็จพ่อเร็วๆ ทีหนึ่ง เห็นพระองค์มีสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก ยังคงหลับตาอยู่

“เสด็จพ่อกำลังคิดอะไรอยู่” เยี่ยซวี่อวี่ตำหนิ “คุณชายเผยเอ้อร์จะเป็นคนเช่นนั้นได้อย่างไร บ้านที่เราไปขอพักไม่มีห้องเหลือ ลูกคิดจะเรียกเขาให้นอนในบ้าน ข้างนอกไม่อาจนอนได้ เขากลับออกไปเอง เฝ้าระวังความปลอดภัยให้ลูกทั้งคืน เขาเป็นบุรุษที่ใสซื่อตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่ลูกเคยพบมา เสด็จพ่อไม่ควรคิดกับเขาเช่นนี้”

“เขาแค่เจตนาสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเจ้าเท่านั้น! บุรุษในใต้หล้าล้วนเหมือนกันหมด คิดว่าพ่อไม่รู้หรือ” ฮ่องเต้แค่นเสียงฮึเย็นชาออกมาทางจมูกทีหนึ่ง

“ได้ๆ เสด็จพ่อ ที่ท่านตรัสออกมาล้วนถูกต้อง!” เยี่ยซวี่อวี่ผลักฮ่องเต้เบาๆ “ท่านให้เขาไปเถิด ลูกขอร้องล่ะ อย่าได้มีโทสะอีกเลย เขาแอบอ้างพระราชโองการเป็นความผิด เมื่อครู่เสด็จพ่อตำหนิได้ถูกต้องแล้ว เขาขวัญกล้าเทียมฟ้า คราวหน้าให้เขามายอมรับผิดกับเสด็จพ่อ อย่างมากท่านก็เอาเตาเครื่องหอมขว้างใส่เขาอีก ทุ่มใส่เขาสักสิบครั้ง ร้อยครั้ง ถ้าเขากล้าหลบ ลูกจะไม่ละเว้นเขา!”

“พ่อว่าเขาตัณหาใหญ่เทียมฟ้ามากกว่า” ฮ่องเต้พึมพำ

“เสด็จพ่อ ท่านตรัสอะไรหรือ” เยี่ยซวี่อวี่ได้ยินไม่ชัดจึงเอ่ยถาม

“ไม่มีอะไร” นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็พลันเอ่ยขึ้น “ไปถึงที่โน่นไม่อนุญาตให้พบเจอเขาเป็นการส่วนตัวอีก พ่อมีเจ้าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ก่อนที่พ่อจะดูคนอย่างชัดเจน ไม่ว่าใครก็อย่าได้คิดจะเข้าใกล้เจ้า!”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 17 เม.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: