บทที่ 67
เผยเซียวหยวนถอยออกมาถึงระเบียงประตูนอกห้องจัดเลี้ยง ยืนรอนางอยู่ที่นั่น เมื่อนางเดินมาถึงเบื้องหน้าตน เขาก็ยิ้มบางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
ระเบียงประตูจุดโคมไฟส่องสว่างไว้ดวงหนึ่ง แสงสลัวรางแต่ก็เพียงพอให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ก่อนจะมาที่นี่เขาคงเพิ่งฝ่าสายฝนยามค่ำคืนมาเป็นระยะทางไกล
สายตาของนางกวาดมองไปทั่วร่างเขา เส้นผมที่มีน้ำหยด เสื้อผ้าที่เปียกชื้น อีกทั้งรองเท้าหุ้มแข้งที่ชุ่มไปด้วยน้ำดูหนักอึ้งคู่นั้น
เผยเซียวหยวนคงจะสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจที่ยากจะปิดบังในดวงตาของนาง เขามองตามสายตาของนาง ก้มลงมองตนเองแวบหนึ่ง เขาที่อยู่ในสภาพเช่นนี้เรียกได้ว่าย่ำแย่อย่างที่สุด กำลังคิดจะอธิบายก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึงๆ มาจากห้องจัดเลี้ยง อวี่เหวินจื้อตามออกมาแล้ว
อวี่เหวินจื้อใช้ฟันคาบดอกไห่ถังที่เมื่อครู่นางเสียบไว้หลังหูเขากิ่งนั้นไว้ที่มุมปากเช่นนี้แล้วเดินอย่างไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรมาถึงข้างหลังนาง จากนั้นก็หยุดฝีเท้า กวาดตาขึ้นลงมองประเมินเผยเซียวหยวนหลายครั้ง จากนั้นก็คลายฟัน เอาดอกไม้กิ่งนั้นมาเสียบไว้ที่เอวของตนแทนแล้วจึงเอ่ยทักทาย
“ผู้บัญชาการเผย เหตุใดเจ้าจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าแทบจะจำไม่ได้เลย มาๆๆ ข้ากำลังจัดงานเลี้ยงในห้องโถง ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ ไม่สู้เข้ามาดื่มสักจอก”
น้ำเสียงของเขาฟังดูกระตือรือร้นอย่างมาก ท่าทางก็เหมือนกับเจ้าภาพทุกประการ ทันทีที่เขากล่าวจบ ไม่รอให้เผยเซียวหยวนเอ่ยปากก็ตะโกนเรียกสาวใช้มาให้พาแขกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนทั้งตัวออกไปก่อน
สาวใช้หน้าตางดงามหลายคนได้ยินเสียงก็รีบเดินเข้ามา พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวาน ห้อมล้อมเผยเซียวหยวนจะพาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เผยเซียวหยวนถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วบอกปฏิเสธ อวี่เหวินจื้อก็ไม่ฝืนใจ เพียงพูดด้วยความเป็นห่วง
“ผู้บัญชาการมีงานยุ่งมาก ไม่เหมือนข้า วันๆ ไม่มีอะไรทำ ได้แต่ชนไก่ขี่ม้าหาความสำราญผ่อนคลายอารมณ์ คืนนี้เหตุใดจึงมีเวลาออกจากเมืองมาที่นี่ได้ มีเรื่องอะไรหรือ”
เผยเซียวหยวนมองนาง
“ท่านถอยออกไปให้ห่างหน่อย” ตอนนี้เยี่ยซวี่อวี่เปิดปากขึ้น
อวี่เหวินจื้อสีหน้าดูไม่พอใจ ไม่ยอมขยับ
เยี่ยซวี่อวี่มุ่นหัวคิ้วมองเขา
อวี่เหวินจื้อเปลี่ยนเป็นยิ้มทันที ใช้น้ำเสียงกึ่งประจบคล้ายขออภัยบอกว่า “ไปก็ไป ข้าเชื่อฟังเจ้า” พูดจบเขาก็เดินออกไปจริงๆ แต่กลับไม่ได้จากไปเลย เพียงไปยืนพิงเสาใต้ชายคาต้นหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง คอยดูอยู่ห่างๆ
“ท่านมีธุระหรือ” ครานี้เยี่ยซวี่อวี่จึงได้เอ่ยถามเผยเซียวหยวน
เผยเซียวหยวนชะงักนิ่ง เมื่อสบตาเข้ากับดวงตาที่ดูสุกใสดุจดวงดาวในราตรีกาลคู่นั้นเขาก็กล่าวขึ้น “ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพียงแต่…วันนี้ข้าไปเยี่ยมคนในครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาข้า ได้ยินพวกเขาบอกว่าเมื่อวานมีคนไปเยี่ยมพวกเขาในนามสหายเก่าของมารดาข้าแล้ว จางซุ่นบอกว่าท่านเคยถามเขาถึงเรื่องเหล่านี้”
เยี่ยซวี่อวี่นิ่งอึ้ง
นับตั้งแต่ได้รู้จากปากชิงโถวเรื่องวันครบรอบการจากไปของชุยเหนียงจื่อเวียนมาถึง นางก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่ในใจมาโดยตลอด ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องอื่นใดทั้งหมด เป็นเพียงการรำลึกถึงชุยเหนียงจื่อกับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่ นางก็รู้สึกว่าตนควรทำอะไรบ้าง
วัดฉือเอินทางด้านนั้นไม่จำเป็นต้องให้นางไปยุ่งเกี่ยว นางจึงนึกไปถึงคนในครอบครัวที่เหลืออยู่ของเหล่าทหารหาญกองกำลังเสินหู่ที่พลีชีพพร้อมกับแม่ทัพเผย แม้แต่แม่ทัพเผยเองจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการล้างมลทิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
นางยังนึกไปถึงตอนที่ตนเองเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก เรื่องที่เฉิงผิงกับอวี่เหวินจื้อทะเลาะวิวาทกันที่ด้านหลังวังเสินซูในวันนั้น
จำได้ว่าเผยเซียวหยวนเคยสั่งกำชับนางว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็สามารถไปหาขันทีฝ่ายในที่ชื่อจางซุ่นผู้นั้นได้ เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็นคนเก่าแก่ของสกุลเผย นางจึงไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้และก็ได้ความมาจริงๆ