ที่นางคิดไม่ถึงก็คือเรื่องนี้ถึงกับถูกเขาล่วงรู้เร็วเช่นนี้ ทั้งยังตามมาสอบถามด้วย
“ข้าบอกจางซุ่นไม่ให้พูดออกไป…” นางกล่าวเสียงเบา อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ทั้งยังมีความรู้สึกไม่สบายใจและละอายใจที่ยากจะบรรยายในส่วนลึกของหัวใจอีกหลายส่วน
“ไม่เกี่ยวกับเขา ข้าเป็นคนบอกให้เขาพูด” เผยเซียวหยวนมองจ้องนาง “ขอบคุณท่านมาก”
“นี่เป็นเรื่องที่ราชสำนักควรทำอยู่แล้ว ราชสำนักติดค้างพวกเขา ท่านไยต้องขอบคุณข้า ข้าเพียงทำส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าควรทำเท่านั้น อีกทั้งยังห่างไกลจากสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับมากนัก” นางกล่าว นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของนาง
เผยเซียวหยวนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นึกถึงภาพความคึกคักมีชีวิตชีวาที่เขาเห็นเมื่อตอนกลางวัน ความปลื้มปีติยินดีของผู้คนที่นั่น ใบหน้าก็มีรอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้น
“ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ยังคงต้องขอบคุณท่าน”
เยี่ยซวี่อวี่ฟังออกถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจในคำพูดของเขา ทำให้ความรู้สึกละอายใจเพราะฐานะอันติดตัวมาตั้งแต่เกิดในใจของนางลดน้อยลงในที่สุด ทว่าหลังจากที่เขากล่าวคำพูดเหล่านี้จบก็นิ่งเงียบไป ชั่วขณะนั้นนางก็ไร้คำพูด ยืนเผชิญหน้ากันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง นางสังเกตเห็นหยดน้ำพร่างพราวหยดหนึ่งค่อยๆ ซึมออกมาจากในเส้นผมสีดำบนหน้าผากของเขา จากนั้นก็ไหลกลิ้งลงมาบนหน้าผากและหายเข้าไปในคิ้วเข้มหนา
“ท่านเปียกโชกไปทั้งตัวแล้ว ตามข้ามาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด” นางได้สติขึ้นมาจึงรีบบอก กลับเห็นเขาลังเลอยู่ชั่วขณะแล้วเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่เป็นไร ฝ่าบาทใกล้จะเสด็จแปรพระราชฐานแล้ว มีงานยุ่ง…” เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง “ฝนก็หยุดแล้ว เดินทางได้ ค่ำมากแล้วท่านไปนอนเถิด ไม่ต้องสนใจข้า”
จากที่นี่ไปฉางอันจะว่าไกลก็ไม่ไกล ระยะทางสี่สิบห้าสิบหลี่ แต่จะว่าใกล้ก็ไม่นับว่าใกล้แน่นอน มืดค่ำเพียงนี้แล้ว ถนนก็เฉอะแฉะไปด้วยโคลน เขาถึงกับกระทั่งเสื้อผ้าเปียกก็ไม่ผลัดเปลี่ยน รีบร้อนจะกลับไป
ชั่วขณะนั้นเยี่ยซวี่อวี่ไม่รู้ควรพูดอะไร ได้แต่มองเขา
เผยเซียวหยวนยิ้มบางแล้วผงกศีรษะให้นาง จากนั้นก็สาวเท้าหมุนตัวเดินออกไป
นางอยู่ที่นี่ดูสบายดี อวี่เหวินจื้อก็ดูแลเอาใจใส่นางอย่างใกล้ชิด คืนนี้ถึงเขาจะรั้นอยู่ค้างคืนก็รังแต่จะเพิ่มความอึดอัดเปล่าๆ ไม่สู้กลับไปตอนนี้จะดีกว่า พรุ่งนี้ก็ให้จางตุนอี้คุ้มกันนางกลับเข้าเมือง
เดิมเผยเซียวหยวนตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้ ในเวลานี้เองอวี่เหวินจื้อที่อยู่ตรงเสาใต้ชายคาได้เดินกลับมา เผยเซียวหยวนได้ยินเขาตะโกนมาจากด้านหลังตน
“ผู้บัญชาการเผยจะไปแล้วหรือ เช่นนั้นข้าไม่ส่งล่ะ เดินทางปลอดภัย!”
เผยเซียวหยวนเหตุใดจะฟังไม่ออก ในน้ำเสียงของอวี่เหวินจื้อเต็มไปด้วยการเหน็บแนม แต่ด้วยความเยือกเย็นสุขุมของเขาจะไปถือสาเอาเรื่องเอาราวได้อย่างไร เขาไม่ใส่ใจ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ทว่าเมื่อเสียงกระซิบกระซาบประจบเอาใจของอวี่เหวินจื้อแว่วตามลมมาเข้าหู ฝีเท้าของเขาก็อดเชื่องช้าลงหลายส่วนไม่ได้
อวี่เหวินจื้อเหลือบมองเงาร่างที่เดินจากไปแวบหนึ่ง ไม่สนใจเขาอีก หันไปหาเยี่ยซวี่อวี่ ดึงไห่ถังกิ่งนั้นออกจากเอวตน ยกขึ้นมาดมแล้วโยนทิ้งไป ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาบอกนาง
“ดอกไห่ถังนี้ไม่มีกลิ่นหอมเลย ไม่ดี มิน่าเจ้าไม่ต้องการ หลายปีก่อนตอนเจ้าพักอยู่ที่บ้านข้า นอกหน้าต่างห้องนอนมีต้นกุ้ยอยู่ต้นหนึ่ง เวลาออกดอกหอมยิ่งนัก ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยวาดภาพไว้ ตอนกลางวันข้าเห็นว่าที่นี่ก็มี ไว้จะเด็ดมาให้เจ้าสักสองสามกิ่ง ปักไว้บนมุ้งของเจ้า ตอนกลางคืนจะได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้ายามนอน ทั้งหอมทั้งหวาน หอมกว่าควันหอมจากเตาเครื่องหอมไม่รู้เท่าไร เจ้าจะต้องชอบแน่นอน…”
เสียงอวี่เหวินจื้อพูดกับนางเบามากจนแทบจะเหมือนเสียงกระซิบ แต่ไม่อาจหลุดลอดจากหูของเผยเซียวหยวนไปได้
ทุกถ้อยทุกคำ กระทั่งเสียงหายใจเข้าหายใจออก เขาก็ได้ยินอย่างชัดเจน
เขาเดินมาถึงหน้าประตูลานห้องโถงจัดเลี้ยงแล้ว เวลานี้ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงแล้วหันหน้ากลับไป เห็นอวี่เหวินจื้อกำลังเกลี้ยกล่อมให้นางเข้าไปข้างใน ยืนชิดติดอยู่ข้างกายนาง ท่าทางของคนทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก
ถัดเข้าไปข้างใน ที่ด้านหลังประตูห้องจัดเลี้ยงดูเหมือนจะมีเงาร่างหลายสายไหวไปมาอยู่ตะคุ่มๆ อาจมีคนของสำนักวาดภาพกำลังลอบดูอยู่
ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขามีท่าทีเช่นนั้น
คนของสำนักวาดภาพนั้นแตกต่างจากเขา หาได้รู้เรื่องราวที่แท้จริงระหว่างนางกับอวี่เหวินจื้อ ในสายตาของพวกเขาภาพที่เกิดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงคืนนี้ฉากนั้นถ้าจะบอกว่าผิดจากปกติจึงทำให้ตื่นตะลึงก็ไม่เกินไป
เบื้องหน้าเผยเซียวหยวนพลันมีภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่ผุดขึ้นมา อวี่เหวินจื้อแสดงฝีมือร่ายรำกระบี่ต่อหน้านาง
แม้แต่เผยเซียวหยวนก็ไม่อาจไม่ยอมรับ การร่ายรำกระบี่ของอวี่เหวินจื้อสอดผสานกันได้ดีระหว่างความแข็งแกร่งกับความนุ่มนวล ไหลลื่นดุจเมฆที่ล่องลอยสายน้ำที่ไหลริน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนท้ายสุดที่ใช้กระบี่ตวัดดอกไม้มอบให้หญิงงาม ท่วงท่าที่สง่างามทำได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นไม่ใช่ใครๆ ก็สามารถทำได้
และนี่อาจจะเป็นส่วนที่ขาดหายไปชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้
“เข้าไปข้างในกันเถอะ ข้างนอกลมแรง เจ้าระวังเท้าเปียก ตรงหน้าเจ้ามีแอ่งน้ำอยู่ เหตุใดจึงไม่มอง รีบมาเดินทางข้านี่…”
เผยเซียวหยวนเห็นอวี่เหวินจื้อยื่นมือไปที่เด็กสาว จะประคองนางแล้ว