ชั่วพริบตานั้นเผยเซียวหยวนก็ไม่รู้ตนเองเป็นอะไรไป ราวกับอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของช่องอกมาเป็นเวลายาวนานระเบิดออกมาทั้งหมดทันทีในพริบตาที่อวี่เหวินจื้อยื่นมือไปจะประคองนาง
เขาไม่แม้แต่จะคิด ในใจเหลือเพียงความคิดเดียว นั่นคือไม่ยินยอมให้นางรั้งอยู่ที่นี่อีกต่อไป
เขาจะพานางไปเดี๋ยวนี้เลย
เผยเซียวหยวนหันหลังเดินกลับเข้าไป เสียงรองเท้าหุ้มแข้งอันหนักหน่วงที่ดังจากใต้ฝ่าเท้าทำให้เยี่ยซวี่อวี่ที่กำลังหมุนตัวช้าๆ จะเดินเข้าไปข้างในพลันสะดุ้ง และดึงดูดอวี่เหวินจื้อให้หันหน้ามองมา
เพียงชั่วพริบตาเขาก็ก้าวยาวๆ ไปถึงข้างหลังนาง ยื่นแขนออกไปคว้ามือนางแล้วดึงมาจากข้างกายอวี่เหวินจื้อ จากนั้นก็เรียกจางตุนอี้ที่ยังอยู่บริเวณใกล้เคียงมา
“ฝ่าบาททรงเรียกหาเขาเพราะมีเรื่องอื่นจะให้รับใช้ ข้าจะพาเขาไปก่อน พรุ่งนี้พวกเจ้าค่อยๆ กลับเข้าเมืองก็ไม่สาย”
เขาชี้แจงสั้นๆ กับจางตุนอี้ที่วิ่งมาหาด้วยความประหลาดใจ และพาเยี่ยซวี่อวี่ออกจากประตูบ้านพักท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องมองมาจากด้านหลัง
จินอูจุยรออยู่ที่นอกประตูเงียบๆ พอเห็นผู้เป็นนายปรากฏตัวขึ้นก็ตะกุยกีบเท้าหลายทีด้วยความตื่นเต้นคึกคัก มีเสียงกึกๆ ดังขึ้นเบาๆ
กระทั่งเดินมาถึงตรงนี้เขาจึงปล่อยข้อมือนาง จากนั้นก็ยกตัวนางส่งขึ้นไปบนหลังม้า ตนเองเหวี่ยงตัวตามขึ้นมานั่งอยู่ข้างหลังนาง ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนของอวี่เหวินจื้อที่อยู่ด้านในประตู เขาก็ดึงสายบังเหียนกระตุ้นม้าและควบไปตามถนนที่ลงเชิงเขาจากไป
ที่ด้านหลัง อวี่เหวินจื้อขี่ม้าไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากพายุฝนผ่านไป ท้องฟ้ายามราตรีกาลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปลอดโปร่ง แสงจันทร์สาดส่องออกมาจากหลังก้อนเมฆดำทะมึนที่เปลี่ยนรูปร่างอยู่ตลอดเวลาตามแรงลม ส่องสว่างผู้คนบนพื้นดิน
ม้าของอวี่เหวินจื้อย่อมเป็นม้าฝีเท้าดีชั้นหนึ่งเช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกับจินอูจุยแล้ว จะอย่างไรฝีเท้าก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย น้ำหนักของคนสองคนไม่ได้ทำให้จินอูจุยช้าลงเลย อวี่เหวินจื้อถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกที เขาเริ่มด่าทอด้วยความโกรธ เผยเซียวหยวนได้ยินอีกฝ่ายด่าตนอยู่ข้างหลัง
“สุนัขไร้ยางอาย! โจรชั่วจากตะวันตกเฉียงเหนือ!”
เผยเซียวหยวนยังคงนิ่งเงียบ ในใจกลับรู้สึกเบิกบานใจอย่างหาได้ยาก แน่นอนว่าเสียงด่าทอเหล่านี้ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเบาลง ในที่สุดก็หายไปจากข้างหูอย่างสิ้นเชิง
เขาขี่ม้าต่อไปข้างหน้า ข้างหูมีเพียงเสียงลมยามราตรีที่พัดผ่าน เมื่อควบม้าไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่งและแน่ใจว่าไม่มีใครตามทันแล้ว เขาก็ค่อยๆ ผ่อนสายบังเหียนและหยุดลงในที่สุด
ที่นี่อยู่ห่างไกลจากบ้านพัก ลงจากเชิงเขามาแล้ว รอบด้านเป็นป่าสนผืนหนึ่ง ต้นสนสูงๆ ต่ำๆ มองไปในความมืดยามค่ำคืนเหมือนฉากกำบังปลายแหลมเป็นฉากๆ โอบล้อมปกป้องเขาและนางไว้ตรงกลาง
ข้างหูสงบเงียบยิ่ง มีเพียงเสียงร้องยาวของนกเค้าแมวจากที่ไกลไม่กี่ครั้ง และเสียงลมยามราตรีพัดผ่านยอดไม้บริเวณใกล้เคียงดังแซกซ่า
เวลานี้เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาพลันขยับตัว เหมือนกำลังเหลียวมองไปรอบด้าน เส้นผมด้านบนศีรษะของนางเสียดสีกับปลายคางเขาเบาๆ ผิวหนังกับเส้นผมที่สัมผัสกันเป็นเวลาสั้นๆ โดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เผยเซียวหยวนได้สติขึ้นมาในฉับพลัน…ตั้งแต่นางถูกเขาคว้ามือบังคับพาตัวออกมาจากที่นั่นจนถึงตอนนี้ดูเหมือนนางยังไม่ได้ส่งเสียงออกมาเลย
ไม่เพียงเท่านั้น เขาพลันตระหนักถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการกระทำของเขาในคืนนี้ช่างบุ่มบ่ามมุทะลุ เขาพานางออกมาโดยพลการโดยไม่ได้ถามความเห็นชอบจากนางเลย
เผยเซียวหยวนมองคนตรงหน้าที่ร่วมขี่ม้าตัวเดียวกัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เรียกนางเบาๆ คำหนึ่งอย่างหยั่งเชิง “องค์หญิง”
ไม่มีเสียงตอบ
นางโกรธแล้วกระมัง