หลายวันก่อนนางไปฝึกเขียนอักษรกับน้องชายก็มักจะอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลานาน ย่อมต้องก้มหน้าไปข้างแก้มน้องชายเสียนเอ๋อร์ อ่านตามไปด้วย
เรื่องราวในหนังสือภาพเล่มนี้บรรยายถึงจอมยุทธ์มีคุณธรรมผู้หนึ่งกำจัดคนชั่วช่วยเหลือคนอ่อนแอ ช่วยสาวชาวบ้านโฉมงามจากคนใจคอโหดร้าย อาวุธของจอมยุทธ์คือฝ่ามือที่ผ่านการฝึกฝนในกระทะเหล็กร้อน กางออกสามารถฟันหินผ่าเขาได้ ชูสองนิ้วจะกลายเป็นอาวุธมหัศจรรย์ใช้ในการสกัดจุด สองพี่น้องดูจนเลือดในกายพลุ่งพล่าน เกิดความคิดอยากจะเอาสองมือเข้าไปคลุกทรายร้อนในกระทะเหล็ก น่าเสียดายตอนที่กำลังอ่านอย่างสนุกสนาน หน้าหนังสือที่มีก็หมดลงเสียแล้ว
เสียนเอ๋อร์อยู่ในช่วงอายุที่สมองโลดแล่นโยนหนังสือทิ้งด้วยอารมณ์ที่ค้างคา จากนั้นก็พูดแต่งเรื่องที่เหลือออกมา
พี่รองของเขาเพราะสมองเสื่อมจึงได้นั่งฟังเขาพูดพล่ามอย่างเงียบๆ ด้วยความนับถือ ก่อนจะลองฝึกวิธีปล่อยพลังหลายกระบวนท่าพร้อมกับเขาในห้องหนังสือ
‘พี่รอง ต่อไปพี่ต้องระวังสักหน่อย สองมือนี้คือกระบี่ที่เปิดคมแล้ว ถ้าไม่ควบคุมพลังปราณภายในปล่อยแล้วออกมาตามใจ ไปลงมือทำร้ายคนเข้า ก็ไม่มีทางรอดได้ ต้องระวังเป็นอย่างมากนะ’ เสียนเอ๋อร์ในตอนนั้นทำท่าเก็บพลัง ใบหน้ากลมมีสีหน้าขึงขัง กำชับพี่รองที่งุนงงด้วยการเลียนแบบคำพูดที่ได้ฟังมาจากบัณฑิตเล่าเรื่อง
นางเองก็ลอบจำเอาไว้ แต่วันนี้เพราะตื่นเต้นและโมโห จึงลืมคำกำชับของน้องชายไปจนสิ้น
เหตุใดสีหน้าของเขาจึงเจ็บปวดเช่นนี้ หรือเมื่อครู่นางไม่ทันระวังใช้พลังภายในจนหมด พลังจากนิ้วทำร้ายอวัยวะภายในของเขาหรือ
นึกถึงตอนกลางวันที่ตนเองโยนหมอนไปก็ทำให้เขาหัวแตกเลือดไหล คิดไม่ถึงว่าปล่อยพลังตอนกลางคืนก็ยังมีแรงสั่นสะเทือนหลงเหลืออยู่อีก…
ในใจนางยังมีความหวั่นเกรงเหลืออยู่จึงยื่นมือไปลูบบริเวณใต้สะดือของเขา ไม่รู้ว่าจะทำให้พลังยุทธ์สลายหายไปโดยง่ายได้อย่างไร ระหว่างที่บีบคลึงส่วนที่สองมือเลื่อนไปถึง ก็มีเสียงสูดลมหายใจเข้าดังออกมาจากเขาอีกครั้ง
หลี่รั่วอวี๋ร้อนใจเตรียมจะลุกขึ้นทำตามวิธีที่น้องชายถ่ายทอดให้ มาตั้งท่าม้าย่อเพื่อสลายพลังภายใน จะได้ไม่ทำลายคนอ่อนแอผิดๆ
แต่นางไม่ทันได้ลุกขึ้น ภาพตรงหน้าก็หมุนคว้าง ร่างบางเล็กราวกับแป้งจี่ทาน้ำมันถูกกดลงบนเตียงทันที
“คนโง่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองทำอะไรอยู่” ฉู่จิ้งเฟิงทนถูกมือคู่งามหยอกเย้าต่อไปไม่ไหว ขมวดคิ้วถามเสียงเข้ม
หลี่รั่วอวี๋ถูกเขากดตัวไว้เช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก กอปรกับท่าทางที่ชายหนุ่มแนบชิดตัวนาง ทำให้นางนึกถึงเสิ่นหรูป๋อที่ชอบทำกับนางเช่นนี้ตอนที่ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วย
เมื่อคิดดังนี้ การจิ้มเมื่อครู่นี้นับว่าสมควรแล้ว ต้องขอบคุณหนังสือภาพเล่มนั้นทำให้หลี่รั่วอวี๋ได้เปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับเรื่องระหว่างชายหญิงบ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าการกระทำเหมือนคนเลวที่ชอบเอาตัวมาแนบชิดสาวงามลูบไล้ถูไถไปมาไม่เหมาะสม
แม้นางจะไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นสาวงาม แต่ก็รู้ว่าบนตัวมีบางจุดที่ผู้อื่นแตะต้องไม่ได้ หลายวันก่อนท่านแม่ได้พูดกำชับนางว่าห้ามให้บุรุษแตะต้องเรือนร่างของนาง ปาก มือ เท้า ยังมีหน้าอกกับส่วนก้น ไม่ว่าส่วนใดล้วนแตะต้องไม่ได้
ตอนนั้นหลี่รั่วอวี๋ฟังคำพูดของท่านแม่แล้วก็นึกถึงเรื่องที่ชายผมขาวกินปากเล็กๆ ของนาง จึงก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด แล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มไม่โผล่ออกมาอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่คิดไปว่าคำพูดของนางตรงเกินไป ทำให้บุตรสาวเขินอาย น่าเสียดายที่นางพูดตกหล่นไป ได้แต่สั่งหญิงสาวไม่ให้ผู้อื่นมาแตะต้อง แต่ลืมพูดเสริมไปหนึ่งประโยคว่า หญิงสาวที่ดีก็ต้องไม่แตะตัว ใบหน้าและบริเวณใต้สะดือของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ดีที่ปลายนิ้วไม่ได้ปล่อยไปเต็มกำลัง มันโดนเข้าบริเวณสำคัญ ฉู่จิ้งเฟิงรู้สึกเพียงว่ากองไฟใต้สะดือนั้นใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว
ทว่าในตอนนี้ดวงตาโตของหลี่รั่วอวี๋กลับเริ่มมีม่านน้ำ นางยู่ปากพูดพึมพำไม่ค่อยชัดเจน “คนเลว…คุณชายรองเสิ่น…”
ความหมายของนางก็คือ… ท่านก็เหมือนกับคุณชายรองเสิ่น เป็นคนเลว เอาแต่คิดจะกดตัวรั่วอวี๋
แต่พอมาเข้าหูฉู่จิ้งเฟิงลำดับคำพูดนั้นก็มีปัญหา กอปรกับท่าทางอยากร้องไห้นี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังฟ้องว่าเขาเป็นคนเลวที่รังแกนาง และตอนที่นางรู้สึกกลัว คนที่ตะโกนเรียกไม่ใช่ท่านแม่ แต่เป็นเสิ่นหรูป๋ออดีตว่าที่สามีของนาง!