“ถ้าจะบอกว่าไม่มีทักษะ ผมคิดว่าศักยภาพของคุณทำได้มากกว่าการเป็นเลขานุการด้วยซ้ำ นอกเสียจากว่ามีเหตุผลอื่น” กรรมการหนุ่มไฟแรงอย่างกวินเลิกคิ้วขึ้น ส่งสายตาเหมือนคนรู้ทันจนทยาดาร้อนๆ หนาวๆ
“ในเรื่องของฐานเงินเดือน ปรับขึ้นตามตำแหน่งที่ได้รับแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะครับ บริษัทเราประเมินฐานเงินเดือนตามความสามารถของพนักงานอย่างเป็นธรรมที่สุดแล้ว” กวินยิ้มกว้าง เชิญเธอนั่งลงแบบไม่ขอความเห็นใดๆ อีก
“ผมขอปิดการประชุมในวันนี้เลยแล้วกัน ขอบคุณและยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคน ขอให้มีความสุขกับการทำงานร่วมกันนะครับ” เขาเอ่ยขอบคุณ ก่อนที่พนักงานหลายๆ คนจะเริ่มโค้งให้และทยอยลุกออกไปทำธุระของตนเองต่อ
ทยาดายังคงนั่งอยู่กับที่ มือที่จรดปากกาเขียนบันทึกยังคาเอาไว้ด้วยความคิดที่หนักอึ้ง ทำให้ไม่สามารถเขียนอะไรต่อได้ จนกระทั่งนลินีเขย่าร่างให้เธอรู้สึกตัวถึงได้เริ่มเก็บข้าวของออกไปบ้าง
“แกไปก่อนเลยหนิง ฉันว่าฉันมีบางอย่างต้องเคลียร์” หญิงสาวพูด แต่สายตากลับจับจ้องไปในทางที่กรรมการบริษัทคนใหม่เดินออกไปสลับกับมองมือตัวเองเป็นระยะ นลินีได้แต่ตบบ่าเพื่อนอย่างเห็นใจและเข้าใจ ปล่อยให้เพื่อนสาวได้ ‘เคลียร์’ อย่างที่ตั้งใจไว้
กวินเข้ามาเก็บของในห้องทำงานของตัวเอง เตรียมตัวกลับตามบิดาที่ล่วงหน้าออกไปได้สักพักแล้ว แต่ระหว่างเก็บของเขากลับนึกแต่ภาพที่ผุดขึ้นมาหลังจากแตะมือของทยาดาเมื่อช่วงบ่าย แขนของสพลกอดรัดหญิงสาวเอาไว้แน่นจนดิ้นไปไหนแทบไม่ได้ และตัวทยาดาเองก็ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้มากกว่าการดิ้นไปดิ้นมาบนตักของสพล
นั่นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเอามากๆ แบบไม่มีเหตุผล ดูก็รู้ว่าทยาดาพยายามขัดขืนแค่ไหน แต่ร่างแบบบางเพรียวลมแบบนั้นหรือจะสู้สพลได้ ทว่าถ้าลองให้ทยาดายืนได้ถนัด คงใช้ขายาวๆ ฟาดก้านคอนายคนนั้นด้วยส้นสูง นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าเธอน่าจะถนัดกว่าด้วยรูปร่างราวนางแบบนั่น
และสักพักภาพก็ดันเปลี่ยนเป็นสพลกอดรัดทยาดาจากด้านหลัง ราวกับว่าเธอไร้สติในการประคองตัวเองอยู่ในดงพุ่มไม้ที่ไหนสักแห่งในเวลากลางคืน เขาแทบจะหลุดสบถออกมาด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าที่ประชุมไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่ได้ยินเสียงของทยาดาเรียกสติเอาไว้เสียก่อน มือหนาเผลอโยนแฟ้มอย่างไม่ตั้งใจเมื่อนึกถึงอาการดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายและอาการนิ่งราวคนไร้ความรู้สึกของทยาดา เพียงแค่นั้นก็น่าจะบ่งบอกได้แล้วว่าหญิงสาวรู้สึกอย่างไรกับนายสพลคนนั้น นั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้นไปอีกว่าทั้งสองมีเรื่องเกี่ยวข้องหรือบาดหมางอะไรกัน
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น เขาจึงเอื้อมไปกดกริ่งให้ไฟแสดงที่หน้าห้องว่าเข้าพบได้ เพียงเท่านั้นประตูก็ถูกเปิดด้วยความแรงในระดับที่น่าจะหลุดติดมือออกมา พร้อมกับร่างของทยาดาที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ามึนตึง
“ขอโทษนะคะที่เสียมารยาท” ร่างเพรียวพ่นลมหายใจหอบเหนื่อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม
ชายหนุ่มที่กำลังเก็บของอยู่ต้องวางทุกอย่างในมือแล้วหันมาหาผู้มาเยือนด้วยความยินดี แต่พอเห็นแววตาดุและใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงเรื่อแล้วก็ต้องหุบยิ้มลงเพราะรับรู้ถึงแรงอาฆาตเล็กๆ ที่ฉายชัดออกมา