ลู่จยาพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด ‘คุณหาวิธีรักษาขาของฉันเอาไว้ให้ได้ก็พอ ส่วนฉันจะขี่รถได้หรือไม่ได้คุณไม่ต้องสนใจหรอก’
แพทย์ส่วนใหญ่เคยชินกับคนไข้ที่โวยวายทำลายข้าวของ แต่ไม่ค่อยได้เจอคนไข้ที่มีสติดี แต่ดูแล้วน่าปวดหัวกว่าคนไข้ที่เอะอะโวยวายเช่นนี้
‘จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าผ่าตัดไม่ได้นะครับ แต่มันค่อนข้างยากและมีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าอาการที่ขาของคุณไม่หนักเท่านี้การส่งตัวไปรักษาที่ต่างประเทศก็พอเป็นไปได้ แต่จากสภาพขาของคุณแล้ว คงรอจนถึงตอนที่คุณเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้แน่ๆ ดูแล้วมันน่าจะเน่าก่อน’
‘ฉันยินดีรับความเสี่ยงนั้น ผ่าตัดเถอะ’ ลู่จยาพูดออกมาราวกับมันเป็นเรื่องง่ายๆ
‘จากความคิดเห็นของหัวหน้าแผนกแล้วก็คือคุณควรตัดขา’ เฉิงอี้เหิงยังคงยืนยัน
ลู่จยาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดร้อง ‘เฮอะ!’ ออกมา เธอจ้องตาเฉิงอี้เหิงเพื่อแสดงถึงความแน่วแน่ในการตัดสินใจของตัวเองและเธอไม่ต้องการฟังคำพูดเพ้อเจ้อของคนอื่นอีก
เมื่อเห็นท่าทางหงุดหงิดของลู่จยา เฉิงอี้เหิงจึงเปรยขึ้นว่า ‘บางที…ผมอาจจะผ่าตัดได้ ถ้าคุณไม่ถือสาว่าผมยังไม่ใช่อาจารย์แพทย์’
ลู่จยามองสำรวจเฉิงอี้เหิง พลันนั้นในใจก็รู้สึกลังเลขึ้นมา หากไม่ใช่อาจารย์แพทย์จะทำได้จริงๆ ใช่ไหม
‘แล้วทำไมหมอหัวหน้าแผนกของคุณถึงไม่ผ่าตัดให้ฉันล่ะ’
‘พอดีว่าหัวหน้าแผนกใกล้จะเกษียณแล้วจึงถูกพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งเป็นคณบดีกิตติมศักดิ์ เรื่องชื่อเสียงของเขาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก’ คำพูดของเฉิงอี้เหิงนั้นมีความหมายชัดเจนอยู่ในตัว ความหมายนั้นก็คือแพทย์หัวหน้าแผนกไม่ต้องการที่จะเอาชื่อเสียงมาแบกรับความเสี่ยงนี้
‘ดังนั้นความเสี่ยงในการผ่าตัดครั้งนี้คุณจะเป็นคนรับผิดชอบเองถูกต้องไหม หรือพูดได้อีกอย่างว่าคุณยินดีที่จะแบกรับความเสี่ยงนี้เอง?’
เฉิงอี้เหิงมองลู่จยาโดยไม่พูดอะไรก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาบันทึกอะไรบางอย่างลงในสมุด หลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า ‘คุณจะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้’
ลู่จยาคิดอยากจะถามอะไรเขาอีกสักหน่อย แต่เฉิงอี้เหิงกลับถูกพยาบาลเรียกตัวออกไปเสียก่อน
ด้วยความสงสัย ลู่จยาจึงใช้ไม้ค้ำที่โรงพยาบาลจัดหาให้พาตัวเองออกจากห้องพักไป เธอได้ไปสอบถามกับพวกพยาบาลดูจึงรู้ว่าเฉิงอี้เหิงเป็นแพทย์สาขากระดูกที่จบมาด้วยคะแนนดีที่สุดของมหาวิทยาลัยแพทย์ในภาคตะวันตก เมื่อรู้อย่างนี้ก็ทำให้เธอวางใจได้บ้าง
ลู่จยาสอบถามข้อมูลไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่าเฉิงอี้เหิงเป็นแพทย์ที่มีความสามารถเป็นอันต้นๆ ของโรงพยาบาล ซ. เขาเคยเข้าร่วมการผ่าตัดใหญ่มาหลายครั้ง แม้ว่าประสบการณ์ในการเป็นหัวหน้าทีมผ่าตัดอาจจะไม่มากนัก ทว่าชื่อเสียงของเขาก็ไม่เลวเลยทีเดียว ทุกคนต่างคิดว่าเขามีทั้งความสามารถ ทั้งโชคช่วย แต่สำหรับครั้งนี้ร่างกายของเธออยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดเท่าใดนัก จึงถือได้ว่าเฉิงอี้เหิงกำลังทำเรื่องเสี่ยงต่อชื่อเสียงของเขาอย่างมาก และนี่ก็เท่ากับว่าเป็นการเดิมพันอนาคตของเขาด้วย ลู่จยาเองอันที่จริงก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าจะเป็นแพทย์หรือแพทย์ระดับอาจารย์ที่มีประสบการณ์มากมายมาผ่าตัดให้เธอ เพราะเชื่อในคำพูดที่ว่า ‘ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ หากจับหนูได้ก็ถือว่าเป็นแมวที่ดี’
หลังสืบข้อมูลของเฉิงอี้เหิงเรียบร้อยแล้ว ลู่จยาก็เดินผ่านแผนกกระดูก เมื่อมองเข้าไปในห้องทำงานของเฉิงอี้เหิงจึงเห็นเสื้อกาวน์เปียกชื้นของเขาแขวนอยู่ พอเธอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นซุปไก่ นั่นทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคุณหมอที่ใส่เสื้อกาวน์คนนั้นคือเขา…เฉิงอี้เหิงเป็นคนช่วยเธอเอาไว้
ก๊อกๆๆ