X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม บทที่ 417-บทที่ 418

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 417

เป็นอะไรไปน่ะหรือ

หากว่าทำได้เขาอยากจะหลอมรวมร่างของเด็กสาวข้างกายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตนโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น

“สงสัยว่าอาการพิษไอเย็นของข้าจะกำเริบอีกแล้ว” แม่ทัพหนุ่มบอกอย่างน่าสงสาร

เฉียวเจายกมือวางทาบหน้าผากเขา นางกล่าวพึมพำ “เป็นไปไม่ได้”

อาการพิษไอเย็นของเขาใกล้จะหายดีแล้วชัดๆ อีกสักพักก็ไม่ต้องฝังเข็มอีกด้วยซ้ำไป เป็นไปได้อย่างไรที่จะอาการกำเริบโดยไร้สาเหตุเล่า

เซ่าหมิงยวนหลับตาลงอย่างติดอกติดใจกับไออุ่นจากมือนางเหลือจะกล่าว แต่ก็รู้ว่าขืนเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เขาต้องกลายร่างเป็นหมาป่าทำให้แม่เด็กน้อยของเขาตกใจหนีไปจริงๆ

เขารีบถอยหลังหนึ่งก้าวออกจากโพรงหิน

“เจาเจา ตกดึกน้ำค้างแรง เร่งมือค้นหาเถอะ” เขาจุดตะเกียงที่พกติดตัวมาอีกครั้งค่อยหมุนกายไป อาศัยแสงสว่างที่แผ่จากโคมไฟซึ่งชายหญิงคู่นั้นลืมทิ้งไว้หลังวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปมองดูพงหญ้าที่โดนทับราบไปกับพื้นเป็นแถบตรงข้างสระน้ำ

เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้พลันดังแว่วขึ้นข้างหูอีกคำรบหนึ่ง

เซ่าหมิงยวนสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง บังคับตนเองให้สงบอารมณ์ลง

เขาออกจากเรือนตั้งแต่วัยแรกรุ่นไปอยู่แดนเหนือนานเจ็ดปี มีเหตุการณ์แบบใดบ้างที่ไม่เคยประสบพบเจอ ไม่ต้องเอ่ยถึงชายหญิงที่ผูกสมัครรักใคร่กันลักลอบพลอดรักกัน แม้แต่บุรุษหลายคนรุมย่ำยีสตรีนางเดียวก็เคยเห็นมาไม่น้อย

กับเรื่องพรรค์อย่างนั้น นอกจากจะรู้สึกชิงชังอย่างลึกล้ำ ในใจเขาไม่เคยเกิดรอยกระเพื่อมไหวใดๆ สักกระผีกมาก่อน ทว่ายามที่เขาอยู่ตามลำพังในโพรงหินคับแคบกับสตรีอันเป็นที่รัก เสียงพวกนั้นกลับกลายเป็นยาปลุกกำหนัดรุนแรงที่สุด ทำให้ความยับยั้งชั่งใจของเขาพังทลายลงทันทีทันใด

เขาเคยรู้สึกว่าความรักฉันชายหญิงก็มีเพียงเท่านี้ หลังสังหารภรรยาของตนเองกับมือ เขาก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับมันอีกในชาตินี้ เหตุใดบัดนี้เขากลับเริ่มต้นตั้งตารอคอยแล้วเล่า

แต่เจาเจาของข้าตอนนี้ยังเด็กเกินไปจริงๆ แม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้มเต็มอก

เฉียวเจาค้นหาตามซอกมุมทุกจุดในโพรงหินแล้วแต่ยังคงคว้าน้ำเหลว นางเอามือยันผนังหินแล้วหลับตาลง ในหัวสมองพลันปรากฏภาพร่างแผ่นนั้นทั้งหมดอย่างแจ่มชัด เปรียบเทียบมันกับโพรงหินที่อยู่เบื้องหน้าสายตา

พินิจจากลักษณะภายนอก ทุกๆ เส้นสายโค้งเว้าล้วนเหมือนกันหมด…

ประเดี๋ยวก่อน…

ความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นในหัวหญิงสาว นางลืมตาพรึบและยกมือเคาะผนังหินเบาๆ

นางเริ่มเคาะๆ หยุดๆ จากจุดหนึ่งจนกระทั่งไปถึงบางจุดก็หยุดนิ่งครู่หนึ่ง ค่อยเคาะอีกสองทีถึงแน่ใจว่าเสียงผิดไปจากเดิมแล้วชูตะเกียงขึ้นสูงๆ ตรวจดูอย่างละเอียดยิบ นางก็พบร่องรอยในที่สุด

เฉียวเจาออกแรงแงะก้อนหินตรงนั้นออก

จุดนั้นเป็นช่องเว้าเข้าไป มีห่อผ้าห่อหนึ่งอยู่ข้างใน

“แม่ทัพเซ่า หาเจอแล้ว” เสียงบอกแกมตื่นเต้นของเฉียวเจาดังออกไป

เซ่าหมิงยวนก้มตัวลอดเข้ามา “อย่ารีบเปิดออกนะ ให้ข้าดูก่อน”

สิ่งของที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ระวังไว้ก่อนเป็นดี

“ให้ข้าเองเถอะ เรื่องเช่นนี้ข้ารู้จักระวังตัวดี” เฉียวเจาหยิบถุงมือผ้าไหมเนื้อบางคู่หนึ่งออกจากถุงผ้าปักที่พกติดกายไว้มาสวมใส่ก่อนจะแกะห่อผ้าออก

ภายในห่อผ้าเป็นห่อกระดาษเคลือบมันบางๆ พอเปิดออกถึงเผยให้เห็นของที่เก็บซ่อนไว้จริงๆ…เป็นสมุดบันทึกบางๆ เล่มหนึ่ง

สายตาของเฉียวเจานิ่งขึงไป เป็นสมุดบัญชีอีกเล่มหนึ่งหรือนี่

สมุดบัญชีเล่มที่อยู่ในมือพี่ใหญ่บันทึกหลักฐานที่แม่ทัพคั่งวอสิงอู่หยางยักยอกเบี้ยหวัดทหาร เช่นนั้นสิ่งที่บันทึกไว้ในสมุดบัญชีเล่มนี้คืออะไรอีก

เฉียวเจาหยิบมันขึ้นมาพลิกเปิดดูเร็วๆ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย มือที่ถือสมุดบัญชีไว้สั่นระริก

“เจาเจา ในนั้นจดบันทึกอะไรไว้บ้าง”

นางเบือนหน้าไปมองเซ่าหมิงยวน กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “บันทึกการสมคบคิดระหว่างพวกขุนนางคหบดีในแถบชายทะเลแดนใต้กับชาววอโค่ว”

ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายดุดันแข็งกร้าวทันใด

เป็นสมุดบัญชีอย่างนี้เองหรือนี่ นี่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเล่มที่พี่เฉียวโม่นำขึ้นถวายฮ่องเต้นั่นอย่างมาก

หากว่าเอาสมุดบัญชีเล่มนี้ไปถวายให้ฮ่องเต้ โอรสสวรรค์ที่ฝักใฝ่กับชีวิตอมตะจนไม่อยากเจอกับความวุ่นวายพระองค์นั้นยังจะทำละเลยเพิกเฉยได้อีกหรือไม่

“กลับไปก่อนค่อยว่ากันอีกที” เซ่าหมิงยวนตบมือนางเบาๆ

เฉียวเจาส่ายหน้า “ไม่ รอประเดี๋ยวก่อน”

เขาหันไปมองเด็กสาวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงนใจ

นางหลุบตาลงพลิกเปิดสมุดบัญชีหน้าแรก ปากก็กล่าวว่า “ข้าท่องจำไว้ได้แล้วค่อยไป”

หลังผ่านเรื่องต่างๆ มามากมายถึงเพียงนี้ นางประจักษ์แจ้งกับคำว่า ‘ยิ่งยืดเยื้อยิ่งบานปลาย’ ดีเหลือเกิน ของสำคัญอย่างนี้เก็บไว้ที่ใดก็ไม่ปลอดภัยเท่าเก็บไว้ในสมองตน

เด็กสาวเหยียดนิ้วมือเรียวงามขาวผ่องลากไล้ไปตามทุกๆ ตัวอักษรบนสมุดบัญชี

“แม่ทัพเซ่า ขยับตะเกียงมาใกล้ๆ”

เซ่าหมิงยวนหักใจรบกวนนางไม่ได้ เขาจึงชูตะเกียงไว้ตรงจุดที่ใกล้ขึ้นเงียบๆ

เมื่อมีแสงสว่างมากขึ้น นางก็เปิดอ่านได้เร็วขึ้นตามไปด้วย

เขามองนางจนตาไม่กะพริบ คิดว่าใต้หล้านี้ไม่มีสตรีใดที่ฉลาดไปกว่าเจาเจาอีกแล้ว

เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย นางปิดสมุดบัญชีแล้วห่อมันกลับตามเดิม “ไปกันเถอะ”

พอกลับถึงเรือนของหญิงขายเต้าหู้ เฉียวเจามอบสมุดบัญชีให้เซ่าหมิงยวน “ข้าจดจำเนื้อความในนี้ไว้ในหัวสมองแล้ว สมุดบัญชีเล่มนี้ก็มอบให้ท่านเก็บรักษาเถอะ อยู่ที่ตัวท่านปลอดภัยกว่าตัวข้า”

มาตรว่าจะอดตาหลับขับตานอนจนตอนนี้ แต่เพราะได้สมุดบัญชีมาแล้วทำให้คนทั้งคู่ปราศจากความง่วงงุนแต่อย่างใด

“แม่ทัพเซ่า ท่านว่าหากฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นสมุดบัญชีเล่มนี้แล้วจะเป็นเช่นไร”

เขาตรึกตรองแล้วกล่าวตอบ “พระทัยฮ่องเต้ยากหยั่งถึง แม้ว่าสิ่งที่บันทึกในสมุดบัญชีเล่มนี้จะน่าตกใจ แต่เป็นไปได้ว่าฮ่องเต้จะทรงคิดว่าตราบเท่าที่ชายทะเลแดนใต้ไม่วุ่นวายระส่ำระสาย การสละผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ที่ทรงเห็นว่าไม่จำเป็นไปบ้างก็ไม่ก่อความเสียหายกับส่วนรวม”

เฉียวเจาเม้มปากแน่น ไฟโทสะตรงกลางอกลุกโชน

บิดาของนางรั้งตำแหน่งข้าหลวงตรวจการฝ่ายซ้ายอยู่ในราชสำนักมาเนิ่นนาน จะไม่ล่วงรู้พระอัชฌาสัยได้เยี่ยงไร

แต่ท่านยังคงทำเช่นนั้น ยอมเสี่ยงอันตรายร้ายแรงเก็บสมุดบัญชีสองเล่มไว้ ผลสุดท้ายต้องลงเอยด้วยการสิ้นชีวิตครอบครัวล่มจม

หรือเพราะบิดาของนางโฉดเขลา ท่านจะไร้เดียงสาจนคิดว่าโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันเห็นสมุดบัญชีแล้วก็ต้องจับกุมพวกบ่อนทำลายแผ่นดินมาลงโทษตามอาญาบ้านเมืองหรือ

ไม่ใช่ ท่านพ่ออาจไม่เป็นเช่นท่านปู่ผู้ไม่ยึดติดกับสิ่งใด แต่มิใช่คนโฉดเขลาอย่างเด็ดขาด

ท่านเพียงปฏิบัติตามหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดตามคำสั่งสอนของนักปราชญ์ที่ว่า ‘ขุนนางพึงถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์’ ก็เท่านั้นเอง

ทว่าขุนนางพึงถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แล้วกษัตริย์เคยนับถือให้เกียรติขุนนางบ้างหรือไม่เล่า

นางเคารพในทางเลือกของบิดา แต่รู้สึกคับแค้นแทนท่าน แทนสกุลเฉียว แทนขุนนางนับหมื่นนับพันที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อฮ่องเต้

“เจาเจา อย่าท้อใจ” บุรุษข้างกายตบไหล่นางเบาๆ

เฉียวเจาดึงความคิดคืนมา

ดวงตาสีดำสนิทของเซ่าหมิงยวนฉายแววหมายมั่นปั้นมือ “ก่อนหน้ามีสมุดบัญชีที่สิงอู่หยางยักยอกเบี้ยหวัดทหาร ตอนนี้มีสมุดบัญชีที่เป็นการสมคบคิดระหว่างขุนนางคหบดีทางแถบชายทะเลแดนใต้กับชาววอโค่วอีก ข้าคิดว่าแถบชายทะเลแดนใต้ในเวลานี้อาจมิได้รุ่งเรืองสงบสุขดังเช่นที่ราชสำนักมองเห็นเพียงผิวเผินก็เป็นได้”

“ความหมายของท่านคือ…”

เซ่าหมิงยวนยิ้มน้อยๆ “เจ้าจะไปเสาะหาตัวยาทางทิศใต้พอดี พวกเราก็ไปดูให้เห็นเองกับตาว่าทางนั้นเป็นอย่างไรกันแน่”

ฮ่องเต้กลัวปัญหายุ่งยากมิใช่หรือ หากทิศใต้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล่า

สันติภาพจอมปลอมมิใช่สันติสุขที่แท้จริงวันยังค่ำ เมื่อสถานการณ์ทางแดนใต้รุนแรงถึงขั้นสั่นคลอนรากฐานของต้าเหลียง เขาไม่เชื่อว่าโอรสสวรรค์ที่ใฝ่หาชีวิตอมตะเพ้อฝันอยากครอบครองใต้หล้าตลอดกาลจะยังไม่อนาทรร้อนใจอยู่ได้!

“ได้ พวกเราหาตัวฆาตกรที่เถี่ยจู้เคยเห็นออกมาก่อน แล้วออกเดินทางไปชายทะเลแดนใต้ทันที”

บทที่ 418

เช้าวันรุ่งขึ้นหมู่บ้านไป๋อวิ๋นโกลาหลขึ้นมากะทันหัน

“มีคนตาย!”

บุตรชายคนเล็กของเหล่าหวังทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านจบชีวิตลงแล้ว

บุตรชายผู้นี้ของเหล่าหวังเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เพียงอาศัยว่าเกิดมารูปงามมีเสน่ห์ ส่งผลให้เป็นที่ชื่นชอบในหมู่สาวน้อยสาวใหญ่เป็นอันมาก

ทว่าคนผู้นี้กลับสิ้นชีพตอนกลางดึก เขาตายอยู่ตรงจุดที่ห่างจากประตูเรือนของตนไปราวสิบจั้ง

คนในหมู่บ้านตื่นนอนกันแต่เช้า คนแรกที่พบศพเขาคือเหล่าหลี่ที่อยู่เรือนติดกัน

เหล่าหลี่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เตรียมจะไปทำไร่ไถนา คิดไม่ถึงว่าเพิ่งก้าวออกนอกประตูเรือนก็เห็นคนผู้หนึ่งนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นไม่ไกล เขาเดินเข้าไปดูก็ตกใจที่เห็นว่าเป็นบุตรชายคนเล็กของสกุลหวังในสภาพใบหน้าเขียวคล้ำมีโลหิตไหลออกมาทางมุมปาก หมดลมหายใจไปนานแล้ว ทั้งบนลำคอยังมีรอยนิ้วมือสองนิ้ว

“สวรรค์! ต้องเป็นเพราะการเปิดโลงพลิกศพเมื่อสองวันก่อนปลุกวิญญาณอาฆาตของสกุลเฉียวขึ้นมาเป็นแน่ ตอนนี้พวกมันกลายเป็นผีดุร้ายออกอาละวาดทำร้ายคนแล้ว”

“ไม่กระมัง บนคอบุตรชายคนเล็กของเหล่าหวังมีรอยนิ้วมือสองนิ้วมิใช่หรือ”

“ก็เป็นผีที่ทิ้งรอยนิ้วมือนั่นไว้ มนุษย์จะมีเรี่ยวแรงมากถึงเพียงนั้นได้เช่นไร อีกอย่างหนึ่งหลายปีมานี้หมู่บ้านไป๋อวิ๋นของพวกเราไม่เคยเกิดเรื่องพรรค์นี้มาก่อน ไฉนเพิ่งเปิดโลงพลิกศพชาวสกุลเฉียวของสวนซิ่งจื่อก็มีคนตายทันที มิใช่ผีทำร้ายคนแล้วจะเป็นอะไร”

“นั่นสิ ตอนนั้นข้าก็เตือนผู้ใหญ่บ้านแล้วให้ห้ามท่านขุนนางพวกนั้นว่าเปิดโลงพลิกศพไม่ได้ คนถูกฝังอยู่ในดินจู่ๆ จะขุดออกมาอีกได้อย่างไรกัน ข้าอยู่มาหลายสิบปียังไม่เคยเห็นเรื่องเช่นนี้ แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ตามคาด”

เฉียวเจาติดตามพวกเซ่าหมิงยวนมาถึงนอกประตูเรือนเหล่าหวัง ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนที่มุงดูอยู่แล้วทำหน้านิ่งสนิทดุจผิวน้ำ

ตอนท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ได้ให้ความช่วยเหลือเจือจานผู้คนในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเสมอๆ ไม่คิดว่าพริบตาเดียวชาวสกุลเฉียวจะกลายเป็นผีดุร้ายในสายตาพวกเขาไปแล้ว

ผู้ใหญ่บ้านเห็นทุกคนมาถึงก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที เขากล่าวด้วยสีหน้าฝืดเฝื่อน “ท่านโหว พวกท่านรีบมาดูกันเถอะ ดูเหมือนว่าบุตรชายคนเล็กของสกุลหวังจะโดนผีร้ายฆ่าตายจริงๆ นะ”

“แจ้งทางการแล้วหรือยัง” เซ่าหมิงยวนไต่ถามเสียงขรึม

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าถี่ๆ “แจ้งแล้ว ท่านนายอำเภอทิ้งเจ้าหน้าที่ไว้ในหมู่บ้านหลายคน ข้าเลยไปแจ้งเหตุกับพวกเขาได้พอดี”

สองวันมานี้นายอำเภอหวังมาที่หมู่บ้านทุกวันเพราะเรื่องของสกุลเฉียว ยังให้เจ้าหน้าที่ทางการสองสามคนรั้งอยู่ที่นี่เพื่อแสดงว่าให้ความสำคัญกับคดีไฟไหม้เรือนสกุลเฉียว คิดไม่ถึงว่ายังสืบไม่พบเบาะแสใดๆ ของคนร้ายที่สังหารชาวสกุลเฉียว ในหมู่บ้านกลับเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น

ผู้ใหญ่บ้านคิดถึงตรงนี้แล้วถอนใจเฮือกๆ ตอนนั้นเขาควรจะยืนกรานไม่ให้คนพวกนี้เปิดโลงพลิกศพ คาดไว้ไม่ผิดเลย พอไปรบกวนวิญญาณผู้ล่วงลับเข้า หมู่บ้านไป๋อวิ๋นก็เคราะห์ร้ายเป็นอันดับแรก

เซ่าหมิงยวนมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย “ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะสืบเรื่องได้กระจ่างชัด พูดปรามพวกชาวบ้านไว้สักหน่อยว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์ไปในทำนองนี้จะดีกว่า”

เขากล่าวประโยคนี้ทิ้งท้ายไว้ก่อนเข้าไปในเรือนสกุลหวัง ศพบุตรชายคนเล็กของพวกเขาวางอยู่ใต้ต้นไม้กลางลานเรือน มีเสียงร้องไห้ดังระงมอยู่ด้านใน

พวกเจ้าหน้าที่ทางการเห็นเซ่าหมิงยวนกับคนอื่นๆ เข้ามาก็ออกไปต้อนรับอย่างกุลีกุจอ “ท่านโหว…”

เขาผงกศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยกับนักชันสูตรเฉียน “ท่านเฉียน รบกวนท่านด้วย”

“เจ้าจะทำอะไร” พอเห็นนักชันสูตรเฉียนสาวเท้าไปที่ใต้ต้นไม้ สตรีวัยกลางคนผมเผ้ายุ่งเหยิงนางหนึ่งวิ่งพุ่งเข้าไปชนเขา

เฉินกวงตาไวมือไวดึงตัวชายชราไว้ได้ทัน

“นี่เจ้าจะทำอะไร” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถาม

สตรีนางนั้นจะปรี่เข้าใส่นักชันสูตรเฉียนอีก ผู้ใหญ่บ้านจึงกระทืบเท้าพลางบอก “รีบจับภรรยาของเหล่าหวังไว้สิ”

นางถูกคนด้านข้างยึดตัวไว้ก็ร้องไห้ด่าทอ “ห้ามเจ้าแตะต้องลูกข้า ข้าไม่ต้องการให้ลูกข้าตายเป็นศพไม่ครบร่างเช่นชาวสกุลเฉียว”

ใบหน้าของเฉียวเจาซีดขาว นางแค่นเสียงกล่าว “ท่านป้าไม่ต้องการให้บุตรชายตายเป็นศพไม่ครบร่าง แต่จะให้เขานอนตายตาไม่หลับใช่หรือไม่”

“เจ้าพูดอะไร” สตรีนางนั้นหันขวับไปมองเฉียวเจา สารรูปของนางกลับละม้ายผีร้าย “นอนตายตาไม่หลับอะไรกัน หากมิใช่เพราะพวกเจ้าเปิดโลงพลิกศพจนปลดปล่อยวิญญาณอาฆาตของสกุลเฉียวออกมา ลูกข้าจะถูกพวกมันทำร้ายได้อย่างไร ฮือๆๆ ผู้ใหญ่บ้าน คนพวกนี้ชักนำเภทภัยมาสู่หมู่บ้านเรา ลูกข้าโดนผีฆ่าตายไปแล้ว คนต่อไปจะถึงคราวของใครก็สุดรู้”

เมื่อถ้อยคำนี้ดังขึ้นชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็มีสีหน้าตื่นกลัว สายตาที่มองดูพวกเฉียวเจาฉายแววสับสนปรวนแปร

“พี่ซานตั้นตายแล้วหรือ” จู่ๆ มีสตรีวัยราวสิบห้าสิบหกนางหนึ่งวิ่งออกจากกลางหมู่คนพรวดพราดเข้ามา

นางเป็นเด็กสาวผิวขาวสะสวย เทียบกับสาวชาวบ้านทั่วไปแลดูงดงามโดดเด่นเหนือใคร

ขณะได้ยินเสียงของเด็กสาว สายตาของเฉียวเจานิ่งขึงไป นางอดหันหน้าไปมองเซ่าหมิงยวนไม่ได้

นางเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน เป็นเสียงที่ได้ยินตอนอยู่ในโพรงหินเมื่อคืนนี้นั่นเอง

เซ่าหมิงยวนพยักหน้ากับนางเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้ เห็นชัดว่าเขาจดจำได้เช่นกัน

พอทั้งคู่ประสานสายตากันก็หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อราตรีก่อนแล้วต่างกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง

“ซานหนี เจ้ามาได้อย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“ท่านปู่ พี่ซานตั้นตายจริงๆ หรือเจ้าคะ” เด็กสาวเดินผ่านตัวผู้ใหญ่บ้านไปแล้วมองเห็นเตียงไม้กระดานคลุมผ้าขาวอยู่ใต้ต้นไม้กลางลาน ใบหน้านางเผือดขาวราวกระดาษทันใด จากนั้นวิ่งทะยานเข้าไปดุจลมพายุระลอกหนึ่ง

ผู้ใหญ่บ้านกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ “ซานหนี เจ้าเข้าไปทำอะไร กลับมาเร็วเข้า”

พวกเซ่าหมิงยวนเห็นการกระทำของเด็กสาวแล้วมองดูอยู่เฉยๆ ส่วนชาวบ้านคนอื่นตั้งตัวไม่ติดในชั่วอึดใจ ปล่อยให้นางถลันไปที่ใต้ต้นไม้ยื่นมือกระตุกผ้าขาวออก

ดวงหน้าของบุรุษปรากฏขึ้นใต้ผ้าขาว

ความจริงบุรุษที่ว่านี้ยังเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้น ใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลาของเขาบิดเบี้ยวไปจากเดิมด้วยความเจ็บปวด ตรงลำคอมีรอยนิ้วมือสีแดงอมม่วงสองนิ้วดูน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ

เด็กสาวร้องอุทานด้วยความตกใจพลางถอยกรูดๆ จนชนเข้ากับคนผู้หนึ่งโดยไม่ตั้งใจ นางหมุนกายไปจับตัวคนผู้นั้นไว้หมับแล้วไต่ถาม “พี่ซานตั้นตายได้อย่างไร ท่านรีบบอกข้าสิ พี่ซานตั้นตายได้อย่างไร”

คนที่ซานหนีจับไว้เป็นพี่สะใภ้คนรองของเด็กหนุ่มที่ตายไป นางโดนบีบแขนจนเจ็บก็เบะปากพูด “ตายได้อย่างไรน่ะหรือ ก็พูดกันว่าเดินอยู่บนถนนกลางดึกแล้วเจอผี เลยโดนผีร้ายบีบคอตาย”

ใบหน้าเด็กสาวปราศจากสีเลือด นางพูดเสียงแหลม “โดนผีร้ายบีบคอตาย?”

ผู้ใหญ่บ้านชักปวดเศียรเวียนเกล้าเสียแล้ว เขาตวาดเสียงห้วน “ซานหนี เจ้ารีบกลับเรือนไปเสีย!”

คนในหมู่บ้านมิได้โง่งม ซานหนีวิ่งออกมาเช่นนี้ ประเดี๋ยวคงถูกสตรีปากมากพวกนั้นซุบซิบนินทาไม่มีชิ้นดีเป็นแน่

ซานตั้นที่ตายไปมิใช่คนเอาถ่าน เขาจึงไม่ถูกใจอยู่แต่เดิม บัดนี้คนก็ตายไปแล้วจะให้หลานสาวของเขาพลอยเดือดร้อนไปด้วยไม่ได้

ซานหนีไม่รับฟังคำพูดของผู้ใหญ่บ้าน นางหันศีรษะช้าๆ กลับไปมองเด็กหนุ่ม สายตาจ้องเขม็งที่รอยนิ้วมือน่ากลัวบนลำคอเขา

“ซานหนี ปู่บอกให้เจ้ากลับเรือนไป ไม่ได้ยินหรือ” ผู้ใหญ่บ้านยื่นมือไปดึงตัวนาง

เด็กสาวคล้ายโดนนาบด้วยเหล็กเผาไฟ นางสะดุ้งสุดตัวแล้วร้องโวยวายเสียงแหลม “อย่าแตะต้องข้า! มีผี มีผี…”

“ซานหนี เจ้าพูดเหลวไหลอะไร”

นางถอยหลังทีละก้าว นัยน์ตาทั้งคู่เลื่อนลอย “มีผี มีผี เมื่อคืนข้าอยู่กับพี่ซานตั้น พวกข้าสองคนเห็นแล้ว”

คำพูดนี้ดังออกจากปากนางไม่ต่างกับโยนประทัดที่จุดแล้วเข้าไปกลางฝูงชน เสียงซุบซิบอื้ออึงของผู้คนประหนึ่งเปลวไฟโหมกระพือฉับพลัน มันกลบทับความหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่มีคนตายไปจนหมดสิ้น

ผู้ใหญ่บ้านโกรธจนหูอื้อตาลาย เขากล่าวตะคอก “นางเด็กคนนี้ พูดจาอะไรเหลวไหล!”

เขาเงื้อมือขึ้นจะตีซานหนี นางตกใจจนสะดุ้งโหยงวิ่งไปหาเด็กหนุ่มที่ตายไปแล้ว คว้ามือของเขาขึ้นมาพลางออกแรงฉุด “พี่ซานตั้น วิ่งเร็วเข้า มีผีไล่ตามมานะ…ฮือๆๆ เป็นเพราะเจ้าคนเดียว ข้าบอกว่าอย่าไปสถานที่อัปมงคลอย่างเรือนสกุลเฉียวนั่น เจ้ากลับจะไปให้ได้ ต้องโทษเจ้าคนเดียวๆ…”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: