X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม เล่ม 10 บทที่ 755-756

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 755

องค์หญิงใหญ่ฉางหรงกลับถึงวังแล้วอารมณ์ไม่ดีถึงขีดสุด นางทำหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ตลอดแม้แต่ตอนที่ฉือชั่นเข้ามาแสดงคารวะ

ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจชอบกล เขาลอบสอบถามเหตุการณ์ตอนนายหญิงตราตั้งถวายพระพรแก่ไทเฮาแล้วในใจเขายิ่งกังขามากขึ้น จึงจับตาดูความเคลื่อนไหวของมารดาอยู่ลับๆ

ผ่านไปเพียงสองวันแพทย์หลวงหยางเข้าสู่วังองค์หญิงใหญ่อย่างเงียบๆ แต่ตอนกลับไปสองขาของเขาสั่นระริก หน้าตาซีดเผือดคล้ายคนเสียขวัญไปแล้วก็ไม่ปาน

ฝ่ามือเรียวยาวขาวกระจ่างข้างหนึ่งจับข้อมือของแพทย์หลวงหยางเอาไว้ ก่อนที่เขาจะร้องอุทานก็มีมืออีกข้างหนึ่งปิดปากเขาไว้ จากนั้นลากตัวเข้าไปในเรือนชาวบ้านธรรมดาๆ หลังหนึ่งในตรอกเล็ก

แพทย์หลวงหยางถูกตรึงตัวไว้กับบานประตู พอปากได้รับอิสระเขาก็เอ่ยถามอย่างแตกตื่นลนลาน “จะ…เจ้าเป็นใคร”

ครั้นเห็นรูปโฉมโนมพรรณของคนผู้นั้นได้ถนัดตา เขานิ่งงันไปก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง “คุณชายฉือ?”

ฉือชั่นหรี่ตาลงกล่าวเสียงเย็นๆ “ท่านแม่ข้าเป็นอะไร”

“องค์หญิงใหญ่…” แพทย์หลวงหยางตอบไม่ออก

บอกเรื่องที่องค์หญิงใหญ่ตั้งครรภ์ต่อบุตรชายนางจะเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะบิดาของเด็กในครรภ์เป็นผู้ใดก็ไม่กระจ่างแน่ชัด

“พูด” ฉือชั่นทำสีหน้าดุดัน

หลายวันมานี้ท่านแม่ดูผิดปกติอย่างยิ่งยวด อีกทั้งแพทย์หลวงยังทำท่ามีลับลมคมในอย่างนี้อีก ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้

หรือว่าท่านแม่จะเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่ได้…

เมื่อคิดถึงความเป็นไปข้อนี้ฉือชั่นก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

หลายปีมานี้ไม่ว่าระหว่างพวกเขาสองแม่ลูกจะมีปมในใจอะไรอยู่ แต่ที่สุดแล้วนางคือมารดาของเขา มารดาคนที่เอาเลือดของตนเองป้อนให้เขาดื่มเพื่อให้มีชีวิตรอดมาได้บนเขาหลิงไถ

“คุณชายฉือ คือว่า…” แพทย์หลวงหยางลังเลไม่แน่ใจ

บอกไปแล้วต้องพบกับจุดจบไม่ดีแน่ แต่ไม่บอกก็ดูเหมือนจะไม่พบกับบทลงเอยที่ดีเช่นเดียวกัน บอกหรือไม่บอกเป็นปัญหาที่บีบคั้นหัวใจโดยแท้

ฉือชั่นชักมีดสั้นที่เปล่งประกายเย็นเยียบออกมา ใบหน้างามเลิศฉาบด้วยน้ำค้างแข็งชั้นหนึ่ง “จะไม่พูดจริงๆ หรือ”

แพทย์หลวงหยางย่นหัวคิ้วเข้าหากัน “คุณชายฉือ ข้าได้รับพระเสาวนีย์ขององค์ไทเฮามาตรวจพระอาการขององค์หญิงใหญ่ หากไม่กลับไปเกรงว่าองค์ไทเฮาจะทรงส่งคนมาตามหานะขอรับ”

เขาไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหนุ่มเหลือขอผู้นี้จะกล้าสังหารเขา

ฉือชั่นหัวเราะขลุกขลัก “วางใจได้ ข้าไม่สังหารคน”

เขากล่าวจบก็ควงมีดสั้นในมือด้วยท่วงท่างดงามก่อนตวัดแทงไปที่ลำตัวท่อนล่างของแพทย์หลวงหยางด้วยความว่องไวดุจดาวตก

แพทย์หลวงชราทำตาเหลือกสิ้นสติไป

ฉือชั่นพูดอะไรต่อไม่ออก “…”

ผ่านไปนานเท่าไรก็สุดรู้แพทย์หลวงหยางตื่นขึ้นในที่สุด ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของฉือชั่นสะท้อนเข้าคลองจักษุ เขาเลื่อนมือลงไปจับๆ คลำๆ โดยไม่รู้ตัว

ยังอยู่!

แพทย์หลวงหยางถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ มาตรว่าเขามีอายุปูนนี้แล้ว แต่ศักดิ์ศรีของบุรุษจะสูญสิ้นไปมิได้

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอยมา “ไม่ต้องคลำหาแล้ว ตอนนี้ยังอยู่มิได้หมายความว่าหลังจากนี้จะยังอยู่”

แพทย์หลวงหยางรู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ในใจ เจ้าลูกเต่าบัดซบข่มขู่ข้ารึ!

ฉือชั่นใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งเช็ดมีดสั้นพลางยิ้มพรายกล่าวว่า “แพทย์หลวงหยางก็ถือได้ว่าเห็นข้ามาตั้งแต่เล็กจนโต คงรู้นิสัยข้าดีกระมัง ถึงจะก่อปัญหาอะไรขึ้นจริงๆ อย่างมากข้าไม่เอาชุดขุนนางบนตัวชุดนี้ก็ได้ เสด็จยายกับเสด็จลุงยังจะทำอย่างไรกับข้าได้อย่างนั้นหรือ”

แพทย์หลวงหยางยกมือปาดเหงื่อออก

“ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย ท่านแม่ข้าเป็นอะไร”

ครั้นเห็นมีดสั้นแผ่ประกายเย็นเยียบน่ากลัวขยับมาใกล้ขึ้นๆ ชายชราหลับตาลงบอกเสียงดัง “องค์หญิงใหญ่ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว”

มีดสั้นร่วงหล่นลงปักเข้าหลังฝ่าเท้าของฉือชั่นพอดี โลหิตสีแดงฉานซึมออกมาจากรองเท้าหนังในพริบตา

“คุณชายฉือ เท้าของท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว ต้องทำแผล…”

ฉือชั่นยื่นมือกระชากตัวเขาเข้ามาหา ก่อนพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกใด “พูดประโยคเมื่อครู่นี้ซ้ำอีกทีซิ”

แพทย์หลวงหยางเห็นท่าทางเย็นชาของเขาที่ยังแฝงความพยศเฉกเด็กหนุ่มไว้หลายส่วนแล้วก็ลอบถอนใจก่อนกล่าวขึ้น “องค์หญิงใหญ่ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อขับเด็กในพระครรภ์องค์หญิงใหญ่…”

“เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงกลับเร็วนัก” ฉือชั่นรู้สึกว่าหัวสมองของเขาเจียนแตกออกรอมร่อ ทว่าไม่รู้เหตุใดหัวใจกลับสงบนิ่งจนน่าแปลก ราวกับไม่รู้สึกถึงการเต้นของมัน

“พระวรกายขององค์หญิงใหญ่…” แพทย์หลวงหยางมองชายหนุ่มด้วยสายตาแกมเห็นใจ เขาหลุบเปลือกตาลงกล่าวว่า “พระวรกายขององค์หญิงใหญ่เคยได้รับความกระทบกระเทือนในอดีต ทรงตั้งพระครรภ์นี้มีอันตรายมาก จะขับเด็กออกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจถึงแก่พระชนม์ชีพได้”

ตัวของฉือชั่นโงนเงนเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นตรงมุมปาก “นี่แสดงว่าท่านแม่ต้องคลอดบุตรผู้นี้ออกมาสินะ”

แพทย์หลวงหยางสุดปัญญาจะตอบคำถามนี้ได้ เขาก้มหน้าประสานมือพลางบอก “ข้าต้องกลับวังไปทูลรายงานไทเฮาขอรับ”

จะเสี่ยงขับเด็กในครรภ์ออกโดยไม่คำนึงถึงชีวิตขององค์หญิงใหญ่หรือจะให้คลอดบุตรผู้นี้ออกมา แน่นอนว่ามิใช่เรื่องที่แพทย์หลวงต่ำต้อยผู้หนึ่งเช่นเขาจะสอดปากพูดได้

“เชิญแพทย์หลวงหยางไปได้” ฉือชั่นเอ่ยเสียงเย็นชา

“คุณชายฉือ เท้าของท่าน…”

“ข้าบอกว่าเชิญแพทย์หลวงหยางไปได้ หรือว่าท่านหักใจไปไม่ได้แล้วใช่หรือไม่” เขาก้มตัวลงดึงมีดสั้นที่เสียบเข้าไปในรองเท้าออกมากำไว้ในมือแน่นๆ จนเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางปูดโปนขึ้นตรงหลังฝ่ามือ

แพทย์หลวงหยางรู้สึกชาวาบที่หนังศีรษะ เขารีบเร่งเดินจากไป

ในลานเรือนว่างเปล่าโหรงเหรงทันควัน ฉือชั่นย่อกายลงช้าๆ

“คุณชาย…” เถาเซิงขยับเข้ามาอย่างระมัดระวัง

ฉือชั่นมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยชาแล้วดึงสายตาคืน

เถาเซิงแทบร่ำไห้ออกมา จบกันๆ คุณชายไม่แม้แต่จะด่าคน จะต้องเสียใจถึงขีดสุดแล้วเป็นแน่

“คุณชาย ท่านไม่เป็นไรกระมัง”

ฉือชั่นถอดรองเท้าออก โลหิตสีแดงเข้มซึมเปียกถุงเท้าผ้าไหมสีขาวสะอาด

“คุณชาย เลือดออกตั้งเยอะ ต้องรีบทำแผลนะขอรับ นี่…นี่จะเจ็บถึงเพียงใดกัน”

ฉือชั่นมองเด็กรับใช้แล้วหยักยิ้ม “ไม่เจ็บ”

 

ในวังองค์หญิงใหญ่ฉางหรงดูไปแล้วไม่แตกต่างอันใดจากยามปกติ แพรสีที่ติดประดับตามต้นไม้ยังคงให้บรรยากาศเฉลิมฉลองวันตรุษ แต่สองวันนี้บ่าวไพร่ที่หูไวตาไวกลับระแวดระวังตัวกันมาก กระทั่งยามเดินก็ไม่กล้าทำเสียงดัง

องค์หญิงใหญ่ฉางหรงนิ่งอยู่ในอิริยาบถเดิมเป็นเวลานานถึงหนึ่งก้านธูปแล้ว

นางข้าหลวงตงอวี๋ยืนอยู่ข้างกาย ไม่กล้าอ้าปากพูดจาส่งเดช แต่ในใจกลับว้าวุ่นปั่นป่วนดุจคลื่นคลั่ง

องค์หญิงใหญ่ตั้งครรภ์ มิหนำซ้ำจะขับเด็กออกตามใจชอบไม่ได้ ทีนี้จะทำฉันใดดี หรือว่าจะคลอดบุตรผู้นี้ออกมาจริงๆ

“ตงอวี๋”

นางข้าหลวงสะดุ้งโหยง รีบกล่าวขึ้น “เพคะ”

องค์หญิงใหญ่ฉางหรงลูบท้อง “เจ้าว่าบุตรผู้นี้จะเป็นชายหรือหญิง”

“หม่อมฉัน…เดาไม่ออก…”

“องค์หญิง คุณชายมาเพคะ” สาวใช้นางหนึ่งเข้ามารายงาน

หางคิ้วขององค์หญิงใหญ่ฉางหรงกระตุกเล็กน้อย

ฉือชั่นเดินผ่านม่านกั้นผ้าโปร่งบางหลายชั้นมาถึงเบื้องหน้ามารดา

องค์หญิงใหญ่ฉางหรงมองตงอวี๋ปราดหนึ่ง นางก็ยอบกายคำนับแล้วถอยออกไป

ด้านนอกดวงตะวันของเหมันต์ฤดูแจ่มกระจ่าง เรือนตึกเสาแดงหลังคาเขียวถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน ทว่าด้านในห้องค่อนข้างมืดสลัวเพราะม่านหน้าต่างผ้าโปร่งรูดปิดไว้

สองแม่ลูกประสานสายตากัน

ผ่านไปเป็นนานฉือชั่นจึงเอ่ยปากขึ้น “ข้าควรแสดงความยินดีกับท่านแม่ขอรับ”

ดวงตาขององค์หญิงใหญ่ฉางหรงนิ่งขึงไปทันใด “เจ้ารู้แล้ว?”

“ท่านแม่ตั้งใจจะทำอย่างไรขอรับ”

“ทำอย่างไร” นางเลิกคิ้วสูงมองใบหน้าที่ประพิมพ์ประพายกับสามีที่ตายไปนานแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเหยียดยิ้มเย็นๆ พลางกล่าว “เจ้าเพิ่งแสดงความยินดีกับข้ามิใช่หรือ ย่อมจะคลอดออกมาเป็นธรรมดา”

ในเมื่อฉือชั่นรู้ว่านางตั้งครรภ์ เช่นนั้นก็น่าจะรู้แล้วว่าหากนางขับเด็กออกจะมีอันตราย นี่คือเขาอยากให้นางตายดีกว่าเห็นเด็กผู้นี้คลอดออกมาแล้วสร้างความอับอายให้เขาใช่หรือไม่

องค์หญิงใหญ่ฉางหรงคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มของนางเย็นชามากขึ้น สายตาที่มองฉือชั่นแฝงรอยท้าทายไว้หลายส่วน

ฉือชั่นเป็นคนเฉียบไวปานใด เขาเพียงรู้สึกคล้ายถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบเต็มแรงทีหนึ่ง พาให้โลหิตอุ่นร้อนพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ

เขากัดปลายลิ้น หยักยิ้มน้อยๆ กับมารดา “ท่านแม่ตัดสินใจแล้วก็ดี ข้าขอตัวก่อนขอรับ”

พอเห็นเขาหันแผ่นหลังให้จะเดินออกไป นางพูดเสียงดัง “หยุดนะ”

ฉือชั่นหยุดฝีเท้าแล้วหมุนตัวไป “ท่านแม่ยังมีสิ่งใดจะสั่งกำชับขอรับ”

อันที่จริงองค์หญิงใหญ่ฉางหรงก็บอกเหตุผลที่เรียกบุตรชายไว้ไม่ออก นางเพียงมองเขาอย่างเฉยเมย

“ในเมื่อท่านแม่ไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าออกไปนะขอรับ”

ชายหนุ่มออกจากเรือนพำนักขององค์หญิงใหญ่ฉางหรงกลับไปที่ห้องของตน จากนั้นเขาอ้าปากกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

บทที่ 756

“คุณชาย ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจสิขอรับ” เถาเซิงร้องไห้ด้วยความตกใจทันที

ฉือชั่นเช็ดมุมปากแล้วหัวเราะเบาๆ “ไม่ถึงตาย”

“คุณชาย ข้าไปเชิญหมอมาให้ท่านนะขอรับ”

“ไม่ต้อง” ฉือชั่นลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมกันหนาวบนฉากกั้นมาแล้วเดินออกจากห้อง

“คุณชาย ท่านจะไปที่ใดขอรับ”

ฉือชั่นไม่สนใจเขา สาวเท้าก้าวใหญ่ออกไปด้านนอก

เถาเซิงเร่งรีบตามไป

“เตรียมม้าให้ข้า”

ไม่นานนักเถาเซิงก็จูงม้ามา เขารับสายบังเหียนมาแล้วพลิกกายขึ้นม้าพลางเอ่ยกำชับว่า “ข้าจะกลับมาดึกๆ”

อาชาพ่วงพีสีปลั่งพาผู้เป็นนายจากไปทิ้งฝุ่นตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง เถาเซิงถอนหายใจหนักๆ เฮือกหนึ่ง

วันที่หกเดือนหนึ่งร้านรวงริมทางสองฝั่งยังไม่เปิดประตู แต่กลับมีผู้คนตามถนนหนทางไม่น้อย ล้วนแล้วแต่ไปอวยพรวันตรุษให้ญาติพี่น้อง

ฉือชั่นขี่ม้ามาถึงหน้าหอชุนเฟิง หรี่ตามองป้ายธงเป็นอักษรคำว่า ‘สุรา’ ที่โบกสะบัดตามแรงลม

ภาพตอนดื่มสุราสรวลเสเฮฮากับเหล่าสหายรักยังแจ่มชัดในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่าพริบตาเดียวหยางโฮ่วเฉิงก็ไปแดนใต้แล้ว จูเยี่ยนกับเซ่าหมิงยวนแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาไปทีละคน มาบัดนี้กลับเหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังไร้ที่ไป

“เปิดประตู” ฉือชั่นพลิกกายลงจากหลังม้า ก่อนเดินไปที่ด้านหลังหอชุนเฟิงแล้วยกมือตบประตูแรงๆ

“ใคร” ไม่นานนักเสียงประตูเปิดดังเอี๊ยดอ๊าด ผู้รับใช้ด้านในเห็นว่าเป็นฉือชั่นก็ฉีกยิ้มกว้างเต็มใบหน้าทันที “สุขสันต์วันตรุษขอรับคุณชายฉือ”

ฉือชั่นโยนก้อนเงินก้อนหนึ่งให้เขาก่อนก้าวขาเดินเข้าไป “เอาสุราให้ข้าสองไห แล้วเตรียมกับแกล้มมาสักสองสามอย่าง”

“ขอรับ” ผู้รับใช้กระวีกระวาดไปจัดการให้

แม้ว่าหอชุนเฟิงจะปิดร้านในช่วงวันตรุษ แต่คนที่ไม่มีครอบครัวอย่างพวกเขายังกินอยู่นอนหลับที่นี่ เป็นธรรมดาที่จะตระเตรียมวัตถุดิบปรุงอาหารไว้พร้อมสรรพ

สุราอาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ฉือชั่นบอกให้ผู้รับใช้ออกไปแล้วเริ่มร่ำสุราตามลำพัง

ผู้รับใช้นิ่งคิดแล้วลอบออกไปที่จวนกวนจวินโหว

หอชุนเฟิงเป็นกิจการของเซ่าหมิงยวน ผู้รับใช้หลายคนของที่นี่ล้วนเป็นทหารปลดประจำการที่ได้รับบาดเจ็บจากสนามรบ เรื่องความจงรักภักดีย่อมไม่ต้องพูดถึงเป็นธรรมดา

เซ่าหมิงยวนได้ยินคำรายงานของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วตกใจอยู่บ้าง เขากลับห้องไปบอกกับเฉียวเจา “ข้าจะไปที่หอชุนเฟิงนะ”

“ตอนนี้หอชุนเฟิงปิดไม่ใช่หรือ”

“สือซีไปที่นั่นดื่มสุราคนเดียว ข้าไปดูสักหน่อย ตอนกลางวันไม่ต้องรอข้ากินข้าว” เซ่าหมิงยวนก้มหน้าจุมพิตหน้าผากนางทีหนึ่ง

พอเห็นเขาจะเดินออกไปอย่างร้อนใจ เฉียวเจาส่งเสียงเรียกไว้ “ถิงเฉวียน ข้าน่าจะรู้ว่าเป็นเรื่องใด”

เซ่าหมิงยวนชะงักเท้าหมุนตัวมาโอบนางพลางถาม “เป็นเรื่องใดหรือ”

“ตอนเข้าวังไปถวายพระพรในวันที่หนึ่ง ข้าพบว่าองค์หญิงใหญ่ฉางหรงทรงตั้งพระครรภ์แล้ว”

สีหน้าของเซ่าหมิงยวนฉายอารมณ์หลายหลากในชั่วอึดใจ

“ทีแรกข้าคิดว่านี่มิใช่เรื่องที่จะบอกใครต่อใครได้จึงไม่ได้เล่าให้ท่านฟัง ข้านึกว่าไทเฮากับองค์หญิงใหญ่ต้องไม่เก็บเด็กผู้นี้ไว้แน่ ตอนนี้ดูทีว่าพี่ฉือน่าจะรู้เรื่องแล้ว”

“อื้อ ข้าไปดูสือซีก่อนนะ” ครั้นเซ่าหมิงยวนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วเขาก็มุ่งหน้าไปที่หอชุนเฟิงด้วยจิตใจที่หนักอึ้งตลอดทางทันที

บาดแผลที่ได้รับจากคนที่ใกล้ชิดที่สุดลึกเพียงใดเขารู้ซึ้งดี

ตอนเซ่าหมิงยวนรุดไปถึง ฉือชั่นดื่มสุราหมดไปไหหนึ่งแล้ว

ฉือชั่นอยู่ในสภาพกึ่งเมากึ่งมีสติ สองแก้มแดงก่ำดุจเปลวไฟ หากนัยน์ตาทั้งคู่กลับเป็นประกายระยับ เขาเห็นสหายรักแล้วพูดยิ้มๆ “เจ้ามาได้อย่างไรกัน”

เซ่าหมิงยวนก้าวเข้าไปคว้าชามสุราในมือเขามาวางลงด้านข้าง

ฉือชั่นเลิกคิ้วมองเขา “ทำอะไรของเจ้า”

“ดื่มสุราลำพังน่าเบื่อเพียงใด” เซ่าหมิงยวนกระดกชามสุราดื่มรวดเดียวหมดค่อยหยิบไหสุรามารินเติมจนเต็ม

ฉือชั่นหรี่ตามองเขานานครู่ใหญ่ถึงหัวเราะออกมา “เจ้ารู้แล้วหรือ หลีซานบอกเจ้าสินะ”

เขาคิดๆ แล้วความโกรธก็แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ

“นางบอกเจ้า ไม่บอกข้า”

มารดาของเขาตั้งครรภ์ ไม่ใช่มารดาของเซ่าหมิงยวนตั้งครรภ์สักหน่อย!

เซ่าหมิงยวนกล่าวปลอบ “ตอนแรกนางก็ไม่บอกข้าเหมือนกัน แต่เดาว่าเจ้ารู้แล้วถึงได้เล่าให้ข้าฟัง”

“แล้วเหตุใดนางไม่บอกข้าโดยเร็ว จะรอหัวเราะเยาะข้าใช่หรือไม่”

เซ่าหมิงยวนหยักยิ้มอย่างจนปัญญา “สือซี เจ้าดื่มมากไปแล้ว นางจะหัวเราะเยาะเจ้าได้อย่างไร เดิมทีนางนึกว่า…”

“นึกว่าข้าไม่รู้?” รอยยิ้มของฉือชั่นดูหม่นหมองขึ้นทุกที “นั่นสิ ข้าสมควรทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเสีย เผอิญกลับรนหาที่ไปถามเอง”

เห็นเขาจะหยิบชามสุราขึ้นดื่มอีกเซ่าหมิงยวนก็ยึดข้อมือเขาไว้ “สือซี อย่าดื่มเลย”

ฉือชั่นพยายามลืมตาที่ฉ่ำปรือขึ้น น้ำตาปริ่มซึมทางหางตาทอประกายวาววาม “ท่านแม่จะคลอดเด็กออกมา”

เซ่าหมิงยวนอ้าปากแล้วหุบปาก เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอับจนวาจา ได้แต่เอ่ยปลอบอย่างระมัดระวัง “ในเมื่อผู้อาวุโสตัดสินใจเช่นนี้แล้ว เจ้าก็ปล่อยวางบ้างเถอะ”

เขาอยู่ที่แดนเหนือหลายปี พบเห็นผู้คนกล่าววาจาและกระทำสิ่งซึ่งจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยามบ้านเมืองสงบสุขเพื่อความอยู่รอดจนชินตาแล้ว การที่องค์หญิงใหญ่ฉางหรงตัดสินใจให้กำเนิดบุตรหาได้สร้างความตกใจให้เขามากเท่าไรนัก

“เจ้าคิดว่าข้าทุกข์ใจเพราะท่านแม่จะคลอดบุตรหรือ” รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นตรงมุมปากของฉือชั่น เขาเริ่มต้านทานฤทธิ์สุราที่พลุ่งพล่านขึ้นมาไม่ค่อยไหวแล้ว จึงวางสองมือทาบกับพื้นโต๊ะแล้วฟุบหน้าอยู่นานครู่ใหญ่โดยไม่เปล่งเสียงพูด

เซ่าหมิงยวนอยู่เป็นเพื่อนเขาเงียบๆ

“ไฉนท่านแม่ถึงคิดกับข้าอย่างนี้ได้นะ ข้าจะไม่ไยดีความปลอดภัยของท่านแม่เพราะศักดิ์ศรีหน้าตาไร้สาระพวกนั้นหรือ” เสียงพูดอู้อี้ดังลอยมา เซ่าหมิงยวนไม่เห็นสีหน้าของเขา จับได้เพียงน้ำเสียงที่เยาะเย้ยตนเองระคนเจ็บช้ำน้ำใจ

“ในใจของท่านแม่เห็นข้าเป็นอะไร เป็นอะไรกันแน่” ฉือชั่นเงยหน้าขึ้นในที่สุด ใบหน้าของเขามีน้ำตานองแล้ว ดวงตาแดงเรื่อ น้ำตาเย็นเฉียบไหลหยดลงบนนิ้วมือเรียวยาว ปลายนิ้วเขาเย็นเฉียบดุจเดียวกัน ทว่าทั้งหมดนี้ล้วนเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจเขา

“สือซี…” เซ่าหมิงยวนตบบ่าเขาแรงๆ

“ถิงเฉวียน สมัยเจ้าเป็นเด็กตอนที่ยังเข้าใจว่าฮูหยินของจิ้งอันโหวเป็นมารดาบังเกิดเกล้า เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าถ้าตนเองไม่เกิดมาก็คงจะดี”

เซ่าหมิงยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยตอบ “ไม่เคยคิด”

ฉือชั่นมองเขาเงียบๆ

เซ่าหมิงยวนหัวเราะ “ยามนั้นข้าเพียงอยากรู้ว่าตนเองทำไม่ดีตรงที่ใด หากพยายามมากขึ้นท่านแม่จะชมชอบข้าใช่หรือไม่ จากนั้นข้าพยายามไปเรื่อยๆ ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”

ฉือชั่นยกชามสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่แล้วปิดปากไอเพราะดื่มเร็วเกินไปจนสำลัก “หวังว่านางจะคลอดบุตรชายสักคน เช่นนี้ข้าก็ได้ปลดเปลื้องโดยสิ้นเชิงแล้ว”

เป็นเยี่ยงนี้ก็ดี วันหน้าข้าสามารถเป็นตัวของตนเอง นับแต่นี้ไปไม่ต้องแบกรับความคาดหวังและถูกผูกมัดอีกแล้ว

 

ในตำหนักฉือหนิง หยางไทเฮาได้ฟังรายงานจากแพทย์หลวงหยางแล้วในใจก็ปั่นป่วนแทบคลุ้มคลั่ง

“ขับเด็กในครรภ์ออกไม่ได้จริงๆ หรือ” หลังถามซ้ำๆ สามรอบหยางไทเฮาถึงยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้

พอเห็นสีหน้าสิ้นหวังของหยางไทเฮาแล้ว แพทย์หลวงหยางเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “บางทีลองเชิญเหล่าแพทย์หลวงมาร่วมหารือกัน อาจคิดหาวิธีที่เหมาะสมได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

ในสำนักแพทย์หลวงเขาไม่นับเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านโรคของสตรีที่สุด แต่เพราะเป็นคนสกุลเดียวกับไทเฮาถึงกลายเป็นแพทย์หลวงที่จับชีพจรดูแลพระพลานามัยให้ไทเฮาบ่อยที่สุด

“นี่จะได้อย่างไรกัน” นางปฏิเสธคำแนะนำของเขาทันที

เชิญแพทย์หลวงมาช่วยกันคิดแผนการรักษา เช่นนั้นเรื่องฉางหรงตั้งครรภ์จะไม่รู้กันไปทั่วหรือ

“เจ้าออกไปก่อนเถอะ ให้ข้าลองตรองดูดีๆ”

แพทย์หลวงหยางรีบออกไปอย่างเร็วรี่ราวกับได้รับอภัยโทษก็ไม่ปาน

หยางไทเฮาหลับตาลง รู้สึกปวดศีรษะแทบแตก

มารหัวขนในครรภ์ของฉางหรงจะเก็บไว้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเมื่อคลอดออกมาจะกลายเป็นความอัปยศของเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นที่ภายหลังจะถูกจารึกลงในพงศาวดาร

“ไหลสี่” หยางไทเฮาลืมตาพรึบ “เรียกหลีซื่อฮูหยินของกวนจวินโหวเข้าวัง”

เมื่อเฉียวเจาได้รับพระเสาวนีย์ที่ไหลสี่นำมาถ่ายทอดแล้วก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ นางกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “กงกงโปรดรอสักครู่ ข้าขอตัวไปผลัดอาภรณ์”

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: