X
    Categories: LOVEทดลองอ่านออดอ้อน... เพียงเธอ

ทดลองอ่าน ออดอ้อน… เพียงเธอ บทที่7-บทที่8

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 7

คนรักเก่า

 

“พลีสว่าคุณอาเขาดูแปลกๆ กับพี่ภักดิ์นะคะ เขาไม่ชอบพี่ภักดิ์หรือเปล่า” พาขวัญถามทำลายความเงียบขณะเดินเคียงข้างภวิลไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“ทำไมคุณพลีสถามแบบนี้”

“พลีสแปลกใจนี่คะ ตอนอยู่ในห้องประชุมคุณอาคอยขัดพี่ภักดิ์ตลอดทั้งๆ ที่ความคิดของพี่ภักดิ์ก็ดีอยู่แล้ว แถมบางเรื่องก็ไม่เห็นมีประเด็นอะไรเลย” พาขวัญพูดไปตามที่คิด

หญิงสาวสังเกตได้ว่าการมีอติกันต์อยู่ในห้องประชุมด้วยทำให้บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเพราะเขาคอยหาเรื่องแย้งภวิลแทบจะตลอดเวลา ฝ่ายภวิลฟังแบบนั้นก็ชื่นชมในความช่างสังเกตและหัวไวของหญิงสาว ถึงเธอจะยังดูเด็กและปากก็พูดว่าไม่อยากมาทำงานที่บริษัท แถมตอนอยู่ในห้องประชุมยังทำหน้าเหมือนรับข้อมูลไม่ไหว แต่ความจริงเธอก็ตั้งใจฟังแถมยังจับประเด็นได้อย่างถูกต้อง

ที่จริงถ้าพาขวัญมีใจอยากทำงานที่นี่ จับเธอมาฝึกไม่นาน เธอก็คงเป็นบุคลากรที่มีความสามารถอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่ง และบางที…เธออาจจะชอบงานที่บริษัทมากขึ้นก็ได้

“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณกันต์แย้งผมก็ดีแล้ว แสดงว่าความคิดของผมอาจจะยังมีช่องโหว่…มีคนคอยช่วยหาจุดบกพร่องก็ดี งานจะได้ไม่พลาด” ภวิลตอบราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงาน

ชายหนุ่มไม่อยากให้พาขวัญคิดมาก ทว่า…เขาก็รู้ดีว่าที่วันนี้อติกันต์มานั่งฟังการประชุมทั้งๆ ที่ปกติจะมาบ้างไม่มาบ้างเพราะพาขวัญมาประชุมด้วย และที่คอยขัดคอยแย้งเขาบ่อยๆ คงเพราะอยากให้พาขวัญเห็นว่าเขาก็ทำงานพลาดได้ ไม่ได้เก่งเหนือใครๆ อย่างที่พิธานไว้ใจ

“น้องพลีส!”

ขณะที่ภวิลกำลังเปิดประตูห้องทำงานส่วนตัวอยู่นั้นเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เมื่อทั้งสองคนหันไปมองต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กันเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายคนนี้ที่นี่

และในสถานการณ์นี้…โดยเฉพาะพาขวัญ

นับตั้งแต่ราเมศขอหยุดความสัมพันธ์ไปในวันนั้นเมื่อประมาณเก้าปีก่อน เธอกับเขาก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ต่างคนต่างไม่ติดต่อกัน และยกเลิกทุกช่องทางในการติดต่อกันด้วย

พาขวัญแทบไม่ได้ยินชื่อของราเมศอีกเลยนับตั้งแต่วันที่เลิกรากันไป เพราะคนรอบตัวเธอไม่ได้พูดถึงเขาให้ได้ยิน และเธอก็ไม่เคยแสวงหาข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับตัวเขาเลย

ราเมศในปัจจุบันแตกต่างจากราเมศเมื่อประมาณเก้าปีก่อนค่อนข้างมากทีเดียว ในอดีตเขาดูเป็นหนุ่มหน้าใส รูปร่างผอมสูง หน้าตาดี แต่ปัจจุบัน…ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายขึ้น รูปร่างสูงใหญ่แบบคนออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างดี ผิวของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อยคงเพราะเล่นกีฬากลางแจ้ง อีกทั้งยังดูมีเสน่ห์มากขึ้นตามวัย เมื่อก่อนชายหนุ่มก็เสน่ห์แรงจนมีสาวๆ เข้ามาพัวพันในชีวิตมากมาย พอตอนนี้เขาดูดีกว่าเดิมมาก เธอเดาว่าคงยิ่งมีผู้หญิงเข้าหาเขาแทบไม่เคยขาด

“พี่ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอน้องพลีสที่นี่”

ราเมศเดินเข้ามาหาหญิงสาวด้วยความยินดี เขากำลังจะเอื้อมมือไปจับมือบอบบางอย่างสนิทสนม แต่เธอกลับขยับตัวออกห่างเล็กน้อย ทำให้เขารู้ตัวว่าไม่ควรจะรุกเธอมากเกินไป

ชายหนุ่มดีใจจนลืมไปว่าในอดีตเขาเป็นคนขอตัดความสัมพันธ์ เขาคงทำให้เธอเสียใจ หากต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับเธอ เขาต้องระมัดระวังและใจเย็นกว่านี้

“พี่ราเมศมาติดต่อเรื่องงานเหรอคะ”

พาขวัญถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยเมื่อตั้งสติได้ ไม่ใช่ว่าเธอยังเสียใจหรืออาลัยอาวรณ์ราเมศเพราะเธอลืมเขาไปนานแล้ว ความรักระหว่างเธอกับราเมศเหมือนเป็น ‘ปั๊ปปี้เลิฟ’ ของวัยรุ่นที่ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไร ตอนนั้นเธอแค่ซึมๆ ไปไม่กี่วันแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่ที่เมื่อครู่เธอตกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้พบเขาโดยบังเอิญต่างหาก

“พอดีที่บริษัทของพี่อยากให้ที่นี่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวคลินิกสาขาใหม่ก็เลยให้พี่มาติดต่อ”

ครอบครัวของราเมศทำธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามมานานแล้ว แรกเริ่มก็เป็นร้านเสริมสวยทั่วไปต่อมาเติบโตครอบคลุมไปถึงคลินิกเสริมความงามด้วย ครอบครัวเขาเป็นเจ้าแรกๆ ที่จับธุรกิจด้านนี้และรักษาคุณภาพได้ดีจึงยังครองตลาดเป็นอันดับต้นๆ ในเมืองไทย และยังมีสาขากระจายอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ เกือบทั่วประเทศ ตอนนี้ราเมศเข้ามาช่วยบิดาและมารดาบริหารงานเพื่อสืบทอดกิจการ

ชายหนุ่มดีใจที่เขามาติดต่องานเองเพราะนอกจากจะได้พบกับพาขวัญแล้ว หากเธอปลีกเวลาจากการดูแลโรงเรียนสอนการแสดงมาทำงานที่นี่ด้วย เขาก็คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับเธอ

“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณราเมศรอที่ห้องรับแขกก่อนนะครับ เรามีพนักงานต้อนรับคอยดูแลอยู่ สักบ่ายๆ ค่อยคุยเรื่องงานกัน ตอนนี้เป็นเวลาพัก แล้วคุณพลีสก็เพิ่งออกจากห้องประชุม เธอต้องการพักผ่อน” ภวิลออกปากแทนเพราะเห็นว่าราเมศคงจะคุยนานจนพาขวัญไม่ได้พักผ่อนเป็นแน่

คำพูดของภวิลทำให้ราเมศลากสายตาไปจ้องหน้าเขา ชั่วขณะนั้นใบหน้าของราเมศก็แสดงอาการหวั่นเกรงและกรุ่นโกรธในคราวเดียวกัน…ราวกับทั้งสองคนเคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อน

“ไว้ค่อยคุยกันนะน้องพลีส พี่มีเรื่องอยากคุยกับน้องพลีสเยอะเลย” ราเมศหันไปยิ้มให้พาขวัญ แต่ก่อนจะเดินไปยังห้องรับแขกก็ยังไม่วายส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้ภวิลอีกครั้ง

“พี่ราเมศกับพี่ภักดิ์เคยมีเรื่องกันมาก่อนหรือเปล่าคะ”

พาขวัญถามด้วยความค้างคาใจเมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของภวิลแล้ว

จะไม่ให้เธอสงสัยได้ยังไงในเมื่อราเมศแสดงออกอย่างชัดเจนถึงขนาดนั้น แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าทั้งสองคนจะมีเรื่องผิดใจอะไรกันเพราะพวกเขาไม่น่าจะรู้จักกันมาก่อน สมัยที่เธอคบกับราเมศ ภวิลไม่น่าจะเคยเจอกับอีกฝ่าย ไม่สิ! เขาไม่น่าจะรู้ว่าเธอเคยคบกับราเมศด้วยซ้ำเพราะเธอกับเขาไม่ได้สนิทกัน แล้วช่วงนั้นเขาก็ออกไปอยู่คอนโดฯ แล้ว ยกเว้นแต่ว่า…พ่อเธอจะเล่าให้เขาฟัง

“เขาคงไม่พอใจที่ผมขัดคอไม่ให้เขาคุยกับคุณพลีสมั้ง” ชายหนุ่มตอบอย่างขอไปที

“แล้วทำไมพี่ภักดิ์คิดว่าเขาจะต้องไม่พอใจที่พี่ภักดิ์ขัดคอเขาด้วยคะ อีกอย่างท่าทางและสายตาเขากับพี่ภักดิ์มองกันเหมือนเคยมีเรื่องกันมาก่อน หรือว่าพี่ภักดิ์ไปรู้อะไรมา คุณพ่อเล่าอะไรให้พี่ภักดิ์ฟังคะ” พาขวัญจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเอาคำตอบ ทว่าภวิลกลับไม่ตอบอะไร

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา

“โทรสั่งอาหารมาทานในห้องนี้ดีกว่านะ ช่วงพักกลางวันที่โรงอาหารคนเยอะ คุณพลีสอาจจะยิ่งรู้สึกอึดอัด” เขาจงใจเลี่ยงการตอบคำถามของเธอด้วยการถามถึงเรื่องกินเฉยเลย

“พี่ภักดิ์ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะคะ”

“คุณพลีสอยากทานอะไร มีร้านโปรดเป็นพิเศษมั้ย”

พี่ภักดิ์ไม่ยอมตอบคำถามจริงๆ ด้วย

เห็นท่าทางแบบนี้พาขวัญก็รู้แล้วว่าคงไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคั้นหรือเซ้าซี้ถามเพราะภวิลคงไม่บอกความจริงกับเธอเป็นแน่ หญิงสาวทำได้แค่ถอนหายใจและทำหน้ามุ่ยใส่เขา

“หรือจะทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นเจ้าเก่าของที่นี่ดี สั่งแบบพิเศษเพิ่มเนื้อตุ๋นเยอะๆ ดีมั้ย คุณพลีสเคยชอบทานนี่นา” ภวิลถามต่ออย่างรู้ใจในขณะที่พาขวัญนิ่งเงียบไปสามวินาที

ร่างบางมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างแปลกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะจำได้ เธอไม่ได้มาที่บริษัทบ่อยๆ ไม่เคยบอกเขาหรือใครว่าเมนูนี้คือเมนูโปรด แต่เกือบทุกครั้งที่มาที่นี่ก็มักจะสั่งเมนูนี้

นี่เขาคอยสังเกตและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเธอขนาดนี้เชียวหรือ…

“คุณพลีสมองผมทำไม” เขาเลิกคิ้ว

“พี่ภักดิ์จำได้ด้วยเหรอคะว่าเวลาที่พลีสมาที่นี่พลีสชอบทานอะไร”

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนเพิ่งรู้ตัว “คุณท่านบอกผมไว้”

นึกอยู่แล้วเชียว…พาขวัญคิดต่อในใจ

ทีแรกเธอก็เผลอคิดไปว่าภวิลเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับเธอด้วยตัวเขาเอง แต่ความจริงแล้วพิธานเป็นคนป้อนข้อมูลให้เขาต่างหาก เพราะแบบนี้แหละเธอถึงได้คิดว่าเขาเป็นหุ่นยนต์ของพ่อ!

 

ภวิลสั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นมาทานที่ห้องทำงานส่วนตัวกับพาขวัญสองคน ทั้งคู่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก แต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังเขาก็ดูแลเธอเป็นอย่างดีโดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอจนหญิงสาวแทบไม่ได้หยิบจับอะไรด้วยตัวเอง นี่ถ้าป้อนเธอได้ เขาคงจะป้อนเธอไปแล้ว

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ให้พาขวัญนั่งเล่นอยู่ในห้องทำงานไปพลางๆ ก่อนที่เขาจะออกไปคุยงานกับราเมศ และติดตามงานกับทีมงานต่ออีกเล็กน้อยแล้วกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้งในเวลาเกือบสี่โมงเย็นซึ่งขณะที่นั่งรอเขานั้นเธอก็เตรียมการสอนสำหรับพรุ่งนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

พอภวิลขับรถมาส่งพาขวัญที่บ้านวงศ์วรารมย์ พิธานก็ชักชวนให้เขาอยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันต่อราวกับว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยสักนาที วันนี้พาขวัญจึงต้องเจอหน้าภวิลแทบทั้งวัน แต่มันก็ช่วยให้เธอกับเขาคุ้นเคยกันและสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้นโดยที่เธอแทบไม่รู้ตัว

“ไปประชุมกับพี่ภักดิ์เป็นยังไงบ้าง สนุกมั้ยน้องพลีส”

พิธานชวนคุยขณะทานอาหารเย็นร่วมกันสามคน ในเวลานี้อติกันต์ยังไม่กลับบ้านและโดยปกติคุณอาหนุ่มก็ไม่ค่อยทานอาหารเย็นที่นี่อยู่แล้ว ถ้าผับไม่ปิดอย่าคิดว่าจะได้เห็นหน้าอติกันต์

“สนุกที่ไหนกันคะคุณพ่อ” พูดถึงเรื่องงานที่บริษัทแล้วพาขวัญก็เซ็งจนแทบจะวางช้อนลง เธอสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะเล่าน้ำไหลไฟดับ “ไม่ใช่ว่าพลีสเป็นพวกเกเรงาน หนักไม่เอาเบาไม่สู้นะคะ แต่งานที่บริษัทไม่ใช่ทางของพลีสจริงๆ ตอนประชุมนี่พลีสปวดหัวจนแทบจะขอยาดมจากคุณนกแล้ว”

พิธานหัวเราะราวกับเป็นเรื่องขบขัน ท่านรู้อยู่แล้วว่าพาขวัญไม่ชอบงานที่บริษัทมากแค่ไหน แต่ที่ท่านอยากให้เธอไปประชุมไม่ใช่แค่เพราะอยากให้มีเวลาใกล้ชิดกับภวิล แต่ยังอยากให้เธอรู้ด้วยตัวเองว่าเธอไม่สามารถแบกรับหน้าที่ดูแลบริษัทได้และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ภวิลมาดูแลแทน แน่นอน…นี่คือแผนการที่ท่านต้องการเร่งให้เธอตัดสินใจแต่งงานกับภวิลเร็วขึ้นอย่างที่เธออาจจะยังไม่รู้ตัว

“พลีสบอกเลยนะคะว่าพลีสจะไม่ขอรับผิดชอบงานในบริษัทไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น”

พาขวัญรีบออกตัวก่อนที่พิธานจะกดดันให้เธอไปช่วยงานภวิลที่บริษัทอีก เธอไม่อยากไปทำงานที่นั่น หญิงสาวคิดว่างานออร์แกไนเซอร์ไม่เข้ากับเธอเลย เธอไม่ชอบทำงานภายใต้แรงกดดันที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ไม่ชอบการโต้เถียง และไม่ชอบการชิงดีชิงเด่นกัน เมื่อเห็นแล้วว่าภวิลสามารถทำหน้าที่บริหารบริษัทได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพสูงสุด เธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้เขาทำหน้าที่นี้ต่อไป

“งั้นก็ถามพี่ภักดิ์ดูสิว่าเขาจะยอมให้น้องพลีสเอาเปรียบหรือเปล่า”

“พลีสไม่ได้จะเอาเปรียบพี่ภักดิ์นะคะ ก็พี่ภักดิ์เขาถนัดทำงานด้านนี้เองนี่นา”

“แต่เขาก็ต้องทำงานแทนน้องพลีสไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นน้องพลีสก็ต้องไปทำเอง”

พาขวัญเถียงไม่ออก เธอมองไปทางภวิล แต่เขาไม่ช่วยพูด แถมยังจงใจนั่งเงียบอีกต่างหาก

“พลีสสัญญานะคะว่าจะตั้งใจทำงานในส่วนของพลีส นั่นคือโรงเรียนสอนการแสดง และจะช่วยดูแลความเรียบร้อยในบ้านเราทุกอย่างเลยค่ะ”

“ถามพี่ภักดิ์เขา…”

พิธานยังยืนยันคำเดิม ทำให้พาขวัญต้องหันไปมองหน้าภวิลอีกครั้ง

“ผมตามใจคุณพลีส เพราะคุณพลีสจะไปทำงานที่บริษัทหรือเปล่าก็คงมีค่าเท่ากัน”

“พี่ภักดิ์! ว่าเค้าไร้ประโยชน์เหรอ”

พาขวัญไม่คิดเลยว่าภวิลจะตอบกลับมาด้วยสีหน้านิ่งๆ แบบนี้ แต่พิธานกลับหัวเราะชอบใจจนเธออดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองคนเข้าข้างกันดีเสียจริงๆ ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ใครเป็นลูกแท้ๆ ของท่านกันแน่

“มาคุยกันแบบใช้เหตุผลและเป็นผู้ใหญ่กันดีกว่า” พิธานวกเข้าประเด็นสำคัญเมื่อเห็นว่าทั้งภวิลและพาขวัญมองสถานการณ์ได้อย่างแจ่มชัดแล้ว “เรื่องในอนาคตของน้องพลีสกับพี่ภักดิ์…”

ประโยคนั้นทำให้ภวิลกับพาขวัญมองหน้ากัน หญิงสาวรู้สึกเหมือนกลืนข้าวไม่ลงเสียดื้อๆ ไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจภวิล แต่เธอไม่คิดว่าพิธานจะพูดเรื่องนี้บนโต๊ะอาหารและต่อหน้าเขาด้วย

“น้องพลีสจะว่ายังไง”

“ทำไมถามพลีสล่ะคะ”

“ก็พี่ภักดิ์เขาตอบตกลงนานแล้ว”

คราวนี้ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงอย่างฉับพลัน พาขวัญทั้งเขินทั้งอายจนอยากจะลุกหนีไปดื้อๆ แต่เธอไม่อยากทำตัวเป็นเด็กไร้เหตุผลที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา…ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องนี้มันก็ไม่เชิงว่าเป็นปัญหาด้วย เพียงแต่เธออายหากต้องนั่งพูดคุยกันตรงๆ

“น้องพลีสอยากไปดูแลบริษัทเองมั้ย” พิธานถามได้ถูกจุดเสมอ

หากถามว่าพาขวัญอยากแต่งงานกับภวิลหรือไม่ ท่านคงได้รับคำตอบว่า ‘ไม่’ แต่ถ้าถามแบบนี้สุดท้ายแล้วบทสรุปก็คือเธอจะแต่งงานกับภวิล เพราะถ้าเธอไม่ต้องการดูแลบริษัทเองก็จำเป็นที่จะต้องให้ภวิลมาดูแล และหากต้องการความจงรักภักดีจากเขามากที่สุด เธอก็ต้องมีอนาคตร่วมกับเขา

“คุณพ่อก็น่าจะรู้คำตอบ” พาขวัญตอบอ้อมๆ

หากต้องให้หญิงสาวเลือกบริหารบริษัทกับแต่งงานกับภวิลและให้เขาบริหารงานแทน เธอคิดว่าตัวเลือกหลังน่าสนใจกว่า มันไม่ใช่เพราะเธอเกียจคร้านไม่อยากทำงานหรืออยากได้ภวิลเป็นสามีจนตัวสั่น แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลรวมๆ อย่างถ่องแท้แล้วเธอก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม…นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอคิดว่าการแต่งงานกับภวิลเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“แต่พลีสก็ยังไม่ได้อยากแต่งงานในเร็วๆ นี้นะคะ เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าถ้าพลีสแต่งงานกับพี่ภักดิ์จริงๆ แล้วทุกอย่างมันจะโอเค” พาขวัญพยายามต่อรอง “พลีสคงรู้สึกแย่มากหากชีวิตหลังแต่งงานไม่มีความสุขเลย ฉะนั้นพลีสจะแต่งงานกับพี่ภักดิ์ก็ต่อเมื่อพลีสรักพี่ภักดิ์แล้วเท่านั้น ถ้าพี่ภักดิ์เป็นคนดีจริงอย่างที่คุณพ่อโฆษณา พลีสก็คงหลงรักพี่ภักดิ์ได้ไม่ยากหรอกมั้งคะ”

พิธานมองหน้าลูกสาวหัวหมอแล้วยิ้มบางๆ ในใจนึกหมั่นไส้ในความฉลาดของเธอที่หาทางยืดเวลาออกไปได้อีกสักระยะ แต่ก็ดี…ท่านก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพ่อที่บังคับจิตใจลูก

อดทนให้เธอยอมตกลงปลงใจด้วยตัวเองอีกสักหน่อย…ท่านรอได้

“ภักดิ์จะว่ายังไง”

“ผมแล้วแต่คุณท่านครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่น้องพลีสว่าก็ได้ ไม่งั้นน้องพลีสจะหาว่าพ่อบังคับอีก”

“ครับคุณท่าน”

ครับคุณท่าน…อีกแล้ว!

พาขวัญคิดในใจและค่อนขอดภวิลว่าเขาช่างเหมือนหุ่นยนต์ที่ทำตามใจพ่อเธอทุกอย่างจริงๆ

“ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง ฮึ? น้องพลีส” พิธานถามเมื่อหันไปเห็นลูกสาวแอบเบ้ปากเบาๆ ราวกับกำลังหมั่นไส้ใครสักคน ท่าทางของเธอนี่มันน่าดึงแก้มสักทีจริงๆ

“เปล่าค่ะ พลีสแค่คิดว่าพี่ภักดิ์นี่เป็นคนดีจังเลยนะคะ คุณพ่อพูดอะไรสั่งอะไรก็ไม่เคยคัดค้านเลย มีแต่ครับๆๆ เหมือนหุ่นยนต์ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ไม่มีผิด”

“ถ้าพี่ภักดิ์เขาเป็นหุ่นยนต์จริงๆ เขาก็เป็นหุ่นยนต์ที่มีโปรแกรมที่ดีที่สุด เพอร์เฟ็กต์ที่สุด ดูดีที่สุด และผู้หญิงทั้งประเทศต้องการเป็นเจ้าของเขาโดยไม่มีเงื่อนไขเหมือนน้องพลีส”

พิธานออกตัวปกป้องภวิลเต็มที่ พาขวัญได้แต่ทำปากคว่ำแล้วมองภวิลอย่างขัดใจที่เขาดึงพิธานไปเป็นพรรคพวกจนลูกสาวอย่างเธอกลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบไปแล้ว!

 

หลังทานอาหารเย็นร่วมกันแล้วทั้งสามคนก็นั่งพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนที่ภวิลจะขอตัวกลับ พาขวัญขอตัวขึ้นห้อง ส่วนพิธานเดินมาส่งชายหนุ่มที่รถ แม้หญิงสาวจะคอยขัดคอภวิลบ้าง แต่ก็ทำอย่างเด็กๆ ที่ไม่ได้คิดจริงจังอะไรมาก ท่านเห็นแววว่าคู่นี้น่าจะพอลงเอยกันได้

อย่างน้อยๆ พาขวัญก็ยอมรับปากว่าจะศึกษาดูใจกับภวิลจริงๆ จังๆ แล้ว พิธานคิดว่าต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับชายหนุ่มแล้วว่าจะเอาชนะใจเธอได้หรือไม่

“ขอบคุณมากนะที่วันนี้ช่วยดูแลน้องพลีสอย่างดี แล้วก็ขอบคุณที่อดทนรออย่างใจเย็น แม้ว่าน้องพลีสอาจทำตัวไม่น่ารักกับภักดิ์ไปบ้าง แต่ภักดิ์อย่าถือสาน้องเลยนะ บางทีน้องก็ยังมีมุมที่เหมือนเด็กๆ อยู่”

พิธานตบไหล่ภวิลเบาๆ พาขวัญมีทั้งมุมที่เป็นเด็กและเป็นผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากจะเผยด้านเด็กๆ กับคนที่สนิทใจเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าภวิลจะเป็นหนึ่งในนั้นโดยที่เจ้าตัวเองก็อาจยังไม่รู้ตัว

“คุณพลีสน่ารักสำหรับผมเสมอครับ”

ภวิลตอบเสียงเรียบ เขาไม่ได้พูดเพื่อเอาใจพิธาน เพราะชายหนุ่มรู้สึกเช่นนี้เสมอมา..อย่างวันนี้ตอนอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวด้วยกัน เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาดูแลแต่ฝ่ายเดียว หากยังช่วยดูแลเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วย ที่สำคัญเธอยังจับสังเกตได้ว่าเขารับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอ

ซึ่งทุกอย่างที่ภวิลรู้นั้นไม่ใช่เพราะพิธานป้อนข้อมูลให้เขาอย่างที่เขาบอกเธอและเธอก็น่าจะเข้าใจไปแบบนั้น แต่เป็นเพราะเขาเฝ้ามองเธอมาตลอดต่างหาก

“ภักดิ์…จะบอกเรื่องในอดีตกับน้องพลีสมั้ย”

พิธานตัดสินใจถามแม้จะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นว่าภวิลกับพาขวัญมีแนวโน้มที่จะลงเอยกัน ท่านก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นกำแพงระหว่างทั้งสองคน และกลัวว่าหากพาขวัญมารู้ทีหลังอาจจะรู้สึกไม่ดี ไม่ใช่ว่าท่านมองว่าพาขวัญเป็นคนไร้เหตุผล แต่ท่านกลัวว่าเธอจะน้อยใจที่ภวิลมีความลับกับเธอ

“ฉันขอโทษที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา”

พิธานพูดต่อเมื่อเห็นภวิลเงียบไปและดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจก็ไหววูบไปครู่หนึ่งก่อนที่มันจะกลับมานิ่งดังเดิม…ท่านรู้ว่าเขาสะเทือนใจกับเรื่องนี้

“ฉันไม่ได้บังคับว่าภักดิ์ต้องบอก ถ้าภักดิ์ไม่อยากพูดถึงมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าภักดิ์อยากจะบอกน้องพลีสแล้วไม่กล้าพูดเองเพราะมันเป็นบาดแผลในใจ ฉันก็จะช่วยอธิบายให้น้องพลีสเข้าใจเอง”

“ผมจะเป็นคนบอกคุณพลีสเองครับ แต่ผมขอเวลาอีกหน่อย” ภวิลบอกและเขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริงๆ เพียงแต่เขาอยากรอเวลาให้พาขวัญเปิดใจและให้ตนเองพร้อมกว่านี้

“งั้นภักดิ์ก็กลับเถอะ ขับรถดีๆ นะ”

“ครับคุณท่าน” ชายหนุ่มยกมือไหว้พิธานก่อนจะเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไป คำตอบของเขายิ่งทำให้พิธานมั่นใจว่าภวิลหลงรักลูกสาวท่านและเขาจะดูแลเธอได้อย่างดีที่สุด

 

 

บทที่ 8

ศัตรูคู่แค้น

 

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมผงสูตรใหม่ของแบรนด์ดังที่ภวิลต้องมาควบคุมงานด้วยตัวเองจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันเสาร์ ณ กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง

พาขวัญพานักเรียนมาเตรียมตัวตั้งแต่บ่ายเพราะเด็กทั้งสิบชีวิตเพิ่งจะอายุห้าขวบ แต่ละคนยังไม่ชินกับเวทีใหญ่ๆ จะเคยขึ้นแสดงมาบ้างก็แค่ในงานโรงเรียนเท่านั้น ดังนั้นเธออยากให้เด็กๆ ได้มาเตรียมตัว แต่งหน้า ทำผม เปลี่ยนชุด ขึ้นซ้อมบนเวทีจริง และทำสมาธิก่อนขึ้นแสดงเพื่อไม่ให้เด็กๆ ตื่นเวทีจนเกินไป

งานนี้มีผู้ปกครองของเด็กๆ มารอชื่นชมการแสดงของลูกหลานอยู่ด้านหน้าเวทีอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ภวิลเองเมื่อดูความเรียบร้อยของสถานที่ คิวการขึ้นเวที และต้อนรับสื่อมวลชนแล้วก็ไม่ลืมที่จะแวะเข้าไปดูพาขวัญที่อยู่หลังเวทีด้วย เขาอดเป็นห่วงเธอไม่ได้เหมือนกัน

ชายหนุ่มเคยพูดไว้ว่าอยากเห็นเวลาหญิงสาวทำงานและเขาก็ได้เห็นจนสมใจ…ไม่รู้ว่าเขาหลงใหลในตัวเธอมากเกินไปหรือเปล่า เวลาเห็นเธอทำงานถึงได้รู้สึกชื่นชมเธออย่างบอกไม่ถูก

เด็กๆ วัยห้าขวบเป็นวัยที่กำลังซุกซน อยากเรียนรู้ ตกใจง่าย และไวต่อสิ่งเร้ารอบข้าง แต่พาขวัญก็สามารถดึงความสนใจของเด็กๆ มาไว้ที่เธอได้ ควบคุมเด็กๆ ให้อยู่กันอย่างเป็นระเบียบ ขณะเดียวกันก็ตกลงคิวขึ้นเวทีกับทีมงานได้อย่างมืออาชีพแม้ว่าทางทีมงานจะขอเลื่อนเวลาการแสดงเข้ามาจากที่เคยคุยกันไว้เกือบยี่สิบนาที เวลาเธอคุยกับผู้ใหญ่บุคลิกก็จะเป็นผู้ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความนุ่มนวลอ่อนหวาน เวลาคุยกับเด็กๆ เธอจะสดใส ดูเป็นพี่สาวใจดี อ่อนโยนจนทำให้เด็กๆ ไม่เกร็ง และยังเป็นธรรมชาติ

สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ความจริงแล้วมันไม่ง่ายเลย ภวิลเคยต้องคอยกำกับเด็กๆ บนเวทีมาก่อน แค่ให้เด็กเดินบนเวทีไปตามจุดที่มาร์กเอาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้ว

เขาเชื่อแล้วว่าคนเราจะทำงานได้ดีและมีความสุขเมื่อได้ทำในสิ่งที่รักและถนัด…ก็คงเหมือนกับเขาที่ถ้าให้สลับงานกับพาขวัญ ไม่ใช่แค่เธอที่จะไม่รอด แต่เขาเองก็อาจจะไม่รอดเหมือนกัน

“พี่ภักดิ์มีอะไรหรือเปล่าคะ”

พาขวัญละสายตาจากเด็กๆ ไปมองภวิลเมื่อรู้สึกว่าถูกใครจ้องมองอยู่และประหม่าเล็กน้อยเมื่อถูกสายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้อง นี่เขามาแอบยืนมองเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่แวะมาดูความเรียบร้อย ทุกอย่างโอเคใช่มั้ย” ภวิลตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เป็นงานเป็นการ และไม่มีทางยอมรับว่าเขาตั้งใจมาแอบมองเธอ

“โอเคค่ะ ดีนะคะที่พลีสพาเด็กๆ มาเตรียมตัวก่อน พอถูกเลื่อนเวลาก็เลยไม่มีปัญหาอะไร”

“ผมต้องขอโทษแทนทีมงานด้วย ดาราที่เราขอคิวไปเขาจะมาเลต ผมก็เลยต้องเลื่อนคิวเด็กๆ ขึ้นมาก่อน” ภวิลชี้แจง ทีแรกคิวที่วางไว้จะให้ดาราพรีเซ็นเตอร์เดินโชว์ตัวก่อนแล้วให้เด็กๆ ขึ้นแสดง จากนั้นจะเป็นการพูดคุยกันระหว่างพิธีกรกับดารา แต่พอดารามาช้าเขาก็จำเป็นต้องสลับคิวการแสดง

“ไม่เป็นไรค่ะ พลีสเข้าใจ”

พาขวัญบอกเขาพร้อมรอยยิ้ม การแสดงหรืองานอีเวนต์แบบนี้ต่อให้วางแผนมาดีหรือรัดกุมแค่ไหนก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เสมอ แต่มันอยู่ที่ว่าคนดูแลงานจะควบคุมสถานการณ์และจัดการออกมาได้ดีแค่ไหน เธอเองก็พอมีประสบการณ์มาบ้าง จะไม่เข้าใจความจำเป็นของเขาได้ยังไง

“ใครเหรอคะคุณครู”

“แฟนคุณครูเหรอคะ”

“หนูเห็นพี่เขายืนมองคุณครูนานแล้วค่ะ”

เด็กๆ ที่นั่งรอขึ้นไปแสดงอยู่ด้านหลังเวทีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเมื่อพวกเขาเห็นชายหนุ่มเข้ามาคุยกับพาขวัญ แล้วทั้งสองคนก็มีท่าทีเหมือนสนิทสนมกันมาก่อน

“เอ่อ…ไม่ใช่ค่ะ พี่ภักดิ์เขาเป็นคนจ้างทุกคนมาแสดงวันนี้ไง สวัสดีพี่ภักดิ์สิคะ” พาขวัญแก้ตัวและบอกให้เด็กๆ ยกมือไหว้ภวิลกลบเกลื่อนความเขินอายเมื่อถูกทักว่าเป็นคนรักของเขา

“สวัสดีค่าาา” เด็กๆ ยกมือไหว้อย่างพร้อมเพรียงกัน

“สวัสดีครับ” เขายกมือรับไหว้พร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย จะว่าไปเด็กๆ เหล่านี้ก็ทำให้เขานึกถึงพาขวัญตอนที่ยังเป็นเด็กเหมือนกัน เขาจึงหันไปพูดกับเธอ “เด็กๆ น่ารักดีนะ ฉลาดด้วย”

พาขวัญแทบวางตัวไม่ถูกเมื่อสายตาของภวิลจ้องลึกลงมาในดวงตาเธอ ที่เขาชมว่าลูกศิษย์ของหญิงสาวฉลาดเป็นเพราะเด็กๆ ตั้งคำถามว่าเขากับเธอเป็นแฟนกันใช่หรือเปล่า

ทว่า…พาขวัญยังไม่ทันได้ถามและยังไม่ได้หาคำตอบ ทีมงานที่ควบคุมคิวการแสดงก็เข้ามาบอกว่าอีกสิบนาทีจะให้เด็กๆ ขึ้นไปแสดงแล้ว เธอจึงขอให้ภวิลออกไป ก่อนจะชวนเด็กๆ มาทำสมาธิ

 

การแสดงในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะมีสะดุดอยู่บ้างตรงที่เด็กบางคนลืมคิวแสดงและเดินผิดบล็อกกิ้ง แต่พาขวัญที่คอยควบคุมเด็กๆ อยู่ด้านหลังคนดูก็ดึงสมาธิเด็กๆ กลับมาได้โดยไม่ทำให้เด็กๆ ตกใจ

การฝึกซ้อมมาอย่างดี บวกกับการแสดงที่นำเสนอธรรมชาติของเด็กๆ ได้อย่างน่ารักและไม่มากไม่น้อยเกินไปทำให้ผู้ชมปรบมือกันเกรียวกราว ผู้ปกครองของเด็กๆ ชื่นชมในความน่ารักของบุตรหลาน และเจ้าของงานก็ประทับใจมากจนขอเบอร์โทรศัพท์ของพาขวัญเอาไว้เผื่อมีงานต่อไปจะได้ติดต่อเธออีก ภวิลจึงแซวว่าเธอต้องให้ค่านายหน้าเขาแล้วที่ทำให้นักเรียนของเธอจะได้รับงานพิเศษเพิ่ม

หลังสิ้นสุดงานอีเวนต์ ภวิลสั่งให้ทีมงานจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเดินเข้ามาหาพาขวัญที่นั่งรออยู่ เขาอดจะรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้เมื่อเห็นว่าเธอมองเขาเหมือนที่เขาคอยมองเธอ

แต่…ทุกความรู้สึกยังถูกเก็บไว้ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยอยู่เสมอ

“เหนื่อยมั้ย” ภวิลถาม

“พลีสไม่เหนื่อยหรอกค่ะ” พาขวัญยิ้มเมื่อชายหนุ่มถามอย่างห่วงใยทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย “พลีสได้นั่งพักตั้งนานแล้ว พี่ภักดิ์นั่นแหละเหนื่อยมั้ย พลีสเห็นพี่ภักดิ์เดินไปเดินมาไม่หยุดเลย”

“แอบมองผมอยู่ตลอดเลยเหรอ”

“ก็…” พาขวัญชะงักเมื่อถูกย้อนถาม แม้สีหน้าเขาจะเรียบเฉย แต่เธอก็อดเขินอายไม่ได้ หญิงสาวต่อว่าตัวเองในใจที่หลุดปากพูดไปแบบนั้น “พลีสก็จับตามองพี่ภักดิ์แทนคุณพ่อไงคะ เผื่อว่าพี่ภักดิ์จะอู้งาน”

“ครับ” ภวิลรับคำด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่าเขาไม่เชื่อเด็กปากแข็งอย่างเธอ

“พี่ภักดิ์!” พาขวัญทำตาดุใส่คนตัวสูง ระยะหลังๆ มานี้ผู้ชายหน้านิ่งอย่างภวิลขยันปั่นป่วนเธอ ที่เขากล้าทำคงเพราะมีพิธานคอยให้ท้ายอยู่แน่ๆ น่าหมั่นไส้ที่สุดเลย!

“กลับบ้านกันเลยมั้ย คุณพลีสหิวหรือยัง” ภวิลเปลี่ยนเรื่อง

“กลับเลยก็ดีค่ะ พลีสชักจะหิวแล้วล่ะ”

“ซื้อขนมไปกินบนรถมั้ย ห้างนี้มีร้านขนมหวานอร่อยๆ แบบที่คุณพลีสชอบด้วยนะ”

ภวิลจำได้ว่าตอนเด็กๆ พาขวัญชอบกินขนมกับลูกอมมาก ในกระเป๋าเธอมักจะมีขนมกับลูกอมพกอยู่เสมอ เวลาเธอเดินมาเจอเขานั่งเศร้าหรือนั่งเหงาเพราะคิดถึงพ่อกับแม่อยู่คนเดียว เธอก็จะยื่นขนมให้เขาแทนการปลอบใจ ‘จินหนมๆ’ น่าจะเป็นประโยคที่เธอพูดกับเขาบ่อยที่สุดแล้ว

“ทำไมถึงคิดว่าพลีสจะอยากกินขนมบนรถล่ะคะ พลีสยังไม่หิวขนาดนั้นสักหน่อย”

“ตอนเด็กๆ คุณพลีสชอบกินขนมหวานไม่ใช่เหรอ” ภวิลถามพร้อมกับมองใบหน้าอ่อนหวานไปด้วย “เวลาเดินไปเจอใครนั่งเหงาๆ ก็จะยื่นขนมให้แล้วบอกว่า ‘จินหนมๆ’ ”

พาขวัญทำตาโตเมื่อชายหนุ่มพูดล้อเลียนเรื่องในวัยเยาว์ของเธอด้วยสีหน้านิ่งๆ หญิงสาวไม่คิดไม่ฝันเลยว่าภวิลจะจำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอได้มากขนาดนี้

“นี่แน่ะ! อย่ามาล้อเค้านะ” คนตัวเล็กกำหมัดไปทุบแขนคนตัวโตทำให้เขาต้องจับมือเธอเอาไว้ ถึงภวิลจะพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่เธอรู้ว่าเขาล้อเลียนเธอแน่นอน

และภาพที่ทั้งสองกำลังจับไม้จับมือกันก็ตกอยู่ในสายตาของใครอีกคนที่กำลังแอบมองอยู่ ความสนิทสนมของทั้งคู่ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันทำให้เขาไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไปขัดจังหวะ

“น้องพลีส…”

ราเมศข่มความไม่พอใจไว้แล้วทักทายหญิงสาวด้วยรอยยิ้มราวกับว่าเขาบังเอิญผ่านมาเจอเธอทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาจงใจมาที่นี่เพื่อเจอเธอหลังจากเช็กมาอย่างดีแล้วว่าเธอจะมาร่วมงาน

“พี่ราเมศ…เจอกันอีกแล้วนะคะ”

พาขวัญดึงมือออกจากมือของภวิลเบาๆ ซึ่งชายหนุ่มก็ยอมปล่อยแต่โดยดี เธอฝืนยิ้มให้ราเมศตามมารยาทซึ่งเขาก็รับรู้ได้ถึงความห่างเหินที่เธอมอบให้

เทียบกันแล้วเธอคงสนิทกับภวิลมากกว่าเขาซึ่งเป็นคนที่เธอเคยรักทั้งๆ ที่ภวิลก็เป็นแค่ ‘เด็กในบ้าน’ ที่พ่อเธอรับเลี้ยงเอาไว้ด้วยความสงสารเท่านั้น…ไม่มีอะไรคู่ควรกับเธอเลย

“ต้องเรียกว่าดวงสมพงศ์กันแล้วนะ” ราเมศพูดกับหญิงสาวโดยไม่มองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ราวกับไม่อยากมองหน้าภวิลให้หงุดหงิดใจ “เย็นแล้ว เราไปหาอะไรทานกันมั้ย เดี๋ยวพี่เลี้ยงน้องพลีสเอง”

“แต่ว่า…”

“ไปกันสองคนจะได้ไม่ต้องรบกวนคุณภักดิ์” ราเมศพูดแทรกขึ้นเมื่อเห็นเธอลังเลแถมยังมองภวิลเหมือนจะขอคำปรึกษา “ทานข้าวเสร็จเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งน้องพลีสที่บ้านเอง จะได้ไปไหว้คุณพ่อด้วย”

“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ พลีสบอกคุณพ่อเอาไว้แล้วว่าจะกลับบ้านไปทานอาหารเย็นกับท่าน แล้วพี่ภักดิ์ก็มีธุระต้องเข้าไปคุยกับคุณพ่อด้วย ยังไงเราก็ต้องกลับพร้อมกันอยู่แล้ว” พาขวัญบอกโดยไม่ต้องให้ภวิลเป็นฝ่ายพูดเพราะอาจทำให้ราเมศขุ่นเคืองเขาแล้วมีผลกับการทำงานในอนาคต

เพียงประโยคเดียวของเธอก็ทำให้ราเมศหมดข้อโต้แย้งในทันที เขาจะขอไปทานข้าวด้วยก็ไม่ได้เพราะเธอบอกแล้วว่าภวิลจะเข้าไปคุยธุระ และหากเขาขอตามไปคงจะเสียมารยาท ครั้นจะขอไปส่งก็คงไม่ได้เพราะเธอคงบอกว่าภวิลจะไปที่นั่นอยู่แล้ว เธอกลับกับภวิลก็ได้ จะได้ไม่รบกวนเขา

ราเมศก็อยากจะชื่นชมในไหวพริบของพาขวัญอยู่หรอกนะที่เธอปฏิเสธเขาทางอ้อมได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค แต่เขาชื่นชมไม่ลงเพราะเธอกำลังปิดโอกาสไม่ให้เขาได้เริ่มต้นใหม่กับเธอ ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเธอคงมีใจให้เด็กในบ้านอย่างภวิลอยู่เป็นแน่ เขาไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าเธอจะยอมลดตัวลงไปหาอีกฝ่ายแบบนี้

“งั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้ แต่…น้องพลีสก็อย่าไว้ใจคนบางคนแถวๆ นี้มากนักนะ เห็นเขานิ่งๆ ท่าทางไม่มีอะไร แต่ที่จริงเขาอาจจะเป็นพวกอันธพาลและเลวร้ายกว่าที่น้องพลีสคิดเอาไว้ก็ได้”

เป็นอีกครั้งที่ราเมศมองภวิลด้วยสายตาโกรธแค้นก่อนจะเดินออกไป ทำให้พาขวัญสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขามากยิ่งขึ้นไปอีก ระหว่างภวิลกับราเมศต้องเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนแน่ๆ สายตาที่ราเมศมองภวิลมันดูเจ็บแค้นมากเกินกว่าจะไม่พอใจที่ภวิลขัดขวางไม่ให้เขาได้ใกล้ชิดเธอ

ถึงกระนั้นพาขวัญก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

 

กระทั่งภวิลกำลังขับรถพาเธอกลับไปที่บ้านวงศ์วรารมย์และระหว่างเธอกับเขาก็เงียบมานานจนหญิงสาวเริ่มรู้สึกอึดอัดใจ

“พลีสถามจริงๆ นะคะ พี่ภักดิ์กับพี่ราเมศเคยมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อนหรือเปล่าคะ”

หญิงสาวตัดสินใจถามภวิลและครั้งนี้เธอคิดว่าเขาควรจะตอบ เพราะเธอไม่อยากมีอะไรค้างคาในใจเกี่ยวกับตัวเขา ทั้งสองกำลังศึกษาดูใจกัน เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะรับรู้เรื่องนี้

“เขาคงไม่ชอบที่ผมใกล้ชิดคุณพลีสเพราะเขาอยากกลับมาคืนดีกับคุณพลีสล่ะมั้ง”

“แล้วเรื่องที่เขาพูดว่าพี่ภักดิ์เป็นอันธพาลอะไรนั่นล่ะคะ”

“คุณพลีสเชื่อเขาเหรอ…ผมคิดว่าคุณพลีสไม่ควรจะฟังหรือให้ราคาคำพูดยุยงของคนที่เคยบอกเลิกคุณพลีส แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็เปลี่ยนใจอยากกลับมาหาคุณพลีสอีกรอบนะ”

“พี่ภักดิ์! พี่ภักดิ์รู้ว่าพี่ราเมศบอกเลิกพลีสด้วยเหรอ”

“ทำไมผมจะไม่รู้ ช่วงนั้นน่ะ เวลาผมกลับไปที่บ้านใครๆ เขาก็พูดกัน”

ภวิลพูดราวกับว่าเขาบังเอิญไปได้ยินคนในบ้านพูดคุยกันเอง แต่ความจริงเขารับรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเธอมาโดยตลอด แต่…คำพูดแทงใจดำนั้นก็ช่วยให้พาขวัญเงียบไปในทันที

นั่นสิ! เธอจะเชื่อคำพูดของผู้ชายอย่างราเมศไปทำไม

“งานวันนี้คุณพลีสคิดว่าเป็นยังไงบ้าง โอเคหรือเปล่า” ภวิลเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากให้เรื่องราเมศมาทำให้เสียความรู้สึกทั้งๆ ที่วันนี้บรรยากาศระหว่างเธอกับเขากำลังดีขึ้นแล้ว

“ก็ดีค่ะ” พาขวัญตอบ หญิงสาวกำลังปรับสภาพอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ “เด็กๆ สนุกและมีความสุขกันมาก ผู้ปกครองก็ชื่นชมที่เด็กๆ ทำออกมาได้ดี แล้วเจ้าของงานเขาว่ายังไงบ้างคะ”

“อย่างที่เขาบอกคุณพลีสนั่นแหละ เขาชอบมาก งานหน้าก็อยากให้นักเรียนของคุณพลีสมาแสดงอีก”

“จริงเหรอคะ” พาขวัญถามด้วยรอยยิ้มดีใจราวกับลืมเรื่องราเมศที่เคยทำให้เธออารมณ์เสียไปแล้ว

“ครับ ไว้ถ้ามีงาน ผมจะบอกคุณพลีสอีกที จะว่าไป…คุณพลีสก็เก่งเหมือนกันนะ”

ภวิลชื่นชมหญิงสาวจากใจจริง เขารู้ว่าการจะควบคุมและฝึกสอนให้เด็กๆ ทำการแสดงบนเวทีได้อย่างน่ารัก สวยงาม และยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกอย่างเธอก็ต้องเก่งและมีความสามารถพอตัว ไม่อย่างนั้นผู้ปกครองคงไม่ยอมให้เธอพาเด็กๆ มาแสดงในงานนี้

“พลีสยังไม่ได้เก่งอะไรเท่าไหร่หรอกค่ะ ก็ต้องฝึกไปเรื่อยๆ เหมือนกัน พลีสอาจจะดูไม่เอาไหนเวลาไปที่บริษัทกับพี่ภักดิ์นะคะ แต่เวลาที่พลีสได้ทำงานที่พลีสชอบ พลีสก็พอจะเอาตัวรอดได้นะ”

ภวิลไม่พูดอะไร แต่สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าเห็นด้วยกับเธอ ในใจก็นึกชื่นชมที่เธอมีความสามารถ เกิดมาพร้อมกับความเพียบพร้อม แต่เป็นคนถ่อมตัวและยังพร้อมจะรับฟังผู้อื่นเสมอ

“แล้วพี่ภักดิ์ล่ะคะ ชอบอะไร”

“ผมก็คง…ชอบทำงานล่ะมั้ง”

ภวิลตอบราวกับว่าตนเองไม่มีจุดหมายและเขารู้ว่าพาขวัญคงค่อนขอดในใจว่าเขาเหมือนหุ่นยนต์อีกแน่ๆ แต่ความจริงแล้วเขาก็มีเป้าหมายในชีวิตเช่นกัน…ชายหนุ่มชอบและรักที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้พิธานกับเธอพอใจ เพราะความสุขของเธอกับพิธานก็คือความสุขของเขา

ไม่นาน…ภวิลก็ขับรถมาถึงบ้านวงศ์วรารมย์ คืนนี้พิธานออกมายืนรอต้อนรับทั้งสองคนอย่างอารมณ์ดี พอลงจากรถพาขวัญก็ตรงเข้าไปอ้อนบิดาด้วยการกอดและหอมแก้มอย่างที่ทำเป็นประจำ

ภวิลมองภาพนั้นด้วยใบหน้าหล่อเหลานิ่งเรียบ แต่สายตาเปี่ยมสุขเหมือนทุกครั้ง

“ลูกสาวคนนี้อ้อนพ่อเป็นเด็กๆ ไปได้ ไม่อายพี่ภักดิ์เขาบ้างเหรอ”

“อายทำไมคะ พี่ภักดิ์เขาเห็นจนชินแล้วมั้ง”

พิธานหยิกแก้มลูกสาวด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะหันไปรับไหว้ภวิล

“วันนี้ภักดิ์อยู่ทานข้าวด้วยกันนะ ฉันให้รุจาเตรียมกับข้าวไว้เผื่อภักดิ์ด้วย”

“ครับ”

“แล้ววันนี้น้องพลีสพาเด็กๆ ไปออกงานเป็นยังไงบ้าง ฮึ?”

พิธานชวนคุยขณะที่ทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องทานอาหารพร้อมกัน

“ก็ดีค่ะคุณพ่อ คนดูชอบใจกันใหญ่ ปรบมือกันเกรียวกราวเลยนะคะ เด็กๆ ก็แฮปปี้ ผู้ปกครองของเด็กๆ ก็ประทับใจ เจ้าของงานยังชมเลยว่าเด็กๆ น่ารักมากกก แล้วก็ขอเบอร์พลีสเอาไว้เผื่อว่างานหน้าจะให้เด็กๆ ไปแสดงอีก” พาขวัญพูดเจื้อยแจ้วเสียงใสจนพิธานยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“โม้หรือเปล่าเนี่ยเรา”

“พลีสไม่ได้โม้นะคะ ไม่เชื่อคุณพ่อก็ถามพี่ภักดิ์ดูสิ” พาขวัญรีบหาพยาน

“ครับ” ภวิลรับคำเมื่อพิธานมองมาทางเขา

ทั้งสามคนเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พิธานนั่งที่หัวโต๊ะ ส่วนภวิลกับพาขวัญนั่งตรงข้ามกันทางซ้ายมือและขวามือของพิธาน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยความสงบสุข

“จริงสิ! คืนพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงที่บ้านนันทิวัฒน์นะ แต่ปีนี้พ่อว่าจะไม่ไป งานนี้น้องพลีสต้องไปกับพี่ภักดิ์เขานะลูก” พิธานพูดขึ้นขณะที่ทั้งสามคนกำลังลงมือทานอาหาร

ประโยคนั้นทำให้พาขวัญชะงักเล็กน้อยก่อนจะมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่นั่งตรงกันข้าม แต่เขาก็ไม่มีท่าทีใดๆ เรื่องที่จะให้หุ่นยนต์อย่างเขาคัดค้านคนป้อนคำสั่งอย่างพ่อเธอน่ะลืมไปได้เลย

“ทำไมคุณพ่อไม่ไปล่ะคะ ทุกทีคุณพ่อก็ไปออกงานเองไม่ใช่เหรอ”

“ทุกทีพ่อไปกับพี่ภักดิ์ แล้วน้องพลีสก็แทบไม่ค่อยออกงานเลยไง ปีนี้น้องพลีสถึงต้องไปและเริ่มหัดออกงานบ้าง เพราะพ่ออายุมากขึ้นทุกวัน ต่อไปน้องพลีสก็ต้องไปออกงานแทนอยู่แล้ว นี่ไม่ไปทำงานที่บริษัทช่วยพี่ภักดิ์เขาแล้วยังจะปล่อยให้เขาไปออกงานคนเดียวอีกเหรอ” พิธานพูดเสียงดุนิดๆ เพื่อให้เธอเข้าใจว่าเหตุผลหนึ่งในการไปออกงานสังคมเพื่อพบปะกับคนในแวดวงเดียวกันมันเป็น ‘หน้าที่’

“พลีสไม่ได้จะเอาเปรียบพี่ภักดิ์นะคะ แต่คุณพ่อไม่บอกพลีสล่วงหน้าก่อน”

“พ่อก็กำลังบอกอยู่นี่ไง”

“งั้นปีนี้คุณพ่อไปด้วยกันก่อนได้มั้ยคะ ไปด้วยกันสามคนสนุกดีออก”

พิธานยิ้มขำกับความพยายามของลูกสาวที่ชักชวนให้ท่านไปร่วมงานด้วยเหมือนเด็กๆ ชวนเพื่อนไปเที่ยว ท่านรู้ดีว่าข่าวที่หลุดออกมาคงทำให้เธอไม่อยากไปออกงานกับภวิลตามลำพัง

“ไม่ได้หรอก เพราะวันมะรืนพ่อจะไปญี่ปุ่นกับเพื่อน พ่อจะเก็บแรงไปเที่ยวญี่ปุ่น”

“อะไรกันคะ คุณพ่อไม่เห็นบอกพลีสเลยว่าจะไปญี่ปุ่น!” พาขวัญงุนงงสุดขีด ปกติพิธานจะไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่กลับบ้านก็มักจะบอกเธอล่วงหน้าเสมอเพื่อไม่ให้เธอเป็นห่วง “อีกอย่างปีนี้สุขภาพของคุณพ่อก็ไม่ค่อยดีด้วยนะคะ จะไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ไง แล้วไปกับใครบ้างคะเนี่ย”

“ไปกับพวกลุงๆ ที่เคยมากินข้าวที่บ้านเราไง น้องพลีสก็รู้จักดี พวกนั้นเพิ่งชวนพ่อไม่นานนี้เอง คงเห็นว่าพ่ออุดอู้ไม่ได้ออกไปไหนถึงอยากชวนไปเที่ยวตามประสาหนุ่มใหญ่หัวใจเฟี้ยวฟ้าว” พิธานพูดอย่างอารมณ์ดี “แต่น้องพลีสไม่ต้องห่วงพ่อหรอก เราไปกันตั้งหลายคน แต่ละคนยังแข็งแรงกันทั้งนั้น อีกอย่างพ่อก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ยังแข็งแรงดี บางทีไปเที่ยวกลับมาอาจจะแข็งแรงกว่าเดิมก็ได้”

“แต่…คุณพ่อไปงานเลี้ยงกับพลีสก่อนก็ได้นี่คะ”

“พ่อบอกแล้วไงว่าจะเก็บแรงเอาไว้เที่ยว” พิธานยังยืนยันว่ายังไงท่านก็จะให้เธอไปออกงานกับภวิลสองคน “ทำไมเหรอ น้องพลีสไม่กล้าไปออกงานกับพี่ภักดิ์เขาสองคนหรือไง กลัวอะไร ฮึ?”

“พลีสไม่ได้กลัวนะคะ”

พาขวัญรีบปฏิเสธเมื่อถูกถามแทงใจดำ หญิงสาวไม่ได้กลัวภวิล แต่เธอแค่ไม่อยากไปออกงานกับเขาตามลำพังเพราะรู้ว่าพิธานอยากให้เธอควงเขาไปเปิดตัวเพื่อยืนยันข่าวที่ออกมาและท่านคงอยากให้ทั้งสองคนมีเวลาใกล้ชิดกัน…เห็นนิ่งๆ เงียบๆ แบบนี้พ่อเธอมีแผนการเพียบอย่าบอกใครเชียว!

“แล้วน้องพลีสติดขัดอะไรล่ะลูก”

“เปล่าค่ะคุณพ่อ”

ในที่สุดหญิงสาวก็ตอบตกลงที่จะไปงานเลี้ยงดังกล่าว เพราะปฏิเสธไปพิธานก็ต้องหาทางตะล่อมให้เธอไปงานได้อยู่ดี อีกอย่างเธอก็รับปากท่านไปแล้วว่าจะลองศึกษาดูใจกับภวิลอย่างที่ท่านขอ

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว…ลองตามน้ำดูสักตั้งก็แล้วกัน!

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Editor Jamsai: