X
    Categories: The Endless | เล่ห์ก(า)ลWith Loveทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน The Endless | เล่ห์ก(า)ล บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 3 นางเอกคนอื่นเขาย้อนอดีตกัน มีแต่เธอที่ทะลึ่งพุ่งมาอนาคต

“นี่ห้องนอนของเรา”

ดวงตากลมโตเหลือร่องรอยความบวมช้ำเพียงเล็กน้อยมองตามมือเรียวซึ่งหลังสแกนนิ้วมือจนได้ยินเสียงดัง ‘ตี๊ด’ ก็ผลักประตูไม้บานหนาที่เด้งถอยไปด้านหลังออกกว้าง จิรปริยาชะโงกใบหน้าเข้าไปก่อนตัว เพียงแค่เห็นบนผนังด้านหนึ่งประดับประดาด้วยกรอบรูปใหญ่เล็กลดหลั่นกันไปก็เผลอห่อปาก อุทานเสียงสูง

ทั้งหมดนั่น…คือรูปของเธอกับพวกเขาพ่อลูก

ร่างเพรียวในชุดเดรสสีฟ้าอมม่วงเหมือนกลีบไฮเดรนเยียเดินตามการประคองของคนตัวสูงกว่า สำรวจการตกแต่งภายในห้องอย่างช้าๆ ทั้งโซนห้องนั่งเล่น ห้องแต่งตัว ห้องน้ำซึ่งมาพร้อมกับอ่างน้ำวน ไล่ไปจนถึงโซนห้องนอน

ห้องนี้เป็นอีกห้องในบ้านหลังใหญ่ที่ตกแต่งได้สวยเหมือนกับห้องตัวอย่างตามนิตยสาร แม้ภาพรวมทั้งหมดจะไม่ใช่รูปแบบห้องนอนในฝันของเธอ หากแต่สิ่งละอันพันละน้อยหลายๆ อย่าง อาทิ โซฟากำมะหยี่สีม่วงเข้มเต็มไปด้วยหมอนหลากสีสันที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์จอบางฝังผนัง หรือเตียงหลังใหญ่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีหวาน ดูแล้วยังไงนั่นมันก็รสนิยมเธอมากกว่าผู้ชายข้างๆ

จิรปริยาผละจากสามี เดินเขยกตัดห้องนั่งเล่นไปเปิดประตูกระจก ก้าวเท้าเหยียบพื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาลโดยลงน้ำหนักไว้ที่เท้าซ้าย…เปล่า นี่ไม่ใช่ผลกระทบจาก ‘อุบัติเหตุ’ เพราะถึงแม้ใครต่อใครจะพากันบอกว่าอุบัติเหตุในครั้งนั้นเป็นต้นเหตุพัดความทรงจำของเธอปลิวหายและทำให้ร่างกายบางส่วนได้รับการกระทบกระเทือน ทว่าขาขวาไม่ใช่หนึ่งในนั้น

หญิงสาวก้มมองข้อเท้าขวาที่ถูกพันผ้ายืดไว้ก่อนถอนหายใจ

ที่เส้นเอ็นข้อเท้าอักเสบ ก็เพราะเธอขาพลิกตอนรีบลงจากเตียง!

เธอถอนหายใจอีกรอบให้กับความซวย สองแขนเท้ากับราวระเบียงเหล็กดัดสีดำ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยามกวาดตามองลงไปเบื้องล่างซึ่งด้านหนึ่งเป็นสวนเขียวขจีลานตาด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากสายพันธุ์ ขณะที่อีกด้านเป็นโรงจอดรถยนต์ซึ่งหนึ่งในรถที่จอดอยู่คือคันที่พาเธอมาจากโรงพยาบาล กลับสู่สถานที่ที่ตอนนี้ถูกเรียกว่า ‘บ้าน’

จิรปริยาหันหลังพิงราวระเบียง มือซ้ายถูกยกขึ้นสูงพอให้เธอพิจารณาเครื่องประดับบนเรียวนิ้วได้ถนัด สายตาจับจ้องอยู่ตรงเพชรเม็ดงามกึ่งกลางสัญลักษณ์อินฟินิตี้…

…สัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์

หลังจากตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลและค้นพบว่าตัวเธอได้ก้าวผ่านกาลเวลามาอนาคตในอีกสิบสองปีข้างหน้า…ในชีวิตของตัวเอง วันเวลาก็ผ่านมานับสัปดาห์แล้ว และมันก็เป็นเรื่องปกติที่แรกเริ่มเธอจะต่อต้านโลกในตอนนี้เพราะถึงแม้จิรปริยาจะเป็นสาวช่างฝันผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ เคยคิดฝันถึงอนาคตของตัวเองอยู่หลายครั้งหลายคราว แต่ถึงขาข้างหนึ่งของเธอจะฝังรากอยู่บนโลกแห่งความฝันแสนแฟนตาซีที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทว่าขาอีกข้างก็ยังเหยียบอยู่บนโลกแห่งความจริงที่เต็มไปด้วยเหตุและผลซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ถึงจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับทฤษฎีข้ามเวลามากมาย ทว่านั่นก็ยังไม่เคยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจน การก้าวข้ามกาลเวลามายังอนาคตของตัวเอง เหตุผลแรกที่เธอคิดได้ในตอนนั้นคือ ‘นี่คือความฝัน’

แต่เมื่อไม่ว่าจะหลับกี่ครั้งเธอก็ยังคงตื่นขึ้นมาที่โลกใบนี้ ห้วงกาลแห่งนี้ ข้างกายปราศจาก ‘ครอบครัว’ ซึ่งประกอบไปด้วยบิดามารดา แต่ดันมีลูกชายและสามีที่ไร้ตัวตนในความทรงจำ แม้มันจะยากแค่ไหนแต่หญิงสาวก็เริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงข้อนี้

ปลายนิ้วโป้งซ้ายไล้แหวนบนนิ้วนางเล่น มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มขณะโคลงศีรษะ

ไม่รู้ว่าไอ้นิสัย ‘ไม่เก็บความทุกข์มาคิดนาน ผ่านไปก็เริ่มลืม’ ของเธอนี่มันดีหรือร้าย เพราะกลายเป็นว่าไม่นานนักจิรปริยาก็เริ่มทำใจยอมรับว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาที่อายุยี่สิบสองปีอีกต่อไป ปีพุทธศักราชซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เรื่องโกหกแหกตาห่างกับความทรงจำสุดท้ายถึงหนึ่งรอบนักษัตร กระทั่งบ้านเมืองเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้เห็นมาบ้างก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย

สิบสองปีก่อนตึกสูงระฟ้ามากมายต่างผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คอนโดมิเนียมหลายสิบโครงการเปิดขึ้นแทนหมู่บ้านจัดสรรด้วยเรื่องของพื้นที่แสนจำกัด สิบสองปีต่อมา…สิ่งที่รายล้อมตึกสูงเหล่านั้นคือพื้นที่สีเขียวซึ่งขยายตัวขึ้นในป่าคอนกรีต ถนนหนทางเปลี่ยนไป เสาไฟฟ้าที่เคยตั้งเรียงรายถูกเก็บลงดินไปเกือบหมด…สิ่งเหล่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่เธอถูกใจ และเรื่องน่ายินดีสำหรับจิรปริยาก็คือแม้ในปัจจุบันผู้คนจะย้ายขึ้นไปอาศัยอยู่บนตึกสูงกันเกือบหมด แต่ครอบครัวของเธอยังเลือกปลูกบ้านเดี่ยวอยู่แถบชานเมือง หญิงสาวคาดเดาว่าเพราะตัวเธอที่สร้างครอบครัวนี้ขึ้นมาคงยังมีทัศนคติบางอย่างใกล้เคียงกับตัวเธอในวัยยี่สิบสอง…คือเกลียดการอาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ

แม้เดาจากพื้นที่และการตกแต่งบ้านแล้ว หากซื้อคอนโดฯ อยู่จริงๆ ห้องของเธอน่าจะไม่แคบนักก็ตาม

จากข่าวในโทรทัศน์ รถไฟฟ้าหลายสายที่เคยเป็นโครงการหรือเริ่มก่อสร้างเมื่อสิบสองปีก่อนเปิดใช้บริการแล้ว เชื่อมโยงเส้นทางการเดินทางสาธารณะให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นจนรถเมล์หลายสายต้องปิดตัวลง เรื่องการเดินทางข้ามประเทศเองเครื่องบินก็ไม่ใช่พาหนะเดียวที่สะดวกสบายอีกต่อไป รถไฟความเร็วสูงซึ่งญี่ปุ่นมีมาหลายสิบปี…แม้จะช้ากว่าเพื่อนบ้านไปมากแต่เวลานี้ของไทยก็มีแล้วเช่นกัน

หญิงสาวหลับตา สูดลมหายใจเข้าปอดลึก

การเดินทางต่างๆ อาจสะดวกรวดเร็วขึ้น แต่โลกก็ยังไม่พัฒนาไปถึงขั้นสามารถเดินทางผ่านกาลเวลาได้ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่เคยมีการเปิดเผยให้ทุกคนรับรู้ ดังนั้นตัวเธอในตอนนี้จึงมีผลทางการแพทย์ที่สรุปให้ฟังง่ายๆ ว่า ‘ความจำเสื่อม’

 

ย้อนกลับไปวันที่เธอตื่นขึ้นมาพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หวาดกลัวไปกับทุกสิ่งรอบตัว เมื่อรู้ว่าตัวเธอสูญเสียความทรงจำไป เวลาหลายวันในโรงพยาบาลของจิรปริยาจึงหมดไปกับการเข้าตรวจเลือด ระบบประสาท ทำ CT Scan และ MRI Scan รวมถึงตอบคำถามแพทย์หลายต่อหลายคำ เธอยังคงยืนยันคำเดิมว่าความทรงจำสุดท้ายอยู่ในคืนข้ามปีเมื่อสิบสองปีก่อน ซึ่งคืนนั้นเธอไม่ได้ประสบอุบัติเหตุใดๆ ที่อาจทำให้วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วมาเข้าร่างตัวเองในอนาคต เธอแค่เข้านอนตามปกติเพื่อที่จะได้บรรลุภารกิจ ‘นอนข้ามปี’ ก็เท่านั้น

เมื่อผลตรวจทุกอย่างออกมาว่านอกจากการฟกช้ำตามร่างกายแล้วเธอก็ปกติดี ไม่ได้มีรอยโรคในสมองจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียความทรงจำอย่างที่คาดการณ์ไว้ สุดท้ายแพทย์จึงลงความเห็นว่าเธอคงสูญเสียความทรงจำชั่วคราวจากอุบัติเหตุพลัดตกจากบันไดลงมากระแทกกับพื้นด้านล่าง

จิรปริยาไม่เชื่อ

ในใจค้านว่าเธอไม่ได้สูญเสียความทรงจำเพราะตกจากบันไดบ้านอย่างที่ทุกคนบอก แต่เพราะไม่อยากถูกมองเหมือนตัวประหลาดหรือคนบ้าไปมากกว่านั้น เธอจึงทำเพียงร้องไห้เงียบๆ อย่างหวาดกลัวกับทุกอย่าง หญิงสาวพยายามคิดหาความเชื่อมโยงระหว่างอดีตของตอนนี้…ซึ่งคือปัจจุบันของเธอกับอนาคตที่ตัวเองเผลอข้ามมาอย่างไม่ตั้งใจ

ในภาวะที่ตกใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น หญิงสาวพลันนึกไปถึงพล็อตนิยายยอดฮิตในช่วงปีสุดท้ายในความทรงจำ นางเอกทั้งหลายพากันประสบอุบัติเหตุ เดินทางก้าวข้ามกาลเวลาไปยังอดีตกาลเพื่อพบรักกับใครบางคน เธอพยายามนึกว่าบรรดานางเอกทำอย่างไรกันบ้าง มีใครปฏิเสธเรื่องที่เกิดขึ้นและพยายามกลับไปยังโลกของตัวเองเหมือนเธอบ้างไหม พวกหล่อนเหล่านั้นใช้เวลานานหรือเปล่าในการทำใจยอมรับทุกอย่าง และที่สำคัญที่สุด…

จิรปริยาหัวเราะให้กับโชคชะตาของตัวเอง

มันดูเหมือนตลกร้ายเมื่อนางเอกคนอื่นเขาทะลุมิติกลับไปในอดีตกัน มีเพียงแค่เธอเท่านั้น…ที่ทะลึ่งก้าวพุ่งมาสู่อนาคต

มือเรียวแตะใบหน้าแผ่วเบา ภาพสะท้อนจากกระจกในห้องน้ำโรงพยาบาลยังชัดเจนในหัว

…แถมยังเป็นอนาคตของ ‘ตัวเอง’ อีกต่างหาก!

 

นับนิรันดร์ยืนกอดอกพิงผนัง ดวงตาสีอำพันมองตัดผ่านประตูระเบียงไปยังร่างเพรียวที่ยืนนิ่งเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ ซึ่งเป็นท่าทางปกติของเธอตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่ขาดหาย

เมื่อรู้ว่าจิรปริยาไม่เชื่อว่าชีวิตในตอนนี้คือความจริงและเธอจดจำเขาไม่ได้ คำพูดของเขาจึงไร้น้ำหนักให้เชื่อถือ นับนิรันดร์จำต้องหาพยานที่เธอรู้จัก เหล่าบุคคลซึ่งไม่ได้ถูกกระแสแห่งกาลเวลาพัดหายไปจากความทรงจำของเธอเหมือนเขา มาช่วยยืนยันว่าวันเวลาได้ผ่านไปสิบสองปีแล้วจริงๆ แน่นอนว่าบุคคลที่มีน้ำหนักในใจจิรปริยาที่สุดคือพ่อแม่ของเธอ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกท่านอยู่ในช่วงเดินสายปฏิบัติธรรมที่ต่างประเทศ ไม่สามารถติดต่อไปรบกวนได้ ชายหนุ่มจึงไม่มีทางเลือกอื่น เขาติดต่อไปยังเพื่อนสนิทของภรรยาและขอร้องกึ่งบังคับให้พวกหล่อนมายืนยันถึงโรงพยาบาล

หนุ่มหน้าสวยจำได้ว่าวินาทีแรกที่หญิงสาวสองคนก้าวเท้าเข้ามาในห้องพักฟื้นพร้อมเสียงดังเจื้อยแจ้วอันเป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม จิรปริยาซึ่งมีสีหน้าเหม่อลอยอมทุกข์อยู่ตลอดถึงกับหลุดยิ้มออกมา หากเมื่อเธอสังเกตเห็นใบหน้าและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเพื่อนรักก็ผงะ ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดังลั่น

‘ทำไมพวกแกหน้าแก่เงี้ย’

ราวกับคำว่า ‘แก่’ เป็นสวิตช์ที่ทำให้สองสาวตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ ‘โศภิษฐา’ มัณฑนากรสาวเปรี้ยวในชุดจัมพ์สูทสีแดงเลือดนกขับผิวสีน้ำผึ้งจะแว้ดขึ้นเป็นคนแรก

‘อีแด! ตบปาก! กล้าดียังไงมาว่าพวกฉันแก่! ผู้หญิงอายุสามสิบสี่ที่ไม่ใช่ดาราหรือไฮโซแบบเข้าคลินิกไปให้หมอจิ้ม ฉีด ดึงเป็นว่าเล่น คงสภาพหนังหน้าไว้ได้แบบฉันนี่ถือว่าหน้าเด็กแล้วนะยะ!’

‘สามสิบสี่?!’

จิรปริยาพึมพำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เธอตวัดสายตามองเขาซึ่งยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ตอนนี้เธอคงรู้ตัวแล้วว่าเพื่อนรักถูกเรียกมาเพื่อตอกย้ำความจริง แต่กระนั้นด้วยความเป็นเธอ…เป็นคนหัวรั้นที่เมื่อปักใจกับอะไรแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ และเชื่อมั่นในความคิดตัวเองสูง หญิงสาวจึงคอแข็ง เชิดหน้าเอ่ยประณามเสียงแหลม

‘ไม่จริง! แกโกหก!’ เธอว่าทั้งที่ยังจ้องหน้าเขาอยู่ ‘นี่คุณลงทุนเอาเพื่อนฉันมาช่วยกันโกหกเลยเหรอเนี่ย!’

คนโดนกล่าวหาถอนหายใจ แววตาเศร้าหมองเมื่อพบว่าตอนนี้ภรรยาไร้ซึ่งความเชื่อใจในตัวเขาอย่างสิ้นเชิง

นับนิรันดร์ส่ายหัว เลือกจะส่งรอยยิ้มที่เธอเคยชอบไปให้ ทั้งที่เขารู้ดีแหละว่าตอนนี้จิรปริยาอาจจะเกลียดมันและคิดว่าเขากำลังยิ้มเยาะเธออยู่…และจริงอย่างที่เขาคาดไว้ เพราะดวงตากลมโตถลึงตาจ้องเขาเขียวปั้ดก่อนจะสะบัดหน้ากลับไปทาง ‘ภัทรนันท์’ ที่เลิกคิ้วถาม

‘แกคิดว่าพวกฉันโกหก?’ สาวลูกครึ่งชี้หน้าตัวเองแล้วหัวเราะ ‘เหอะ! ขอร้องเลยแด แกคิดว่าพวกฉันว่างมากขนาดจะแวะมาโกหกแกได้เลยหรือไง’

ถ้าไม่ใช่เพราะพระเอกคนดังพ่วงตำแหน่งสามีเพื่อนรักโทรศัพท์มาขอร้องด้วยตัวเองพร้อมบอกข่าวอุบัติเหตุอันน่าตกใจของจิรปริยา ภัทรนันท์แน่ใจว่าหล่อนและโศภิษฐาคงไม่สามารถหาเวลามาเยี่ยมเพื่อนได้อย่างพร้อมเพรียงแบบนี้แน่ๆ

‘ใช่ พวกแกร่วมมือกับผู้ชายคนนี้โกหกฉัน!’ หญิงสาวในชุดคนไข้ประทับตราโรงพยาบาลพยักหน้าขึงขัง ปลายนิ้วชี้ไปยังบุรุษหนึ่งเดียวในห้อง ‘พวกแกโกหกว่าฉันสามสิบสี่ไง! จะบ้าเหรอเฮ้ย เมื่อวานฉันยังยี่สิบสอง จะตื่นมาอีกทีสามสิบสี่ได้ยังไง บ้าไปแล้ว!’

อย่างดีตื่นขึ้นมาก็แค่ย่างเข้ายี่สิบสามเท่านั้น เธอแค่นอนข้ามปี ไม่ใช่สิบสองปี!

โศภิษฐาจิ๊ปาก หัวคิ้วย่นเข้าหากันจนเส้นสายบริเวณนั้นปรากฏชัด พอรู้ตัวหล่อนจึงรีบคลายคิ้วออก หันไปแหวเพื่อนอีกรอบ

‘เมื่อวานแกจะยี่สิบสองได้ยังไง บ้าเหรอ สามสิบสี่แล้วจริงๆ โว้ย! แล้วถ้าไม่เชื่อนะ…’ สาวเปรี้ยวหันขวับไปทางสาวลูกครึ่ง มือเล็กที่ประดับแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้ายกระดิกไปตรงหน้าอีกฝ่าย ‘แพท แกเอากระจกมาซิ…เร็วนังหงส์หยก’

ผู้ได้รับฉายา ‘นังหงส์หยก’ เพราะนิสัยชอบส่องกระจกเกือบตลอดเวลาถลึงตาใส่คนพูด ล้วงมือลงไปหยิบกระจกสีดำสลักลวดลายกุหลาบสวยหรูออกมากระเป๋า ทว่าก่อนจะยื่นไปตรงหน้าจิรปริยาอย่างรู้ดีว่าโศภิษฐาร้องหากระจกทำไม หญิงสาวกลับยกขึ้นมาในระดับสายตา ใบหน้าสวยเชิดขึ้น เอียงซ้ายเอียงขวามองเงาสะท้อน ริมฝีปากได้รูปเอ่ยถามเหมือนทุกครั้ง

‘กระจกวิเศษเอ๋ย บอกข้าเถิด ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี…โอ๊ย! อีซัน! นังนกหัวขวาน!’

ประโยคหลังภัทรนันท์หันไปด่าโศภิษฐาที่รีบผลักหัวหล่อนออกและยื่นหน้าตัวเองเข้ามาแทนที่ สาวเปรี้ยวเบะปากไม่สนใจเพื่อน เชิดหน้าจนได้องศาซึ่งมั่นใจว่ามุมนี้แหละที่ตน ‘สวยที่สุด’ ก่อนจะบอก

‘แน่นอนว่าต้องเป็นฉันคนนี้!’

ภายนอกเหมือนสองสาวกำลังเตรียมจะเปิดศึกใส่กัน ทว่าดวงตาสองคู่กลับเหลือบมองเพื่อนรักซึ่งนั่งทำหน้ามึนอยู่บนเตียงคนไข้ พอเห็นจิรปริยาไร้วี่แววตอบสนองอื่นนอกจากทำสีหน้าเหมือนปวดหัว ภัทรนันท์ก็ถอนหายใจ แย่งกระจกอันโปรดมาจากโศภิษฐาแล้วยัดมันใส่มือคนป่วย

‘เอ้า! ถ้าไม่เชื่อแกเอาไปส่องหนังหน้าตัวเองดูก็ได้แด ว่ามันยังเป๊ะปังเหมือนตอนยี่สิบต้นๆ มั้ย!’

‘พูดอะไรอย่างนั้นแพท แกก็รู้ว่าในหมู่พวกเรามันหน้าเด็กจะตาย’ มัณฑนาการสาวซึ่งตีกับ ‘ความต้องการของลูกค้า’ บ่อยจนเครียดจัดพานมีริ้วรอยบนหน้าผากพึมพำ เลยโดนเพื่อนที่มาด้วยกันขัดเข้าอีก

‘ถึงจะหน้าเด็กยังไงก็ใสกิ๊งสู้ตอนยี่สิบสองไม่ได้มั้ยล่ะ!’

นับนิรันดร์ไม่ได้สนใจการโต้เถียงกันของเพื่อนรักภรรยา ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวรับด้ามกระจกเรียบหรูดูแพงอันนั้นไปถือไว้ มือสั่นเทาเลื่อนกระจกไปมาเพื่อมองสำรวจสภาพของตัวเอง และเพียงไม่นาน…เธอก็ส่ายหน้าพร้อมเอ่ยปฏิเสธด้วยเสียงแหลมสูง

‘ไม่จริง!’

ราวกับว่ากลัวเงาสะท้อนในกระจกบานเล็กจะหลอกตา จิรปริยาในวันนั้นจึงโยนกระจกพกพาอันนั้นทิ้งโดยไม่สนใจเสียงโวยวายของเจ้าของมัน มือเรียวสั่นไหวผลักร่างเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างเตียงออกพ้นทาง และเพราะคำนวณระยะห่างระหว่างเตียงกับพื้นห้องผิดทำให้ขาขวาของเธอพลิก แต่หญิงสาวไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากรีบวิ่งไปยังห้องน้ำ สถานที่ที่เธอมั่นใจว่าจะต้องมีกระจกบานใหญ่กว่าเมื่อครู่

ดวงตากลมโตจ้องไปในกระจกโดยไม่กะพริบ

แม้ในสภาพใบหน้าปราศจากเครื่องสำอาง คิ้วที่นักแสดงสาวท่านหนึ่งบอกว่าเป็น ‘มงกุฎของหน้า’ ก็ยังโค้งตัวสวยอยู่เหนือเปลือกตาในระยะพอเหมาะ ดวงตาที่มองตอบกลับมาก็ยังคงเป็นดวงตาสีดำสนิทกลมโตสุกใส มีแพขนตายาวเหยียดตรงซึ่งเปียกชุ่มด้วยน้ำตาประดับอยู่ จมูกโด่งเล็กแดงก่ำปลายเชิดรั้นบ่งบอกนิสัยกำลังสูดลมหายใจเข้าออกแรงๆ จนเกิดเสียง กลีบปากอิ่มซีดเผือดถูกขบเม้มจนปริแตก

นั่นคือภาพของหญิงสาวในกระจก หากไม่นับรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ อาทิ โครงหน้าที่เรียวลงกว่าเก่า ผิวพรรณเรียบเนียนไร้ร่องรอยของสิวแถมยังเนียนนุ่มขึ้นกว่าปกติบ่งบอกให้รู้ว่าคงได้รับการดูแลอย่างดีด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชั้นเลิศ…อาจรวมไปถึงแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ และสีผมที่เธอจำได้ดีว่าเพิ่งกัดฟันหมดเงินไปหลายพันบาทเพื่อย้อมปลายเป็นสีชมพูสวยรับปีใหม่ที่ตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำธรรมชาติเหมือนปราศจากสารเคมีมานาน

เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงล้อมกรอบดวงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแตกระแหง รอยฟกช้ำสีม่วงเข้มบนหน้าผากและชุดคนป่วยปะตราโรงพยาบาลขับเน้นให้ผู้หญิงในกระจกดูเปราะบางอ่อนแออย่างที่จิรปริยาไม่เคยเห็นมาก่อน

และผู้หญิงคนนั้นก็คือเธอ ‘จิรปริยา ธาดาธิรักษ์’

เธอ…ที่ไม่ใช่เธอ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: