บทที่ 174
หลังจากเสิ่นหุยกระซิบประโยคนี้แล้วก็ถอยหลังไปเล็กน้อย หลุบตาลงมองฉีอวี้แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “อวี้เอ๋อร์ ยามเย็นข้าจะไปกินอาหารเย็นกับเจ้า หลังจากนี้จะไปกินอาหารเย็นกับเจ้าทุกวันและจะตรวจการบ้านของเจ้าด้วย ต่อให้ไม่ได้อยู่ข้างกายข้าแล้วก็จะเกียจคร้านไม่ได้”
“อืม! อวี้เอ๋อร์จะทำให้ดี!” ฉีอวี้พยักหน้าอย่างแรง
เสิ่นหุยยิ้มให้นางแล้วเลื่อนสายตาไปมองเผยไหวกวง พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รบกวนจั่งอิ้นแล้ว”
เผยไหวกวงมองดวงตาสุกใสที่แฝงรอยยิ้มของเสิ่นหุย เขายังคงนิ่งเงียบทั้งที่รู้ว่าเสิ่นหุยกำลังแสร้งทำเป็นโง่เขลา เขาเคยบอกนางมานานแล้วว่าไม่ว่าคนที่นั่งบนบัลลังก์มังกรจะเป็นใครก็ไม่สำคัญ แต่จะต้องเป็นผู้ปกครองแผ่นดินที่โง่เขลา มีชื่อเสียงฉาวโฉ่นับหมื่นปี เขาพาตัวฉีอวี้ไปเพื่ออะไร นางย่อมรู้อยู่แก่ใจ
แล้วนางทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
นางคงไม่คิดว่าเขาใจร้ายกับนางไม่ลง เช่นนั้นก็คงใจร้ายกับเด็กเล็กเช่นนี้ไม่ลงเช่นกันกระมัง
น่าขันเกินไปแล้ว
ความอ่อนโยนและจิตสำนึกทั้งหมดของเขามอบให้นางเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่เหลือให้ผู้ใดอีกแล้ว
“ไป” เผยไหวกวงหันกลับมา
ฉีอวี้โบกมือให้เสิ่นหุยแล้วใช้สองขาที่เล็กสั้นรีบวิ่งเหยาะๆ ตามเผยไหวกวงไป พอนางเดินตามทันฝีเท้าของเผยไหวกวงก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วเอ่ยถาม
“ท่านพ่อบุญธรรม หลังจากนี้พวกเราจะพำนักอยู่ด้วยกันใช่หรือไม่”
“อืม” เผยไหวกวงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ฉีอวี้ยิ้มแล้วพูดอย่างจริงจัง “ดีจริงๆ ได้พำนักอยู่กับท่านพ่อบุญธรรม คนอื่นก็ไม่กล้ามาทำร้ายอวี้เอ๋อร์แล้ว!”
เผยไหวกวงเหลือบมองนางคราหนึ่ง
เด็กคนนี้เริ่มเรียกเขาว่าท่านพ่อบุญธรรมตั้งแต่เมื่อใด นานมากแล้วกระมัง
เผยไหวกวงย้อนคิดเล็กน้อย เดาว่าแม่นมข้างกายนางผู้นั้นคงจะสอนนางไว้ ตั้งแต่นางเพิ่งเริ่มพูดวิ่งกระโดดได้ก็ค่อยๆ เดินมาตรงหน้าเขา เลียนแบบขันทีรุ่นเล็กกลุ่มนั้นด้วยการเรียกเขาว่าท่านพ่อบุญธรรมแล้ว
เผยไหวกวงยังจำได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของฉีอวี้ตอนนั้นฝืนเค้นออกมา ร่างน้อยตื่นกลัวจนสั่นเทา เขาคร้านจะสนใจนาง รู้สึกเพียงว่านางไม่ต่างจากขันทีรุ่นเล็กที่กรูเข้ามาหาเขาและเรียกเขาว่าท่านพ่อบุญธรรมกลุ่มนั้น ทุกคนต่างพยายามประจบเอาใจเขาเพื่อหาเกราะป้องกันเท่านั้น
แน่นอนว่าจุดประสงค์ที่ฉีอวี้ทำตามคำสอนของแม่นมซุนด้วยการเรียกเผยไหวกวงว่าท่านพ่อบุญธรรมก็เหมือนกับขันทีรุ่นเล็กกลุ่มนั้นจริงๆ
ภาพเหตุการณ์ที่เผยไหวกวงย้อนคิดนั้น เห็นได้ชัดว่าฉีอวี้ลืมไปแล้ว ความทรงจำของเด็กมักจะมีอะไรบางอย่างขาดหายไปเสมอ ฉีอวี้พยายามติดตามเผยไหวกวงไปทุกฝีก้าว ต่างจากความกังวลของขุนนางราชสำนัก นางไม่ได้สนใจกับเรื่องที่ต้องอยู่กับท่านพ่อบุญธรรมอย่างเห็นได้ชัด
นางพยายามใช้ชีวิตด้วยการซ่อนความลับใหญ่หลวงอย่างลำบากมาตั้งแต่เด็ก ไม่กล้าคบหาสหาย มิหนำซ้ำมารดาผู้ให้กำเนิดก็จากไปเร็ว ทั้งยังถูกบิดารังเกียจ ดูไปแล้วนางเป็นเพียงองค์ชายน้อยที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่รังแกนางกำนัลขันที แต่แท้จริงแล้วในวังไม่เพียงไม่มีใครชอบนาง แต่ยังมีคนรังแกนางอย่างลับๆ อีกด้วย
นางพยายามแสดงบทบาทองค์ชายที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบ แต่กลับเป็นที่รังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยกว่านี้นางก็สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่ารอยยิ้มที่คนอื่นมอบให้นั้นจริงใจหรือเสแสร้ง ความรังเกียจในแววตาที่คนอื่นมองนางมีสามส่วนหรือสิบส่วน
ความเข้าใจเรื่องความชอบกับความรังเกียจของเด็กนั้นเรียบง่ายมาก นางวิ่งไปเรียกเผยไหวกวงว่าท่านพ่อบุญธรรม เขาเพียงเหลือบมองนางอย่างเย็นชา แต่นางไม่เคยเห็นแววรังเกียจที่คุ้นเคยจากในดวงตาของเขาสักครั้ง
แค่ไม่รังเกียจก็ดีมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นท่านพ่อบุญธรรมก็มีลูกกวาดมากมาย บางครั้งยังมอบให้นางหลายเม็ดอีกด้วย
“ท่านพ่อบุญธรรม เราเดินไม่ไหวแล้ว…” ฉีอวี้ทุบขา
“คลาน”
ฉีอวี้เบ้ปาก ไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมาอีก
นางกำนัลที่เดินตามหลังรีบเข้ามาอุ้มฉีอวี้ไว้ในอ้อมแขนแล้วพานางไปที่ตำหนักเฉียนเหอ
หลังจากเผยไหวกวงพาตัวฉีอวี้ไปแล้ว เสิ่นหุยก็กลับขึ้นชั้นบน ไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก แต่เหม่อมองใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้
“เหนียงเหนียง ซูกุ้ยเหรินกับจ้าวไฉเหรินส่งของมาให้พระองค์แล้วเพคะ” ถวนหยวนเดินเข้ามา วางกล่องไม้ใบหนึ่งลงบนโต๊ะแล้วเปิดฝาออก “จะทรงรับหรือไม่เพคะ”
สิ่งที่อยู่ในกล่องไม้คือเครื่องประดับวิจิตรงดงามชุดหนึ่ง แม้จะมีมูลค่าไม่สูงนัก แต่ก็เป็นของดีที่สุดที่ซูกุ้ยเหรินกับจ้าวไฉเหรินจะมอบให้นางได้แล้วเช่นกัน
ไม่ว่าใครก็ไม่อยากถูกฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้ทั้งที่อายุยังน้อย
เสิ่นหุยครุ่นคิดสักครู่แล้วสั่งถวนหยวนว่า “ส่งคนไปแต่ละตำหนักแล้วตามสนมชายาทุกคนมา บอกไปว่าข้าจะสรุปรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้”
ถวนหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอย่างสงสัยว่า “สนมชายาที่ให้กำเนิดองค์หญิงจะเชิญด้วยหรือไม่เพคะ”
“เชิญ”
ไม่ช้าสนมชายาจากทุกตำหนักต่างรีบรุดมาที่หอนภากว้าง แต่ละคนเร่งฝีเท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ตามธรรมเนียมบรรพชนสนมชายาที่ยังไม่มีบุตรหากไม่ถูกฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้ก็ต้องสวดมนต์เฝ้าสุสานหลวงไปชั่วชีวิต แต่สตรีคนใดจะยินดีเล่า ในกลุ่มพวกนางมีหลายคนที่เพิ่งเข้าวังมาได้ไม่นาน ส่วนใหญ่อายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่ละคนดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าซีดเผือดไม่น่ามอง เวลาเดินฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบบนสำลีที่อ่อนยวบไม่มั่นคง ร่างโอนเอนพร้อมที่จะล้มลงได้ทุกเมื่อ
แม้แต่เหล่าสนมชายาที่เคยให้กำเนิดองค์หญิงก็ยังมีสีหน้ากังวลเช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่าโอรสสวรรค์ใหม่ก็เปลี่ยนฟ้าใหม่ วันหน้าพวกนางจะได้อยู่เคียงข้างบุตรสาวในวังได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้
ติงไฉเหรินอาศัยอยู่ในตำหนักที่ห่างไกลเงียบสงบ นางพาชูสี่กับซวงสี่ไปที่หอนภากว้าง เดินพลางสะอื้นไห้เบาๆ เพราะยามนี้นางกลัวตาย!
ชูสี่กระซิบถามว่า “ไปยั่วยวนจั่งอิ้นตอนนี้ยังทันหรือไม่“
ซวงสี่ถลึงตาใส่นาง ชูสี่จึงหุบปากทันที ก้มหน้าลงอย่างกลัดกลุ้ม เห็นได้ชัดว่านางยังไม่ยอมแพ้ แต่นางกลับไม่มีโอกาสลงมือ
เสิ่นหุยเรียกพบสนมชายาทุกคนในตำหนักตากอากาศเชียงชิงมายังโถงบุปผา สตรีในตำหนักในมีมากมาย สตรีบางคนติดตามมาจากเมืองหลวง บางคนก็มาจากการคัดเลือกหญิงงามรอบสุดท้าย ทั้งยังมีหญิงงามอีกจำนวนมากที่อดีตฮ่องเต้หามาจากที่ต่างๆ
หญิงงามบอบบางในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนเต็มในโถงบุปผา เสิ่นหุยนั่งอยู่ตำแหน่งหลัก วางข้อศอกลงบนโต๊ะ หลุบตาลงครุ่นคิด
ถวนหยวนเดินไปรายงานข้างกายเสิ่นหุยว่าสนมชายาทุกคนมาถึงแล้ว เสิ่นหุยจึงเงยหน้ากวาดตามองเหล่าหญิงงามในห้องโถง ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างในฐานะที่เป็นสตรีด้วยกัน
“ไม่ทราบว่าไทเฮาทรงตามพวกเรามาที่นี่มีเรื่องใดจะประกาศหรือเพคะ” เสียนกุ้ยเฟยพูดขึ้นก่อน
เสิ่นหุยพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “กรมพิธีการได้ส่งใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับฝ่าบาทและทำหน้าที่เฝ้าวิญญาณมาให้ ข้าดูแล้วคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสม”
เมื่อได้ยินเสิ่นหุยพูดถึงเรื่องการฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้ ทุกคนต่างรู้สึกใจหาย อย่างไรเสียนี่เป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับความเป็นความตาย ชะตากรรมของพวกนางขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วขณะของไทเฮาแล้ว!
ในกลุ่มสตรีมีคนเริ่มสะอื้นไห้เบาๆ แล้ว
“ข้าคิดว่าการสวดมนต์เฝ้าสุสานหลวงยกเลิกไปเถิด สำหรับการฝังร่วมกับคนตายนั้นก็ยิ่งควรยกเลิก แต่ว่า…” เสิ่นหุยเปลี่ยนเรื่องทันที “คราวนี้ต้องเปลี่ยนเป็นนำใบรายชื่อฝังร่วมไปด้วยหนึ่งฉบับแทน”
เหล่าสนมชายาคิดว่าความหมายของเสิ่นหุยคือธรรมเนียมบรรพชนไม่สามารถยกเลิกได้ ต้องเสียสละสนมชายาจำนวนหนึ่งไปอยู่กับอดีตฮ่องเต้ที่ปรโลก ทุกคนต่างกลัวว่าตำแหน่งว่างในใบรายชื่อจะตกมาที่ตนเอง เสียงสะอื้นไห้ของสนมชายาบางคนที่ไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนดังยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นหุยพูดแผนการของตนเองว่า “ใครอยากกลับบ้านก็กลับได้ ใครไม่มีบ้านให้กลับหลังจากนี้ก็ย้ายไปอยู่ตำหนักตากอากาศอื่นเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลาย ถ้าไม่อยากอยู่ตำหนักตากอากาศและกลับบ้านไม่ได้ก็ลงชื่อไว้ในใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับฮ่องเต้ จากนั้นก็เปลี่ยนตัวตนหาทางออกของตนเอง วันหน้าจะสุขหรือทุกข์ต้องรับผิดชอบเอง”
เหล่าหญิงงามในโถงบุปผาต่างตกตะลึง จ้องมองไทเฮาน้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อ หมายความว่าอย่างไร อาศัยข้ออ้างการถูกฝังร่วมกับฮ่องเต้เปลี่ยนสถานะออกจากวังไปอย่างนั้นหรือ
สองวันมานี้เหล่าหญิงงามต่างรู้สึกหวาดกลัว พวกนางไม่เพียงกังวลว่าตนเองจะถูกเลือกให้ฝังร่วมเท่านั้น ต่อให้ไม่ได้ถูกฝังร่วม ครึ่งชีวิตหลังคงหวาดกลัวไร้ที่พึ่งพาเช่นกัน ในเมื่อเข้าวังมาแล้ว ต่อให้ไทเฮาน้อยจะปล่อยพวกนางกลับบ้าน ครอบครัวของพวกนางอาจไม่ยอมรับพวกนางอีกก็ได้…
“พวกเจ้าไม่ต้องให้คำตอบตอนนี้ ใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมนี้อีกห้าวันค่อยส่งกลับมาก็พอ” เสิ่นหุยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยเสริมอีก “คำพูดนี้สำหรับพวกเจ้าทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะสนมชายาที่ไม่มีบุตร”
หลังจากเสิ่นหุยพูดจบก็ให้พวกนางกลับไปพิจารณาแล้วตัดสินใจเอง
ช่วงพลบค่ำ ก่อนที่เสิ่นหุยจะไปตำหนักเฉียนเหอก็เกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน นางไปที่ตำหนักของลี่เฟย เพราะอยากรู้ความคิดของอีกฝ่าย หากลี่เฟยออกจากวัง บางทีเสิ่นหุยอาจขอให้ลี่เฟยช่วยทำงานบางอย่างนอกวังได้
เสิ่นหุยไปอย่างกะทันหัน เหล่านางกำนัลข้างกายลี่เฟยไม่ทันตั้งตัว คนหนึ่งรีบยอบกายคารวะต้อนรับ อีกคนหนึ่งรีบไปรายงานลี่เฟย
ยังไม่ทันที่เสิ่นหุยจะก้าวเข้าไป ลี่เฟยก็ก้าวข้ามธรณีประตูออกมาต้อนรับแล้ว
บุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายชุดหมอหลวงเดินตามลี่เฟยออกมา เขายืนอยู่ข้างกายลี่เฟย ค้อมกายคารวะเสิ่นหุยพร้อมกับลี่เฟย
ลี่เฟยพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าไทเฮาทรงมีเรื่องใดแจ้งมาก็พอ เหตุใดต้องเสด็จมาด้วยพระองค์เอง รีบเสด็จเข้ามาเถิดเพคะ”
นางพูดพลางเบี่ยงกายไปด้านข้างเพื่อเปิดทางแล้วเชิญเสิ่นหุยเข้าไปข้างใน
เสิ่นหุยก้าวเข้าไปในห้องโถง นางเหลือบมองสุราดอกซิ่งบนโต๊ะที่ยังไม่ทันเก็บ จากนั้นก็เลื่อนสายตากลับมาอย่างเงียบๆ
หมอหลวงเฉียนโน้มกายรายงานว่า “กระหม่อมได้ตรวจชีพจรของลี่เฟยแล้ว ขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปเถิด” ลี่เฟยรีบตอบ
เสิ่นหุยไม่ได้ขัดขวาง นางนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเป็นปกติราวกับไม่สังเกตเห็นหมอหลวงเฉียน
เหล่าหมอหลวงประจำสำนักแพทย์หลวงในตำหนักตากอากาศจะมาตรวจชีพจรของเหล่าสนมชายาทุกคนเป็นประจำทุกเช้า มีเพียงตอนที่เหล่าเจ้านายในตำหนักต่างๆ รู้สึกไม่สบายจึงจะไปเชิญหมอหลวงในสำนักแพทย์หลวงเวลาอื่น
ลี่เฟยดูไม่เหมือนคนไม่สบายสักนิด
เสิ่นหุยแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ยิ้มพลางมองลี่เฟยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “เดิมทีจะไปร่วมเสวยพระกระยาหารเย็นกับฝ่าบาท แต่พอดีเดินผ่านที่นี่จึงอยากถามถึงแผนการชีวิตของเจ้า”
“หม่อมฉัน…” ลี่เฟยหยุดพูดไปทันใด
นางเหลือบตาขึ้นมองสำรวจไทเฮาน้อยที่ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นอะไร ในใจอดคิดไม่ได้ว่าไทเฮาน้อยไม่เห็นอะไรจริงๆ หรือ ด้วยชาติกำเนิดของลี่เฟย นางได้พบปะติดต่อผู้คนหลากหลายตั้งแต่เด็ก จึงมีความสามารถในการสังเกตคนอยู่บ้าง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งลี่เฟยก็กัดฟันคุกเข่าลงต่อหน้าเสิ่นหุยแล้วพูดว่า “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”
เสิ่นหุยยิ้มเป็นปกติ นางพูดว่า “ออกไปให้หมด”
นางกำนัลที่เสิ่นหุยพามาเดินออกไปแล้ว นางกำนัลข้างกายลี่เฟยที่เดิมทีอยู่ในห้องโถงก็เดินตามออกไปเช่นกัน
ลี่เฟยหมอบลง หน้าผากแตะพื้นพลางหลับตารอคอย หลังจากนั้นนางก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนของเสิ่นหุยถามอีกครา
“เจ้ามีแผนการอย่างไรในอนาคต”
หางตาของลี่เฟยรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาในทันที นางรีบกัดริมฝีปาก ฝืนบังคับน้ำตาให้ไหลย้อนกลับไป นางขมวดคิ้วข่มใจเล็กน้อย เงยหน้ามองเสิ่นหุยแล้วพูดขึ้น
“ชาติกำเนิดเช่นหม่อมฉันไม่กล้าคิดอะไรมาก ถ้าอยู่ในตำหนักอื่นได้ก็นับว่าเป็นตอนจบที่ดี”
เสิ่นหุยรู้สึกตกใจเล็กน้อย นางถามว่า “แล้วเขาเล่า”
ลี่เฟยเม้มริมฝีปาก ใบหน้าซีดขาว มือของนางที่วางบนพื้นกำแน่นก่อนจะคลายออกทันใด จากนั้นก็พูดอย่างเศร้าหมอง
“พวกเรา…ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันเพคะ”
เสิ่นหุยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งอย่างแผ่วเบา “จะไม่เปลี่ยนฐานะตนเองจริงๆ หรือ”
ลี่เฟยหลุบตานิ่งเงียบ
เสิ่นหุยกลับหัวเราะออกมา นางพูดเสียงเบาว่า “ข้ารู้สึกอิจฉาเจ้าอยู่บ้าง”
ลี่เฟยมองเสิ่นหุยอย่างงุนงง นางไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเสิ่นหุย นางเคยชินกับการเก็บทุกอย่างไว้ในใจ อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด แต่จู่ๆ กลับมีคนให้พูดความในใจได้ ความเจ็บปวดที่พลุ่งพล่านในใจย่อมไม่อาจหยุดยั้งได้ ลี่เฟยยิ้มเศร้าแล้วพูดอย่างขมขื่น
“หม่อมฉันไม่คู่ควรกับเขา เขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ เขาไม่ควรมาชอบคนที่ต่ำต้อยเช่นหม่อมฉัน…”
“บางทีการที่พวกเราไม่รู้ว่าตนเองจะรักคนเช่นไรคือความงดงามของความรักระหว่างชายหญิง” เสิ่นหุยยิ้มอีกครั้ง “ในใจข้าเขาร้ายกาจอย่างยิ่ง เขาร้ายกาจเช่นนั้น ข้าย่อมไม่สามารถพึ่งพาเขาไปตลอดได้ ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันนั้นไม่ถูกต้อง ข้าจำต้องทำให้ตนเองร้ายกาจขึ้น จึงจะเปลี่ยนจากเดินตามหลังเขาไปอยู่ข้างกายเขาได้ มองตาเขาในระดับเดียวกัน จับมือเขา และเดินหน้าไปพร้อมกับเขาได้”
เสิ่นหุยรู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว นางยิ้มอย่างขัดเขินแล้วจับมือลี่เฟย
“ทุกคนมีข้อเสียและมีข้อดี อดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อนาคตเรากำหนดเองได้” เสิ่นหุยลุกขึ้นยืน “ข้าต้องไปแล้ว เจ้ายังมีเวลาใคร่ครวญอีกห้าวัน”
บทที่ 175
ตอนที่เสิ่นหุยรีบรุดไปถึงตำหนักเฉียนเหอ เผยไหวกวงไม่อยู่ที่นั่น ฉีอวี้นั่งอยู่บนบันไดขั้นล่างสุด ในมือนางถือขนมไว้หนึ่งชิ้น เศษขนมตกลงพื้น นางกำลังตั้งใจดูมดตัวเล็กสองสามตัวว่าขนอาหารกันอย่างไร
พอฉีอวี้เห็นเสิ่นหุย ใบหน้าเล็กก็ปรากฏรอยยิ้มทันที นางยื่นขนมในมือให้อวิ๋นเชี่ยวแล้วยืนขึ้นอย่างตื่นเต้นยินดี
“เสด็จน้า!”
ฉีอวี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ขอเพียงเห็นเสด็จน้านางก็จะรู้สึกสบายใจ มุมปากยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นหุยยิ้มอย่างอ่อนโยนเช่นกัน เดินเข้าไปหาแล้วจูงมือนางอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นก็เข้าไปข้างในพร้อมนางพลางพูดขึ้น
“เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้”
“ในนั้นนางกำนัลหลายคนยังต้องเก็บของ อวี้เอ๋อร์ไม่อยากอยู่ในนั้น”
จู่ๆ เผยไหวกวงจะย้ายมาพำนักที่นี่ เหล่านางกำนัลขันทีตั้งตัวไม่ทัน แม้จะจัดเก็บของคล่องแคล่วว่องไวเพียงใดก็ยังต้องใช้เวลาพอสมควร ตอนที่เสิ่นหุยมาถึงเผยไหวกวงไม่อยู่ หลังจากเขาพาฉีอวี้มาที่นี่ก็ออกจากตำหนักตากอากาศไปทันที ยามนี้ยังไม่กลับมา
อาหารเย็นเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงการเรียกตั้งอาหาร
เสิ่นหุยครุ่นคิด ในเมื่อนางบอกว่าจะมากินอาหารเย็นด้วย เผยไหวกวงน่าจะกลับมา ดังนั้นนางจึงพาฉีอวี้ไปเล่นสักครู่ รอเผยไหวกวงกลับมา
เผยไหวกวงไปยังเรือนพักชั่วคราวของคนสกุลเสิ่น
เพื่อปิดบังหูตาคนอื่น เรือนพักที่เสิ่นหุยเลือกให้ครอบครัวจึงมีขนาดไม่ใหญ่และไม่ค่อยสะดุดตานัก อย่างไรเสียก็พักชั่วคราวเพียงไม่กี่วันเท่านั้น อีกหกเจ็ดวันก็จะย้ายกลับไปยังจวนเดิมของสกุลเสิ่นแล้ว
เนื่องจากเสิ่นหมิงอวี้ไม่อยู่ คนสกุลเสิ่นจึงเดินไปยังห้องโถงหลักเพื่อไปกินอาหารกันก่อน ลั่วซื่อประคองฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียว เสิ่นหยวนหงยืนอยู่ข้างๆ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวกับภรรยา กำลังเล่าเหตุการณ์ในคืนลอบปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้อย่างออกรส
เขาเล่าเรื่องนี้ไปแปดร้อยรอบแล้ว เล่าละเอียดจนกระทั่งรู้ว่าบนโต๊ะจัดเลี้ยงคืนวันนั้นมีอาหารและสุราอะไรบ้าง แต่ไม่ว่าจะเล่ากี่รอบเขาก็รู้สึกว่าไม่พอ ทุกครั้งที่พูดถึงจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพละกำลังอย่างหาได้ยาก ไม่สอดคล้องกับท่าเดินกะโผลกกะเผลกของเขาเอาเสียเลย ราวกับว่าเขามีส่วนร่วมในการลอบปลงพระชนม์ด้วย
เขาชอบพูด ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวก็ชอบฟัง แต่เสิ่นฮูหยินกลับขมวดคิ้วอยู่ตลอด สิ่งที่ในใจนางนึกถึงคือบุตรสาวคนเล็ก ไม่รู้ว่าตอนนั้นเสิ่นหุยตกอยู่ในอันตรายเพียงใด ได้ยินว่ายังตากฝนอีกด้วย ไม่รู้ว่าร่างกายจะรับไหวหรือไม่ วันหน้าจะพบเจอกับปัญหามากขึ้นอีกหรือไม่…
“พวกเจ้าไม่ได้เห็นท่าทางที่โค่วโค่วยืนอยู่หน้าประตูตำหนักแล้วโยนศีรษะลงมา…เหล่าขุนนางใหญ่ตกใจอย่างยิ่ง อีกทั้งพายุฝนฟ้ากระหน่ำ ไม่รู้ว่ามีบัณฑิตอ่อนแอคนใดกลัวจนปัสสาวะรดกางเกงบ้างหรือไม่…”
จู่ๆ เสิ่นฮูหยินก็ดึงแขนเสื้อของเสิ่นหยวนหง
“ดึงข้าเพื่ออันใด” เสิ่นหยวนหงกำลังเล่าอย่างมีความสุข เขาหันกลับไปมองภรรยา แต่พอเขาหันหน้าไป ยังไม่ทันเห็นภรรยาของตนเองก็เห็นเผยไหวกวงเดินมาทางนี้ก่อนแล้ว
ความยินดีเต็มใบหน้าของเขาเลือนหายไปในทันที
เขานึกอยากตำหนิว่าไม่มีบ่าวมาแจ้งสักคน แต่เมื่อคิดดูแล้วขันทีชั่วผู้นี้ทำตัวลึกลับ คนเฝ้าประตูเห็นเขาหรือไม่ก็ยังไม่รู้
เผยไหวกวงค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคนแล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “ท่านพ่อตาอารมณ์ดีไม่เลว”
เสิ่นหยวนหงไม่พูดอะไร หันหน้าไปด้านข้างไม่มองเขาแม้แต่น้อย
เผยไหวกวงไม่แปลกใจและไม่สนใจเช่นกัน เขาถามอีกว่า “ยาที่ทิ้งไว้ให้ท่านพ่อตาได้กินทุกวันหรือไม่”
เสิ่นหยวนหงยังคงไม่พูดอะไร
เสิ่นฮูหยินรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง ไม่กล้าทำให้เผยไหวกวงโกรธ รีบพูดว่า “กิน! กินอยู่ตลอด!”
เผยไหวกวงพยักหน้าแล้วสั่งขันทีหลายคนที่อยู่ข้างหลังว่า “จับแม่ทัพผู้เฒ่าเสิ่นไปไว้ในเรือนพักแล้วมัดไว้บนโต๊ะเสีย”
“เจ้าจะทำอะไร!” เสิ่นหยวนหงหันมามองเขาทันที
เขาไม่สนใจเผยไหวกวง แล้วเผยไหวกวงจะยินดีสนใจเขาหรือ
เผยไหวกวงคร้านจะสนใจเสิ่นหยวนหง สั่งการอีกว่า “ไปที่ร้านหมอใดก็ได้ ยืมล่วมยามาสักใบ เอามีดมาด้วย”
เผยไหวกวงคิดจะทำอะไร ในใจเสิ่นหยวนหงพอจะคาดเดาได้ และเพราะคาดเดาได้ จึงยิ่งมีท่าทีต่อต้านมากขึ้น
“หึ” เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วพูดอย่างจริงจัง “เผยไหวกวง อย่าคิดว่าเจ้ามีบุญคุณต่อข้าแล้วข้าจะมองเจ้าดีขึ้น จะขอบคุณเจ้า! ข้าเสิ่นหยวนหงไม่ใช่คนที่สนใจบุญคุณเล็กน้อยเช่นนั้น ข้ายอมเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต ต่อให้พิการจนลงโลงก็ไม่ต้องการให้เจ้ามารักษา!”
“เอ่ยคำพูดไร้สาระอะไรกัน” เผยไหวกวงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ถ้าพูดเหลวไหลอีกคำ ข้าคงต้องสังหารคนสักสองสามคนแล้วยัดเนื้อคนสักสองสามชิ้นปิดปากท่านแล้ว”
“เจ้า!”
เผยไหวกวงหัวเราะอีกครั้ง เดินเข้าใกล้เสิ่นหยวนหงอีกเล็กน้อย เขามีรอยยิ้มบนใบหน้า น้ำเสียงอ่อนโยน แต่วาจาที่พูดออกมากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ตาเฒ่า ข้าไม่อยากได้คำขอบคุณจากท่านและไม่อยากให้ท่านมองข้าในแง่ดีแต่อย่างใด ท่าทีที่ท่านมีต่อข้ายิ่งย่ำแย่ยิ่งดี ข้าอุตส่าห์จะรักษาท่านให้หายดี ท่านกลับดุด่าข้าไม่หยุด ถ้าเป่าเปารู้เข้า นางคงจะสงสารข้ามากขึ้น”
เมื่อนึกถึงภาพที่เสิ่นหุยตาแดงมากอดเขาจุมพิตเขา เผยไหวกวงก็หัวเราะเบาๆ อย่างมีความสุขยิ่ง
“เจ้า! เจ้า! เจ้า!” เสิ่นหยวนหงโกรธจนหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก
“ดังนั้นตาเฒ่า ท่านจงทำตัวให้ดีๆ สักนิด” เผยไหวกวงหุบยิ้มอย่างช้าๆ โยนไม้เท้าในมือของเสิ่นหยวนหงทิ้ง จากนั้นก็เอามือของเขามาวางบนแขนของตนเอง ประคองเสิ่นหยวนหงเข้าไปในเรือนพักด้วยสีหน้าเย็นชา
ตลอดขั้นตอนการตัดต่อกระดูก เสิ่นหยวนหงถลึงตาจ้องมองเผยไหวกวงด้วยความเกลียดแค้น ความเกลียดแค้นนี้ทำให้เขามองข้ามความเจ็บปวด ไม่ส่งเสียงใดสักนิด
เผยไหวกวงรับผ้าสะอาดที่ขันทียื่นให้มาเช็ดคราบเลือดที่ติดนิ้วมือด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางอ่างล้างมือ ล้างมือซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง
ตลอดขั้นตอนเสิ่นฮูหยินก็อยู่ด้วย เวลากว่าหนึ่งชั่วยามนางได้แต่อกสั่นขวัญแขวน หลังจากขาของเสิ่นหยวนหงถูกผ้าพันแผลพันไว้อย่างแน่นหนาเสร็จ ในที่สุดก็หมดสติไปเพราะความเจ็บปวด เสิ่นฮูหยินมองเผยไหวกวงที่กำลังล้างมืออย่างลังเล สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเดินไปหาเขา แต่พอเดินไปถึงตรงหน้าเขาแล้วนางกลับไม่กล้าพูดอะไร
เผยไหวกวงล้างมือเสร็จแล้วก็รับผ้ามาเช็ดคราบน้ำ รออยู่ครู่หนึ่งจึงพูดอย่างรำคาญใจว่า “ท่านแม่ยายอยากพูดอะไรก็พูดเถิด ข้าไม่ได้คิดจะหักคอท่าน”
เสิ่นฮูหยินหดคอโดยพลัน ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวังว่า “นาย…นายท่านของพวกเราจะฟื้นเมื่อใด หลังจากฟื้นแล้ว…”
มือที่เต็มไปด้วยเลือดทำให้เผยไหวกวงอารมณ์ไม่ดีนัก เริ่มหมดความอดทน เขาพูดขัดจังหวะเสิ่นฮูหยินทันที
“หลังจากนี้เชิญท่านหมอมาก็พอ”
เสิ่นฮูหยินโล่งใจ นางลองถามอีกว่า “อาหุยอยู่ในตำหนักตากอากาศสบายดีหรือไม่”
เมื่อได้ยินชื่อของเสิ่นหุย สีหน้าเคร่งเครียดของเผยไหวกวงก็ผ่อนคลายเล็กน้อย น้ำเสียงก็อ่อนลงไปด้วย “นางสบายดีมาก”
อาการบาดเจ็บของเสิ่นหยวนหงนั้นเป็นมาหลายปีแล้ว จึงใช้เวลานานกว่าที่เผยไหวกวงคาดการณ์ไว้ เวลานี้เสิ่นหุยน่าจะไปถึงตำหนักเฉียนเหอรอเขากลับไปแล้ว เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีก จึงก้าวเท้าเดินออกไปเพื่อกลับไปหาเสิ่นหุย
เห็นเผยไหวกวงจะเดินออกไป เสิ่นฮูหยินครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่งก็ไล่ตามไปที่ประตูแล้วพูดอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณ”
เมื่อเห็นเผยไหวกวงชะงักฝีเท้าลง หัวใจของเสิ่นฮูหยินก็บีบรัด กลัวว่าคำขอบคุณของตนเองจะยั่วโมโหคนเสียสติผู้นี้ นางกำผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างตึงเครียด มองดูเขาหันกลับมาอย่างช้าๆ
เขาพูดว่า “ได้ยินว่าท่านแม่ยายชอบไก่ผัดเกาลัดของหอวั่นเซียงในเมืองหลวง ข้าจับพ่อครัวที่นั่นมาจากเมืองหลวงแล้ว อีกสองวันจะส่งมาให้”
เสิ่นฮูหยินตกตะลึง นางเคยบอกว่านางชอบไก่ผัดเกาลัดของหอวั่นเซียงหรือ เหตุใดนางจึงจำไม่ได้ เมื่อเผยไหวกวงหันหลังกลับไปอีกครั้ง ลั่วซื่อจึงรีบเดินไปยังข้างกายมารดาสามีแล้วกระซิบพูด
“ครั้งก่อนอาหุยพาเขามาฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านพ่อด้วยกัน ระหว่างกินอาหารท่านแม่เคยพูดถึง”
“จริงหรือ” เสิ่นฮูหยินขมวดคิ้ว นางจำไม่ค่อยได้แล้ว
เผยไหวกวงอยากรีบกลับตำหนักตากอากาศไปพบอาหุยของเขา เขาเดินอย่างเร่งรีบ ยังไม่ทันจะออกจากเรือนพักก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวนั่งอยู่บนม้านั่งหินข้างหน้าราวกับกำลังรอเขาอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปหานาง
“โค่วโค่วถนอมของที่คนอื่นทำให้นางมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงชอบลูกกวาดที่พี่สะใภ้ทำให้นางที่สุด ลั่วซื่อเพิ่งทำไว้จำนวนหนึ่งพอดี เจ้าเอากลับไปให้โค่วโค่วด้วย”
สาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวยื่นกล่องใบหนึ่งให้เผยไหวกวง เผยไหวกวงรับมาแล้วเหลือบมองคราหนึ่ง เขาไม่ได้จากไปทันที แต่ยืนรออยู่ เพราะรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวคงมีเรื่องอยากพูดกับเขาอีก
ทว่าเผยไหวกวงรีบร้อนจะกลับไป ไม่อยากเสียเวลานานเกินไปนัก จึงพูดว่า “ท่านยายมีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด ข้ามีเรื่องเร่งด่วนต้องรีบไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวยิ้มแล้วถามว่า “ช่วงนี้เสี่ยวกวงอารมณ์ดีหรือไม่”
เผยไหวกวงมองฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวอย่างสงสัย เขาพูดซ้ำอีกรอบว่า “ข้าไม่มีเวลามาพูดคุยตามธรรมเนียมมารยาทกับท่านยาย ท่านมีอะไรก็รีบพูดมาเถิด”
“พูดจบแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ฝีมือของลั่วซื่อไม่เลว ลูกกวาดนี้หวานมาก เจ้าเองก็ลองชิมดูด้วยเล่า”
เผยไหวกวงเหลือบมองหญิงชราอีกครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ท่านยายไม่มีคำพูดอื่นอีกจริงหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวยิ้มแล้วส่ายหน้า
เผยไหวกวงมองนางอีกครั้ง จากนั้นก็เดินผ่านข้างกายนางแล้วจากไป
ฉีอวี้นั่งลงตรงหน้าเสิ่นหุยอย่างเชื่อฟัง พยายามฟังคำที่เสิ่นหุยสอนนาง จากนั้นก็ท่องจำทีละประโยคแล้วทวนให้เสิ่นหุยฟัง เสิ่นหุยกำลังสอนคำที่ฉีอวี้ต้องพูดในการประชุมเช้าพรุ่งนี้ นางยังเด็กเกินไป ต้องให้เสิ่นหุยสอนทีละคำ มีคำพูดบางอย่างที่เสิ่นหุยหวังว่าฉีอวี้จะพูดออกมาเอง ไม่ใช่ไทเฮาที่อยู่เบื้องหลังม่านมุกเป็นคนพูด
เผยไหวกวงยืนอยู่ตรงประตู มองดูสองคนที่นั่งหันหน้าเข้าหากันบนตั่งนุ่มใต้แสงไฟอบอุ่น
ขณะที่กำลังเหม่อลอย เผยไหวกวงกลับนึกถึงคำว่า ‘ช่วงเวลาที่สงบสุข’ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดที่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซียวถามเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะออกจากเรือนพักของสกุลเสิ่น
ช่างน่าขัน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เผยไหวกวงยิ้ม เขาไม่ควรคิดถึงคำพูดเช่นนั้น เขาไม่คู่ควรกับชีวิตเช่นนั้น เขาไม่คู่ควรกับสิ่งไร้สาระอย่างเช่นการมีอารมณ์เช่นนั้น
เสิ่นหุยหันไปมองเผยไหวกวงที่ปรากฏตัวตรงประตูแล้วยิ้มจนดวงตายกโค้ง “เหตุใดถึงเพิ่งกลับมาเล่า”
ฉีอวี้ยืดคอมองคราหนึ่งแล้วพูดว่า “อวี้เอ๋อร์รู้แล้ว ท่านพ่อบุญธรรมไปซื้อลูกกวาดมาให้พวกเรา!”
เสิ่นหุยลุกขึ้นยืนพลางสั่งให้ตั้งอาหาร เดินไปหยิบกล่องลูกกวาดในมือของเผยไหวกวงอย่างเป็นธรรมชาติแล้วพูดขึ้น
“ถ้าท่านยังไม่กลับมาอีก ข้ากับอวี้เอ๋อร์คงหิวตายแน่แล้ว”
เผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไร
เสิ่นหุยเหลือบตามองอย่างประหลาดใจ สำรวจสีหน้าของเผยไหวกวงอย่างละเอียด
“กินมาแล้ว พวกพระองค์เสวยกันเองเถิด” เผยไหวกวงหันหลังเดินไปยังห้องนอนที่ตำหนักด้านข้าง
เสิ่นหุยยืนอยู่ที่เดิมพลางมองกล่องลูกกวาดที่อยู่ในมือ วิธีผูกแถบผ้าต่วนเป็นแบบที่ลั่วซื่อทำเป็นประจำ เสิ่นหุยบอกให้ฉีอวี้ไปกินอาหารเย็นเองก่อน ส่วนนางถือกล่องลูกกวาดเดินไปหาเผยไหวกวง
ตอนที่เสิ่นหุยไล่ตามเข้าไปในห้องนอนของเผยไหวกวง เขากำลังยืนพลิกหาชุดนอนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เสิ่นหุยเดินเข้าใกล้แล้วกอดเขาไว้จากด้านหลัง วางปลายคางลงบนแผ่นหลังของเขาแล้วถามเสียงอ่อนโยน
“จะไม่กินอาหารกับพวกเราสักนิดหรือ”
เสิ่นหุยใช้กล่องลูกกวาดในมือสะกิดท้องของเผยไหวกวงเบาๆ
เผยไหวกวงหยิบกล่องลูกกวาดจากมือของนางแล้ววางลงด้านข้าง จากนั้นก็หันกลับมามองด้วยสายตาเย็นชา
“เหนียงเหนียงทรงวางแผนจะขัดขวางกระหม่อมไม่ให้อบรมเลี้ยงดูฮ่องเต้น้อยเป็นทรราชคนที่สองอย่างไรหรือ”
ใช้วิธีออดอ้อนของเจ้าเช่นนี้หรือ
“อวี้เอ๋อร์เพิ่งย่างห้าขวบเท่านั้น” เสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้ง “ไม่ว่าตอนนี้นางจะทำอะไรก็ไม่มีใครด่าทอนางว่าเป็นทรราช มีแต่จะด่าทอท่านว่าชักใยควบคุมฮ่องเต้น้อยเท่านั้น”
“แล้วอย่างไร” เผยไหวกวงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงมองนางด้วยสายตาเย็นชา
เสิ่นหุยพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อวี้เอ๋อร์ยังเด็กอยู่ ต่อให้ท่านอยากอบรมเลี้ยงดูทรราชสักคน ให้คนอื่นด่าทอว่านางเป็นทรราช เช่นนั้นก็ต้องรอให้นางโตกว่านี้สักนิด สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยตนเองเสียก่อน”
เผยไหวกวงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามอีกว่า “แล้วอย่างไร”
เสิ่นหุยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ดังนั้นพวกเราควรไปกินอาหารได้แล้ว”
นางแค่นเสียงแล้วกอดเขาพลางโยกไปมา จากนั้นก็ขมวดคิ้วพูดโอดครวญว่า “ไม่ได้พบหน้ามาครึ่งค่อนวัน พอกลับมาก็เมินเฉยใส่ข้า ท่านไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.