กู้ชิงไหวขมวดคิ้วทันควัน ร่างกายกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน สองมือดันพนักเก้าอี้ก่อนจะกระโดดข้ามแล้ววิ่งไปที่ทางเข้าด้วยฝีเท้าที่แทบจะเรียกได้ว่าทุลักทุเล เขาวิ่งพรวดพราดออกไป
ชายหนุ่มไล่ตามหารอบๆ โบสถ์ไปรอบหนึ่ง ทว่าก็ไม่เห็นเงาของใครทั้งนั้น เขายืนอยู่ที่เดิมอย่างนิ่งอึ้ง จนกระทั่งหญิงชราเดินโยกเยกเข้ามาหาและถามเขาอย่างเป็นห่วง “เสี่ยวกู้ เธอกำลังหาใครกัน”
กู้ชิงไหวตัวสั่นน้อยๆ ไม่รู้ว่ากำลังตอบกลับหรือกำลังพูดกับตัวเอง “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
โบสถ์ในช่วงบ่ายเงียบสงัด เขามองดูสถาปัตยกรรมอันเคร่งขรึมที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อย่างลึกซึ้ง พลางย้อนนึกถึงน้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาเมื่อครู่นี้ เขาถึงกับไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าแค่หูแว่วไปเอง
ในระหว่างขับรถ หญิงชราก็แอบชำเลืองมองเขาอยู่หลายครั้ง สุดท้ายจึงพูดจาอ้อมๆ ว่า “ตอนดึกคนหนุ่มสาวก็ต้องรู้จักควบคุมตัวเอง อย่าหักโหมเกินไป ดูแลร่างกายให้ดีๆ”
กู้ชิงไหวนวดขมับพลางยิ้มตอบ “ครับ ผมรู้แล้ว”
หญิงชราพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นค้นของในกระเป๋าอยู่นานถึงได้หยิบไม้กางเขนอันหนึ่งส่งให้เขา “นี่เป็นของที่ก่อนหน้านี้ฉันเตรียมไว้ให้อวิ๋นเอ๋อร์ แต่ไม่มีโอกาสมอบให้เขาซะที เสี่ยวกู้…ฉันให้เธอแทนก็แล้วกัน”
มือที่กุมพวงมาลัยรถของกู้ชิงไหวกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขามองตรงไปข้างหน้า “คุณเตรียมเอาไว้ให้ลูกชาย ผมว่าเก็บเอาไว้เองดีกว่าไหมครับ”
หญิงชราหัวเราะเบาๆ “คนไม่อยู่แล้วยังจะเก็บเอาไว้ทำไมอีก ไม่สู้เอาไปใช้ปกป้องคนเป็นดีกว่าเหรอ”
กู้ชิงไหวไม่ได้พูดอะไรอีกแค่รับไม้กางเขนอันนั้นมาเงียบๆ
สามวันให้หลัง กู้ชิงไหวก็มาที่โบสถ์แห่งนั้นทุกวัน เขาลองนั่งอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ตามหามุมที่แสงแดดหักสะท้อนเข้ามามุมเดิม และยังลองให้พนักงานหญิงของบริษัทถือหนังสือพันธสัญญาเดิมมาอ่านบทสวดที่เคยได้ยินในวันนั้นให้ฟัง ทว่ายังคงไม่รู้สึกง่วงงุนแม้สักนิดเดียว
มีแค่เสียงนั้นเท่านั้น
เสียงที่ปรากฏขึ้นมาเหมือนฝัน แล้วก็หายไปเหมือนฝันเช่นกัน
แสงยามอาทิตย์ตกแผ่ปกคลุมเข้ามาจากรอบด้าน ในเวลานี้แม้กระทั่งจักจั่นก็ยังเงียบเสียงไป เขาเดินออกมาจากโบสถ์ แสงแดดยามเย็นทำให้เงาร่างของเขาทอดยาวออกไปและล้อมเป็นกรอบสีทองเอาไว้ แกว่งไกวไปตามฝีเท้าของเขา
กู้ชิงไหวคิดๆ แล้วก็ตัดสินใจโทรหาเมิ่งสืออวี่
“ผมเข้านอนตามธรรมชาติได้แล้ว”
ปลายสายตกใจจนพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน พอมีอาการตอบสนองกลับมาน้ำเสียงก็แฝงไว้ด้วยความลิงโลด “เป็นเพราะการรักษาของฉันได้ผลขึ้นมาแล้วงั้นเหรอคะ”
“น่าเสียดายมาก แต่ว่าไม่ใช่ครับ”
เสียงลมหายใจในโทรศัพท์สะดุดไป ผ่านไปนานถึงได้ยินเสียงเมิ่งสืออวี่ฝืนหัวเราะออกมา “คุณกู้คะ พอจะบอกฉันได้ไหมว่าคุณเข้านอนตามธรรมชาติได้ในสถานการณ์แบบไหน วันมะรืนนี้ที่ปักกิ่งจะมีงานสัมมนาของนักจิตวิทยา ฉันคิดว่า…”
“ไม่ต้องครับ” กู้ชิงไหวเอ่ยขัดเธอแล้วพูดต่อว่า “แค่นี้นะ” ก่อนวางสายไป
กู้ชิงไหวหันหน้ากลับไปมองโบสถ์ที่ถูกแสงอาทิตย์ฉาบทับอีกหนหนึ่ง
เขาจะต้องตามหาเสียงนั้นให้พบ จะต้องหาให้พบให้ได้