เมืองไหวอันในช่วงกลางวันเต็มไปด้วยเสียงผู้คนและรถรา จังหวะอันรวดเร็วของเมืองเมืองนี้ก็เหมือนกับแสงแดดในวันนี้ที่ทำให้คนยากจะรับมือ แต่วิลล่าที่ภูเขาชังหรงแถวนอกเมืองกลับเงียบสงบร่มเย็น คลินิกจิตเวชของเมิ่งสืออวี่ตั้งอยู่ที่นี่
ผู้ช่วยยื่นแฟ้มประวัติที่จัดเรียงเรียบร้อยแล้วให้เมิ่งสืออวี่ “คนต่อไปคือคุณกู้ค่ะ”
มือที่ยื่นออกไปรับแฟ้มมาชะงักไปเล็กน้อย เมิ่งสืออวี่ขมวดคิ้วด้วยความปวดหัว “ยังไม่ทันจะเริ่ม ฉันก็มีลางสังหรณ์แล้วว่าวันนี้จะล้มเหลวอีกครั้ง ยอดเขาเอเวอเรสต์*ลูกนี้ ดูท่าฉันคงไม่มีโอกาสปีนขึ้นไปได้สำเร็จ”
ผู้ช่วยเอ่ยปลอบใจ “คุณหมอเมิ่ง คุณเป็นจิตแพทย์อันดับสูงในแวดวงจิตวิทยา รักษาผู้ป่วยโรคหายากมาตั้งมากมาย อาการนอนไม่หลับของคุณกู้เองก็จะต้องไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ”
“เธอจะไปเข้าใจอะไร!” เมิ่งสืออวี่จุดไม้จันทน์ซึ่งกลิ่นของมันช่วยในการนอนหลับ “คนในวงการเปรียบเทียบเขาเป็นยอดเขาเอเวอเรสต์ เธอคิดว่าฉายานี้ได้มาง่ายๆ งั้นเหรอ ออกไปได้แล้ว ไปเรียกเขาเข้ามาไป”
ผู้ช่วยรู้ว่าอารมณ์ของเมิ่งสืออวี่ไม่ค่อยดีนัก หลังรู้ตัวว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นจึงรีบออกไปทันที
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในมือของชายหนุ่มยังถือแก้วกาแฟที่เมื่อครู่ผู้ช่วยเพิ่งชงให้เขาเอาไว้ เมิ่งสืออวี่ถอนหายใจ “นอนไม่หลับห้ามกินกาแฟเยอะ จะต้องให้บอกคุณอีกกี่ครั้งกันคะ”
ชายหนุ่มยิ้มพลางยักไหล่ก่อนเอนหลังลงไปบนเก้าอี้นอนที่เตรียมพร้อมเอาไว้ให้เขา “ดื่มไม่ดื่มก็เหมือนกัน”
เมิ่งสืออวี่ถอนหายใจเงียบๆ เธอพลิกเปิดแฟ้มประวัติแล้วเริ่มต้นซักอาการตามลำดับ แสงแดดยามบ่ายทะลุผ่านกระจกเข้ามาผ่านผ้าม่านผืนบางหลงเหลือเพียงแสงสลัวๆ
“ยังนอนหลับตามปกติไม่ได้อีกเหรอคะ”
“อืม”
“ตั้งแต่ที่มาตรวจเมื่ออาทิตย์ก่อนจนถึงวันนี้ ใช้ยานอนหลับไปทั้งหมดกี่ครั้งแล้วคะ”
“โดยปกติแล้วกินแทบทุกคืน”
“ครั้งละกี่เม็ดคะ”
“สามเม็ด”
เมิ่งสืออวี่กดหัวปากกาในมือจนหักดังเป๊าะ เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเฉยชาที่อยู่บนเก้าอี้นอนด้วยความโมโห “คุณกู้ชิงไหว! คุณเพิ่มปริมาณยาด้วยตัวเองอีกแล้วนะ! ฉันเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าคนปกติกินยานอนหลับกันแค่ครึ่งเม็ด คุณกำลังเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่นอยู่ทราบไหมคะ!!”
กู้ชิงไหวลืมตาขึ้น เผยยิ้มออกมาน้อยๆ ขณะมองเธอ “อย่างผมไม่นับเป็นคนปกติไม่ใช่เหรอ” เขาเงยหน้ามองนาฬิกาบนกำแพงไปทีหนึ่งก่อนลุกขึ้นแล้วจัดปกเสื้อ “ได้เวลาแล้ว ผมไปก่อนล่ะ”
เมิ่งสืออวี่จ้องแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างสบายใจของเขา ขณะนิ้วซึ่งกำปากกาอยู่บีบแน่นขึ้นกว่าเดิม
แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงยิ่งขึ้น จักจั่นบนต้นไม้ร้องเสียงดังแข่งกับความร้อนของอากาศ เมิ่งสืออวี่ดับไม้จันทน์ที่จุดไฟไว้อย่างรุนแรง แล้วเอ่ยสั่งผู้ช่วยที่เข้ามาทำความสะอาดเสียงเย็น “พรุ่งนี้หาคนมาเปลี่ยนกระจกให้เป็นกระจกเก็บเสียงซะ แล้วก็จัดการจักจั่นบนต้นไม้นั่นด้วย”
หลังตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จ เมิ่งสืออวี่ก็เลิกงานแล้วขับรถไปรับหลินเซิน