อายุในช่วงยี่สิบต้นๆ ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคำว่าหนุ่มสาวเต็มไปด้วยพละกำลังล้นเหลือ เลือดลมสูบฉีดเต็มที่ และด้วยสถานการณ์ที่ต้องประสบกับความอยุติธรรมมาอย่างยาวนาน บวกกับอดหลับอดนอนมาหลายวัน แต่สิ่งที่ทำออกมาก็ยังไม่ได้รับการเห็นดีเห็นชอบ อีกทั้งบางทีอาจเป็นเพราะท่าทางของชูหนิงที่ปิดหนังสือโครงการด้วย
เวลานี้อิ๋งจิ่งสิ้นหวังสลดใจเหมือนตกอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง เอ่ยถามอีกครั้งด้วยอารมณ์คุกรุ่น
“คุณได้โปรดช่วยชี้แนะด้วย ผมเปลี่ยนได้ ผมสามารถทำให้ดีขึ้นได้ครับ”
เสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตรยิ่งดังกระหึ่มมากขึ้น
เด็กหนุ่มคนนี้ช่างเซ่อซ่าดูน่ารักจริงๆ
ทุกคนเหมือนกำลังมุงดูสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญ และไม่แม้แต่จะคิดว่าการร้องขอของเขาเป็นเรื่องจริงจัง ทว่าในตอนนี้ชูหนิงก็ลุกขึ้นแล้วก้าวออกมา
“แนวคิดการออกแบบโครงการดีนะ มีความเป็นมืออาชีพมาก เทคโนโลยีขั้นสูง มีการมองการณ์ไกลมากพอสมควร”
เธอเบี่ยงตัวก้าวออกมาจากฝูงชน รูปร่างบอบบาง กิริยาท่าทางก็งามสง่า เสียงพูดหนักแน่นเอาจริงเอาจัง ไม่กระโชกโฮกฮาก แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นรีบเร่งไปเสียทั้งหมด
อิ๋งจิ่งสบตากับเธอ ในใจเริ่มลั้ลลาผ่อนคลายลงได้นิดหน่อย
ชูหนิงพูดต่อ “แต่ความเป็นไปได้ต่ำเกินไป”
อิ๋งจิ่งอธิบายแก้ต่าง “เรื่องความเป็นไปได้ไม่มีปัญหาครับ พวกผมได้สาธิตให้เห็นแบบจำลองขั้นพื้นฐานบนพาวเวอร์พ้อยต์แล้วครับ”
ชูหนิงพูดต่อ “ดี งั้นขอถามหน่อย ตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการประยุกต์ใช้งานจริง จำเป็นต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
อิ๋งจิ่งสูดลมหายใจรวมพลัง เหมือนกับจะต้องร่ายคำพูดยาวเหยียด แต่พอคิดอย่างละเอียด เขาเองก็ใจฝ่อเสียแล้ว
“ต่อให้สามารถลงทุนแล้วนำมาใช้งานในเวลาสั้นๆ ได้ก็เถอะ งั้นขอถามอีกว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงรูปธรรมในแง่ไหนได้บ้างล่ะ”
“การวิจัยและการพัฒนาทางเครื่องยนต์อากาศยานครับ” เหมือนเป็นฉากเกมไพ่โป๊กเกอร์ ตกเป็นรองอยู่ทว่าจู่ๆ จับได้ไพ่เด็ดเสียอย่างนั้น อิ๋งจิ่งพูดเสียงสูง แสดงความภาคภูมิใจเล็กน้อย “ทุกท่านคงรู้จักเครื่องโบอิ้ง 777* กันสินะครับ การออกแบบเครื่องบินทั้งลำและการทดสอบในส่วนสำคัญแต่ละจุดก็เป็นคุณูปการจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบจำลองเสมือนจริง ซึ่งทำให้แต่เดิมที่มันต้องใช้ระยะเวลาที่ครบกระบวนในการพัฒนาถึงแปดปีย่นระยะเป็นใช้เวลาเพียงห้าปีเท่านั้น”
ชูหนิงพูด “จากแปดปีย่นย่อเป็นห้าปี?”
อิ๋งจิ่งตอบ “ถูกต้องครับ!”
ชูหนิงสงบนิ่ง พูดแบบรวบย่อเฉพาะคำสำคัญ “แปดปี? ห้าปี?”
น้ำเสียงเช่นนี้ช่างเย็นเฉียบเหมือนมีสะเก็ดน้ำแข็งซึมผ่านรำไร ไร้ซึ่งการแสดงออกทางอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ชูหนิงพลันยิ้มออกมา คำพูดในเชิงคำถามกลายเป็นคำยืนยันที่พูดพอให้ผ่านไปแบบไม่อธิบายลงลึก
“อ๋อ ห้าปี”
สถานประกอบการเป็นองค์กรที่ว่าด้วยคำว่ากำไรอยู่แล้ว วงจรการลงทุนห้าปีก็ใกล้ขีดจำกัดของสถานประกอบการส่วนใหญ่เข้าไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นโครงการที่ล่องลอยจับต้องไม่ได้ ไม่สามารถประเมินค่าได้ และเป็นตัวถ่วงในทุกด้าน
พูดไปจนแล้วจนรอดก็สามารถสรุปเป็นคำพูดง่ายๆ ได้ว่า “ไม่มีหวัง ขอโทษนะ”
ความหมายของชูหนิงเป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเธอไม่อยากใช้ความรู้สึกมาเดิมพันกับอนาคตในวันพรุ่งนี้
เพียงคำพูดเดียว พออิ๋งจิ่งได้ยินก็เกิดอาการปลายหูแดงก่ำ ปวดแปลบหน้าอก ความไม่ย่อท้อไม่เกรงกลัวอันตรายเมื่อต้องออกจากกระท่อมเพื่อเข้าสู่การทำงานครั้งแรกนั้นได้แตกสลายกลายเป็นผุยผงอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำพูดซื่อตรงที่ฟังแล้วไม่เข้าหูคน จึงได้รู้ว่าที่แท้การเคารพตนเองที่มีอยู่น้อยนิดนั้นช่างแสนจะอ่อนแอบอบบางราวกับปีกจักจั่น ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลย
นี่เป็นสไตล์การทำงานในแบบของชูหนิงมาโดยตลอด
ตรงไปตรงมา และมองเชิงภววิสัย* กล่าวโดยทั่วไปแล้วนี่ถือว่าเป็นจุดเด่น แต่สำหรับอิ๋งจิ่งแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นความเลือดเย็นและไร้ความปรานีอยู่บ้าง
ออกรบไร้ซึ่งชัย แพ้พ่ายกลับมา
อิ๋งจิ่งเคว้งคว้างไปหมด สูญสิ้นเรี่ยวแรงกำลังทั่วร่าง
ฉีอวี้พูดปลอบเขา “ไม่เป็นไรหรอก เราเองก็ได้รับการยอมรับแล้วไม่ใช่เหรอ”
เขายังคงดื้อดึงอยู่นั่นเอง อิ๋งจิ่งพูดอย่างไม่ยอมว่า “ฉันว่าพวกเขาไม่เข้าใจเลย ก็แค่พวกคนประเภทที่ทำธุรกิจแบบเอาง่ายเข้าว่า”
ฉีอวี้พูด “สามารถทำธุรกิจได้ง่ายๆ แล้วทำไมจะต้องไปทำให้วุ่นวายอีกล่ะ”
หมู่มวลโทสะจุกค้างอยู่ในลำคอของอิ๋งจิ่ง จะกลืนก็กลืนไม่ลง จะคายก็คายไม่ออก เขาคับข้องใจแทบตาย