บทที่ 7
ถ้าทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต จะต้องถูกยกประเด็นขึ้นมาถกกันอย่างจริงจังในระดับสูง และถูกลงโทษแน่นอน
หลังจากที่กล้ากระทำการอย่างอุกอาจ อิ๋งจิ่งก็ยอมรับความขี้ขลาดของตัวเอง เขาเริ่มเสียใจในภายหลัง ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรกก็จะไม่ลงมือ สงบจิตสงบใจรอรับใบปริญญาไปดีกว่า แล้วก็ไปเรียนต่อต่างประเทศแบบแฮปปี้กันทุกคน
ผิดแผนหมดๆ!
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องจบสิ้นเสียแล้ว อิ๋งจิ่งหวาดกลัวการขอความช่วยเหลือจากทางบ้าน
แน่นอนว่าเขาไม่มีความกล้าที่จะบอกพ่อกับแม่ แต่ว่าได้บอกกับพี่สาวของตัวเองให้รู้เรื่องแล้ว
พี่สาวคนโตของตระกูลอิ๋งชื่อว่าอิ๋งเฉิน แก่กว่าอิ๋งจิ่งเจ็ดปี ทำงานประจำในฝ่ายบริหารระดับกลางของแผนกงานธุรกิจวิสาหกิจส่วนกลาง สไตล์การทำงานก็เป็นพวกประเภทแน่วแน่และเฉียบขาด ความยากลำบากแก้ไขคลี่คลายได้ง่ายๆ ถ้าเพียงแต่ขุดลึกลงไปในความสัมพันธ์ทุกระดับชั้น
อิ๋งจิ่งไม่เคยถูกบันทึกความผิดเลย ไม่มีแม้กระทั่งการเขียนพิจารณาตนเอง
หลังจากนั้นหนึ่งวันอิ๋งเฉินก็โทรศัพท์หาเขา พร้อมคำพูดซึ่งมีใจความสำคัญที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และตรงประเด็นว่า “ครั้งต่อไป ถ้าสู้ไม่ชนะก็อย่ากลับมา”
“…”
“ยังมีเงินใช้จ่ายไหม”
“หมดแล้ว” อิ๋งจิ่งพูดแบบซื่อสัตย์มาก “ไม่ใช่เพราะว่าผมไปเข้าร่วมงานประชุมโครงการนั่นหรอกเหรอ ก็เลยต้องซื้อชุดสูทจ่ายไปพันห้าแน่ะ”
“สิ้นเปลือง” อิ๋งเฉินพูดตามความจริง “ในปีนึงนายไม่ได้ใส่ถึงสองครั้งหรอก ไปเช่าชุดจากเว็ดดิ้งสตูดิโอมาสักชุดก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ”
อิ๋งจิ่งพูดเสียงเบาๆ แบบไม่เต็มใจว่า “ผมไม่ไปเช่าชุดที่เว็ดดิ้งสตูดิโอหรอก นั่นเป็นสถานที่ที่จะไปตอนถ่ายรูปแต่งงานต่างหาก”
เสียงหัวเราะดังมาจากปลายสาย “นายไม่ตั้งใจเรียนให้ดีๆ วันๆ เอาแต่คิดอะไรอยู่”
อิ๋งจิ่งไม่ส่งเสียงพูด แต่ทำหน้าทะเล้นกับอากาศเพื่อแสดงการต่อต้านอยู่ทางสายโทรศัพท์ฝั่งนี้
พูดคุยกันอีกสองประโยค อิ๋งเฉินก็ไปประชุม
คุยโทรศัพท์เสร็จไม่ถึงสองวินาทีก็มีข้อความเข้ามา อิ๋งจิ่งกดเปิดดู เป็นการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของยอดเงินธนาคารเจี้ยนหัง* อิ๋งเฉินโอนเงินให้เขาสามพันหยวน
‘หมายเหตุ : กินอะไรที่ดีๆ หน่อยล่ะ จำไว้ดื่มนมทุกคืนด้วย’
อิ๋งจิ่งนวดใบหน้า ดีจังเลยที่มีพี่สาว!
อารมณ์ที่มัวหมองถูกลมพัดปัดเป่าหายไปกว่าครึ่ง เหมือนกับว่าไม่ได้เศร้าเสียใจขนาดนั้นแล้ว
เหยๆๆ! อิ๋งจิ่งสะบัดหัว พูดในใจ ทำไมฉันจะต้องสนใจความรู้สึกของเขาด้วย ไม่สอบตกก็โอเคแล้ว
ร่างกายของคนเราหากเพียงผ่อนผันบางเรื่องให้ย่อหย่อนลงสักนิดก็จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้ยิ่งย่อหย่อนลงเรื่อยๆ เขาจึงเกิดความสลดหดหู่นับตั้งแต่นั้นมา
ความกระตือรือร้นและความเลือดร้อนในช่วงเวลานั้นของอิ๋งจิ่งได้ถูกน้ำเย็นจากหลายฝ่ายราดชโลมจนมอดดับไปแล้ว เขากลับมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง ถึงขนาดที่ว่ายิ่งมีท่าทางไม่แยแสสนใจอะไรมากขึ้น ส่วนหนังสือโครงการเล่มที่อยู่ๆ ก็ทำให้เกิดการสำแดงพรสวรรค์และพลังออกมานั้น ถูกเขาโยนทิ้งไปอย่างสิ้นเชิงและไม่ได้พลิกเปิดดูอีกเลย
คาบเรียนที่สามารถโดดเรียนได้ เขาจะไม่ไปเข้าเรียนอย่างเด็ดขาด
ส่วนคาบเรียนที่มีระดับความยากอยู่สักหน่อย หากว่าเวลาเรียนชนกันกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันเอ็นบีเอพอดี อิ๋งจิ่งก็จะให้ฉีอวี้ช่วยเขาแถพอให้ผ่านไปได้ตอนที่อาจารย์เช็กชื่อ
พอหลังเลิกเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ร่างของท่านอิ๋งต้าหวังจะปรากฏตัวที่สนามบาสเกตบอลทุกวันจนฉีอวี้อดถามไม่ได้
“นายจะไปแข่งเอ็นบีเอเหรอ”
เพิ่งเล่นเสร็จครบทั้งเกม สภาพอากาศเริ่มหนาวขึ้นในปลายฤดูใบไม้ร่วง อิ๋งจิ่งใส่ชุดบาสเกตบอลสีส้ม กำลังคาบคอร์นเนตโตอยู่ มีครีมเลอะเป็นวงที่ตรงมุมปาก
“พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะทานข้าวสี่ชามทุกมื้อ”
“ทำไมล่ะ”
“จะได้ตัวสูงๆ หน่อย ถ้าขายาว ใส่กางเกงแล้วจะดูดี”
“…”
พออิ๋งจิ่งดูเวลาแล้วเห็นว่ายังไม่ค่อยดึกเท่าไหร่ จู่ๆ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราออกไปเที่ยวกันเถอะ ถึงยังไงพรุ่งนี้ก็เป็นวันเสาร์”
ฉีอวี้ลำบากใจ “ดึกขนาดนี้แล้ว นายยังอยากจะไปไหนอีก”
“ร้านเหล้า” อิ๋งจิ่งอยากไปมาก “ฉันไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว! จริงสิ นายถามแฟนสาวของนายหน่อยสิ ดูว่าเธออยู่ที่ร้านไหน เราก็ไปร้านที่เธออยู่กันไง”
กู้จินจินแฟนสาวของฉีอวี้ทำงานเป็นฝ่ายขายสุราชนิดต่างๆ ไม่มีสถานที่ประจำแน่นอน วิ่งงานไปทั่วทุกที่
ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ฉีอวี้ไม่อาจโต้แย้งได้
ขณะที่เดินไป เขาก็ส่ายศีรษะอยู่ข้างหลังอิ๋งจิ่ง “มัวหลงเล่นเพลินจนจะสูญเสียความมุ่งมั่นตั้งใจไปแล้ว”