หนิงเหมิงก้าวขึ้นบันไดไปอีกขั้น เธอขึ้นมาถึงจุดหมายแล้ว ตอนนี้ปลายเท้าของเธออยู่ตรงขั้นบันไดเดียวกันกับก้นของลู่จี้หมิง เธอขยับเข้าไปชิดติดผนัง ส่วนลู่จี้หมิงนั่งติดกับราวบันได
หลังจากหนิงเหมิงพูดอะไรออกมาพอเป็นพิธีก็คิดจะก้าวผ่านลู่จี้หมิงเดินออกไปยังทางเดินแล้วเข้าบ้านไป
แต่ขณะที่เธอกำลังคิดจะยกเท้าขึ้น จู่ๆ ลู่จี้หมิงก็ลุกพรวดขึ้นมา
หนิงเหมิงได้กลิ่นเหล้าไม่อ่อนแต่ก็ไม่เข้มโชยออกมาจากตัวเขา
เขาดื่มเหล้าอย่างที่คาดไว้ และเขาก็แปลงกายแล้วจริงๆ
ลู่จี้หมิงยืนพิงราวบันได ยื่นขาที่ยาวๆ ออกมาแบบไม่ได้ใส่ใจ ราวกับว่าถ้ายื่นขาออกแล้วจะทำให้สามารถยืนได้สบายขึ้น แต่การยื่นเท้าออกมาแบบส่งเดชนี้กลายเป็นสิ่งกีดขวางทางเดินของหนิงเหมิง
หนิงเหมิง “…”
เธอหันไปมองลู่จี้หมิง อยากให้เขาเก็บขาเข้าไปอย่ากีดขวางทาง แต่ขณะที่หันไปหน้าของเธอก็ตรงกับหน้าของเขาพอดี ทำให้สติเธอเลือนหายไปเล็กน้อย
สีหน้าเขาดูสับสนและลังเลทำอะไรไม่ถูก
การแสดงออกนั้นทำให้เขาดูไร้เรี่ยวแรงไร้พลังอย่างที่ไม่เคยเป็น หนิงเหมิงลืมเรื่องที่จะให้เขาเก็บขาไปครู่หนึ่ง ความสนใจของเธอถูกดึงดูดไปที่ความอ่อนแอของผู้ชายคนนี้ที่แสดงออกมา
“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม” หนิงเหมิงครุ่นคิดก่อนจะถามอย่างสุภาพอ่อนโยน
ลู่จี้หมิงเลิกคิ้วสองข้างแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัยและสับสน “คุณเคยคบผู้ชายที่อายุน้อยกว่าคุณไหม”
สายตาของหนิงเหมิงมองผ่านดวงตาของเขาและหลบสายตาโดยเร็ว “การคบหาที่คุณพูดถึงหมายความว่ายังไง”
คิ้วของลู่จี้หมิงคลายลงและขมวดแน่นขึ้นอีก “เป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ไม่ขับไล่ไสส่งคนอื่นออกไป”
หนิงเหมิงตกตะลึง เขากำลังกลุ้มใจว่าห่างเหินกับนางฟ้าของเขามากไปหรือเปล่า
จู่ๆ เธอก็คิดถึงเมื่อไม่นานมานี้ที่ลู่จี้หมิงเคยบอกกับหลิ่วหมิ่นฮุ่ยว่าเขายังโสดอยู่
เพราะฉะนั้นเขาเลยกังวลว่าอยากจะตามจีบนางฟ้าแต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันยังไงดี?
หนิงเหมิงหัวเราะออกมา เริ่มพูดไปเรื่อยเปื่อย “คุณออกจะมุทะลุกับคนอื่นๆ ทำไมกับนางฟ้าของคุณถึงได้ซื่อบื้อนักล่ะ เอาความบ้าที่คุณมีกับผู้อื่นออกมา ผลักนางฟ้าของคุณเข้าหลังกำแพง ถ้าเธอมีท่าทีขัดขืน คุณเข้าไปกอดก็สิ้นเรื่อง อย่าให้มันเกินพอดี ถ้าเธอไม่ขัดขืน คุณก็จูบเธอเลย แบบนี้ก็แฮปปี้ด้วยกันทุกฝ่ายไง”
อันที่จริงแล้วหนิงเหมิงก็รู้ว่าที่ตัวเองพูดไปมันไม่ถูก คำพูดนี้ของเธอเป็นข้อสรุปมาจากในนิยายเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ความรู้สึกของเธอตอนที่พูดแบบนี้ก็รู้สึกว่าหยอกล้อไปหน่อย ลู่จี้หมิงเคยทำอะไรมามาก มาทำเป็นไร้เดียงสาต่อหน้าเธอซึ่งยังไม่เคยเสียจูบแรกไปด้วยซ้ำ จะให้เธอไม่คิดถึงละครตบจูบก็ยากแล้ว
หนิงเหมิงสังเกตว่าเมื่อสิ้นเสียงเธอ ใบหน้าของลู่จี้หมิงก็แดงขึ้นจริงๆ
ไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หรือว่าในหัวกำลังคิดฉากที่เธอพูดถึงอยู่ ความรู้สึกก็มาเลย
ลู่จี้หมิงหน้าแดงก่ำ เป่าปากพร้อมพูดออกมา “คุณไม่ต้องมาแซวผมเลย! ผมดูคุณก็ซื่อบื้อเหมือนกัน! คุณก็รีบเข้า สัญญาว่าจ้างงานจะสิ้นสุดแล้วใช่รึเปล่า รีบไปเก็บของแล้วกลับมาที่บริษัทจี้หมิงแคปปิตอล รู้ไหมว่าตอนนี้วุ่นวายขนาดไหน!”
ลู่จี้หมิงพูดเสียงแข็งพร้อมเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเรียกตัวหนิงเหมิงกลับบริษัทจี้หมิงแคปปิตอลเพื่อปกปิดสาเหตุที่หน้าแดงซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับความไร้เดียงสา
บทสนทนาของเขาตรงไปตรงมาเป็นไม้บรรทัด ทำให้หนิงเหมิงอดจะประชดออกมาไม่ได้
“ประธานลู่คะ คุณต้องขนาดนี้ไหม กี่ครั้งแล้วที่ฉันต้องไปรับคุณจากสถานที่อโคจรแล้วส่งคุณกลับบ้าน คุณไม่เคยเจออะไรบ้าง ทำไมตอนนี้คุณดูไม่ประสีประสาขนาดนี้ล่ะ”
สิ่งที่ทำให้หนิงเหมิงคาดไม่ถึงก็คือคำพูดของเธอทำให้ลู่จี้หมิงโมโหขึ้นมา ในที่สุดเธอก็รู้ว่าลู่จี้หมิงที่กลายเป็นเด็กดีหลังจากดื่มเหล้าก็ยังโมโหได้ด้วย
ลู่จี้หมิงที่ฉุนเฉียวยกแขนสองข้างขึ้นล็อกไหล่ของหนิงเหมิงโดยไม่มีลางบอกเหตุมาก่อน เขาดันจนเธอหลังชิดผนังแล้วเขาก็ประชิดเข้ามา ก้มหัวลง ถามอย่างดุร้ายและท้าทาย
“ผมต้องขนาดนี้อะไร ก็ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นยากอะไร!”
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ไปห้าวินาที หนิงเหมิงก็ตกตะลึงพูดไม่ออก
หลังของเธอพิงชิดติดผนัง เงยหน้ามองเห็นใบหน้าของลู่จี้หมิงได้ชัดเจน