Our Secret รักในความลับ
ทดลองอ่าน Our Secret รักในความลับ บทที่ 3
กลิ่นแรงกว่าดอกต้นหอมหมื่นลี้นอกหน้าต่างเสียอีก จึงยากจะหลบเลี่ยง แวบเดียวก็ลอยเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเธอ
บางคนก็ไวต่อความรู้สึกตั้งแต่เกิด แค่สัมผัสเบาๆ เช่นนี้ ติงเซี่ยนก็ผงะไปข้างหลังอย่างแรงเหมือนเห็นผี กระดูกสันหลังพิงผนังสีเขียวที่เย็นยะเยือก ดวงตาเบิกกว้างเหมือนระฆัง ท่าทางราวกับกวางน้อยที่ตกใจ มองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าด้วยสีหน้าทำอะไรไม่ถูก
โจวซือเยวี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปโยนลูกบาสเข้าแป้นตาข่ายที่หลังห้องเป็นเส้นโค้งสวยงาม หลังจากนั้นก็หันกลับมา ชำเลืองมองเธอแล้วพูด
“โง่หรือเปล่า นี่มันน้ำ”
ติงเซี่ยนเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนคอและแก้มของเขายังมีหยดน้ำอยู่ มันค่อยๆ ไหลเข้าไปในเสื้อกีฬาตามสันคอของเขาพอดี
“อ้อ” ติงเซี่ยนขยับออกจากผนังแล้วลากเก้าอี้กลับมาตั้งที่เดิม
“บื้อ”
พูดจบเขาก็ไม่สนใจเธอ หยิบหนังสือออกมาเปิดและพลิกไปหน้าหนึ่ง อ่านไปพลางหยิบหนังสืออีกเล่มออกมาพัดไปพลาง ผมบนหน้าผากปลิวไปมาพร้อมกับลมเย็นๆ
ทั้งหมดล้วนเป็นท่าทางที่วัยรุ่นควรมี
ช่วงนี้ในห้องมีเรื่องมากมาย มีทั้งรับสมัครกรรมการห้อง ทั้งสมัครงานกีฬาสี หลังจากการสอบวัดความรู้ก็จะเป็นงานกีฬาสีสามวัน หลังจากนั้นก็เป็นวันหยุดวันชาติ
ข่งซาตี๋อยากสมัครเป็นคณะกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรม ส่วนซ่งจื่อฉีอยากสมัครเป็นกรรมการด้านกีฬา
ในช่วงมัธยมปลายใครๆ ก็อยากจะมีตำแหน่งในห้อง เพื่อทดสอบความสามารถในการเป็นผู้นำและการบริหารจัดการของตนเอง แต่ตำแหน่งหัวหน้าห้อง เลขาธิการกรรมการสมาพันธ์ยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการด้านการศึกษา ตำแหน่งพวกนี้มีภาระหน้าที่ที่เยอะและซับซ้อน ดังนั้นกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรมกับด้านกีฬาจึงกลายเป็นตำแหน่งยอดนิยมในตอนนั้น
ซ่งจื่อฉีชวนให้โจวซือเยวี่ยสมัครเป็นกรรมการด้านกีฬากับเขา แต่โจวซือเยวี่ยหัวเราะเยาะกลับไป คิดไปคิดมาก็ถูก โจวซือเยวี่ยจะลงสมัครเป็นกรรมการห้องได้อย่างไร เขาไม่จำเป็นต้องทดสอบความสามารถในการเป็นผู้นำของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาก็เหมือนกับพ่อของเขา มีความเป็นผู้นำตั้งแต่กำเนิด แต่กลับไม่ชอบการผูกมัดพันธะใดๆ
ข่งซาตี๋เองก็ชวนติงเซี่ยนเช่นกัน “เซี่ยนเซี่ยน ฉันว่าเธอน่าจะลองไปสมัครเป็นกรรมการด้านการศึกษาดูนะ หรือเลขาธิการกรรมการสมาพันธ์ยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือกรรมการด้านวินัยก็ได้” พูดจบโดยไม่รอคำตอบ เธอก็บอกให้ซ่งจื่อฉีเขียนใบสมัครให้ติงเซี่ยน
“ไม่เอา!” เสียงติงเซี่ยนทั้งดังทั้งแหลม เหมือนสุนัขตัวน้อยโดนเหยียบหาง ทำเอาโจวซือเยวี่ยที่อ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ตกใจ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเธอทีหนึ่ง
“ใครเหยียบหางเธอเข้าอีกล่ะ”
ติงเซี่ยนจึงได้สติกลับมา เธอเบาเสียงลงแล้วพูดกับข่งซาตี๋ “อย่าเขียนชื่อฉันเลย ฉันไม่อยากเป็นกรรมการห้อง”
แม้จะรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนที่เรียบง่ายแบบเหยียนผิง แต่เธอก็แค่อยากเรียนอย่างสงบ ไม่อยากจะมีตำแหน่งหน้าที่อะไรติดตัวให้วุ่นวาย
ข่งซาตี๋ถูกตะโกนใส่จนอึ้งไป สมองทำงานช้าลง สักพักจึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา “อ้อๆๆ” และให้ซ่งจื่อฉีขีดฆ่าชื่อเพื่อนสาวทิ้ง
โจวซือเยวี่ยมองติงเซี่ยนเหมือนคิดอะไรอยู่
สาวน้อยความคิดและจิตใจละเอียดอ่อน เธอรู้สึกตัวก็หันกลับไปมองเขา สายตาทั้งคู่สบประสานกันกลางอากาศ และหันหน้าหนีพร้อมกันโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
บนแท่นบรรยายเสียงดังโหวกเหวก ทุกคนกำลังเลือกตั้งกรรมการห้อง
ซ่งจื่อฉีได้ตำแหน่งกรรมการด้านกีฬาด้วยคะแนนสูงมากอย่างสบายๆ เด็กหนุ่มบนแท่นบรรยายส่งสายตามาให้โจวซือเยวี่ย ไม่รู้ว่าทั้งสองคนตกลงอะไรบ้าๆ กันก่อนเลือกตั้ง
ด้วยความที่ตำแหน่งกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรมกับกีฬามักต้องทำงานร่วมกันมาแต่ไหนแต่ไร หลังจากตำแหน่งกรรมการด้านกีฬาตกเป็นของซ่งจื่อฉีเรียบร้อยแล้ว ข่งซาตี๋ก็ยิ่งอยากได้ตำแหน่งกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรม
แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือนที่คาดการณ์ไว้
หยางฉุนจื่อที่ปกติเงียบๆ จู่ๆ ก็สมัครเป็นกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรม
หากบอกว่าโจวซือเยวี่ยเป็นเดือนประจำห้อง หยางฉุนจื่อก็น่าจะเป็นดาวประจำห้อง
ผู้หญิงคนนี้นับว่าเป็นโจวซือเยวี่ยในร่างผู้หญิง คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายเจ็ดร้อยหนึ่งคะแนน ความสามารถในการเล่นเปียโนเกรดสิบ หน้าตาสะสวย ความจริงแล้วก็ไม่ถึงกับสวยเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากคิดรวมกับคุณสมบัติเหล่านี้ เธอก็น่าจะเป็นสาวสวยที่สุดในหมู่นักเรียนเรียนเก่ง
ติงเซี่ยนคิดมาตลอดว่าในห้องนี้คนที่สวยที่สุดคือข่งซาตี๋ แต่ยกเว้นต้องเป็นตอนที่ข่งซาตี๋ไม่พูด เพราะพอพูดแล้ว ท่าทีในการพูดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของหยางฉุนจื่อเลย
“หยางฉุนจื่อกับข่งซาตี๋ นายเลือกใคร” ติงเซี่ยนถามโจวซือเยวี่ยที่กำลังตั้งใจทำโจทย์อยู่ข้างๆ
“เลือกอะไร” เห็นได้ชัดว่าโจวซือเยวี่ยไม่สนใจ เขามัวแต่ก้มหน้ามองโจทย์ใต้ปากกา
ติงเซี่ยนสูดหายใจลึกแล้วเคาะโต๊ะ “เลือกกรรมการห้องไง อย่างน้อยนายก็ต้องภูมิใจในพวกพ้องบ้างสิ”
โจวซือเยวี่ยขำแล้วมองเธอ “ถ้าเธอมีความภูมิใจในพวกพ้องมากขนาดนี้ ทำไมเธอไม่ลงสมัครล่ะ ถ้าเธอลงสมัคร ฉันเลือกเธอ”
“เลือกฉันทำบ้าอะไร!” กวางน้อยใจเต้นตึกตักๆ ไม่เป็นจังหวะ ติงเซี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจและร้อนรน
“เพราะเธอโง่ไง”
“ตอนนี้คือให้เลือกระหว่างข่งซาตี๋กับหยางฉุนจื่อ”
เด็กหนุ่มคิดสักพักก่อนจะให้คำตอบ “หยางฉุนจื่อมั้ง”
ติงเซี่ยนเงียบทันที
ข่งซาตี๋คงไม่เสียใจเพราะโจวซือเยวี่ยไม่เลือกเธอ แต่ติงเซี่ยนกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเพราะโจวซือเยวี่ยเลือกหยางฉุนจื่อ
เวลานั้นแค่โจวซือเยวี่ยหันไปมองหยางฉุนจื่อแวบหนึ่ง ติงเซี่ยนก็จะก้มหน้าลงเงียบๆ
เธอเข้าใจความแตกต่างระหว่างเธอกับคนเหล่านี้ดี เธอรู้จักคนแบบโจวซือเยวี่ยดี เขาจะมาชอบคนอย่างเธอได้อย่างไร
บางทีเขากับเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้
บางทีสามปีหลังจากนี้เธอจะไปหางโจว เขาคงอยู่ที่ปักกิ่งต่อ
หลังจากนั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ก็เหมือนกับความฝันอันแสนหวานในวัยแรกแย้ม สุดท้ายกาลเวลาก็จะทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ
ทันใดนั้นติงเซี่ยนก็เริ่มพิจารณาตัวเอง เธอเกือบลืมไปว่าตัวเองต้องทำอะไร ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่เหมือนกับโจวซือเยวี่ย เขามีท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เขาจะทำตัวอิสระสบายๆ อย่างไรก็ได้ เป่ยต้ากับชิงหวากวักมือเรียกเขาอยู่แล้ว
ส่วนเธอคงไม่อาจเข้าไปอยู่ในชีวิตเขาได้
ของมันแน่นอนอยู่แล้ว
หลังจากทำความเข้าใจชัดเจนแล้ว ติงเซี่ยนก็มีแรงฮึดขึ้นมาในทันใด อดไม่ได้ที่จะใช้มือตบศีรษะตัวเอง
“เมื่อกี้เธอทำอะไรน่ะ!” โจวซือเยวี่ยชำเลืองมองเธอแวบหนึ่งและล้ออย่างขำๆ “ปกติสมองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยังไปตีมันอีก ยังอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่มั้ย”
ติงเซี่ยนไม่เงยหน้า “สอบสิ สอบแน่”
“คราวนี้คิดดีหรือยังว่าจะสอบเข้าที่ไหน”
“หางโจวไง ไม่เคยเปลี่ยน”
โจวซือเยวี่ยส่ายหน้า “เด็กโง่ สอนไม่ได้จริงๆ”
“ต้องเป็นคนที่จะสอบเข้าชิงหวากับเป่ยต้าเท่านั้นเหรอถึงจะสอนได้”
โจวซือเยวี่ยเห็นติงเซี่ยนเอาจริงขึ้นมาก็รีบหุบยิ้มทันที เขาเปิดหนังสือต่อไปและพูดอย่างไม่สนใจ
“ฉันก็แค่พูดไปงั้น เธออยากสอบเข้าที่ไหนก็สอบเข้าที่นั่นแหละ ฉันไม่ขัดหรอก”
Comments
