X
    Categories: everYSurviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 4.1

สัญญาที่ไม่อาจรักษาไว้

 

[สกิลฝันพยากรณ์ เปิดการใช้งาน]

 

หากไม่มีหน้าต่างข้อมูล ผมคงเข้าใจผิดว่านี่คือเรื่องจริง ความฝันที่ไม่ได้เห็นมานานยังคงแจ่มชัดและสดใสราวกับความเป็นจริง

ในความฝันตัวผมถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา โดยมีเหล่าสัตว์ประหลาดล้อมหน้าล้อมหลังประหนึ่งกำลังปกป้องผมอยู่ พวกมันคือสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่อัดผมซะเละก่อนจะหมดสติไป

ปกป้องผมเนี่ยนะ นี่ผมฝันอะไรกันเนี่ย

ตัวผมในความฝันดูจะคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ดีจึงผ่อนแรงเกร็งเหมือนยอมจำนน ผมถูกมัดติดกับโซฟาที่ทั้งนิ่มและหรูหราซึ่งไม่เข้ากับทิวทัศน์ซากปรักหักพังเหล่านี้เอาซะเลย

เสียงโครมครามดังสนั่น ตึกถล่ม ฝุ่นฟุ้งกระจาย

โครม!

ตึกถล่มลงมาอีกแล้ว พอผมเพ่งมองชัดๆ ถึงได้เห็นกลุ่มคนที่ดูเหมือนผู้ตื่นรู้กำลังพากันวิ่งหนีจากการโจมตีของใครบางคน พวกเขากำลังตรงเข้ามา เอ๊ะ?…เฮ้ย เดี๋ยวนะ นั่น คุณลุงหน้าตาดุร้ายที่เหลือแขนอยู่ข้างเดียวนั่น…

พ่อ!”

ตัวผมในความฝันตะโกนลั่นแล้วตั้งท่าจะลุกพรวด ทันใดนั้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งก็บีบไหล่ผมอย่างแรง ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทรุดนั่งลงบนโซฟาแต่โดยดี

พ่อ อย่าเข้ามานะ ไม่นะ อย่าเข้ามา!

แม้ผมจะส่ายหน้าทั้งน้ำตา แต่พ่อกลับไม่ยอมหยุด สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์เข้าไปขวางหน้าไว้ ทว่ามันกลับถูกเยื่อสีฟ้าใสที่ห่อหุ้มร่างของพ่ออยู่ผลักกระเด็นออก ก่อนที่มือพ่อจะแตะโดนตัวผม ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดก็เบิกกว้างแล้วล้มลงไปต่อหน้า ท้องของพ่อถูกแทงทะลุด้วยมือของใครบางคน

อ๊ากกก!”

มันคือมือที่แสนคุ้นตา มือที่ขาวผ่อง เรียวยาว และดูแข็งแกร่ง…เจ้าของมือนั้นก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาผมที่กำลังกรีดร้องและพยายามดิ้นรน

“…ฉันบอกแล้วไงว่าอย่างน้อยก็ไว้ชีวิตพ่อฉัน! ไอ้โรคจิต!”

เขาใช้มือเปื้อนเลือดลูบแก้มที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาของผม จากนั้นก็หลุบตามองผมด้วยสีหน้าเย็นชาพลางเอ่ยขึ้น

อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…”

 

“เฮือก!”

โอ้โห เชี่ยเอ๊ย! นี่อะไรวะเนี่ย! อนาคตเฮงซวยกำลังเฝ้ารอผมอยู่นี่หว่า! ทำไมหมอนั่นถึงทำแบบนั้นกับผมล่ะ ผมทำอะไรผิดไปหรือไง!

ทันทีที่ลืมตาตื่นผมก็คร่ำครวญเพราะรู้สึกเหลือจะเชื่อ คิมแจยองที่นั่งพิงเตียงหลับไปพลันลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

“อึนซู…”

คิมแจยองพูดพึมพำพลางดึงเอวผมเข้าไปกอด หากเป็นยามปกติผมคงโวยวายบอกให้เขาขยับออกไปห่างๆ แต่สิ่งที่เพิ่งเห็นในความฝันทำเอาผมไม่สบายใจขึ้นมา…เอาเถอะ ถึงยังไงเขาก็คือคนที่ตื่นรู้ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานและช่วยชีวิตผมไว้ได้ แม้จะไม่เต็มใจ แต่ผมก็ยังยกมือลูบหัวของคิมแจยองที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลนุ่มเบาๆ มันคงทำให้เขาอารมณ์ดี เขาถึงได้ยิ่งเอาหน้าเข้ามาถูไถ

ให้ตายสิ นายไม่ใช่ลูกหมาสักหน่อย

“ที่นี่ ห้องทดลองวิทย์เหรอ”

“อื้ม ที่นี่อยู่ใกล้โรงอาหารที่สุดแล้ว…ส่วนเตียงนี่ฉันไปเอามาจากห้องพยาบาลน่ะ”

พอเขาเงยหน้าขึ้นมองผมเหมือนขอคำชม หัวใจผมก็สับสนไปหมด ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะบ้าได้ขนาดนั้น อนาคตที่ผมเห็นครั้งแรกเขาทำให้ครอบครัวผมตายด้วยน้ำมือชายูฮยอก แต่คราวนี้เขากลับเป็นคนฆ่าพ่อผมต่อหน้าต่อตา คำว่า ‘อย่างน้อยก็ไว้ชีวิตพ่อฉัน’ นั้นตีความได้ว่าสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ของผมถูกฆ่าตายไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าหมอนี่ทำแบบนี้เพราะผมไปมองคนอื่นนอกจากเขาล่ะก็…โอ้โห หมอนี่มันโรคจิตขนานแท้เลยนะเนี่ย ก่อนออกไปร้านขายยา พอเห็นเขาทำตัวเย็นชาผมยังกังวลอยู่เลยว่าเขาอาจจะหมดความสนใจในตัวผมไปแล้วหรือเปล่า แต่จากที่เห็นในความฝันดูเหมือนว่าความยึดติดของหมอนี่จะยิ่งหนักขึ้นซะมากกว่า

ผมควรต้องแก้ปัญหานี้ยังไง หรือผมควรเล่นบทแฟนกันจริงๆ ไปเลยดีไหม แม่งเอ๊ย บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นเกย์! ตรงข้ามกับเสียงตะโกนในใจ ผมกลับต้องปั้นหน้าแจกยิ้มการค้าพลางลูบหัวเขาเหมือนกำลังมองว่าเขาน่ารักเหลือเกิน สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของผมนี่ใช้ได้เลยจริงๆ

“ว่าแต่ทำไมฉันไม่เป็นอะไรเลยล่ะ”

“ฮวังซูยอนตื่นรู้ด้วยความสามารถในการรักษา”

“โอ้”

“นายนอนหลับไปตั้งสามวันแน่ะกว่าจะฟื้น”

เสียงของคิมแจยองหม่นลง ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนหมดสติพลันผุดขึ้นมา มันคือใบหน้าที่แลดูหวาดกลัวสุดๆ ทั้งที่เห็นสัตว์ประหลาดแล้วยังไม่แม้แต่จะกะพริบตาจนถึงขั้นดูไร้ความเป็นมนุษย์ ทว่าหมอนี่กลับมีสิ่งที่กลัวกับเขาด้วยแฮะ น่าทึ่งอยู่เหมือนกันนะเนี่ย แม้จะน่าเขินนิดหน่อยที่สิ่งนั้นคือความตายของผมก็เถอะ

“เออ จริงสิ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ โอเคกันไหม อีฮยอนอูกับซอยุลยังอยู่ดีหรือเปล่า”

“…อยากรู้เหรอ”

“โธ่ ร่วมเป็นร่วมตายกันมาขนาดนั้นก็ต้องอยากรู้อยู่แล้วไหมล่ะ ฉันจะไม่อยากรู้ได้ไง”

“ไม่อยากรู้ไม่ได้เหรอ”

รอยยิ้มพลันหายไปจากใบหน้าคิมแจยอง นี่มันอะไรกันเนี่ย…ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนเคยเห็นผ่านตามาแล้วในความฝัน…

‘อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…’

…คำพูดนั้นหมายความว่าอย่าไปสนใจเรื่องคนอื่น สนใจแค่เรื่องดูแลฉันก็พอสินะ

ทันใดนั้นสมองผมรีบเดินเครื่องเต็มกำลัง การดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนอนาคตซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

“อะแฮ่ม…นี่ คิมแจยอง”

ผมตีเนียนจับมือคิมแจยอง ไม่สิ แค่นี้คงไม่พอ ผมรวบรวมความกล้าสอดนิ้วเข้าไปประสานกัน คิมแจยองสะดุ้งตัวสั่นเมื่อจู่ๆ ฝ่ามือก็สัมผัสกันอย่างกะทันหัน เขาเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ แม้จะมืดจนมองความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้ไม่ชัด แต่ผมมั่นใจว่าหูเขาต้องแดงแล้วแน่ๆ

“นะ…นายไม่รู้ความรู้สึกฉันเลยเหรอ”

ผมพูดตะกุกตะกักเหมือนคนไม่มีสมอง พนันได้เลยว่าตอนนี้หน้าผมคงแดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว แม่งเอ๊ย…

“ไม่รู้…”

เสียงคิมแจยองเหมือนคนกำลังงุนงงอย่างบอกไม่ถูก

“นายน่ะ คือ…คือ…ที่สุดเลย!”

“…ที่สุด?”

“ที่สุดสิ หมายถึงความสนิทไง นายสนิทกับฉัน! สนิทมาก”

ผมประหม่าจนมือเปียกชื้นไปหมด แม้พยายามจะแงะมือตัวเองเพื่อดึงออกมาเช็ด แต่คิมแจยองกลับจับมือผมไว้แน่นราวกับจะไม่มีวันปล่อยเด็ดขาด ผมรับรู้ได้ถึงความปวดร้าว มันส่งผ่านมาทางผิวหนังที่สัมผัสกันอยู่ ผมรู้สึกสงสารเขาขึ้นมานิดหน่อย แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ ให้ตายเถอะ ผมมันมีอะไรดีนัก รสนิยมหมอนี่ประหลาดดีจริงๆ…

“…เพื่อนที่จับมือกันแบบนี้มีแค่นายคนเดียวนะ”

เมื่อได้ยินที่ผมพูด คิมแจยองก็จ้องมือที่เกาะกุมกันอยู่ไม่วางตา

“…แบบนี้ก็ด้วยใช่ไหม”

ว่าแล้วเขาก็ดึงมือผมเข้าหาตัวพลางก้มหน้าลงตามด้วยจรดริมฝีปากบนหลังมือผม จากการกระทำนั้นผมสัมผัสได้ถึงความปรารถนาของคิมแจยองที่อยากจะใกล้ชิดผมมากกว่าคนอื่นๆ ผมเพิ่งสังเกตว่าหางตาของเขาแดงก่ำ

ร้องไห้?

พอได้เห็นดวงตาคู่นั้นแล้ว ผมก็สลัดมือเขาทิ้งหรือแสดงท่าทีรังเกียจไม่ลง ผมลอบกลืนน้ำลายก่อนค่อยๆ พยักหน้า

“แบบนี้ก็ด้วย”

สีหน้าคิมแจยองดูสดใสขึ้น พอเห็นเขาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามการกระทำแต่ละอย่างของผมแล้วไม่รู้ทำไมมุมหนึ่งในใจชักรู้สึกจะ…ไม่สบายใจขึ้นมา

 

คิมแจยองออกไปข้างนอก โดยบอกทิ้งท้ายไว้ว่าจะไปเอาของกินมาให้ ผมนอนลงบนเตียงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเห็นดวงจันทร์สีแดงอยู่ห่างออกไปเหมือนไม่เคยเข้าใกล้โลกมาก่อน นั่นสินะ เวลาผ่านมาแล้วตั้งสามวันเวฟแรกคงจบไปนานแล้ว หลังจากผ่านเวฟไปหนึ่งครั้ง ดวงจันทร์สีแดงก็จะขยายใหญ่ขึ้น แต่คงเพราะเป็นเวฟแรก ขนาดเลยดูไม่ค่อยต่างจากเดิมเท่าไหร่ ทว่าดวงจันทร์สีขาวที่อยู่ข้างหลังดวงจันทร์สีแดงกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงจะยังไม่ได้เห็นมันเป็นสีเหลือง แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นมันเป็นสีนวลแล้ว หรือว่าเป็นเพราะดวงจันทร์สีขาวขยับเข้ามาใกล้กันนะ ผู้ตื่นรู้ถึงได้มีมากขึ้นขนาดนี้ ในขณะที่กำลังคิดว่าตัวเองโชคดีจากการที่ฮวังซูยอนตื่นรู้ได้ถูกจังหวะและช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้ได้ ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็เปิดออก

“คิมแจยอง กลับมาระ…ฮวังซูยอน?”

“หวัดดี ซอนอึนซู พอดีฉันได้ยินว่านายตื่นแล้วเลยแวะมาดูน่ะ”

สภาพของฮวังซูยอนในตอนนี้เธอสลัดชุดนักเรียนสกปรกเลอะเทอะทิ้งไปและเปลี่ยนมาสวมชุดพละสะอาดสะอ้านแทน พอดูไปแล้วชุดที่ผมสวมอยู่ก็เป็นชุดพละเหมือนกัน คิมแจยองคงเปลี่ยนให้ผมสินะ ในระหว่างที่ผมหมดสติไป ดูท่าคงเกิดเรื่องขึ้นมากมายทีเดียว ฮวังซูยอนเดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ จากนั้นก็หย่อนตัวนั่งห้อยขาบนเก้าอี้ที่คิมแจยองเคยนั่งอยู่เมื่อครู่

“เธอมาคนเดียวเหรอ”

“มีแค่ฉันคนเดียวที่เข้ามาได้”

“…หา?”

“คนที่ช่วยชีวิตนายคือฉันนี่ ฉะนั้นมีแค่ฉันที่เข้ามาได้ คนอื่นๆ แค่จะเข้าใกล้ที่นี่ยังทำไม่ได้เลย”

สายตาแฝงนัยบางอย่างของฮวังซูยอนทำเอาหลังมือผมเริ่มสั่นเบาๆ ผมจึงลูบหลังมือพลางหลบสายตาเธอ

“เดี๋ยวนี้หมอนั่นไม่แกล้งทำตัวเป็นคนดีแล้วด้วยนะ…แต่ฉันว่านั่นแหละที่ทำให้หมอนั่นดูเซ็กซี่ ว่าแล้วเชียว ผู้ชายเนี่ยหน้าตาคือทุกอย่างจริงๆ”

“…นี่เธอกำลังพูดถึงคิมแจยองอยู่สินะ”

“ยังจะมีใครอีกหรือไง บนโลกเฮงซวยใบนี้ยังจะมีใครเป็นเจ้าของหน้าตาใช้ได้แบบนั้นอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่หมอนั่น”

…หน้าผมมันดูไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรือไง ผมชักจะหมดความมั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองแล้วแฮะ ความผิดของคิมแจยองทั้งนั้นเลยเชียว เพราะหมอนั่นใช้หน้าตานั้นมาเกาะติดอยู่กับผม มันถึงเกิดการเปรียบเทียบขึ้นไง รูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของผมดันถูกกลบซะมิด ไอ้เวรนี่มันเอาเปรียบกันชัดๆ

“อีฮยอนอูกับซอยุลปลอดภัยดีใช่ไหม”

“ทั้งคู่ปกติดี หลังจากสองคนนั้นกลับมาได้ไม่นาน คิมแจยองก็อุ้มนายกลับมาเหมือนกัน ตอนนั้นฉันน่ะ…นึกว่านายจะตายไปแล้วซะอีก”

“ถ้าเธอไม่ตื่นรู้ขึ้นมา ฉันคงตายไปแล้วแน่ๆ ขอบใจที่ช่วยชีวิตฉันไว้นะ”

“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะตอบแทนบุญคุณ”

ผมรู้สึกละอายใจ เพราะเทียบกับสิ่งที่ผมทำแล้ว สิ่งที่ได้รับตอบแทนมานั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก ฮวังซูยอนยิ้มกว้างพลางพูดต่อ

“สิ่งที่เรียกว่าการตื่นรู้นี่น่าทึ่งเนอะ ตอนอีฮยอนอูตื่นรู้ หมอนั่นถึงกับเป็นลม ฉันเลยเข้าใจว่ามันต้องเจ็บมากแน่ๆ แต่ทันทีที่ฉันเห็นนาย ฉันก็วิ่งเข้าใส่เลยเพราะรู้ว่าช่วยนายได้แน่ อันที่จริงก็จำไม่ค่อยได้หรอก ทว่าคนอื่นเล่าให้ฟังว่าฉันเหมือนคนบ้า”

“นะ…นั่นสิเนอะ”

“ถึงงั้นก็เหอะ หาว่าฉันบ้านี่ก็เกินไปหน่อยนะ ว่าไหม”

ฮวังซูยอนไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองบ้าไปแล้ว ผมไม่อยากพูดอะไรเสริมแล้วทำให้เธอเคืองโดยใช่เหตุ จึงได้แต่ยกมุมปากยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

“ฉันส่งยาไปให้คนป่วยที่อยู่ในห้องชมรมแล้วเรียบร้อย พอสี่ในหกคนตื่นรู้ ซอยุลก็ดูจะเบาใจขึ้นเยอะ ซอยุลให้อาวุธมาแล้วด้วยตามสัญญา แต่พวกที่ตื่นรู้ฝั่งเราดันเอาไปใช้โดยไม่ขออนุญาตนายก่อน…ฉันนี่โคตรจะหงุดหงิดเลยล่ะ นายเป็นคนทำให้เราได้มันมาแท้ๆ…”

ฮวังซูยอนทำหน้าเศร้าเหมือนเธอจะไม่พอใจที่คนอื่นชุบมือเปิบเอาอาวุธที่ผมแลกมาด้วยชีวิตไปใช้กันดื้อๆ แน่นอนว่าผมเองก็ไม่ชอบพฤติกรรมแบบนั้นเหมือนกัน กล้ามากนะที่เอาอาวุธคนอื่นไปใช้โดยพลการ แต่พอผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฮวังซูยอนแบบเรียลไทม์ ความโมโหก็พลันหายวับไป

“ยะ…ยังไงก็ตั้งใจเอามาแบ่งๆ กันใช้ทุกคนอยู่แล้วแหละ…เอาน่า ฉันขอแค่ดาบเล่มเดียวก็พอ!”

“ดาบ?…มันมีคนเอาไปใช้อยู่น่ะสิ…เฮ้อ ไร้ยางอายชะมัด…ตายไปซะเถอะ…ไม่สิ เราต้องฆ่ามันให้ตาย…”

“ดาบสั้น! กริชไง เธอรู้จักใช่ไหม อันที่สั้นๆ น่ะ มันยังพอเหลือบ้างไหม ถ้าเป็นไปได้ขออันที่คมทั้งสองด้านนะ”

“…ถ้าเป็นของแบบนั้น…ก็ยังพอมีเหลือนะ”

“ถ้างั้นฝากเธอเอามาให้หน่อยสิ เล่มเดียวพอนะ”

“ได้…”

หลังจากนั้นฮวังซูยอนก็กลับไปในสภาพกึ่งปกติกึ่งเสียสติ

“เฮอะ อาวุธของฉัน”

ผมข่มกลั้นความโกรธที่กำลังเดือดพล่านไม่ไหวจึงเตะผ้าห่มทิ้ง

ได้ไงวะ! ฉันคนนี้อุตส่าห์เอาชีวิตไปแลกอาวุธมานะโว้ย! ไอ้เวรเอ๊ย! ฉันกะจะใช้ทั้งหมดนั่นเลยด้วยซ้ำ! แบบนี้มีหวังใช้สกิลได้ไม่เต็มที่กันพอดีน่ะสิ! โอ๊ย เจ็บใจฉิบหาย!

ผมกลัวว่าด้านนอกนั่นจะมีสัตว์ประหลาดอยู่เลยเอาหน้าฝังเข้าไปในผ้าห่มแล้วดีดดิ้นอย่างหงุดหงิด

“อึนซู”

คิมแจยองที่ไม่รู้ว่ากลับมาตอนไหนยืนนิ่งมองผมพลางเรียกชื่อ ถ้าจะเข้ามาก็หัดให้สุ้มให้เสียงกันหน่อยสิ ผมอับอายกับการแสดงท่าทีเล่นใหญ่ของตัวเองเลยทำเป็นชี้ถุงพลาสติกสีขาวที่เขาถืออยู่เพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“…ไปเอามาจากไหนอีกล่ะนั่น”

“ร้านสะดวกซื้อ อยากอุ่นมาให้ แต่ไมโครเวฟใช้ไม่ได้ มันอาจจะเย็นหน่อยนะ”

“ร้านสะดวกซื้อ?”

คิมแจยองยื่นโจ๊กเนื้อที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อให้ผม พอตื่นรู้กับเขาบ้างก็เดินร่อนไปทั่วเชียวนะไอ้หมอนี่ แต่ดูจากที่ต่อกรกับสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์ได้อย่างง่ายดายแล้วก็พอเข้าใจได้แหละ แต่ผมแค่สงสัยเฉยๆ ว่าเขาแข็งแกร่งขนาดนี้มาตลอดตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า ในความฝันตอนที่คิมแจยองอยู่กับผม เขาไม่ได้เคลื่อนไหวหรือแสดงออกอะไรเป็นพิเศษ และหลังจากที่ผมตายไปส่วนมากเขาจะใช้สกิลสายพลังจิตมากกว่าสกิลสายกายภาพ ยิ่งไปกว่านั้นคิมแจยองยังจงใจเลี่ยงการปะทะกันซึ่งๆ หน้ากับชายูฮยอก มันจึงยากจะประเมินได้ว่าเขามีพลังระดับไหน จริงอยู่ที่พลังเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ตื่นรู้ทั่วไปมาก แต่การเดินเตร่ไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้จนเริ่มติดเป็นนิสัยก็ถือเป็นเรื่องอันตรายอยู่ดี ยิ่งเวลาผ่านไปสัตว์ประหลาดก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และอาจมีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่าพวกที่เจอในตอนนี้โผล่มาอีกก็ได้ ทีนี้ถ้าเกิดไม่มีคิมแจยองแล้วชายูฮยอกคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นมา ตัวผมจะเอาชีวิตรอดยังไงล่ะ

“อย่าไปไกลนักสิ นายอาจจะเจ็บตัวเอาได้นะ จากนี้ไปคอยอยู่ข้างๆ ฉันไว้เถอะนะ”

“…ตอนนี้นายต้องการฉันแล้วเหรอ”

“พูดอะไรน่ะ เราเพื่อนกันนะ”

“เพื่อน…”

คิมแจยองพูดพึมพำพลางหลุบตาลงต่ำเหมือนเขิน ผมกะจะดุเขาให้หนักๆ แต่ทำไมบรรยากาศมันดันกลายเป็นแบบนี้ไปอีกแล้วล่ะเนี่ย ผมรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ สงสัยคงต้องเปลี่ยนเรื่องพูดสักหน่อยแล้ว ว่าแล้วก็คว้าโจ๊กที่คิมแจยองเอามาให้แล้วแสร้งทำเป็นคนมากเรื่อง

“โจ๊กเนื้อ? ฉันชอบโจ๊กหอยเป๋าฮื้อต่างหากล่ะ”

“เอ้า นี่ โจ๊กหอยเป๋าฮื้อ”

“เดี๋ยวนะ นายเอามากี่ถ้วยกันแน่เนี่ย…”

ในถุงร้านสะดวกซื้อที่คิมแจยองยื่นให้มีโจ๊กอยู่ถึงสิบถ้วย แถมยังเรียงรสชาติกันมาอีกต่างหาก ผมวางโจ๊กเนื้อในมือลงแล้วเปลี่ยนไปหยิบโจ๊กหอยเป๋าฮื้อแทน ไม่น่าเล่นใหญ่เลยแฮะ ผมเปิดฝาพลาสติกออกแล้วลองเปรยถามดู

“ไม่มีกิมจิ* เหรอ ไม่รู้หรือไงว่าฉันคือนักรบกิมจิ**

“เดี๋ยวฉันไปเอามาให้ไหม”

“ช่างเถอะ ว่าแต่โจ๊กเนื้อนั่นน่ะ นายกินให้หมดเลยนะ โธ่เอ๊ย ผอมโกรกกว่าเดิมอีก นายต้องมีเนื้อมีหนังหน่อยสิถึงจะน่ารัก”

คิมแจยองได้ยินที่ผมพูดก็ยิ้มออกมาบางๆ ใบหน้าที่มุมปากยกขึ้นแล้วยิ้มตาหยีนั้นดูราวกับภาพวาดจนรู้สึกเหมือนห่างไกลจากความเป็นจริง

ถ้ายิ้มกว้างๆ จะสวยกว่านี้อีก

คงเพราะสิ่งที่ผมเห็นในฝันพยากรณ์รอบนี้คือหน้าตาไร้อารมณ์และท่าทีเย็นชาของเขา ผมเลยรู้สึกว่าต้องเห็นเขายิ้มกว้างอย่างสดใสเท่านั้นถึงจะวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วผมควรจะทำอะไรให้เขาอีกดีล่ะ ผมเปิดฝาถ้วยโจ๊กเนื้อ ปักช้อนพลาสติกลงไป และส่งให้คิมแจยอง

“กะ…กินสิ”

จู่ๆ ผมก็รู้สึกเขินจนพูดติดตะกุกตะกัก ผมมองใบหูคิมแจยองแดงก่ำและมุมปากที่กระตุกยิ้ม ทั้งที่ผมมองหน้าเขาอย่างคาดหวัง แต่พอคิมแจยองตักโจ๊กหนึ่งช้อนเข้าปาก สีหน้าเขาก็ไร้อารมณ์ทันที

“เย็นอะ”

“…กินๆ เข้าไปเถอะน่า ไอ้คนเรื่องมากเอ๊ย”

ดูท่าผมคงใช้อาหารทำให้คิมแจยองยิ้มไม่ได้แน่ ถึงจะรู้สึกใจไม่ดี แต่พอเห็นคิมแจยองกินโจ๊กอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยช้อนพลาสติกคันน้อยๆ ผมก็หลุดหัวเราะออกมา

 

หลังจากอยู่นิ่งๆ เล่นไปตามน้ำเอาใจคิมแจยองได้ประมาณสองวัน อารมณ์ของคิมแจยองก็ดูจะดีขึ้นมาก ทั้งที่รู้สึกโล่งใจ แต่มุมหนึ่งในใจก็ยังรู้สึกกังวล เพราะเกรงว่าบางทีทุกชั่วขณะของปัจจุบันอาจกำลังเดินหน้ามุ่งสู่อนาคตที่ผมเห็นในฝันพยากรณ์อยู่ก็ได้

ร่างกายผมหายดีเป็นปลิดทิ้ง แต่การนอนนิ่งอยู่เฉยๆ มันไม่ค่อยถูกกับสภาวะร่างกายของผมเท่าไหร่ ผมจึงเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อสองสามชั่วโมงก่อนฮวังซูยอนเอากริชมาให้ หากบอกว่าเป็นกริชก็ดูจะเกินไปนิด คงต้องบอกว่าเป็นดาบสั้นที่มีความยาวเท่าศอกถึงปลายนิ้วน่าจะเหมาะกว่า ดาบสั้นเล่มนี้อยู่ในฝักที่ดูหรูหรา สามารถนำมาสอดไว้กับเข็มขัดหนังโดยเฉพาะและคาดเอวได้ แม้จะไม่ใช่อาวุธที่ผมต้องการ แต่คงเพราะได้มันมาในราคาแพงล่ะมั้ง ผมเลยไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่นัก

“จะออกไปข้างนอกเหรอ”

พอเห็นผมคาดเข็มขัดหนังและเหน็บดาบสั้น คิมแจยองก็ทำหน้าบูดทันที

แล้วนายจะให้ฉันหมกตัวเองอยู่ในนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่วะ ไอ้ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำเอ๊ย

ผมกลืนความในใจลงไปแล้วพยักหน้าเงียบๆ เคราะห์ดีที่เขาดูเหมือนยังไม่คิดจะจับผมขังไว้แบบในความฝัน

“อื้ม ฉันแค่จะไปเดินดูรอบๆ เดี๋ยวมา”

“ไปด้วยกัน”

“พอเลย สัตว์ประหลาดแถวนี้ถูกฆ่าหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ทีฮวังซูยอนยังเดินไปเดินมาคนเดียวได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย”

ในระหว่างที่ผมสลบไสลไม่ได้สติ คิมแจยองเป็นคนกำจัดสัตว์ประหลาดรอบๆ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์จนเกลี้ยง เห็นเจ้าตัวบอกว่าอยากเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่ถ้าเปิดแล้วสัตว์ประหลาดเข้ามาได้มันจะน่ารำคาญ เลยกำจัดทิ้งหมดหรือยังไงนี่แหละ พวกนักเรียนในโรงอาหารเองก็ตามหลังคิมแจยองกันต้อยๆ ออกไปล่าสัตว์ประหลาดเพื่อเก็บประสบการณ์ในสนามจริง ฉะนั้นตอนนี้รอบโรงอาหารกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงไม่เหลือแม้กระทั่งเงาของสัตว์ประหลาดสักตัว

“เดี๋ยวกลับมาน่า รอฉันอยู่นี่แหละ”

เมื่อผมสบตาเขาแล้วพูดอย่างหนักแน่น คิมแจยองก็พยักหน้าโดยไม่คิดจะปิดบังความไม่พอใจด้วยซ้ำ ผมนึกถึงรายการโทรทัศน์ที่เคยดูอยู่หนหนึ่ง ว่ากันว่าสัตว์ที่วิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของจะมีอาการดีขึ้นหากได้รู้ว่าเจ้าของจะกลับมาแน่ๆ นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังเลี้ยงลูกหมาที่วิตกกังวลเพราะไม่อยากแยกกับเจ้าของไม่มีผิด

“รีบกลับมานะ…”

พอคิดแบบนี้แล้ว เขาก็ดูน่ารักนิดๆ เหมือนกันแฮะ…

 

เก้าอี้ที่กองสุมอยู่ในโถงห้องอาหารถูกยกมาตั้งเรียงกันรอบโรงอาหาร โดยมีเชือกเส้นยาวยึดโยงเก้าอี้แต่ละตัวเข้าไว้ด้วยกัน หากมีสัตว์ประหลาดเข้ามาแตะเชือก กลไกนี้ก็จะส่งสัญญาณไปที่ด้านในโรงอาหารทันที ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิด แต่นับเป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพดีทีเดียว

เมื่อเข้ามายืนในโรงอาหาร สิ่งแรกที่สังเกตเห็นเลยคือความเรียบร้อย เก้าอี้ทั้งหมดถูกย้ายไปไว้ด้านนอก ดูท่าจะใช้โรงอาหารนักเรียนที่กว้างขวางนี้แทนพื้นที่อยู่อาศัย ในขณะที่ผมกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ คนแรกที่เดินเข้ามาหาผมก็คือเจ้าหมีสีน้ำตาล

“รุ่นพี่อึนซู ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยังครับ”

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ว่าแต่ที่นี่ดูน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”

“แอบละอายใจนิดหน่อยครับ ทั้งที่คนอื่นลำบากลำบนกัน แต่ดูเหมือนจะมีแต่ผมที่สบาย ถ้าผมตื่นรู้กับเขาด้วยก็คงดี…”

น่าเสียดายที่เจ้าหมีสีน้ำตาลไม่ได้ตื่นรู้ รูปร่างเขาสูงใหญ่ แถมยังแรงเยอะ ถ้าตื่นรู้จะต้องแข็งแกร่งมากแน่ น่าเสียดายจริงๆ

“จะว่าไปแล้วฮยอนอูบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับรุ่นพี่ครับ หมอนั่นอยู่หลังโรงอาหาร เดี๋ยวผมไปตามมาให้นะครับ”

“ไม่ต้อง ฉันไปเอง”

ผมห้ามเจ้าหมีไม่ให้ไปตามอีฮยอนอู ก่อนจะเดินไปทางประตูด้านหลัง ผมรับรู้ได้ถึงสายตาของคนอื่นๆ ที่เหลือบมองมา ซึ่งในสายตาเหล่านั้นไม่มีความยินดีใดๆ เลยแม้แต่น้อย ทำเอาผมชักวางสีหน้าไม่ถูก ทีแรกคิดว่าทุกคนน่าจะมองผมในแง่ดีขึ้นไม่มากก็น้อยเพราะผมเป็นคนหาอาวุธมาให้ แต่ดูจากตอนนี้แล้วน่าจะไม่ใช่แบบนั้น

ช่างเถอะ ผมทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายอมรับสักหน่อย

เมื่อเปิดประตูด้านหลังแล้วก้าวเท้าออกไป ผมก็เจออีฮยอนอู ยูยอนฮา และนัมจินซู ทั้งสามกำลังคุยกันหน้าดำคร่ำเครียด แต่พอเห็นผมโผล่มาทุกคนก็รีบปิดปากเงียบ หัวหน้าห้องยังคงจ้องผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ส่วนนัมจินซูกลอกตามองผมสลับกับหัวหน้าห้อง

“รุ่นพี่อึนซู ร่างกายโอเคแล้วใช่ไหมครับ”

“ก็อย่างที่เห็น ฮวังซูยอนความสามารถดีใช้ได้เลยนะ ว่าแต่ทำไมสองคนถึงพันผ้าพันแผล ไม่ลองขอให้ฮวังซูยอนรักษาให้ล่ะ”

นัมจินซูมีผ้าพันแผลพันรอบขา ส่วนหัวหน้าห้องพันรอบแขน อีฮยอนอูถอนหายใจพลางส่ายหน้า

“รุ่นพี่ซูยอนไม่ยอมรักษาให้ครับ สงสัยคงยังแค้นฝังหุ่นอยู่”

“งั้นเหรอ ผิดใจกับฮีลเลอร์นี่ชีวิตลำบากนะ จากนี้คงต้องระวังตัวหน่อย”

“เฮอะ”

ไม่รู้คำพูดของผมฟังดูประชดประชันหรือยังไง หัวหน้าห้องเลยแค่นหัวเราะเหมือนไม่อยากเชื่อ เขาเอาไหล่กระแทกผมแล้วเดินเข้าไปในโรงอาหาร

เอ้า ไอ้เวรนี่

นัมจินซูมองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผมแล้วเดินตามหัวหน้าห้องไป ตรงนี้จึงเหลืออีฮยอนอูกับผมแค่สองคน

“หมอนั่นทำไมจงเกลียดจงชังฉันนักวะ ตลกชะมัด ฉันไปทำอะไรให้”

สมมติฐานที่ว่าหัวหน้าห้องชอบคิมแจยองน่าจะถูกต้องแล้วล่ะ ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็คงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเกลียดผมขนาดนี้

“ไหนว่านายอยากคุยกับฉัน มีเรื่องอะไรล่ะ”

อีฮยอนอูทำหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้ยินที่ผมถาม ดูจากการที่เขาอ้ำอึ้งไป ดูท่าคงตั้งใจจะพูดอะไรที่พูดยากแน่ๆ ผมเอียงตัวเอาไหล่พิงผนังรอให้เขาเปิดปาก

“ขอโทษนะครับที่ผมต้องพูดแบบนี้กับคนที่เพิ่งตายแล้วฟื้นกลับมาได้…แต่รบกวนรุ่นพี่ไม่ต้องออกโรงทำอะไรแล้วได้ไหมครับ”

“…หา?”

“ทุกเรื่องที่รุ่นพี่เข้าไปข้องเกี่ยว สถานการณ์มัน…ค่อนข้างแย่ลงเยอะเลยน่ะครับ คนอื่นๆ เองก็…ดูจะวิตกกังวลกันมากด้วย”

ผมถึงกับอึ้งสนิท สิ่งที่เขาพูดมามันก็ไม่ผิดหรอก แต่…ความรู้สึกผมกลับดำดิ่ง เหลือจะเชื่อ ไอ้คนที่ถ้าไม่ได้ผมคงตายซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้ตั้งกี่หนกลับกล้าที่จะพูดจาแบบนี้

“ตอนนี้อยู่กันได้สบายแล้วเลยจะเขี่ยฉันทิ้งงั้นสินะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ…! พวกเราไม่ได้จะเขี่ยทิ้ง ถ้าจะให้พูดตามตรง…แค่อยากให้รุ่นพี่อยู่เฉยๆ เงียบๆ ก็พอครับ ผมรู้ว่ามันไร้ยางอาย ทั้งที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือมาตลอดแท้ๆ ยังจะมาขออะไรแบบนี้อีก”

อีฮยอนอูคงรู้สึกว่าสีหน้าของผมเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกทีจึงลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะโพล่งความลับของตัวเองออกมาประหนึ่งสารภาพบาป

“…ผมสามารถรับรู้ได้ครับว่าคนไหนกำลังโกหกหรือพูดความจริง และผมก็เห็นว่ารุ่นพี่เอาแต่โกหกอยู่เรื่อย ไม่ใช่แค่รุ่นพี่คนเดียว รุ่นพี่คิมแจยองก็เหมือนกันครับ สองคนน่าจะกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ ผมเลยไม่กล้าเชื่อใจ เพราะแบบนี้ผมถึงปล่อยให้รุ่นพี่ออกโรงต่อไปไม่ได้แล้วครับ”

อีฮยอนอูเปิดเผยว่าตนมีความสามารถในการแยกแยะความจริงและความเท็จ ดูท่าเขาจะสับสนมากเพราะที่ผ่านมาผมพูดความจริงกับความเท็จปนกันมั่วเกือบตลอดเวลา

เออ มันก็เข้าใจได้แหละ สมองน่ะเข้าใจได้…แต่หัวใจน่ะไม่ใช่ ผมไม่ยินดีสักนิดที่ต้องมาฟังเรื่องแบบนี้จากปากของรุ่นน้องที่ตัวเองใส่ใจและค่อนข้างเอ็นดูอย่างหมอนี่ ยิ่งเพิ่งรอดจากความตายมาด้วยกันหยกๆ ยิ่งแล้วใหญ่

ผมกำมือแล้วคลายซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้ตัว พยายามสงบอารมณ์ อีฮยอนอูเห็นดังนั้นก็ยื่นหน้ามาใกล้

“รุ่นพี่จะต่อยผมสักหมัดก็ได้นะครับ”

พลั่ก!

ตอนนี้ต่อให้โดนหมัดผมไปเขาก็คงไม่ตายอยู่แล้ว ผมเลยประเคนหมัดเข้าไปเต็มแรง อีฮยอนอูเซล้มก้นจ้ำเบ้า แก้มบวมและปากแตกจนเลือดไหล ทั้งที่เห็นแบบนี้แล้ว แต่ความโกรธของผมก็ยังไม่ลดลงง่ายๆ

“…ไม่หายโกรธว่ะ”

ความจริงแล้วสิ่งที่มากไปกว่าความโกรธคือความรู้สึกว่างเปล่า ผมพยายามเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยการทิ้งนิสัยเดิมและไม่สร้างปัญหา ผมพยายามแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังหลุดพ้นจากบทตัวร้ายฝ่ายอธรรมไม่ได้

“รุ่นพี่จะต่อย…”

“ช่างเหอะ”

ขืนอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ผมควรกลับได้แล้ว ทว่าพอหันไปทางประตูโรงอาหารผมก็เห็นหัวหน้าห้องอยู่ตรงช่องประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย ทันทีที่เขาสบตาผมก็เปิดประตูผลัวะและเริ่มตะโกนเสียงดัง

“ซอนอึนซู! ทำบ้าอะไรของนายน่ะ!”

ดีนะที่ไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่แถวนี้ เสียงเขาดังพอที่จะทำให้คนอื่นๆ สะดุ้งตกใจจนกรูกันเข้ามามุง หัวหน้าห้องรีบเดินผ่านผมเข้าไปพยุงอีฮยอนอู

“ฮยอนอู นายเป็นอะไรไหม”

“เอ่อ…รุ่นพี่ยอนฮา เรื่องนี้…”

“คิดว่าจะใช้ความรุนแรงยังไงก็ได้เหรอ! นายนี่นะ ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด!”

อีฮยอนอูมีสีหน้าตื่นตระหนกและพยายามจะอธิบายสถานการณ์ แต่หัวหน้าห้องกลับไม่เปิดโอกาส เขาเริ่มตะโกนเสียงดังอีกครั้ง ในบรรดาผู้รอดชีวิตฝั่งโรงอาหารที่มามุงดูความวุ่นวาย พวกที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ตื่นรู้พากันเดินเข้ามายืนล้อมผมพร้อมกับถืออาวุธที่ผมลำบากแทบตายเพื่อให้ได้มา

“ถ้านายกำลังคิดว่าเพราะตัวเองตื่นรู้คนแรกเลยจะขึ้นเป็นผู้นำเพื่อปกครองพวกเราล่ะก็ เลิกพยายามซะเถอะ”

“…ว่าไงนะ”

“เราโดนโจมตีที่ห้องชมรมก็เพราะนายนี่ เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ของนายทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนคนตายไปตั้งเยอะ ครั้งนี้เอาแค่เรื่องที่ร้านขายยาก็ชัดแล้ว ฮยอนอูไม่ได้อยากไป แต่นายบังคับจะพาเขาไปให้ได้! นายเกือบทำฮยอนอูตายไปด้วยอีกคนด้วยซ้ำ!”

สถานการณ์นี้มันอะไรกัน ทุกคนตั้งตัวเป็นศัตรูกับผมแล้ว กระทั่งโอฮันบิทที่เหนียมๆ และใจดีก็ยังเล็งอาวุธมาทางผมพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ข้างหลังนั่นดูเหมือนเจ้าหมีสีน้ำตาลกำลังพยายามฝ่าฝูงชนเพื่อเข้ามาหาผม แต่พวกตื่นรู้ทั้งหลายใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งขวางเขาไว้

“ทุกคนทำอะไรน่ะ ก็บอกว่าไม่ใช่อย่างงั้นไงครับ!”

อีฮยอนอูพยายามจะชี้แจงอีกครั้ง ทว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายลงไปอีก

“อย่าไปเข้าข้างมันสิ ฮยอนอู”

“เออ ใช่ นายโดนซอนอึนซูบงการมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ พวกเราจะปกป้องนายเอง”

“ตอนนี้เราเองก็มีพลังแล้วเหมือนกัน!”

เดี๋ยวนะ…คนพวกนี้เกลียดผมกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ที่ผ่านมาไม่มีใครแสดงอาการอะไรสักนิด แต่แล้วจู่ๆ ก็แสดงท่าทีแบบนี้ซะงั้น โคตรจะไร้สาระ แม้แต่คุณป้าคิมบกซุนที่ปกติเป็นมิตรดียังจ้องผมจากที่ไกลๆ พร้อมตะเบ็งเสียง

“ในเวลาที่ทุกคนควรจะร่วมมือกันเอาชนะความลำบากยังต่อยรุ่นน้องได้ลงคอ…เธอทำแบบนี้ไม่ถูกนะ! เธอต้องโดนสวรรค์ลงโทษแน่!”

ผมไม่รู้เลยว่าจะหนีออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง หากมีแค่คนสองคนผมคงไม่ช็อกหนักแบบนี้ แต่นี่ทุกคนพากันชี้นิ้วมาทางผม ผมจึงเริ่มคิดแล้วว่าตัวเองทำอะไรผิดไปจริงๆ หรือเปล่า สมองเริ่มรวน ตาเริ่มพร่าเบลอ พวกดาราที่ทุกข์ทรมานกับคอมเมนต์เชิงลบก็คงจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกันใช่ไหมนะ ในขณะผมกำลังจะวิ่งกลับไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ใครบางคนก็คว้าผมไว้

“…รุ่นพี่อึนซู!”

“…คังด็อกโฮ”

หมอนั่นวิ่งพลางส่งเสียงกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้ เขาพักหอบหายใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยใบหน้าซีดเซียว

“แปลกมากครับ”

“…”

“ทุกคนไม่ได้เกลียดรุ่นพี่มากขนาดนี้แน่ครับ ผมมั่นใจครับ มันมีบางอย่างผิดปกติ”

“…ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”

ผมขอบคุณสายตาของเจ้าหมีที่ยังดูเชื่อใจผมอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ผมสะบัดมือเขาและเดินเข้าไปด้านในอาคาร เมื่อผ่านโถงทางเดินที่ว่างเปล่าและเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ออก ผมก็เห็นแผ่นหลังของคิมแจยอง เขากำลังนั่งห้อยขามองท้องฟ้าอยู่บนกรอบหน้าต่างที่เปิดไว้ คิมแจยองรู้ว่าผมมาจึงยิ้มต้อนรับผมอย่างยินดี

“อึนซู”

“อื้ม”

“ทำไมทำหน้ายังงั้นล่ะ”

คิมแจยองลงมาจากกรอบหน้าต่าง หางคิ้วตกลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของผม สีหน้านั้นหากมองแค่ผิวเผินคงเหมือนกำลังแสดงความเป็นห่วง แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันแปลกๆ ดูเหมือนกับเขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่างจากผม ผมขมวดคิ้วจ้องมองเขาตรงๆ คิมแจยองสบตาผมอย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหวพลางยกมือเกลี่ยเส้นผมไปทัดไว้ที่หลังหูให้ผม

“โดนพวกนั้นรังแกมาเหรอ”

เอ๊ะ? อย่าบอกนะว่าหมอนี่…ผมนึกว่าหมอนี่ยังไม่ทันได้ยึดติดอะไรในตัวผมซะอีก แต่สงสัยผมจะคิดผิด

“อย่าห่วงเลย อึนซู นายมีฉันอยู่ทั้งคนนะ”

ใบหน้าคิมแจยองที่ปลอบประโลมผมในวันนี้ยังคงงดงามอย่างเคย งดงามเสียจนน่าชัง

“…นั่นสินะ นอกจากนายฉันก็ไม่มีใครแล้วนี่นะ”

…เพราะนายนี่เอง

ผมกลืนคำที่เกือบจะหลุดปากออกไปลงคอแล้วพูดสิ่งที่เขาต้องการฟังแทน คิมแจยองแย้มยิ้มสดใส ภาพของเขาซ้อนทับกับภาพหมาพันธุ์ใหญ่ที่กำลังส่ายหาง ทำเอาผมได้แต่หัวเราะอย่างหมดแรง

ผมจะทำยังไงกับไอ้หมาเวรนี่ดีนะ…

 

ตลอดสองสามวันถัดมาผมขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์และถือโอกาสนั้นจัดระเบียบความคิด คิมแจยองชอบที่ผมขังตัวเองอยู่ในที่ที่เดียวไม่ขยับตัวไปไหน และเพื่อเป็นการชดเชยเขาก็ดูแลผมตั้งแต่หัวจรดเท้า สรรหาแต่ของอร่อยมาให้ผมกิน แม้ของเหล่านั้นจะเป็นแค่อาหารสำเร็จรูปก็ตามที เขาเอาเสื้อผ้ามาให้ผมถุงใหญ่อย่างกับไปปล้นร้านเสื้อผ้ามาเพื่อให้ผมได้สวมเสื้อผ้าสะอาดๆ และลงทุนกระทั่งเอาน้ำดื่มมาให้ผมสระผมแบบไม่คิดจะประหยัดใดๆ ผมเลยได้ใช้ชีวิตประหนึ่งเป็นเจ้านายเขาจริงๆ

ไม่มีใครมาที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์นี้เลยแม้แต่คนเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มากันเองหรือมาไม่ได้กันแน่ อยู่มาวันหนึ่งแม้แต่ฮวังซูยอนเองก็ไม่แวะมาแล้วเช่นกัน ตอนนั้นเจ้าหมีสีน้ำตาลพูดว่า ‘ทุกคนไม่ได้เกลียดรุ่นพี่มากขนาดนี้แน่ครับ’ ผมเก็บคำพูดนั้นมาใคร่ครวญอย่างละเอียด อีฮยอนอูสารภาพแล้วว่าหลังจากตื่นรู้ก็สงสัยผมมาตลอด ยูยอนฮานั้นเกลียดผมอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนคนอื่นๆ โดยมากแล้วก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่สุงสิงกับผมจริงๆ นั่นแหละ ฉะนั้นคำพูดของเจ้าหมีเลยไม่ได้ช่วยปลอบใจผมเท่าไหร่นัก ภาพลักษณ์ของผมเพิ่งจะมาเละเทะเอาวันสองวันนี้ซะที่ไหนล่ะ ผมโดนด่าจนชินชาแล้ว มันคือสิ่งที่สืบทอดกันมาในครอบครัวน่ะ

เราควรไปจากที่นี่ก่อนเวฟระลอกใหม่จะมา

เมื่อเวฟครั้งหน้ามาถึง ไม่มีอะไรรับประกันว่าคิมแจยองจะสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนคนปกติ ดังนั้นจึงต้องออกไปจากที่นี่ก่อนจะถึงตอนนั้น ต้องออกจากกรุงโซล ไม่สิ…ผมต้องออกไปให้พ้นจากเขตของจังหวัดคยองกี จะได้ไม่มีเรื่องให้ต้องเจอกับชายูฮยอก…และผมก็จะได้ปกป้องครอบครัวของผมให้ปลอดภัยได้ ถ้าผมชวนหนีไปด้วยกันแค่สองคน ไอ้ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำนี่ต้องดีใจมากแน่ๆ

ไปบ้านพักตากอากาศที่จังหวัดคังวอนดีไหมนะ หรือจะไปที่เกาะนัมแฮดี ไม่ดีกว่า เกาะนัมแฮอยู่ไกลเกินไป ระหว่างทางอาจเจออันตรายเอาได้ จังหวัดคังวอนนั่นแหละดีแล้ว ถ้าคว้ามอเตอร์ไซค์มาสักคัน ผมจะเป็นคนขี่แล้วให้คิมแจยองซ้อนท้ายคอยจัดการสัตว์ประหลาดให้ ถ้าทำแบบนั้นก็จะทำความเร็วได้…แต่อาจมีเหตุให้ต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์แล้วเดินเท้าแทนนี่น่ะสิ อืม…

วิธีที่จะเลี่ยงเดธแฟลกคงจะมีแต่การหนีไปกับคิมแจยองสองต่อสองงั้นสินะ

ทำไมผมต้องใช้ชีวิตลำบากลำบนเพราะเข้ามาพัวพันกับไอ้บ้านี่ด้วยวะเนี่ย จริงอยู่ที่เขาคือกุญแจสำคัญที่จะปกป้องผม ทว่าการถูกผูกมัดไว้แบบนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ผมต้องการเลยสักนิด ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้สกิลกับผมหรอก แต่ถ้าต่อไปเขาเข้ามาแตะต้องถึงข้างในจิตใจผมล่ะ สถานการณ์มันอาจจะย่ำแย่ยิ่งกว่าความตายก็ได้

“หน้าต่างสถานะ”

 

[System]

ซอนอึนซู

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]

สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1*] [ฝันพยากรณ์*]

 

ผมแตะไปที่คำอธิบายเพิ่มเติมเผื่อว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

[ผู้ตื่นรู้คนแรก]

ฉายาที่มอบให้กับบุคคลที่เป็นผู้ตื่นรู้คนแรกของมวลมนุษยชาติ

ค่าโชค+30

 

ค่าโชค+30 บ้าบออะไรกัน…แน่ใจนะว่าไม่ได้พิมพ์ผิดมาจากคำว่า ‘ค่าความซวย’ ผมบ่นพลางแตะช่องสกิลไล่ไปทีละอัน

 

[ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1]

– สามารถควบคุมสิ่งของทุกชนิดที่ถืออยู่ในมือได้อย่างอิสระตามใจนึก

– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น

– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.1]

– อัตราความสำเร็จ 70%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)

 

อัตราความสำเร็จของสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าพุ่งขึ้นมาถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ขอแค่ผมพยายามอีกนิดเดียวก็น่าจะได้รับสกิลใหม่ แม้จะไม่รู้ว่าสกิลซ่อมแซมนั่นทำงานยังไง แต่ในโลกที่เกลื่อนไปด้วยของหมดสภาพและซากอาคารพังแบบนี้ ความสามารถในการซ่อมแซมสิ่งต่างๆ น่าจะมีประโยชน์มากทีเดียว พอคิดถึงสกิลใหม่ที่จะได้รับแล้ว อารมณ์ผมก็ดีขึ้นเล็กน้อย

 

[ฝันพยากรณ์]

– สิทธิพิเศษสำหรับผู้ตื่นรู้คนแรก

– ฝันล่วงรู้อนาคต

– ตรวจจับภัยอันตราย (3 ครั้ง*)

 

สองบรรทัดบนมีอยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่ความสามารถในการตรวจจับอันตรายที่อยู่บรรทัดล่างนั้นเพิ่งจะมีเพิ่มเข้ามา เมื่อกดตรงปุ่มข้างๆ คำว่า ‘ตรวจจับภัยอันตราย’ ตัวเลขแสดงวันที่และเวลาก็ปรากฏขึ้นมาเป็นแถว

 

– ตรวจจับภัยอันตราย (3 ครั้ง) [Reset]

202X.08.XX 21.20 (ป้องกัน)

202X.08.XX 14.12 (ป้องกัน)

202X.08.XX 08.55 (ป้องกัน)

 

…นี่มันอะไรน่ะ

พอคำนวณคร่าวๆ จากวันที่แล้ว มันก็คือเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมไม่ได้เจอใครเลยนอกจากคิมแจยองคนเดียว ถ้างั้นก็หมายความว่าสิ่งที่โดนตรวจจับและป้องกันไว้ได้…ก็คือคิมแจยองที่พยายามจะเข้าแทรกแซงความคิดผมน่ะสิ

ผมพลันขนลุกซู่ หมอนี่เข้ามายุ่งกับจิตใจผมเพื่ออะไรกัน

โชคดีที่ฝันพยากรณ์ของผมป้องกันการควบคุมจิตใจของคิมแจยองได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันคือสกิลด้านจิตใจเหมือนกันหรือเปล่า มันถึงใช้ไม่ได้ผลกับผม ถ้างั้นก็หมายความว่าคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสกิลของคิมแจยองในความฝันของผมคือคนที่มีสกิลด้านจิตใจคล้ายกัน หรือไม่ก็คือคนที่มีสกิลป้องกันโดยเฉพาะอื่นๆ

คิมแจยองเปิดประตูเดินเข้ามา ผมรีบกดปุ่มรีเซ็ตทันที จากนั้นคำว่า ‘ตรวจจับภัยอันตราย’ ก็หายไป

“อึนซู ฉันต้มรามยอน* ให้ไหม”

“…แล้วข้าวล่ะ”

“มีสิ ฉันเอากิมจิมาด้วยนะ”

“ดีมาก”

ใบหน้าหล่อใสของคิมแจยองที่หอบเตาแก๊สพกพา กระป๋องแก๊สบิวเทน และหม้อใบใหญ่เข้ามาทำเอาผมขนคอลุกชัน ผมพยายามทำตัวกับเขาเหมือนปกติ ในขณะที่ใจกำลังกังวลว่าฝันพยากรณ์จะช่วยป้องกันสกิลของคิมแจยองไปได้นานแค่ไหน

สถานการณ์ตอนนี้กลุ่มผู้รอดชีวิตในโรงอาหารกำลังกีดกันผม การหนีไปกับหมอนี่สองคนเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็จริง…แต่เนื้อแท้คนที่ชื่อคิมแจยองดันให้ความรู้สึกเหมือนระเบิดเวลานี่น่ะสิ

เอาไงดี ผมควรทิ้งเขาไปไหมนะ

ถ้าหากว่าทิ้งคิมแจยองไป ผมจะอยู่รอดในโลกใบนี้ได้หรือเปล่า

“อึนซู ต้มกี่ซองดี”

ผมจะทิ้งคนที่จ้องมองผมด้วยสายตาคลั่งรักแบบนี้ได้ลงคอจริงๆ น่ะเหรอ…

บทที่ 4.2

 

ก๊อกๆ

ระหว่างที่คิมแจยองออกไปได้สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนโซฟาหนังสุดหรูที่คิมแจยองแบกมาจากห้องอาจารย์ใหญ่ นานๆ ทีจะมีคนโผล่มา ผมจึงเปิดประตูออกไปด้วยความดีใจแล้วก็ได้พบนักเรียนหญิงสามคนยืนอยู่ตรงหน้า หนึ่งในนั้นคือใบหน้าที่คุ้นเคย อีกสองคนผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ซอยุล”

“เข้าไปได้หรือเปล่า”

“ได้อยู่แล้วสิ เอากาแฟหน่อยไหม”

“ไม่ล่ะ”

ผู้รอดชีวิตจากห้องชมรมมาหาผมพร้อมกับซอยุล ผมให้ทั้งสามคนนั่งด้วยกันบนโซฟา พอหย่อนก้นลงนั่งซอยุลก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที

“เรามาที่นี่…เพราะอยากขอบคุณแล้วก็อยากขอโทษนาย นี่คือจอนเยซึล รอดชีวิตมาได้เพราะนาย”

“อ่า…งั้นเหรอ”

จอนเยซึลดูผอมซูบและซีดเซียวมาก แค่แตะหน่อยเดียวคงร่วงลงไปนอนบนพื้นได้เลยมั้งนั่น ยังไงก็ตามการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้โดยที่ป่วยเรื้อรังคงลำบากไม่น้อย ผมมองเธอพลางนึกถึงคุณปู่ที่ทรมานเพราะโรคเรื้อรังเช่นกัน

“ขอบคุณนะคะรุ่นพี่ ฉันได้ยินว่ารุ่นพี่เกือบตายตอนออกไปหายากลับมา ฉันไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนบุญคุณนี้ได้ยังไง…”

“แหม ฉันเองก็…มีเป้าหมายของตัวเองเหมือนกันแหละน่า เพราะงั้นไม่ต้องขอบคุณขนาดนั้นหรอก”

“ไม่ได้สิคะ ยังไงก็ยังรู้สึกขอบคุณมากๆ อยู่ดี ตอนนี้อาจจะยังทำอะไรเพื่อรุ่นพี่ไม่ได้ แต่ต่อไปฉันจะตอบแทนให้ได้เลยค่ะ ฉันเพิ่งตื่นรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง ถึงจะไม่ใช่ความสามารถที่เลิศเลอก็เถอะ”

จอนเยซึลนั้นดูมีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นต่างจากบรรยากาศรอบตัวที่เหมือนใบไม้ใบสุดท้ายของต้นไม้ที่ใกล้ปลิดปลิว แต่ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบคำว่าขอบคุณ ผมยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้า

“โคฮเยจู ทีนี้ตาเธอแล้ว”

ซอยุลเรียกคนที่นั่งก้มหน้างุดอยู่ข้างจอนเยซึล โคฮเยจูอ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่แล้วกลับปิดปากแน่นสนิทอีกครั้ง สุดท้ายซอยุลจึงต้องเป็นฝ่ายพูดแทน

“ยัยนี่บอกว่าอยากขอโทษ ฉันเลยพามาด้วยน่ะ”

“…แต่ฉันเห็นเต็มตาเลยนะคะว่าแพยงพัลอยู่กับรุ่นพี่ซอนอึนซู”

“โคฮเยจู!”

“ก็ฉันเห็นจริงๆ นี่คะ! ทำไมชอบมาบังคับให้ฉันขอโทษอยู่เรื่อย ก็บอกแล้วไงว่าเห็นจริงๆ!”

โคฮเยจูตะโกนลั่น แม้สัตว์ประหลาดรอบๆ จะถูกกำจัดไปหมดแล้ว แต่ซอยุลก็ยังเกรงว่าพวกมันจะโผล่มาจากที่ไหนสักแห่งเพราะเสียงโคฮเยจู จึงรีบเอามือปิดปากอีกฝ่าย โคฮเยจูดิ้นพลางจ้องผมด้วยสายตาอาฆาตแค้น

โอ้โห ใจคอคนเรา…

“โทษทีนะ ก่อนมารับปากกันแล้วแท้ๆ ว่าจะพูดขอโทษ…”

“เอาน่า ถึงไม่ขอโทษฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“อื้อ! อื้อ!”

“เฮ้อ เรื่องใหญ่แล้วสิ ฉันตั้งใจจะไปขอโทษฮยอนอูกับคนอื่นๆ ที่โรงอาหารด้วยเหมือนกัน แต่ถ้ายัยนี่เป็นแบบนี้ล่ะก็…”

ถ้าเป็นแบบนี้ตอนอยู่ต่อหน้าอีฮยอนอูแล้วไม่โดนรุมตื้บก็นับว่าโชคดีไป แต่ต่อให้ขอโทษแล้วก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะด้วยความสามารถของอีฮยอนอู หมอนั่นคงรู้อยู่แล้วว่าใครพูดจากใจจริงหรือเปล่า ดูแววตาของโคฮเยจูสิ ยัยนี่เป็นคนแบบไหนกันเนี่ย

“โคฮเยจู ฉันจะเอามือออกให้ อย่าตะโกนล่ะ”

โคฮเยจูได้ยินซอยุลพูดดังนั้นก็พยักหน้า พอมือที่ปิดปากอยู่ค่อยๆ คลายออก โคฮเยจูก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

“ขอโทษนะซอนอึนซู พวกเราขอโทษแทนโคฮเยจูด้วย”

“อื้ม โอเค”

ว่ากันตามตรงแค่คนที่ไม่ได้สนิทอะไรด้วยตายไปสองสามคน ผมยังไม่โมโหมากเท่าถูกยึดปืนกระบอกที่ซอยุลถืออยู่ ธนูทดกำลังที่โคฮเยจูสะพายหลังไว้ และอาหารพร้อมอุปกรณ์ยังชีพต่างๆ ที่ผมซ่อนไว้ในห้องชมรมไปเลย…ช้ำใจชะมัด ผมอุตส่าห์กว้านซื้ออาวุธมาเตรียมไว้มากมายขนาดนั้น แต่สุดท้ายสิ่งที่ตกมาถึงมือกลับมีแค่ดาบสั้นเล่มเดียว

ตอนนั้นเองจู่ๆ ประตูก็เปิดออก คิมแจยองเดินเข้ามาพร้อมกับแบกห่อของที่ผมวานให้เขาไปหาเข้ามาด้วย คิมแจยองเหลือบมองนักเรียนหญิงสามคนที่นั่งเรียงกันบนโซฟาแล้วสบตาผม สีหน้าเหมือนต้องการถามว่าพวกนี้คือใคร ผมลุกพรวด วิ่งแจ้นไปหาคิมแจยองและรับของในมือเขามาถือไว้เอง จากนั้นก็อธิบายสถานการณ์อย่างด่วนจี๋ก่อนที่เขาจะคิดเหลวไหลไปทางอื่น

“พวกเพื่อนๆ ที่อยู่ในห้องชมรมแวะมาทักทายและขอบคุณฉันน่ะ”

“…อ๋อ”

มุมปากข้างหนึ่งของคิมแจยองยกขึ้นช้าๆ สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่างเอามากๆ ผมวางห่อของลงกับพื้นก่อนคว้าข้อมือเขาแล้วลากให้ตามมา

“นี่ คนนี้ไงที่ตอนนั้นเล่าให้ฟังว่าเกือบตายเพราะเป็นหอบหืดน่ะ ตอนนี้เธอน่าจะตื่นรู้แล้วด้วย ค่อยยังชั่วเนอะ ว่าไหม”

“สะ…สวัสดีค่ะ…”

จอนเยซึลค้อมตัวทักทาย แต่คิมแจยองกลับเงียบไม่ปริปาก บรรยากาศเย็นยะเยียบขึ้นในชั่วพริบตา ดูท่าคิมแจยองคงคิดว่ากลุ่มของซอยุลคือตัวการที่ทำให้ผมตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต

“ว้าว เพิ่งเคยได้เห็นรุ่นพี่คิมแจยองใกล้ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก รุ่นพี่โคตรหล่อเลยค่ะ”

โคฮเยจูมองหน้าคิมแจยองแล้วอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง คงเป็นผลพวงมาจากการเคี่ยวเข็ญให้กินเยอะๆ ตอนนี้คิมแจยองเลยมีเนื้อมีหนังมากขึ้นและดูหล่อเหลายิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก แถมเสื้อสเว็ตเตอร์คอเต่าสีครีมที่สวมอยู่ยังส่งให้เขาดูไร้เดียงสาสุดๆ

เอ่อ…มองข้ามรอยเลือดของใครก็ไม่รู้ตรงต้นแขนไปก่อนดีกว่า

“โคฮเยจู! พูดอะไรเนี่ย ไม่มีมารยาทเลย”

“ทำไมล่ะคะ เมื่อไม่กี่วันก่อนรุ่นพี่เองก็พูดเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะว่ารุ่นพี่คิมแจยองตัวเป็นๆ น่ะหล่อกว่าที่คิดไว้อีก”

“เธอนี่มัน…ขอโทษนะ ไว้ฉันจะตักเตือนให้ดีเอง”

“รุ่นพี่ มีแฟนหรือยังคะ”

โคฮเยจูเมินสิ่งที่ซอยุลพูดและโน้มตัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้คิมแจยอง ทว่าคิมแจยองกลับขมวดคิ้วและเอนตัวถอยห่างทันที โคฮเยจูไม่แม้แต่จะใส่ใจ แถมยังหัวเราะร่าพลางถามว่า “ถ้ายังไม่มีแฟนสนใจคบฉันเป็นแฟนไหมคะ” และรุกจีบคิมแจยองแบบเต็มกำลัง นาทีนี้กลายเป็นว่าคนที่ตกใจคือผมที่ถึงขนาดเรียกว่าเสียสติไปเลยก็ยังได้ ผมจึงรีบยกฝ่ามือดันหน้าผากโคฮเยจูที่พุ่งเข้าหาคิมแจยองอย่างเอาเป็นเอาตาย

“นี่ ไปไกลๆ เลย เธอบ้าไปแล้วหรือไง”

“รุ่นพี่เป็นใครเหรอคะ ทำไมถึงเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างเรา”

“ระ…เรา? ระหว่างคิมแจยองกับเธอกลายเป็นเราตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่เมื่อกี้นี้ไงคะ”

โคฮเยจูพยายามจะเข้าไปใกล้คิมแจยองให้ได้จึงยิ่งออกแรงมากขึ้นอีก ส่วนผมก็ยิ่งออกแรงดันหน้าผากเธอ มันจึงกลายเป็นภาพที่ดูไม่จืด หรือผมควรติดป้ายไว้สักหน่อยว่า ‘ถ้าเข้ามายุ่มย่ามกับคิมแจยอง ชีวิตจบไม่สวยแน่’

ก็หมอนี่มันดันหน้าตาดีเกินมนุษย์นี่เนอะ ผมเลยต้องมาเจอเรื่องน่าเหนื่อยใจแบบนี้ไง

“หลบไปสิคะ พี่แจยองก็ดูไม่ได้รังเกียจฉันสักหน่อย แล้วรุ่นพี่เป็นใครถึงได้มาเดือดร้อนด้วยล่ะ”

“…พี่? ความสัมพันธ์ประเภทไหนกัน เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ในหนึ่งวิ”

“อีกไม่นานเดี๋ยวก็คงได้เปลี่ยนเป็นที่รัก หรือไม่ก็ตัวเองแล้วล่ะค่ะ”

“ยัยประสาท!”

ผมคิดว่าฮวังซูยอนคือคนที่บ้าที่สุดแล้ว แต่ไม่ใช่เลย อย่างน้อยยัยนั่นตอนที่ปกติก็ปกติจริงๆ

“พี่แจยอง ไม่ลองมีความสัมพันธ์กับฉันแบบใกล้ชิดและหวานชื่นดูหน่อยเหรอคะ”

“ฉันบอกให้ไปไกลๆ ไง!”

“รุ่นพี่นั่นแหละค่ะ ไปไกลๆ เลย”

ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องปัดป้องโคฮเยจูที่พุ่งเข้าหาคิมแจยองอย่างกับวัวกระทิงให้ได้ ผมจึงหลุดปากพูดไปเรื่อย ซึ่งก็พูดไปเรื่อยจริงๆ

“…มะ…หมอนี่เป็นของฉันโว้ย อย่าแม้แต่จะมองนะ!”

โคฮเยจูหยุดเอาศีรษะพุ่งชนแล้วมองผมกับคิมแจยองสลับกัน พอซอยุลกับจอนเยซึลที่อยู่ด้านหลังได้ยินคำพูดของผมก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

โอ๊ย…นี่ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย…

“…อ๋อ งั้นหรอกเหรอคะ อืม…โอเคค่ะ ฉันขอยอมแพ้”

โคฮเยจูถอยหลังอย่างคนวางมาด ผมได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ในท่าทางเงอะงะ

นี่คือจะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ…ไหนว่าที่รัก ไหนว่าตัวเองไงล่ะ…ความรักมันง่ายดายขนาดนี้เลยหรือไงฟะ

“ฮ่าๆ”

คิมแจยองระเบิดหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจก่อนยกแขนมาโอบรอบเอวผม สายตาที่เขามองผมแลดูหวานหยดจนมดขึ้น ใครเห็นก็ดูออกว่าเป็นอาการของชายหนุ่มที่กำลังตกหลุมรัก

ตึกตัก…

โว้ย! ละ…แล้วจะมาตึกตักหาพระแสงอะไรเล่า ผมหลบสายตาเขาเพราะความตกใจ หัวใจที่เต้นแรงจึงกลับมาเต้นตามจังหวะปกติ หน้าเขาสวยเกินไป การประมวลผลเลยผิดพลาดไปชั่วขณะ ผมต้องตั้งสติให้ได้

คิมแจยองเป็นผู้ชายนะโว้ย ผู้ชายที่มีไอ้จ้อนน่ะ

“พวกนายสองคน…กำลังคบกันอยู่นี่เอง สะ…สู้ๆ นะ!”

“ยะ…ยินดีด้วยค่ะ…”

“อืม~ องศาภาพดีมาก”

ซอยุลกับจอนเยซึลให้กำลังใจผมด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ส่วนโคฮเยจูทำมือเป็นรูปกล้องเก็บภาพคิมแจยองกับผมไว้ในช่องระหว่างนิ้วพลางพยักหน้า ทั้งที่เมื่อกี้ยังหนาวๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้กลับร้อนขนาดนี้ก็ไม่รู้ ในขณะที่ผมยกมือขึ้นมาพัดตัวเองอย่างขันแข็ง คิมแจยองก็หยิบสมุดที่เสียบอยู่ด้านข้างมาโบกให้บริเวณข้างแก้ม ทั้งที่มีลมเย็นมาปะทะหน้า แต่ความรุ่มร้อนกลับไม่ยอมหายไปง่ายๆ

“เลื่อนสถานะมาคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอคะ แล้วใครเป็นคนสารภาพรักก่อนคะ”

พอเห็นรอยยิ้มร้ายกาจบนใบหน้าโคฮเยจู ผมก็รู้เลยว่าในหัวเธอมีแต่ความคิดแปลกๆ แน่นอน และคนอื่นเองก็ดูจะอยากรู้ไม่ต่างกัน สถานการณ์เริ่มน่าอายขึ้นทุกที ผมชักจะทนไม่ไหวเลยตัดสินใจไล่ทั้งสามคนออกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที

“พวกเธอจะรู้ไปทำไม ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม ชิ้วๆ ออกไปเลยไป”

“ไล่พวกเราออกไปแบบนี้ สองคนคิดจะทำอะไรกันเหรอคะ”

ว่าแล้วไงล่ะ ยัยนี่เป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือใช่เล่น ทำไมโรงเรียนนี้เหมือนมีแต่คนจ้องจะรังแกผมอยู่ได้ ผมได้แต่ถอนหายใจพลางเอนศีรษะพิงคิมแจยองอย่างที่ชอบทำจนติดเป็นนิสัย ทันใดนั้นจอนเยซึลก็กรีดร้องออกมาเสียงดัง

“กรี๊ดดด!”

เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย…

“เฮ้อ…ต้องรีบออกไปจากโรงเรียนนี้ให้ได้แล้วสิ”

“นายจะไปไหนเหรอ”

เมื่อผมพึมพำพลางส่ายหน้า คิมแจยองก็ถามสวนขึ้นมาทันที สังเกตจากมือที่โอบรอบเอวแน่น ดูท่าอาการวิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของจะหวนกลับมาอีกแล้ว

“ฉันว่าจะออกเดินทางในอีกไม่กี่วันนี้”

“แล้วฉันล่ะ”

“พูดอะไรของนาย นายก็ต้องไปด้วยกันน่ะสิ”

คิมแจยองดูจะพอใจกับคำตอบของผม มือที่โอบเอวผมแน่นจึงผ่อนคลายลง ยังไงซะถ้าไม่มีเขาผมก็ไปไหนได้ไม่ไกลอยู่ดี เขาจะวิตกไปทำไมหนักหนา

“ทุกคน นี่อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของเราก็ได้นะ”

“นายจะไปจริงๆ เหรอ ข้างนอกนั่นน่าจะอันตรายยิ่งกว่าเดิมอีกนะ เผลอๆ บางทีอาจมีสัตว์ประหลาดที่เจอครั้งก่อนด้วย”

“สุดท้ายแม้แต่พวกมันยังฆ่าฉันไม่ได้เลย ลืมแล้วหรือไง”

พอผมทำเป็นอวดเก่ง ซอยุลก็หัวเราะคิกคักแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“…ใจหายเหมือนกันแฮะ ถึงเราจะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นก็เหอะ คงเพราะเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตไม่กี่คนที่เหลืออยู่ล่ะมั้ง ที่ผ่านมาทำตัวหยาบคายกับนายไว้มาก ฉันขอโทษจริงๆ นะ ซอนอึนซู”

ซอยุลเอ่ยขอโทษผมอีกครั้ง

“จะมีวันที่ฉันได้ตอบแทนรุ่นพี่ไหมก็ไม่รู้…หวังว่าฉันจะอยู่รอดจนได้เจอกันอีกครั้งนะคะ”

จอนเยซึลบอกลาพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอ

“ใจดีกับพี่แจยองให้มากๆ ด้วยนะคะ ฉันอุตส่าห์ยอมแพ้ให้ทั้งที”

และโคฮเยจูก็ยังคงรักษาความบ้าไว้จนนาทีสุดท้าย

“โอ๊ะ แล้วที่ฉันบอกว่าเห็นแพยงพัลอยู่กับรุ่นพี่น่ะ ฉันโกหกจริงๆ แหละค่ะ ซอรี่นะคะ”

“นี่ โคฮเยจู! เธอจะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม!”

“เดี๋ยวไปขอโทษที่โรงอาหารทีเดียวก็น่าจะพอแล้วนี่เนอะ แหม ฉันนี่มันคนดีมีศีลธรรมจริงๆ เลยเชียว”

เหลือจะเชื่อ ขืนทำตัวเป็นขยะเปียกแบบนี้ต่อไป เธอคิดว่าจะรอดจากเงื้อมมือชายูฮยอกได้เหรอ…ไปโรงอาหารเมื่อไหร่ขอให้ได้ตบตีกับอีฮยอนอูนะจ๊ะ เอาให้บาดเจ็บสาหัสกันทั้งคู่ไปเลย

ผมแอบหวังในใจเล็กๆ ขณะโบกมือให้ทั้งสามคนที่พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าวพลางเดินออกจากห้อง

“…”

พอพากันออกไปหมดแล้ว จู่ๆ ผมก็รู้สึกเก้อกระดากที่ทำตัวติดกับคิมแจยอง ผมกระเถิบออกห่างจากเขาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหันไปสนใจของในถุงใบใหญ่ที่หมอนี่แบกมาแทน มันคือกระเป๋าเป้เดินป่าและผ้าห่มที่ผมวานให้ไปหามา…ว่าแต่ทำไมถึงเอาชุดวอร์มมาเยอะขนาดนี้เนี่ย ดูเหมือนเขาจะหยิบมาครบทุกสีเลย

“เราเอาไปหมดนี่ไม่ไหวหรอก ใส่ไว้ชุดหนึ่งแล้วคงสำรองในกระเป๋าได้อีกแค่ชุดเดียวเท่านั้นแหละ”

“อื้ม”

“พอดีฉันมีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่จังหวัดคังวอน…เราไปที่นั่นกันเถอะ”

“แค่เราสองคนเหรอ”

“ใช่ แค่เราสองคน”

คิมแจยองย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างผมและพยายามจะช่วยจัดของซึ่งเรียกว่าแทบจะไม่เกิดประโยชน์อะไร พอผมบอกให้อยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นไม้ประดับ เขาก็ยกสองมือเท้าคางพลางส่งยิ้มหวานให้ผมทันที

เฮ้อ เอาเหอะ ผมจะทิ้งหมอนี่ลงคอได้ยังไงกัน ถึงจะมีลับลมคมในน่าสงสัยอยู่หลายอย่าง ทว่าที่ผ่านมาผมคงผูกพันกับหมอนี่ไปแล้วล่ะมั้ง ผมอาจจะไม่สามารถชอบคิมแจยองแบบเดียวกับที่เขาชอบผมได้ แต่ผมก็ยังหวังว่าถ้าค่อยๆ แก้ปัญหาเรื่องความวิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของได้สำเร็จ เขาก็น่าจะพยายามเข้าแทรกแซงจิตใจผมน้อยลง

“ยังมีเรื่องต้องเตรียมอีกเยอะ เพราะงั้นเราออกเดินทางกันวันมะรืนเป็นไง”

“อื้ม”

“สิ่งที่ต้องหามาเพิ่มคือนาฬิกาข้อมือกับพวกที่เปิดของอเนกประสงค์…”

“อื้ม”

คิมแจยองที่ยังทำท่าเป็นไม้ประดับตอบผมด้วยสีหน้าจริงจัง ทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมา พอผมเอื้อมมือไปยีผมเขา เขาก็หลุบตาลงเหมือนกำลังเขิน ขนาดนี้แล้วยังจะแกล้งทำเป็นเหนียมเพื่ออะไรกัน ฉันรู้หมดไส้หมดพุงแล้วว่านายมันเจ้าเล่ห์ แต่ตอนนี้ผมก็คงต้องขอยอมรับว่าด้านนี้ของหมอนี่ก็ดูน่ารักจริงๆ นั่นแหละ

หรือว่า…นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าอาการคลั่งไคล้กันนะ

ถ้างั้นมันก็สมเหตุสมผลแล้วว่าทำไมเมื่อกี้ผมถึงใจเต้นขึ้นมาชั่วขณะตอนที่มองหน้าคิมแจยอง

ฉันมันพวกมองคนที่หน้าตานี่เอง เฮ้อ แม่ง ตกใจหมด นึกว่าตัวเองจะกลายเป็นเกย์ไปแล้วซะอีก!

 

หลังจากออกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พวกซอยุลก็มุ่งหน้าตรงไปที่โรงอาหาร ระหว่างทางจากห้องชมรมมาถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์พวกเธอต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดหลายครั้ง ทว่าจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์มาถึงโรงอาหารเส้นทางกลับโล่งสะดวก สามคนมองเก้าอี้และเชือกที่โยงรอบโรงอาหารด้วยความอิจฉา เนื่องจากบริเวณห้องชมรมยังคงเต็มไปด้วยอันตรายจนไม่อาจไปไหนมาไหนอย่างอิสระได้ อีกทั้งในห้องชมรมยังมีผู้รอดชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คน จำนวนผู้ตื่นรู้จึงน้อยตามไปด้วย ไม่มีทางที่จะจัดการกวาดล้างพื้นที่รอบๆ ได้อยู่แล้ว ทันทีที่พวกเธอมาถึงประตูโรงอาหาร คังด็อกโฮที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าก็ค้อมตัวทักทาย

“สวัสดีครับ”

“อีฮยอนอูอยู่ข้างในหรือเปล่า”

“รอสักครู่นะครับ”

ในขณะที่คังด็อกโฮเข้าไปด้านในโรงอาหาร ซอยุลก็กำชับโคฮเยจูว่าถ้าพูดจาไร้สาระอีกเธอตายแน่ แต่โคฮเยจูกลับเชิดคางขึ้นและยืนกรานว่าตนเคยเป็นนักแสดงเด็กมาก่อน จึงสามารถแสดงออกว่ากำลังเสียใจได้ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เธอมั่นอกมั่นใจเพราะคิดไม่ถึงว่าอีฮยอนอูจะมีสกิลที่สามารถแยกแยะความจริงและเรื่องโกหกได้

และมันก็เป็นไปตามที่ซอนอึนซูคาดการณ์ไว้ ตอนที่จอนเยซึลเอ่ยคำขอบคุณ บรรยากาศยังอบอุ่นและเป็นกันเองอยู่ กระทั่งโคฮเยจูก้าวออกมาบอกว่าตนจะขอโทษนั่นแหละ สีหน้าของอีฮยอนอูก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา โคฮเยจูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทำให้อีฮยอนอูที่ยื่นมือออกไปหมายจะกระชากคอเสื้อคว้าได้เพียงแค่อากาศธาตุ ซอยุลตื่นตกใจและรีบมาขวางหน้าโคฮเยจูเอาไว้

“จู่ๆ นายเป็นอะไรไป!”

“มาเยาะเย้ยพวกเราหรือไงครับ”

อีฮยอนอูกล่าวด้วยสีหน้าโกรธจัดชนิดไม่คิดจะปิดบัง โคฮเยจูเลยชักสีหน้าแสดงออกถึงความหงุดหงิดเช่นกัน

“นายนี่โคตรเรื่องมากเลย พวกซอนอึนซูยังเท่ซะกว่า”

โคฮเยจูเอ่ยถ้อยคำเสียดสี เมื่อเหล่าผู้รอดชีวิตในโรงอาหารได้ยินชื่อซอนอึนซูก็พากันชักอาวุธออกมา แต่ละคนค่อนข้างอ่อนไหวเป็นทุนเดิมจากเหตุการณ์ที่ซอนอึนซูทำร้ายอีฮยอนอูเมื่อไม่กี่วันก่อน

“คงไม่ใช่ว่าพวกเธอสมรู้ร่วมคิดกับซอนอึนซูก่อนมาที่นี่หรอกนะ”

ยูยอนฮาขู่เสียงกรรโชก ซอยุลได้แต่ตื่นตกใจอีกครั้ง ใครจะคิดว่าเพียงแค่ไม่กี่วันความแตกแยกระหว่างพวกเขาจะฝังรากลึกถึงขนาดนี้ ซอยุลยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นสัญญาณว่ายอมจำนน

“…ไม่รู้เลยว่าพวกนายไม่ถูกกัน เมื่อกี้เราแค่ไปทักทายซอนอึนซูมาก็เท่านั้นเอง”

“ต่อไปถ้ายังเห็นว่าพวกเธอญาติดีกับซอนอึนซูอยู่ก็ช่วยไม่ได้นะที่พวกเราจะมองกลุ่มผู้รอดชีวิตในห้องชมรมเป็นศัตรู”

น้ำเสียงของยูยอนฮาแฝงไปด้วยความเกลียดชังต่อซอนอึนซูอย่างลึกล้ำ ซอยุลเหลือบมองอีฮยอนอู เขาดูสับสนมาก แต่กลับไม่ออกปากห้ามปรามใครเลย คังด็อกโฮที่ทนดูไม่ไหวเป็นฝ่ายเดินหนีออกไปจากโรงอาหาร ไม่มีใครสนใจคังด็อกโฮเลยแม้แต่คนเดียวเพราะเขาคือผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้

ซอยุลสังเกตอาวุธที่เล็งมายังพวกตัวเอง ทั้งหมดล้วนเป็นของที่ฝั่งห้องชมรมมอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณ

ทั้งที่ซอนอึนซูมีแค่ดาบสั้นเหน็บเอวเล่มเดียวเองเนี่ยนะ

“เฮอะ…”

ซอยุลแค่นหัวเราะกับความไร้เหตุผล เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนพวกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือทุกคนกำลังใช้ประโยชน์จากของที่เรียกได้ว่าปล้นมาจากประสบการณ์เฉียดตายของซอนอึนซู

“ยังไงซะอีกไม่นานรุ่นพี่ก็จะไปกันแล้ว มัวแต่แบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่ได้ ทำตัวอย่างกับเด็กอนุบาล”

แม้จะตกอยู่ในวงล้อม ปากคอก็ยังคงเราะรายไม่ต่างจากเดิม ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารคนหนึ่งจ่ออาวุธเข้ามาใกล้คอของโคฮเยจู ฝ่ายโคฮเยจูเองก็ขึงตาใส่อย่างไม่ยอมแพ้ ทว่าสีหน้าของยูยอนฮานั้นดูยังไงก็ไม่ปกติ

“ปะ…ไป? ไปไหน”

ยูยอนฮาถามซ้ำ หน้าซีดขาวเป็นกระดาษคล้ายตื่นตระหนกกับอะไรบางอย่าง

“ไม่รู้เหมือนกัน ฉันได้ยินแค่ว่าเขาจะออกเดินทาง เพราะงั้นต่อจากนี้คงร่วมมืออะไรกับซอนอึนซูไม่ได้อยู่แล้ว…แถมเราไม่มีแผนจะย้ายมาฝั่งโรงอาหารด้วย เอาเป็นว่าแยกย้ายทางใครทางมันเหอะ”

ซอยุลรีบร้อนพาโคฮเยจูและจอนเยซึลออกมาให้พ้นจากโรงอาหารก่อนที่จะเกิดปัญหาไปมากกว่านี้ โคฮเยจูถูกลากไปแบบถูลู่ถูกัง แต่ก็ยังไม่วายจ้องฝ่ายตรงข้ามไม่วางตา ทั้งยังหยิบธนูทดกำลังออกมาถือไว้ ไม่นานนักก็โดนซอยุลทุบหลังเข้าหนึ่งทีก่อนจะเดินพ้นออกไปนอกประตู

หลังจากผู้รอดชีวิตฝั่งห้องชมรมจากไปหมดแล้ว บรรยากาศในโรงอาหารก็เริ่มปั่นป่วนด้วยสาเหตุอื่น การที่ซอนอึนซูจากไปถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าเขาไปพร้อมกับคิมแจยองนั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงก่อนที่ซอนอึนซูจะฟื้น คนเหล่านี้เคยออกตระเวนกำจัดสัตว์ประหลาดร่วมกันกับคิมแจยองจึงได้เห็นเต็มสองตาว่าพลังของคิมแจยองแข็งแกร่งเพียงใด หากไม่มีคิมแจยอง เมื่อถูกสัตว์ประหลาดบุกโจมตีในอนาคตก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะไหว

“ทำไงดี ถ้าคิมแจยองไปด้วยแบบนี้ก็ชักจะไม่โอเคแล้วนะ…”

“บอกแล้วว่าไอ้เวรนั่นต้องคิดว่าคิมแจยองเป็นลูกน้องมันแน่ๆ”

“หรือว่ารุ่นพี่คนนั้นไปยุยงจนรุ่นพี่คิมแจยองหันมาทำตัวเย็นชากับเราคะ”

“เพราะรุ่นพี่ซอนอึนซู รุ่นพี่ฮวังซูยอนเลยไม่ยอมรักษาเราไม่ใช่เหรอครับ ไม่รู้ไปใส่สีตีไข่อะไรไว้…”

“อย่าบอกนะว่ามันจะพาฮวังซูยอนไปด้วยน่ะ เฮ้ย สงสัยต้องเฝ้าระวังฮวังซูยอนมากกว่าเดิมแล้วล่ะ”

ตอนนี้ฮวังซูยอนถูกกักตัวอยู่ที่โรงอาหารบุคลากร สภาพจิตใจเธอแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งยังไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาคนที่บาดเจ็บอีก จึงต้องให้คุณป้าคิมบกซุนคอยปลอบโยนเธออยู่ แรกเริ่มเดิมทีเหล่าผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารก็ทำดีกับฮวังซูยอนเพราะความสามารถด้านการรักษา แต่แล้วความอดทนก็เริ่มถึงขีดจำกัด พวกเขาจับฮวังซูยอนขังไว้แล้วโยนความผิดให้ซอนอึนซู

ท่ามกลางกลุ่มคนที่ปฏิบัติต่อซอนอึนซูประหนึ่งเป็นคนร้าย อีฮยอนอูรู้สึกได้ถึงความสับสนอลหม่าน แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้ไว้ใจซอนอึนซู แต่ใช่ว่าซอนอึนซูจะโกหกตลอดเวลาเสียหน่อย แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ทำเพื่อทุกคน แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครต้องตกอยู่ในอันตราย ซอนอึนซูพยายามเต็มที่เสมอต่อให้ต้องเค้นไหวพริบมาใช้ก็ตาม เรื่องที่ซอนอึนซูเอาใจใส่เขามากกว่าคนอื่น อีฮยอนอูเองก็รู้ การที่เขาตัดสินใจตามไปร้านขายยาด้วยก็เพราะความรู้สึกด้านบวกที่มีต่อซอนอึนซูเช่นกัน

ตั้งแต่กลับมาจากร้านขายยา จู่ๆ ก็…

ความสงสัยในใจเขาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำไมรุ่นพี่ถึงโกหก มันเริ่มต้นจากคำถาม ก่อนจะลามไปเหมารวมแบบผิดๆ ว่า ‘ทุกเรื่องที่รุ่นพี่อึนซูชักชวนให้ทำมักจะจบไม่สวยเลยสักอย่าง’ หลังจากวันนั้นที่มีเรื่องกับซอนอึนซู ความสัมพันธ์ระหว่างคังด็อกโฮเพื่อนรักสมัยเด็กก็เริ่มระหองระแหง คังด็อกโฮปิดสีหน้าผิดหวังไว้ไม่มิด ทั้งยังไม่อยากแม้แต่จะเสวนากับเขาด้วยซ้ำ โอฮันบิทก็คอยมาปรับทุกข์กับเขาตลอดว่าตนชักจะไม่เข้าใจมากขึ้นทุกทีว่าเกิดอะไรขึ้นและอะไรเป็นอะไรกันแน่ อีฮยอนอูเองก็ไม่ต่างกัน ไม่รู้เลยว่าทำไมสถานการณ์ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

“…พอเถอะครับ ตั้งแต่วันนั้นรุ่นพี่แจยองก็ไม่ได้มาที่โรงอาหารเลยไม่ใช่เหรอครับ นั่นคือสิ่งที่รุ่นพี่เลือกและเราก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะรั้งเขาไว้ พวกเรา…ต้องหาทางเอาตัวรอดกันเองแล้วล่ะครับ”

เมื่ออีฮยอนอูเอ่ยอย่างหนักแน่น ทุกคนก็เงียบเสียงลง พักนี้ยูยอนฮามีบทบาทในกลุ่มมากขึ้นก็จริง แต่ทุกคนก็ยังเชื่อใจและพร้อมทำตามอีฮยอนอูที่เด็ดขาดกว่ายูยอนฮาที่อารมณ์แปรปรวนอยู่ดี และถึงอีฮยอนอูจะไม่สบายใจกับการที่คนแข็งแกร่งอย่างคิมแจยองจะไปจากที่นี่ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่สมควรในการบังคับให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ว่าแล้วอีฮยอนอูก็บอกแต่ละคนให้กลับไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง

แต่แล้ว…

“…ฉันไม่ปล่อยให้แย่งไปหรอก ไม่มีวัน…”

ณ จุดที่ทุกคนแยกย้ายกัน ยูยอนฮายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนมีรากงอกยึดไว้ หยาดเลือดไหลหยดลงมาจากมือที่กำแน่น

 

“ออกเดินทางกันตอนเลขสองเหอะ”

เข็มนาฬิกาข้อมือชี้ไปที่เลขสิบ ในเมื่อไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน ผมเลยกะเอาง่ายๆ ว่าจะออกเดินทางตอนบ่ายสองไม่ก็ตีสองนั่นแหละ ซึ่งนั่นก็คือในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้า

ผมเตรียมตัวออกเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการไปเอามอเตอร์ไซค์ที่ยังพอใช้ได้มาจากข้างนอกโรงเรียนและขยันโบกสะบัดอาวุธต่างๆ เพื่อเพิ่มค่าสกิล ซึ่งมันทำให้ผมได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ตอนหยิบอาวุธมาต่อสู้เท่านั้น การใช้มือทำอะไรต่อมิอะไรในชีวิตประจำวันเองก็สามารถสะสมเป็นค่าประสบการณ์ได้ด้วย สกิลจะพัฒนามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้ใช้สกิลว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือง่ายแค่ไหน

ตอนนี้ผมเหลืออีกแค่สามเปอร์เซ็นต์เท่านั้นสกิลก็จะเลเวลอัพ ต้องขอบคุณคิมแจยองที่คอยระวังหลังให้ ทักษะของผมเลยพัฒนาขึ้นเร็วมาก ถึงแม้คิมแจยองจะไม่รู้เรื่องเลเวลอัพใดๆ และเข้าใจว่าผมหาที่ระบายความเครียดกับพวกสัตว์ประหลาดก็ตาม

“ว่าแต่ที่นั่นน่าจะมีของกินน้อยกว่าที่โซลนะ เอาไงดีล่ะ นี่เราต้องไปตกปลาจากทะเลมากินกันไหมเนี่ย”

“ฉันจะไปจับมาให้เอง”

“นายเคยตกปลาด้วยเหรอ”

“ลงไปจับมาจากในทะเลเลยก็น่าจะได้อยู่นะ”

“…?”

นั่นมันไม่ใช่หาดริมทะเลนะ มนุษย์จะลงไปในทะเลตะวันออกที่ลึกขนาดนั้นได้ยังไง บางทีคิมแจยองที่ฉลาดเฉลียวก็ดูโง่กว่าผมซะอีก

“คิดจะไปจมน้ำตายเหรอ นายคิดว่าทะเลเป็นน้ำตกหรือไง”

“อ้าวเหรอ”

“ยังจะมาอ้าวเหรออีก แถวนี้มีร้านขายอุปกรณ์ตกปลาอยู่ ลองเข้าไปหาดูคงได้อะไรติดมือมาบ้างแหละ”

เหตุผลที่ผมกังวลเรื่องอาหารเป็นเพราะซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ห่างจากบ้านพักตากอากาศพอสมควร ถ้าจะให้ขนอาหารมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตคงต้องออกแรงกันมากหน่อย นับว่ายังดีที่มีเครื่องสูบน้ำบาดาลอยู่หลังบ้านพักเลยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำดื่ม แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือทำยังไงให้ไปถึงบ้านพักได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง…ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปได้ไกลถึงไหนเนี่ยน่ะสิ เสียงเครื่องยนต์คงดึงดูดสัตว์ประหลาดให้พุ่งเข้ามาหา และถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจจะออกไปได้ไม่พ้นกรุงโซลด้วยซ้ำ ผมตั้งใจไว้ว่าถ้ามีเค้าลางว่าจะไม่ปลอดภัยก็จะทิ้งมอเตอร์ไซค์แล้วหาที่ซ่อนทันที แล้วค่อยหายานพาหนะอื่นขับไป จากนั้นค่อยทิ้งแล้วหาเอาใหม่…ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

“อ้อ บ้านพักฉันโคตรใหญ่เลยนะ ถ้าจะทำความสะอาดล่ะก็ คงเหนื่อยตายแน่”

“ต้องการคนทำความสะอาดเหรอ”

“…”

…ทำไมหมอนี่ถามแบบนี้อีกแล้วล่ะ การที่คิมแจยองผู้สามารถควบคุมจิตใจคนได้ถามอะไรแบบนี้ทำเอาผมรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ผมรู้สึกได้ถึงลางร้าย เพราะถ้าหากตอบผิดดูท่าเขาคงต้องไปจับผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่มาเปลี่ยนให้เป็นทาสทำความสะอาดแน่นอน

แต่เดี๋ยวนะ แบบนั้นก็อาจจะดีกว่าการทำความสะอาดบ้านพักกันแค่สองคนก็ได้ สบายออก…

คำพูดของคิมแจยองฟังดูน่าสนใจสำหรับผมผู้ซึ่งไม่เคยทำความสะอาดห้องเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ผมปัดความหวังนั้นไปทิ้งพร้อมกับส่ายหน้า ผมจำเป็นต้องลดความถี่ในการใช้สกิลของคิมแจยองให้เหลือต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สกิลเขาเลเวลอัพ สกิลฝันพยากรณ์ของผมจะได้ตรวจจับอันตรายและป้องกันได้อย่างต่อเนื่อง

“นี่ คิมแจยอง”

“อื้ม อึนซู”

“มีแค่เราก็พอแหละน่า แค่นายกับฉันสองคน”

“แค่เราสองคนเหรอ”

“อื้ม ทำความสะอาดกันสองคน กินข้าวกันสองคน นอน…ไม่ๆ เรื่องนอนนั่นต่างคนต่างนอนแล้วกัน”

“…โอเค”

คิมแจยองตอบรับอย่างว่าง่ายพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ผมที่มองเขาเงียบๆ ขนลุกซู่ไปทั้งแขน คิมแจยองชอบที่ผมเน้นคำว่า ‘เราสองคน’ เวลาที่ต้องการควบคุมเขาเหมือนเมื่อกี้ผมมักจะโพล่งคำน่ากระดากปากแบบนั้นออกไป และทุกครั้งผมก็จะสัมผัสได้ว่าเขาแสดงท่าทีเขินอายแบบไม่สมกับเป็นเจ้าตัว ทำเอาผมรู้สึกเขินอายตามไปด้วยตลอดเลย

“ก่อนไปเรามานอนพักกันสักชั่วโมงสองชั่วโมงเหอะ หลังจากออกเดินทางแล้วไม่รู้จะได้นอนอีกทีเมื่อไหร่”

พอผมล้มตัวลงนอนบนโซฟา คิมแจยองก็เอาผ้าห่มมาคลุมให้

จังหวะนั้นเอง…

ปัง ปัง ปัง

เสียงใครบางคนเคาะประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างรีบร้อน ผมยังไม่ทันได้บอกให้เข้ามา นักเรียนชายที่เลือดท่วมตัวก็ผลักประตูเข้ามาแล้วล้มลงบนพื้นดังตึง

“ชะ…ช่วยด้วย…”

ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ท่าทางของเขาดูเหมือนพร้อมจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ เมื่อเลือดจากตัวเขาใกล้จะไหลมาโดนกระเป๋าเป้ที่เราเตรียมไว้ คิมแจยองก็รีบยกมันขึ้นไปวางไว้บนเตียงด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็ขมวดคิ้วตรวจดูว่ากระเป๋าเป้เปื้อนเลือดตรงไหนบ้าง คนกำลังจะตายต่อหน้าต่อตายังมีแก่ใจมากังวลว่ากระเป๋าเป้จะเลอะเลือดหรือเปล่า ช่างสมเป็นหมอนี่ดีจริงๆ

“นี่มันเรื่องอะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“สะ…สัตว์ประหลาด…แค่ก! หลายคนกำลังตกอยู่ในอันตราย…! ได้โปรด ช่วยที…!”

นักเรียนชายที่ล้มอยู่บนพื้นคือผู้ตื่นรู้จากฝั่งโรงอาหาร ดูท่าสัตว์ประหลาดคงบุกเข้าโจมตีโรงอาหารสินะ จำนวนพวกมันมีเยอะหรือไง หรือว่าสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์นั่นโผล่มาอีกแล้ว ถ้าถึงขนาดที่ผู้ตื่นรู้หนีมาจนถึงนี่ แล้วป่านนี้คนอื่นล่ะจะเป็นยังไง ใบหน้าของฮวังซูยอนกับเจ้าหมีสีน้ำตาลที่เคยดีกับผมแวบผ่านเข้ามาในหัว

“…เวรเอ๊ย ก่อนไปก็ยังจะมีเรื่องมาให้หงุดหงิดอีก”

ทั้งฮวังซูยอนที่รักษาผมตอนเผชิญวิกฤตใกล้ตาย ทั้งเจ้าหมีสีน้ำตาลที่เชื่อใจผมจนถึงที่สุดแม้ทุกคนจะชี้นิ้วสาปส่งผม ผมคิดเอาเองว่าทั้งคู่คงอยู่ได้สบายดีเลยกะจะไปโดยไม่บอกลา ทว่าตอนนี้ผมชักหวั่นใจซะแล้ว

“พวกมันมีกันกี่ตัว หน้าตาเป็นยังไง”

“แค่ก! ตะ…ตัวเดียว พะ…เพิ่งเคยเห็น…มันสวมหน้ากาก แค่ก!”

“โอ๊ย ไอ้เวรนั่นอีกแล้วเหรอ”

ถ้าเป็นไอ้สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ล่ะก็ พวกลูกเจี๊ยบที่เพิ่งจะตื่นรู้ได้ไม่นานคงไม่มีทางเอาชนะได้อย่างง่ายดายแน่ๆ ผมถอนหายใจพลางมองหน้าคิมแจยอง เขาหลุบตามองนักเรียนชายที่ล้มอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น แต่พอคิมแจยองสบตาผม เขาก็ก้มหน้าลงทั้งที่คิ้วขมวดมุ่นเหมือนว่ากำลังไม่พอใจในสถานการณ์นี้ ทว่าก็ยังรอให้ผมเป็นคนตัดสินใจ

“…ครั้งสุดท้ายแล้ว ไปช่วยพวกเขากันเถอะนะ แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น”

คิมแจยองในวันนี้ก็ยังคงพยักหน้าโดยไม่ได้เอ่ยค้านแม้แต่คำเดียว ผมยืดเหยียดร่างกายเบาๆ ก่อนจะยกเท้าเตะผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารที่กำลังหอบหายใจแรง

พลั่ก!

“อั้ก!”

“ไอ้คนไร้ยางอาย ถึงจะไม่รู้จักชื่อนาย แต่ฉันรู้ก็แล้วกันว่านายคือคนที่ยกขวานจ่อหน้าฉัน”

“…”

“ถ้าฮวังซูยอนยังอยู่ดีฉันจะพากลับมาให้ มีชีวิตอยู่ให้ถึงตอนนั้นแล้วกัน แต่คนอย่างนายตายไปซะน่าจะดีกว่า”

ผมสาปแช่งทิ้งท้ายและตั้งท่าจะออกไปข้างนอก แต่นักเรียนชายที่หายใจรวยรินอยู่บนพื้นกลับคว้าข้อเท้าผมไว้ ทำให้ปลายขากางเกงวอร์มตัวใหม่ของผมเปื้อนเลือดสีสด

เฮ้อ สกปรกชะมัด

ผมสะบัดเท้าเตะมือที่เกาะเกี่ยวขาอยู่ให้หลุดออก แต่เขากลับยื่นมือออกมากำรอบข้อเท้าผมใหม่อีกครั้ง

“อ๊าก!”

คราวนี้เป็นคิมแจยองที่เหยียบลงไปบนท่อนแขนของหมอนั่นแล้วบดขยี้ เสียงกระดูกหักดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด

“…ก็ใครใช้ให้มาจับฉันเล่า”

ข้างกายผมดันมีคนบ้าอยู่หนึ่งคนนี่นะ ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นและกำข้อมือที่สภาพดูไม่ได้เอาไว้แน่นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง

“หะ…ให้ฉันอยู่คนเดียว…ถ้าตายขึ้นมาจะทำยังไง…”

“แล้วไงอะ”

“แค่ก! คนหนึ่ง…อยู่ที่นี่กับฉันคนหนึ่ง…แค่ก! แค่ก!”

พอจะถึงฆาตแล้วเลยเป็นบ้าขึ้นมาหรือไง

“…ถ้ามันมีแค่ตัวเดียว งั้นคิมแจยอง นายคนเดียวรับมือไหวใช่ไหม”

ผมไม่ได้ตัดสินใจแบบนี้เพราะนึกสงสารหรืออะไร แค่ไม่อยากเจอหน้าคนในโรงอาหารก็เท่านั้นแหละ แถมพวกนั้นก็คงจะไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่ที่ผมไปช่วย ถ้ามีสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์แค่หนึ่งตัว ลำพังคิมแจยองคนเดียวน่าจะจัดการได้ แทนที่จะไปแล้วถูกมองด้วยสายตารังเกียจ สู้ไม่ตามไปด้วยตั้งแต่แรกซะยังจะดีกว่า

คิมแจยองอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อครู่ที่มีมือคนอื่นมาแตะข้อเท้าผมแล้ว และดูท่าจะหงุดหงิดมากด้วยที่มีคราบเลือดติดอยู่บนขากางเกงผม

“…ไม่ไหว”

“อย่ามาโกหกน่า”

“ไปด้วยกันนะ”

โตจนไม่รู้จะโตยังไงแล้วยังมางอแงเหมือนเด็กน้อยอีก ผมยกสองมือประคองแก้มคิมแจยอง เขาตกใจที่แก้มแนบชิดกับฝ่ามือผม ท่าทางจะไม่พอใจหนักเพราะหน้าบูดสุดๆ ทั้งที่ทำหน้าเป็นตูดอยู่ แต่ทำไมถึงน่ารักได้ขนาดนี้กันนะ พอผมยิ้มกว้าง คิ้วเขาที่ขมวดอยู่ก็คลายลงเล็กน้อย

“คงจะดีกว่าถ้าฉันไม่ต้องเจอไปหน้าพวกที่อยู่ในโรงอาหารน่ะ เข้าใจไหม ไอ้หนู”

“…”

“ฉันจะรอนะ”

คิมแจยองพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ผมตบหลังเขาที่ชักช้าร่ำไรไปสองสามครั้งกว่าจะยอมออกจากห้อง แต่แล้วจังหวะนั้นคิมแจยองก็ยื่นมือออกมาประกบเข้ากับมือผม เขาดูเหมือนไม่อยากไปจริงๆ แต่พอผมเขย่ามือที่นิ้วเราสอดประสานกันอยู่เบาๆ คิมแจยองก็ยิ้มตาหยีออกมาได้ในที่สุด

อารมณ์ดีขึ้นแล้วสินะ หมอนี่มันซับซ้อน แต่ก็เรียบง่ายดีแฮะ

เมื่อคิมแจยองออกไปยังโรงอาหาร ผมก็เดินเฉียดผ่านผู้ตื่นรู้ที่ดิ้นพล่านอยู่บนพื้นไปทิ้งตัวลงนอนหลับตาบนโซฟาใหม่อีกหน นอนสักตื่นเดี๋ยวหมอนั่นก็คงกลับมาพอดี ระหว่างนี้ไอ้เวรนี่จะตายหรือไม่ตายก็ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว

พอคิมแจยองกลับมาปุ๊บ เราคงต้องออกเดินทางทันที

ถ้าคิมแจยองกับผมออกจากกรุงโซลได้ก็จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ทุกรูปแบบที่เห็นในความฝันได้ แม้อุปสรรคจะมากมายเหลือเกิน แต่เท่านี้ก็นับว่าในที่สุดความพยายามในการเปลี่ยนอนาคตของผมก็ประสบความสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือไง ขั้นตอนจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอแค่ผลลัพธ์ออกมาดีเท่านั้นก็พอ

“…?”

ผมใกล้จะหลับอยู่แล้ว แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง ทีแรกผมตั้งใจจะเมินเฉยเพราะคิดว่าเป็นเสียงดิ้นรนของคนที่กำลังจะตาย ทว่าความรู้สึกกลับบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

เสียงเดินสวบสาบที่ดังแว่วเข้ามาในหูนั้นฟังดูระแวดระวังมากเกินกว่าจะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวของคนใกล้ตาย

ผมเบิกตาขึ้น

“เฮ้ย ไอ้…!”

คนที่เมื่อกี้ดูยังไงก็ใกล้ตายอยู่รอมร่อกำลังชูลูกโลกจำลองขึ้นสูงด้วยมือข้างเดียว

“อ๊าก!”

เขาฟาดลูกโลกจำลองลงมาบนหัวผม ลูกโลกแตกออกเป็นสองซีก ส่วนผมล้มตกจากโซฟากลิ้งไปบนพื้น หลังจากได้สติผมพยายามลุก แต่อีกฝ่ายไวกว่า เขายกเท้าเตะเข้าที่ท้องของผม

“ตาย! ตายซะเถอะ ซอนอึนซู!”

ผมขดตัวเข้าหากันเพื่อลดแรงกระแทกขณะที่เท้ายังคงเตะเข้ามาไม่หยุด นอกจากข้อมือที่ถูกคิมแจยองเหยียบจนหักแล้ว ทุกส่วนของเขาดูปกติดี ไม่มีแผลลึกตรงไหนเลย ถ้างั้นคราบเลือดทั้งหมดก็จงใจทำขึ้นมาเหมือนกันสินะ ทำไปทำไมเนี่ย หมอนี่เคียดแค้นอะไรผมถึงขนาดนั้น

ระหว่างที่กำลังโดนกระหน่ำเตะไม่ยั้ง ผมที่นอนขดตัวอยู่ก็สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ผมต้องหาอะไรสักอย่างมาพลิกสถานการณ์สักหน่อย โชคดีที่ผมคุ้นชินกับการต่อยตี แค่คนเดียวแบบนี้ผมมั่นใจว่ารับมือไหวแน่ แถมอีกฝ่ายยังข้อมือหักข้างหนึ่งอีกต่างหาก

ในขณะที่เอื้อมมือไปคว้าขาเขาเพื่อจะดึงให้ล้ม จู่ๆ บานประตูก็เปิดออก คนกลุ่มหนึ่งเดินกรูเข้ามา คนพวกนั้นคือผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารซึ่งมากันทั้งหมดสี่คน…กับผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้คนหนึ่ง นัมจินซูนั่นเอง

เมื่อเหล่าผู้ตื่นรู้เข้ามาในห้องก็พากันยืนล้อมผมทันที สังเกตจากที่ไม่ได้พกอาวุธมาด้วย แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาฆ่าผม และน่าจะวางแผนทำให้ผมสลบซะมากกว่า คนเดียวอาจยังไหว แต่ถ้าให้สู้กับผู้ตื่นรู้หนึ่งต่อห้าบอกได้เลยว่าไม่มั่นใจเลยสักนิด ผมกำลังคิดว่าจะแสร้งทำเป็นหมดสติแล้วหาช่องทางหลบหนี ทว่าประตูกลับถูกกระชากเปิดอีกครั้ง

“ทำอะไรกันน่ะครับ!”

เสียงของเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่

เมื่อเจ้าหมีพยายามจะเข้ามาหาผม นัมจินซูที่ถือกระสอบใบใหญ่รออยู่ตรงหน้าประตูก็ขวางเขาไว้

“อย่าเกะกะน่า คังด็อกโฮ!”

“นึกแล้วเชียวว่ามันแปลกๆ เลยมาเช็กดูหน่อย นี่มันอะไรกันเนี่ย…!”

“ฉันกำลังทำเพื่อทุกคนอยู่นะ เลิกแกล้งทำตัวเป็นคนดีแล้วไสหัวไปซะ!”

“รุ่นพี่อึนซู!”

นัมจินซูกับเจ้าหมีสีน้ำตาลเข้าปะทะกัน แม้จะไม่ได้เป็นผู้ตื่นรู้เหมือนกันทั้งคู่ แต่เจ้าหมีที่มีดีกรีเป็นนักกีฬาก็ดูจะได้เปรียบกว่า

“เฮ้ย ไม่มีเวลาแล้ว! คิมแจยองน่าจะใกล้กลับมาแล้วนะ!”

“จัดการคังด็อกโฮให้สลบเร็ว!”

เมื่อนัมจินซูรับมือไม่ไหว หนึ่งในกลุ่มผู้ตื่นรู้ก็ขยับเข้าใกล้เจ้าหมีสีน้ำตาลแล้วเหวี่ยงหมัดใส่จนเจ้าหมีสีน้ำตาลเซถอยไปชนกับผนัง

“รุ่นพี่อึนซู…ค่อก!”

เจ้าหมีสีน้ำตาลพยายามจะลุกขึ้นให้ได้ แต่นัมจินซูเตะเขาที่ล้มอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่หยุด ความพยายามของเขาจึงล้มเหลว นัมจินซูดูจะพอใจที่ได้เห็นเจ้าหมีสีน้ำตาลที่ปกติไม่มีทางเอาชนะได้กลายเป็นผู้อ่อนแอ

“ไอ้เวรเอ๊ย! แกมันวิเศษวิโสอยู่คนเดียวเลยดิ! แสร้งทำตัวเป็นคนดีจนถึงนาทีสุดท้ายอยู่ได้!”

ผมเห็นจุดโฟกัสในตาของเจ้าหมีสีน้ำตาลกำลังพร่าเลือน ดูยังไงก็อันตราย…หมอนี่ตายแน่ถ้ายังปล่อยให้นัมจินซูทำแบบนั้นต่อไป ผมตั้งท่าจะคลานเข้าไปหาเจ้าหมีสีน้ำตาล แต่พวกผู้ตื่นรู้ที่ล้อมอยู่กลับคว้าจับเส้นผมของผมไว้ พอตระหนักได้ว่าผมไม่หมดสติง่ายๆ พวกมันก็พุ่งเป้าโจมตีมาที่ศีรษะแทน

เปลือกตาผมเริ่มปิดลงช้าๆ

“นัมจินซู! หยุดก่อน จับซอนอึนซูยัดใส่กระสอบเหอะ กระเป๋าเป้นั่นก็เอามาด้วย”

“แล้วมอเตอร์ไซค์ล่ะ ทำไง เห็นจอดอยู่ด้านนอก”

“เอามาด้วยเลยแล้วกัน ทิ้งไว้ตรงนั้นคิมแจยองอาจจะสงสัยเอาได้”

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าพวกมันต้องการอะไร มันคงไม่อยากปล่อยให้ผู้ตื่นรู้ที่แข็งแกร่งอย่างคิมแจยองหลุดมือไปเลยวางแผนสร้างสถานการณ์ว่าผมทิ้งคิมแจยองและหนีไปคนเดียว

จะปล่อยให้เข้าใจผิดไม่ได้ซะด้วยสิ…

ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่กระชากสร้อยคอจนขาด จากนั้นก็สอดมันเข้าไปใต้โซฟาเพื่อซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะบอกให้เขารู้ว่าผมไม่ได้ทิ้งเขา สร้อยคอเส้นนี้คือของดูต่างหน้าของแม่และผมสวมมันติดตัวไว้ตลอดเวลา ผมได้แต่หวังว่าคิมแจยองจะมองสถานการณ์ออกเมื่อได้เห็นสร้อยที่ถูกกระชากจนขาดจากกัน

“พะ…พี่ๆ ครับ…ไอ้หมอนี่มันไม่หายใจแล้วครับ”

สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนสติจะเลือนหายไปคือภาพเจ้าหมีสีน้ำตาลที่นอนแน่นิ่งและสีหน้าตื่นตระหนกของนัมจินซูที่กำลังจับชีพจร

“ฉิบหาย…ตะ…ตายแล้วเหรอวะ”

“นะ…น่าจะอย่างนั้นนะครับ”

“บ้าเอ๊ย! ลากคังด็อกโฮไปด้วย!”

เจ้าหมีสีน้ำตาล ไอ้หมีโง่สมองทึบ…น่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องซะแต่แรก…

บทที่ 4.3

 

ปัจจุบันอาโรกันเชีย ผู้เป็น ‘อดีต’ ราชาแห่งความเย่อหยิ่งสถิตอยู่ในโลกภายในจิตใจของคิมแจยอง เมื่อใดที่ดูดกลืนพลังแห่งองค์ราชาไปจนหมดสิ้น คิมแจยองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้และสลายหายไป

คำสาปที่วอยด์ราชาแห่งความอลหม่านร่ายใส่เขาคือคำสาปชะลอการฟื้นตัวจากบาดแผลในสงคราม ทั้งที่มันเป็นคำสาปธรรมดาที่จะคลายไปเองตามกาลเวลา หากไม่ได้พบกับคิมแจยอง อาโรกันเชียผู้นี้ก็คงครองตำแหน่งราชาที่ดำรงมาอย่างยาวนานหลายแสนปีเอาไว้ แต่เคราะห์ร้ายที่เขาถูกคำสาปกระจอกนั้นทำเอาพลังทั้งหมดถูกริบไปจนหมดสิ้น และตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่ใกล้จะสูญสลายเต็มที

อาโรกันเชียต้องการแก้แค้นอาวารีตาราชาแห่งความโลภที่ทำร้ายเขาจนบาดเจ็บและวอยด์ราชาแห่งความอลหม่านที่ร่ายคำสาปใส่เขา วอยด์กับเหล่าลูกสมุนเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของจันทราสีชาดโดยไม่ยอมโผล่หัวออกมา ส่วนอาวารีตาราชาแห่งความโลภกับลูกสมุนทั้งหลายนั้นก็กำลังวุ่นวายกันอยู่บนโลกมนุษย์ราวฝูงมด ถ้ากำจัดพวกลูกสมุนจนหมด อาวารีตาย่อมต้องปรากฏตัว และถ้าจัดการอาวารีตาสำเร็จ พวกราชาที่เหลือย่อมต้องลงมายังโลกมนุษย์แน่ ขอแค่ฆ่าและฆ่าต่อไปจนกว่าวอยด์จะลุกขึ้นแล้วย้ายตัวเองลงมายังโลกมนุษย์เองก็พอ

ทว่าอาโรกันเชียกลับไม่มีกายเนื้อให้ได้ลงมือแก้แค้น เขาจึงวางแผนจะใช้ร่างกายของคิมแจยองที่ดูดกลืนพลังของเขาเข้าไป เผ่าพันธุ์แห่งมิติที่ล่มสลายจงเกลียดจงชังจันทราสีชาดนัก เนื่องจากมันสังหารครอบครัวและสหาย ทั้งยังยึดถิ่นที่อยู่ของพวกเขาไป อีกอย่างหากเขามีพลังอำนาจ เขาก็ปรารถนาที่จะได้รับการสรรเสริญให้เป็นวีรบุรุษแห่งเผ่าพันธุ์ นั่นคือคุณค่าทางใจของเผ่าพันธุ์พวกเขา อาโรกันเชียที่ทำลายมิติจำนวนมากและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนมาอย่างยาวนานคิดว่ายังไงเสียคิมแจยองก็คงเหมือนพวกที่เคยเจอมา

‘โอ้ องค์ราชา…เหตุใดจึงทำเช่นนี้กับข้า…’

เมื่อคิมแจยองฆ่า ‘อควา’ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียว อาโรกันเชียก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ อควาแห่งอาโรกันเชียนั้นถือเป็นกองกำลังชั้นยอดขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากพวก ‘บีสต์’ โง่เง่าของอาวารีตา คิมแจยองยังไม่แข็งแกร่งพอจะสร้างอควาได้ อาโรกันเชียจึงได้แต่ต้องใช้งานลูกสมุนอื่นที่เหลืออยู่ ในช่วงที่ยังไม่คืนสติหลังจากตื่นรู้ คิมแจยองน่าจะสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่าอควาคือพวกเดียวกัน แต่คิมแจยองก็ยังอุตส่าห์ฆ่าอควาเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ผู้นั้น ช่างมีจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษโดยแท้ อาโรกันเชียตัดสินเอาเอง

กระทั่งตอนที่คิมแจยองใช้สกิล ‘ควบคุมจิตใจ’ กับพวกมนุษย์ในโรงอาหาร อาโรกันเชียก็ยังเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนของตน เนื่องจากการใช้ความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มค่าสกิลก็เป็นหนึ่งในวิธีดูดกลืนพลังที่เหลือเช่นกัน อาโรกันเชียจึงรู้สึกเหมือนได้เข้าใกล้การแก้แค้นมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว

สกิลควบคุมจิตใจที่คิมแจยองใช้กับมนุษย์พวกนั้นเป็นแค่สกิลระดับต่ำ

‘ห้ามชอบซอนอึนซู’

‘ห้ามเข้ามาใกล้ห้องทดลองวิทย์’

เนื่องจากค่าความสามารถยังต่ำ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงแค่นี้ คิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจกับทุกคนในโรงอาหาร ยกเว้นฮวังซูยอนที่มีความสามารถในการรักษา

หลังจากวันนั้นเมื่อได้เห็นคิมแจยองออกไปข้างนอกแล้วไล่ปลิดชีพเหล่าบีสต์ของอาวารีตา อาโรกันเชียก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

[วะฮ่าๆๆ! จงฆ่ามันจนกว่าพลังของร่างนี้จะส่งไปถึงจันทราสีชาด จงฆ่ามันจนกว่าจะปลิดลมหายใจของอาวารีตากับวอยด์ได้! จงฆ่าพวกมันอย่าให้เหลือ!]

ทว่านั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของอาโรกันเชีย คิมแจยองที่กวาดล้างบริเวณโดยรอบเรียบร้อยดันขังตัวเองอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์โดยไม่ยอมออกไปไหนทั้งสิ้น เมื่อเห็นคิมแจยองคอยจับมือซอนอึนซูอยู่ไม่ห่างและเฝ้ารอให้อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมา อาโรกันเชียก็รู้เลยว่ามนุษย์ที่ชื่อซอนอึนซูนั้นคือสิ่งล้ำค่าสำหรับคิมแจยอง

‘มองฉันหน่อยสิ’

‘จับมือฉันหน่อย’

‘ชอบฉันหน่อย’

สกิลควบคุมจิตใจที่คิมแจยองใช้กับซอนอึนซูนั้นจัดว่าอยู่ในระดับเด็กอ่อนหัดไม่ต่างกัน คิมแจยองเหมือนจะคิดว่าสกิลของตัวเองได้ผล เนื่องจากท่าทีของซอนอึนซูดูเปลี่ยนไปในทางบวกมากกว่าเมื่อก่อน แต่อาโรกันเชียนั้นรับรู้ได้ว่าสกิลถูกขัดขวางโดยการแทรกแซงของพระเจ้า อาโรกันเชียจ้องซอนอึนซูผ่านดวงตาของคิมแจยอง วีรบุรุษแห่งพระเจ้าคราวนี้ดูจะอ่อนแอเกินไปหรือไม่…พลังของพระเจ้าเสื่อมถอยลงถึงเพียงนี้เลยหรือไร

ในตอนที่คิมแจยองออกไปหาของจำเป็นข้างนอก นอกจากฆ่าสัตว์ประหลาดที่เกะกะขวางทางแล้ว เขาก็ไม่ใช้พลังเลยสักนิด แม้โลกที่ตนอยู่จะวุ่นวายยุ่งเหยิงแค่ไหน คิมแจยองก็ยังคงไร้ซึ่งความสนใจใดๆ ต่อให้ผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่จะร่ำร้องขอให้ช่วยชีวิต เขาก็ไม่แม้แต่จะทำเป็นได้ยินด้วยซ้ำ เขาก้มหน้าก้มตารวบรวมของที่ต้องการเสร็จแล้วก็ออกเดินต่ออย่างไม่ไยดี ว่ากันว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีความรู้สึกอยากจะปกป้องสิ่งใดก็ตามที่เล็กจ้อยและน่าเอ็นดู แต่คิมแจยองกลับเดินผ่านเด็กน้อยที่ถูกซากตึกถล่มทับไปโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย อาโรกันเชียที่เฝ้ามองทุกอย่างจึงตระหนักได้ว่าตนเข้าใจมนุษย์อย่างคิมแจยองผิดเสียแล้ว

[ข้าชักจะนั่งไม่ติดแล้วสิ]

คิมแจยองเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้แค้นได้ตั้งแต่แรก อาโรกันเชียพยายามซ่อนความวิตกกังวลไว้และกระซิบข้างหูคิมแจยอง

[ไม่ต้องการให้ผู้คนยกย่องเจ้าเป็นวีรบุรุษหรือ]

[ข้าจะทำให้เจ้าได้เป็นราชาแห่งมิตินี้]

[หึ ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าล่ะเป็นอย่างไร เจ้าได้รับพลังของข้าไปแล้ว เจ้าสามารถเป็นพระเจ้าในโลกใหม่ได้เชียวนะ!]

คิมแจยองเมินทุกประโยคของอาโรกันเชีย

[มนุษย์เช่นนี้ก็มีด้วยรึ!]

อาโรกันเชียที่มักทำตัวตามสบายและใจเย็นอยู่เสมอถึงกับโกรธจนหายใจฮึดฮัด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกปฏิบัติเช่นนี้ ดูเอาเถิด ดูมันเพิกเฉยทุกสิ่งที่เขาพูด แต่ทีกับมนุษย์ผู้อ่อนแอนั่น แค่ได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวก็เชื่องเหมือนลูกแกะ เมื่อคิดดูแล้วอาโรกันเชียก็ตัดสินใจกระตุ้นคิมแจยองโดยการเอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซอนอึนซูพร้อมทั้งเปิดปากอย่างมั่นอกมั่นใจ

[อยากได้มนุษย์นั่นรึ ข้าช่วยเจ้าได้นะ]

[เริ่มจากกดให้นอนราบ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปคร่อมแล้วผสมพันธุ์ก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือไร]

[หากเจ้าดูดกลืนพลังของข้าจนหมดก็จะทำให้มนุษย์นั่นเป็นทาสได้โดยสมบูรณ์…อ๊าก! แค่ก ถุยๆ!]

อาโรกันเชียสำลัก ก่อนจะหยุดพูดเมื่อถูกกองทรายซัดใส่หน้า เหล่าเม็ดทรายที่ถูกอาโรกันเชียใช้กำลังบังคับและดูดกลืนมาสั่งสมไว้นานหลายแสนปีกำลังปั่นป่วนและหมุนวนอยู่ในปากราวกับต้องการแก้แค้น แม้จะเป็นเพียงร่างจิตจึงไม่มีทางขาดอากาศตาย แต่อาโรกันเชียเองก็มีความรู้สึกเช่นกัน วินาทีนั้นอาโรกันเชียนึกเศร้าใจกับชะตากรรมของตัวเองที่ต้องมาสนองความต้องการให้มนุษย์ผู้ไร้อารยะ

ในวันที่คิมแจยองและซอนอึนซูตกลงกันว่าจะออกเดินทาง ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารที่มีเลือดท่วมตัวเปิดประตูเข้ามา คนพวกนั้นเป็นมนุษย์ที่ดูมีลับลมคมในบางอย่าง ทว่าประสาทสัมผัสแห่งองค์ราชาของคิมแจยองยังพัฒนาไม่เต็มประสิทธิภาพจึงไม่ทันได้สังเกตว่าการกระทำของคนพวกนั้นเป็นเพียงแค่ละครตบตา แต่ถึงกระนั้นสัญชาตญาณของคิมแจยองก็เฉียบคมพอที่จะรู้สึกไม่อยากออกห่างจากซอนอึนซู ทว่าเมื่อได้สัมผัสและได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวจากซอนอึนซู เขาก็ยอมศิโรราบทันที

[เจ้ายังเป็นเพียงราชาหนุ่มที่ขาดประสบการณ์ คิดว่าจะบรรลุสิ่งที่เจ้าต้องการได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากข้าหรือไร]

อาโรกันเชียไม่สนใจเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซอนอึนซู ยิ่งซอนอึนซูติดกับก็ยิ่งจัดการง่าย เพราะสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นไปตามที่ตนต้องการ อาโรกันเชียเปล่งเสียงหัวเราะเยาะขณะเฝ้ามองเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบเชียบเพื่อรอให้ความปรารถนาสุดท้ายของตนเป็นจริง

 

“แจยอง ทางนี้!”

เมื่อคิมแจยองเดินไปทางฝั่งโรงอาหาร ยูยอนฮาก็เอ่ยเรียกเขา คิมแจยองเข้าไปหายูยอนฮาโดยไม่ลังเล ยูยอนฮาทำสีหน้าเหมือนกำลังรีบ ฉุดแขนคิมแจยองแล้วลากผ่านหน้าโรงอาหารไปอย่างรวดเร็ว ดูจากภายนอกโรงอาหารยังอยู่ในสภาพดีและไม่มีจุดไหนพังลงมา

ยูยอนฮาพยายามลากคิมแจยองไปยังจุดที่ห่างจากโรงอาหาร ถ้าคิมแจยองไม่หยุดเดินระหว่างทางก็คงไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ยูยอนฮาพยายามออกแรงดึงมากขึ้น ทว่าคิมแจยองยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

“ตรงไหนเหรอ”

“ต้องไปอีกหน่อยน่ะ แจยอง ทางโน้น หลังตึกโน่น”

“แต่ทางโน้นไม่มีอะไรนะ”

ก่อนหน้านี้คิมแจยองได้ยินชัดเจนว่ามีอควาหรือสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์หนึ่งตัวบุกมาที่นี่ อควาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากพลังของอาโรกันเชีย ดังนั้นหากพวกมันอยู่แถวนี้จริง คิมแจยองย่อมรู้สึกได้ แต่จุดที่ยูยอนฮาชี้ให้ดูนั้นอย่าว่าแต่อควาเลย แม้กระทั่งมดตัวเดียวก็ยังไม่มีให้เห็น คิมแจยองก้มมองยูยอนฮาด้วยสายตาเย็นยะเยียบ

“จะ…แจยอง คือว่า…”

ยูยอนฮาเคยมั่นใจว่าตนสามารถเอาชนะใจคิมแจยองได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริง พอมายืนอยู่ตรงหน้าคิมแจยองแล้วแขนขากลับแข็งทื่อ เสียงกลับแหบแห้ง ยูยอนฮาเม้มริมฝีปากก่อนกัดฟันแน่น

ทั้งหมดเป็นเพราะซอนอึนซูคนเดียว!

ยูยอนฮาอยู่เคียงข้างคิมแจยองมานานกว่าสองปี กินข้าวด้วยกัน เรียนหนังสือด้วยกัน ตัวติดกันทั้งวันเวลาอยู่ที่โรงเรียน ใครอยากสนิทสนมกับคิมแจยองล้วนสามารถพูดคุยผ่านทางยูยอนฮาได้ตลอด ยูยอนฮามักจะหาซื้อสมุดแบบฝึกหัด เครื่องเขียน และขนมขบเคี้ยวมาเอาใจคิมแจยองผู้ยากจนอยู่เสมอ ซึ่งคิมแจยองจะทำเพียงแค่ยิ้มอย่างงดงามพร้อมเอ่ยคำขอบคุณ ไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่เขามอบให้เลยสักครั้ง จำนวนเงินที่ยูยอนฮาใช้ไปกับคิมแจยองเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นแอบแตะต้องกระเป๋าสตางค์ของพ่อแม่ด้วยซ้ำ ยิ่งลงทุนไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งต้องการผลตอบแทนจากคิมแจยองมากขึ้นเท่านั้น และในที่สุดก็เริ่มมองว่าคิมแจยองคือสมบัติส่วนตัว จนกระทั่งมีนักเลงคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากบ้านรวยโผล่มาจุ้นจ้าน

“ที่จริง…ซอนอึนซู…”

“อึนซูทำไม”

“ซอนอึนซูสั่งให้ฉันทำ!”

ยูยอนฮาสบตาคิมแจยองตรงๆ แล้วโพล่งออกมา

“ซอนอึนซูสั่งให้ฉันล่อนายมาที่นี่ หมอนั่นคงตั้งใจจะออกเดินทางเองโดยไม่มีนาย”

“…”

“ทำเกินไปจริงๆ หมอนั่นเหมือนเกิดมาเพื่อใช้ประโยชน์จากคนอื่นแล้วหลงคิดว่าเป็นคุณชายบ้านรวยอยู่หรือไง ตอนนี้เขาตัวเปล่าไม่เหลืออะไรแล้ว รู้ไหม ตอนนี้หมอนั่นไม่มีอะไรจะให้นายได้แล้ว แต่ฉัน…ฉันช่วยให้นายดีขึ้นกว่านี้ได้นะ”

“…”

“แจยอง อย่าไปอยู่กับคนชั่วแบบนั้นเลยนะ นายมาอยู่กับพวกเราเถอะ นายกับฉันคือเพื่อนที่สนิทกันที่สุดนี่ กับซอนอึนซูน่ะนายเพิ่งจะคบได้แค่ช่วงสั้นๆ แต่นายกับฉันคบกันมาสองปีแล้วนะ เรื่องที่นายจะไปกับซอนอึนซูโดยไม่บอกฉันสักคำ ฉันให้อภัยได้หมดเลย”

ยูยอนฮาพูดรัวเร็วประหนึ่งปืนกลโดยไม่กะพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาคลี่ยิ้มพลางมองคิมแจยองที่ไม่ได้หันหน้าหนีไปทางอื่นระหว่างที่เขากำลังพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ คิมแจยองฟังยูยอนฮาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะยื่นมือออกไป ยูยอนฮามองมือนั้นอย่างมีความหวังและดีใจที่ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ตนต้องการ

“นายจะได้เป็นผู้นำของพวกเรา จากนี้ไปไม่ต้องหงอแล้วนะ ทุกคนในโรงอาหารชอบนายกันทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันคือคนที่ชอบนายมากที่สุด…ค่อก!”

แต่แล้วความรู้สึกดีใจก็กลับกลายเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัส

“…นายกำลังทำอะไรกับฉัน”

จู่ๆ ก็เกิดเรื่องน่าตกใจขึ้นกะทันหันจนคิดอะไรไม่ออก ยูยอนฮาจึงไม่อาจเอ่ยตอบคิมแจยองได้ เขาพยายามจะดิ้นรน แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรง ความหวาดกลัวว่าหากหมดสติไปทั้งอย่างนี้อาจจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาอีกถาโถมเข้าใส่ ยูยอนฮาฝืนเปิดเปลือกตาขึ้น ไม่รู้ว่าออกแรงไปมากแค่ไหน เส้นเลือดในตาถึงกับแตกจนอาบย้อมตาขาวให้กลายเป็นสีแดง

[เจ้ากล้าดีอย่างไร คิดจะมาแทรกแซงจิตใจขององค์ราชาเชียวรึ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าขันนัก!]

เสียงของอาโรกันเชียดังก้องอยู่ภายในหัวของคิมแจยอง คิมแจยองขมวดคิ้ว เหตุผลที่รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ยูยอนฮาพูดอะไรคือแบบนี้นี่เอง คิมแจยองคว้าคอของยูยอนฮาด้วยมือข้างหนึ่งและหันฝีเท้าไปทางห้องทดลองวิทยาศาสตร์

 

[System]

ยูยอนฮา

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ปลุกปั่น Lv.2]

 

คิมแจยองพยายามสงบอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านตลอดทางที่รีบร้อนกลับมายังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้เชื่อคำพูดยูยอนฮาทั้งหมดแต่แรกอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่รู้สึกได้จากนักเรียนชายที่เข้ามาในห้องด้วยสภาพนองเลือดกลับทำให้เขาหวั่นใจ

หมอนั่นดูท่าจะบาดเจ็บจริงๆ ไม่ใช่หรือไง แต่ถ้าเปิดประตูเข้าไปไม่เจอซอนอึนซูจะทำยังไง ถ้าซอนอึนซูทิ้งฉันแล้วออกเดินทางคนเดียวจริงๆ ล่ะ ฉันคงคิดผิดสินะที่เชื่อว่าสัมผัสอ่อนโยนนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

“แค่ก…ค่อก! อ่อก!”

ยูยอนฮาถูกคิมแจยองลากมาด้วยอยู่ในสภาพที่ทรงตัวแทบไม่อยู่และตาเหลือกค้างไปตั้งนานแล้ว น่าทึ่งที่ยังควบคุมสติเอาไว้ได้ คิมแจยองเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์เข้าไป วินาทีที่เห็นด้านในว่างเปล่าไม่เห็นเงาใครสักคน หัวใจเขาก็แทบจะหยุดเต้น ซอนอึนซูไม่อยู่ ไม่ใช่แค่หายตัวไปเท่านั้น แต่กระเป๋าเป้เองก็หายไปด้วยเช่นกัน

“แค่ก…อ่อก!”

คิมแจยองจับยูยอนฮาเหวี่ยงลงบนพื้นก่อนที่ร่างของยูยอนฮาจะกลิ้งไปกระแทกเข้ากับโต๊ะและเก้าอี้ ดวงตาที่พร่ามัวจากอาการขาดออกซิเจนกลับมาโฟกัสได้อีกครั้ง ยูยอนฮาสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ไม่กล้าเงยหน้ามองคิมแจยองตรงๆ ‘นั่น’ คือคิมแจยองที่เขารู้จักจริงแน่เหรอ ไม่สิ…ก่อนจะถามแบบนั้นคงต้องถามว่า ‘นั่น’ ใช่มนุษย์แน่เหรอ จู่ๆ เขาก็รู้สึกอยากหมดสติซะไปตอนนี้เลย

“อึนซูอยู่ที่ไหน”

“ซอนอึนซู…ซอนอึนซูทิ้งนายไว้แล้วหนีไปคนเดียว…”

ยูยอนฮาพูดพึมพำด้วยเสียงแหบพร่าก่อนที่คิมแจยองจะยกเท้าขึ้นเตะเขา

“แค่ก…แค่ก!”

“บอกความจริงมา”

คิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจกับยูยอนฮา ทันใดนั้นดวงตายูยอนฮาก็เลื่อนลอยราวกับกำลังฝันกลางวัน

“ฉะ…ฉันสั่งให้เอามันไปโยนไว้กลางฝูงสัตว์ประหลาด…ตอนนี้คงตายไปเรียบร้อยแล้ว…ฮ่าๆๆ…สะใจชะมัด…”

“โยนไว้ที่ไหน”

คิมแจยองกัดฟันแน่น พยายามควบคุมจิตสังหารรุนแรงที่กระหน่ำเข้ามาดั่งพายุจนเกือบต้านไม่อยู่ เขาต้องการฆ่ายูยอนฮาทิ้งในทันที แต่ต้องอดทนไว้จนกว่าจะได้รับเบาะแสของซอนอึนซูเสียก่อน ทว่ายิ่งคิมแจยองโกรธมากเท่าไหร่ ตัวของยูยอนฮาก็ยิ่งบิดเบี้ยวในท่าประหลาดคล้ายเกิดอาการชักหนักขึ้นเท่านั้น

“ฮึก…อ่อก! เร…ค่อก!”

ยูยอนฮาที่โดนสกิลควบคุมจิตใจพยายามอ้าปากตอบ แต่ร่างกายกลับยังคงถูกบิดจนไม่อาจสื่อสารได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ คิมแจยองร้อนใจและก้าวเท้าเข้าหาเพื่อจะกระชากคอเสื้อ

[ราชาหนุ่มเอ๋ย สงบใจลงหน่อยเถิด อารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้ใช่ว่าจะควบคุมจิตใจได้ผล ตรงกันข้ามแล้ว…]

ในขณะที่อาโรกันเชียกำลังแนะนำคิมแจยองอยู่นั้น จู่ๆ ร่างของยูยอนฮาก็ระเบิดออกอย่างกะทันหัน เลือดและเศษเนื้อกระจายไปทั่วห้องทดลองวิทยาศาสตร์จนเปรอะมาจนถึงใบหน้าและร่างกายของคิมแจยอง

“…เวรเอ๊ย”

คิมแจยองสบถคำหยาบออกมา อาโรกันเชียถึงกับพึมพำออกมาอย่างประหลาดใจ

[เจ้าเป็นมนุษย์ที่รู้จักสบถคำหยาบกับเขาด้วยหรือนี่]

สกิลของราชาแห่งความเย่อหยิ่งล้วนมีบ่อเกิดจากจิตใจที่แกร่งกล้าทั้งสิ้น มันจึงจัดว่าเป็นความสามารถที่ยากเกินไปสำหรับคิมแจยองที่ยังดูดกลืนพลังของอาโรกันเชียมาได้ไม่เท่าไหร่ การที่คิมแจยองใช้สกิลได้อย่างไร้ข้อจำกัดมาตลอดจนถึงตอนนี้เป็นเพราะเขารักษาความสงบของจิตใจไว้ได้โดยปราศจากความแปรปรวนทางอารมณ์ และมันก็เป็นไปตามคาดจริงๆ คิมแจยองมักจะแสดงปฏิกิริยารุนแรงก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคู่ของตัวเอง อาโรกันเชียยกยิ้มมุมปากก่อนลอบหัวเราะในใจ

คิมแจยองหันหลังกลับและกำลังจะออกไปตามหาซอนอึนซู แต่กลับรู้สึกได้ถึงการมาของใครบางคน และเมื่อกระชากเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ออก เขาก็พบกับโคฮเยจูที่กำลังแอบส่องเข้ามาด้านใน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเขินๆ

“…สะ…สวัสดีค่ะ”

คิมแจยองเดินผ่านอีกฝ่ายโดยไม่ตอบรับคำใดๆ ก่อนจะรีบร้อนออกจากตึกแล้วหันมองไปรอบๆ

ไปทางไหนนะ ต้องไปไหน…ควรไปที่ไหนดี

นอกเหนือจากบริเวณใกล้เคียงโรงอาหาร ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด คิมแจยองสับสนและหัวเสียเพราะไม่รู้เลยว่าซอนอึนซูถูกจับไปโยนไว้ที่ไหน

และในตอนนั้นเองโคฮเยจูก็วิ่งตามมาด้านหลังพร้อมกับตะโกน

“พะ…พี่แจยอง ไม่สิ คุณแจยองคะ! ฉันเห็นค่ะ! ฉันรู้ว่าคนพวกนั้นไปทางไหน!”

โคฮเยจูกำลังจะเรียกคิมแจยองอย่างที่เคยเรียก แต่พอนึกถึงภาพน่าสยดสยองที่ตัวเองเพิ่งจะเป็นประจักษ์พยานไปเมื่อครู่ก็รีบเปลี่ยนคำเรียกอย่างรวดเร็ว

“ทีแรกฉันไม่รู้ว่าคนที่พวกมันเอาตัวไปคือรุ่นพี่ซอนอึนซู ฉันเห็นแค่ว่าคนอยู่ในถุงกระสอบค่ะ…อ้อ! เดี๋ยวฉันบอกทางให้ค่ะ อย่าใช้สกิลแปลกๆ นั่นกับฉันเชียวนะคะ! ฉันจะวิ่งให้สุดชีวิตเลยค่ะ!”

โคฮเยจูรีบพูดเสริมอย่างไวก่อนรีบออกวิ่งไปโดยที่คิมแจยองยังไม่ทันได้ตอบอะไรสักคำ คิมแจยองตามหลังโคฮเยจูไปติดๆ เมื่อพ้นจากบริเวณโรงอาหาร สัตว์ประหลาดก็พุ่งเข้าหาทีละตัวสองตัว โคฮเยจูหลบหลีกการโจมตีของพวกมันได้อย่างหวุดหวิดและยังคงมุ่งหน้าต่อไป โดยระหว่างทางก็คอยเหลียวมองด้านหลังไปด้วยเพื่อจะเช็กว่าคิมแจยองยังตามมาอยู่หรือเปล่า แต่แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นอีกฝ่ายฉีกกระชากสัตว์ประหลาดโดยอาศัยแค่การขยับมือเพียงครั้งเดียว

บ้าไปแล้ว นั่นใช่มนุษย์แน่เหรอ!

โคฮเยจูรีบหันกลับมามองแค่ทางข้างหน้าพลางเร่งฝีเท้า ภาพที่เธอกำลังวิ่งนั้นมองดูแล้วเหมือนกำลังพยายามหนีให้พ้นจากสัตว์ประหลาดที่ตามหลังอยู่

“แฮ่ก…แฮ่ก…เหมือนจะเป็นแถวนี้นะคะ…”

โคฮเยจูหยุดยืนพักพลางหอบหายใจหนักตรงจุดแยกขยะติดถนนใหญ่หลังโรงเรียน คิมแจยองเดินเข้าไปในลานแยกขยะโดยไม่หยุดพักและไม่มีอาการหอบสักนิด ทันทีที่ก้าวเข้าไปเท้าก็เตะถูกอะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่ม หัวใจเขาพลันเต้นกระหน่ำ ใต้ฝ่าเท้าเขาคือคังด็อกโฮที่กลายเป็นศพเย็นยะเยียบ

“เขาเพิ่งตายได้ไม่นานค่ะ”

โคฮเยจูพูดพลางใช้เท้าแตะร่างของคังด็อกโฮ สัมผัสจากเท้าทำให้รู้ว่ายังไม่เกิดภาวะแข็งเกร็งหลังตาย ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่ซอนอึนซูจะอยู่แถวนี้เหมือนกัน คิมแจยองคุ้ยถุงขยะที่กองทับถมกันราวภูเขาอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นรุนแรงที่ทิ่มแทงจมูกก็ไม่อาจทำให้เขาลังเล โคฮเยจูลอบมองท่าทีของคิมแจยอง ก่อนจะวางธนูทดกำลังที่ถืออยู่ลงแล้วเริ่มค้นขยะกองข้างๆ อย่างกระตือรือร้น

ถ้าทำตัวไร้ประโยชน์ เดี๋ยวก็ได้โดนฆ่าทิ้งกันพอดี

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของโคฮเยจูกำลังบอกแบบนี้ เธอรู้สึกได้ว่าหนอนแมลงวันกำลังไต่ขึ้นมาตามนิ้วมือ โคฮเยจูอดกลั้นความคลื่นไส้ไว้เต็มที่พลางยื่นมือเข้าไปในกองขยะ

ไม่นานนักคิมแจยองก็หยุดทุกอย่าง เขาหันมองไปรอบๆ จากนั้นเดินออกไปที่ถนนใหญ่แล้วตะโกน

“อึนซู ซอนอึนซู…!”

คิมแจยองร้องเรียกซอนอึนซูอย่างสิ้นหวังเหมือนเด็กน้อยที่หาพ่อแม่ไม่เจอ สัตว์ประหลาดกรูกันเข้าไปรุมล้อม โคฮเยจูไม่สามารถพาตัวเองกระโจนเข้าไปกลางวงด้วยได้จึงเช็ดมือที่เลอะกับเสื้อก่อนทรุดตัวลงนั่งข้างศพคังด็อกโฮ

“จะรักใครทั้งทีก็รักซะน่ากลัวเลยแฮะ…”

โคฮเยจูตัวสั่นระริก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ไม่นานมานี้ที่เธอทำท่าทีรุกจีบคิมแจยองแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่ ถ้าตอนนั้นเป้าหมายการจีบไม่ใช่คิมแจยองแต่เป็นซอนอึนซูล่ะก็ เธอน่าจะตายแบบไร้ร่องรอยชนิดที่ว่าแม้แต่นกหรือหนูก็คงไม่มีทางเห็นศพเธอ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนเราจะดูกันแค่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ โคฮเยจูตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนสเป็กผู้ชายในฝันที่ยึดมั่นมาตลอดสิบแปดปี

ครู่ใหญ่ให้หลังเมื่อคิมแจยองย้อนกลับมาพร้อมสีหน้ามึนงง โคฮเยจูจึงลุกพรวดออกไป

“หาไม่เจอเหรอคะ”

“…”

“อะ…ไอ้พวกอาชญากร! มันคือพวกที่โรงอาหารสินะคะ ไปถามกันเถอะค่ะว่าเอารุ่นพี่ไปทิ้งไว้ที่ไหน!”

โคฮเยจูตะโกนแบบเกินจริงยังไม่ทันขาดคำ คิมแจยองก็หมุนตัวออกเดินทันที โคฮเยจูกำลังจะตามไป แต่แล้วก็ยกตัวคังด็อกโฮที่นอนแน่นิ่งบนพื้นขึ้นมาเบาๆ

พวกนั้นคงต้องปฏิเสธเพื่อเอาตัวรอดอยู่แล้ว ควรต้องเอาหลักฐานติดไปด้วยสักชิ้น

โคฮเยจูจับคังด็อกโฮพาดขึ้นบ่าแล้วรีบวิ่งแจ้นตามหลังคิมแจยองไป

 

[System]

โคฮเยจู

อายุ : 18

เพศ : หญิง

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ผู้สืบสายโลหิตแห่งจูมง* Lv.1]

 

ทันทีที่คิมแจยองมาถึงหน้าโรงอาหาร เขาก็จับนักเรียนชายที่ยืนเฝ้าอยู่ขึ้นเหวี่ยง ประตูกระจกแตกละเอียดพร้อมเสียงเพล้ง นักเรียนชายกลิ้งไปบนพื้นโดยมีเศษกระจกบาดทั่วร่าง ท่ามกลางความโกลาหลผู้คนต่างวิ่งโร่มามุง พอพวกที่เข้ามาหาด้วยความยินดียามได้พบคิมแจยองเห็นนักเรียนชายบนพื้นและประตูกระจกที่พังเสียหายก็พากันหยุดชะงัก ผู้ตื่นรู้ทั้งหลายที่จับซอนอึนซูยัดกระสอบแล้วเอาไปทิ้งลอบส่งสายตากันอย่างมีนัย

“แจยอง นี่มันเรื่องอะไร ค่อก!”

หนึ่งในผู้ตื่นรู้เดินเข้าไปหาโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องใดๆ และจงใจทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่คิมแจยองกลับเอื้อมมือออกไปคว้าตัวเขาไว้ด้วยแรงมหาศาล พริบตาเดียวที่ผู้ตื่นรู้ซึ่งร่างอ่อนปวกเปียกถูกเหวี่ยงลงพื้น เสียงกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่ว

“ทำบ้าอะไรครับเนี่ย!”

อีฮยอนอูที่เพิ่งมาถึงหน้าซีดพลางตะโกนลั่น ทว่าวินาทีที่สบตากับคิมแจยองเขาก็พูดต่อไม่ออก ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาแดงก่ำเหมือนเด็กน้อยที่กำลังข่มกลั้นความเศร้า บรรยากาศจึงต่างออกไปและไม่ได้น่าหวาดหวั่นเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องวุ่นวาย เพียงชั่วครู่ที่อีฮยอนอูชะงักนิ่ง คิมแจยองก็ใช้สกิลควบคุมจิตใจกับทุกคนในโรงอาหาร

“อึนซูอยู่ไหน”

ร่างกายของทุกคนในโรงอาหารเริ่มบิดเบี้ยว

[ขืนเป็นแบบนี้พวกมันคงได้ตายกันหมดก่อนจะได้ฟังคำตอบ]

สีหน้าคิมแจยองขึ้งเครียดเมื่อได้ยินสิ่งที่อาโรกันเชียพูด พอเขาคลายสกิลควบคุมจิตใจ ทุกคนก็ร่วงลงกับพื้นและนอนตัวสั่น ต่างคนต่างหอบหายใจอย่างทรมานพร้อมใบหน้าซีดเผือดราวกับไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น

“อึนซู อยู่ที่ไหน”

“…”

“พูด!”

คิมแจยองพุ่งเข้าหาผู้ตื่นรู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วปล่อยหมัดออกไป เขาเพิ่งเคยหุนหันพลันแล่นและแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรงขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ความโกรธที่เกินควบคุมเดือดพล่านอยู่ภายใน เขาหอบหายใจหนักและปล่อยหมัดอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ผู้ที่มองใบหน้ามนุษย์ถูกบดขยี้เริ่มส่งเสียงและทำท่าคล้ายจะขย้อนอาเจียน

ในตอนนั้นเองโคฮเยจูก็เหยียบเศษประตูกระจกเข้ามาด้านในโรงอาหารแล้ววางคังด็อกโฮที่กลายเป็นศพเย็นยะเยียบลงตรงจุดที่ทุกคนมองเห็น อีฮยอนอูพลันสูดหายใจเฮือกใหญ่

“คะ…คังด็อกโฮ?”

สมองที่ว่างเปล่าขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก อีฮยอนอูทำได้เพียงแค่ใช้มือที่สั่นเทาทาบลงบนพื้นก่อนคลานเข้าไปใกล้คังด็อกโฮ ทันทีที่สัมผัสใบหน้า ไอเย็นเฉียบก็แล่นขึ้นมาตามปลายนิ้ว

“อึก…”

เพื่อนรักที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็กได้ตายจากไปแล้ว เพื่อนที่ทั้งจิตใจดีอย่างกับคนโง่และซื่อตรงจนมีมุมที่น่าหงุดหงิด ไม่นานมานี้พวกเขาเพิ่งมีเรื่องผิดใจกันเพราะคิดเห็นคนละทาง หลังจากมีปากเสียงกันต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรอีก เขาไม่นึกเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูดคุยกัน อีฮยอนอูคว้าตัวคังด็อกโฮไว้พลางสะอื้นไห้

“ใครเป็นคนฆ่าคังด็อกโฮแล้วจับรุ่นพี่ซอนอึนซูใส่กระสอบคะ ถ้ายังไม่อยากตายก็รีบบอกมาซะ เร็วเข้าสิ!”

โคฮเยจูลอบสังเกตสีหน้าคิมแจยองก่อนจะตะโกนลั่น เหล่าผู้ตื่นรู้ที่คว่ำหน้าอยู่กับพื้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่างพากันแย่งตอบจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนพูด

“ตะ…ตรงหน้าจุดแยกขยะติดถะ…ถนนใหญ่…”

“ตรงนั้น…มะ…มีสัตว์ประหลาดเยอะมาก”

“พวกเราก็ไม่ได้อยากทำนะ! แต่…ยูยอนฮาสั่งมา…”

ยูยอนฮาสั่งให้ทำ…แล้วทำไมต้องทำด้วยล่ะ

คำถามผุดขึ้นมาในใจพวกที่ร่วมมือกันก่อการ ทุกคนเป็นนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่เติบโตมาแบบปกติ ใจดีพอประมาณและเห็นแก่ตัวพอประมาณเช่นกัน ซอนอึนซูเป็นนักเลงชื่อกระฉ่อนในโรงเรียนก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่เคยเดือดร้อนเพราะอีกฝ่ายเลย แถมยังไม่ได้คลุกคลีกันมากพอที่จะเกลียดชังกันด้วยซ้ำ แต่แล้วทำไมถึงได้จงเกลียดจงชังซอนอึนซูขนาดนั้นกัน

“อึนซูไม่ได้อยู่ที่นั่น ฉันให้พูดใหม่ อึนซูอยู่ไหน”

“พะ…พวกเราวางไว้ตรงนั้นจะ…ค่อก!”

เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ คิมแจยองก็ยกมือขึ้นสะบัดโดยไม่ลังเล ทั้งที่ทุกคนเป็นผู้ตื่นรู้เสียเปล่า แต่กลับล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ส่วนผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้ พอเห็นภาพนั้นก็พากันฉี่ราดและหมดสติไป แม้แต่โคฮเยจูยังถึงกับส่งเสียงครางในลำคอพร้อมกับหันหน้าหนี

อย่านะ อย่ามองฉันนะยะ…!

นัมจินซูผู้เป็นต้นเหตุให้คังด็อกโฮสิ้นลมยืนห่างออกมาจากคนเหล่านั้น เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะถ้าคิมแจยองรู้ว่าเขาอยู่กับพวกผู้ตื่นรู้มีหวังคงได้ตายแน่นอน ภายในกางเกงเริ่มเปียกชื้น นัมจินซูหลับตาลงแล้วขดตัวเป็นก้อน

ปั้ก!

“อ่อก!”

นัมจินซูยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องก็หมดสติทั้งที่ยังอยู่ในท่าขดตัว ทว่านั่นกลับเป็นฝีมือของอีฮยอนอู

“ไหนบอกว่าออกไปลาดตระเวนไง ไอ้ชาติหมา!”

เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี้เองที่คังด็อกโฮตั้งท่าจะตามพวกผู้ตื่นรู้ออกไปตรวจตราบริเวณรอบๆ อีฮยอนอูออกปากห้ามเพราะกังวลว่าจะเกิดอันตราย เขายังจำสีหน้าไม่พอใจของคังด็อกโฮยามมองพวกนั้นหายไปจากสายตาได้ชัดเจนอยู่เลย อีฮยอนอูชูหมัดขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าเปรอะน้ำมูกและน้ำตาเลอะเทอะไปหมด

นี่มันหนังสยองขวัญชัดๆ…

โคฮเยจูอยากรีบกลับไปที่ห้องชมรมเหลือเกิน ไหนจะคิมแจยองที่ไล่สังหารคน ไม่เพียงแต่ผู้ตื่นรู้ที่สมรู้ร่วมคิดกันเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเขาก็ยังสังหารโดยไม่เลือกหน้า ไหนจะอีฮยอนอูที่ยังคงกระหน่ำรัวหมัดใส่นัมจินซูที่ตายไปแล้วอีก ภายในโรงอาหารนี้มีแต่ความโกลาหล โคฮเยจูก้าวถอยหลังเพื่อหาจังหวะแอบหนี

ทันใดนั้นคิมแจยองที่กำลังเอื้อมมือไปหาโอฮันบิทก็หยุดชะงัก

[อะแฮ่ม! ถ้าจะตามหาซอนอึนซูหรือเจ้าวีรบุรุษผู้อ่อนแอนั่น ข้าช่วยเจ้าได้นะ]

“…ช่วยยังไง”

อาโรกันเชียเฝ้ารอจังหวะให้สภาพจิตใจของคิมแจยองดิ่งลงถึงขีดสุด เมื่อความโกรธเกรี้ยวและความรู้สึกสูญเสียเดือดพล่านอยู่ภายในใจจนไม่สามารถคิดอ่านได้ตามปกติ อาโรกันเชียก็เอ่ยทักขึ้นมา และคิมแจยองก็ตอบรับมันเป็นครั้งแรกด้วยใจที่อยากไขว่คว้าความหวังไว้แม้จะเป็นเสียงกระซิบของปีศาจ

[พื้นที่ที่ไปดูมาเมื่อครู่ไม่มีทั้งคราบเลือดสดใหม่และชิ้นส่วนมนุษย์ บีสต์ของอาวารีตาทั้งดุร้ายและไร้อารยธรรม นิสัยพวกมันชอบกินเหยื่อด้วยการฉีกทึ้ง การไม่มีร่องรอยใดๆ คือหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เขาผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง]

อึนซูยังมีชีวิตอยู่…

คิมแจยองกลืนความรู้สึกเอ่อล้นในลำคอที่อธิบายไม่ได้ลงไป

[เจ้ายังแบกรับพลังของข้าได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นลองสืบหาโดยใช้ประโยชน์จากมนุษย์ที่รู้จักใบหน้าของเขาผู้นั้นดูเถิด]

เมื่อได้ฟังคำแนะนำของอาโรกันเชียที่ให้ใช้ประโยชน์จากใครก็ตามที่รู้จักหน้าตาของซอนอึนซู คิมแจยองก็ชักมือที่ยื่นไปหาโอฮันบิทซึ่งกำลังตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวกลับมาแล้วหันมองไปรอบๆ สายตาเขาสบเข้ากับสายตาของโคฮเยจูที่กำลังเดินถอยหลังออกไปจากโรงอาหาร โคฮเยจูสะดุ้งตกใจและหยุดยืนนิ่ง จากนั้นเขาก็สบตากับอีฮยอนอู ตามด้วยโอฮันบิทเป็นคนสุดท้าย…

ผู้รอดชีวิตในโรงอาหารเหลือทั้งสิ้นเพียงแค่สามคน

[จงทาบมือลงบนหัวใจมนุษย์แล้วประทับตราที่ปรากฏในห้วงความคิดลงไป จากนั้นก็จงใช้พลังในการควบคุมจิตใจบังคับให้อีกฝ่ายยินยอมเสีย นี่คือการทำพันธสัญญาที่จะมีผลจนกว่าชีวิตจะหาไม่]

คิมแจยองฉีกเสื้อของโอฮันบิทตามที่อาโรกันเชียสั่ง เขาวางฝ่ามือทาบลงไปบริเวณหัวใจพร้อมประทับตราสัญลักษณ์ประหลาดที่ปรากฏขึ้นในหัว โอฮันบิทที่ตกอยู่ภายใต้สกิลควบคุมจิตใจตอบรับและยินยอมในสัญญา ตรานั้นเปล่งแสงสีแดงออกมาก่อนจะจางหายไปกับความมืด เมื่อปลดสกิลควบคุมจิตใจออก โอฮันบิทก็มองตราที่ถูกประทับไว้บนอกสลับกับใบหน้าของคิมแจยองพลางปากอ้าค้างเหมือนคนทึ่ม

คิมแจยองเดินไปหาอีฮยอนอู อีฮยอนอูพยายามขัดขืน แต่แล้วก็ถูกควบคุมจิตใจไว้ได้ ตราสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของอีฮยอนอูเหมือนกับของโอฮันบิท อีฮยอนอูเองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างไม่คิดปิดบังเช่นกัน

“ฉะ…ฉันด้วยเหรอ”

เมื่อเห็นคิมแจยองเดินเข้ามาใกล้ โคฮเยจูก็ถามหน้าตาตื่น และก่อนที่คิมแจยองจะทันก้าวเท้าไปหา โคฮเยจูก็วิ่งแจ้นไปยืนตรงหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับรั้งคอเสื้อยืดลงมา หลังจากถูกประทับตราสัญลักษณ์ลงไป เธอก็เบิกตากว้างก่อนกะพริบปริบๆ

เพียงพริบตาเดียวทุกคนก็ตกเป็นทาสของราชา พวกเขาต่างกำลังเผชิญหน้ากับภาวะตื่นตระหนก หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงเพราะความกลัวจากก้นบึ้งของสัญชาตญาณ มันต่างจากความกลัวที่เพิ่งรู้สึกไปเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง พวกเขาต้องเชื่อฟังองค์ราชา วินาทีที่คิดขัดขืนดวงวิญญาณจะถูกบดขยี้จนแหลกสลายและต้องดิ้นรนด้วยความทรมานต่อให้จะตายไปแล้วก็ตาม นั่นคือเสียงเตือนที่ดังก้องอยู่ในหัวของพวกเขา

[วะฮ่าๆๆ! ดูสีหน้าโง่เง่าของพวกมันสิ!]

“…จากนี้ต้องทำอะไรต่อ”

[เมื่อครู่มีเสียงมนุษย์ดังมาจากหลังประตูตรงนั้น]

พอเปิดประตูโรงอาหารบุคลากรเข้าไป คิมแจยองก็เห็นฮวังซูยอนที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนากับคุณป้าคิมบกซุนที่ตัวสั่นเทิ้มขณะกอดฮวังซูยอนเอาไว้

[โอ้! หญิงนางนั้นคือมนุษย์ที่เคยใช้พลังน่าสะอิดสะเอียนนั่นไม่ใช่หรือ เริ่มจากนางก่อนเลย เปลี่ยนนางให้เป็นทาสเสีย]

คิมแจยองกระชากเชือกและสายยางที่มัดฮวังซูยอนจนขาดแล้วประทับตราแบบเดียวกันลงไป แม้ฮวังซูยอนจะหลุดจากสกิลควบคุมจิตใจแล้ว แต่เธอก็ยังคงมองคิมแจยองด้วยสายตาว่างเปล่าพลางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน คิมแจยองตั้งใจจะประทับตราคุณป้าคิมบกซุนด้วยอีกคน ทว่าเขากลับต้องขมวดคิ้วแล้วเก็บมือกลับมา

“ไม่ไหว”

[เฮอะ อ่อนแอเสียจริง]

คิมแจยองหันหลังกลับอย่างไม่ลังเลและเดินออกจากโรงอาหารบุคลากรมาโดยมีฮวังซูยอนเดินตามหลัง คุณป้าคิมบกซุนคว้าตัวเธอไว้ แต่เธอส่ายหน้าพร้อมดึงแขนออกจากการเกาะกุม

หลังจากออกมาด้านนอก คิมแจยองก็ประจันหน้ากับทาสทั้งสี่ก่อนออกคำสั่ง

“ตามหาอึนซูซะ”

ทันทีที่เอ่ยปาก ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามขององค์ราชาจนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

“เอ่อ…นายท่าน เฮ้ย บ้าไปแล้ว ปากมันพูดไปเองอะ…นายท่านอะไรกัน เกินไปแล้วนะ ขอเรียกว่าหัวหน้าหรืออะไรทำนองนั้นแทนไม่ได้เหรอคะ”

“ตามใจ”

“ค่ะหัวหน้า”

นายท่านเนี่ยนะ อยู่ยุคกลางหรือไง…

โคฮเยจูที่ประเมินสถานการณ์ได้ไวสุดรีบเปลี่ยนคำเรียกขาน คิมแจยองไม่ได้สนใจสักนิดว่าใครจะเรียกเขาว่ายังไง ขอเพียงแค่หาซอนอึนซูพบได้เป็นพอ

“…อันดับแรกเริ่มจากแบ่งพื้นที่รอบๆ บริเวณนี้แล้วลองไปหากันก่อนเถอะครับ”

“ถ้าเป็นหัวหน้าก็ว่าไปอย่าง แต่พวกเราน่ะคงแยกกันไปคนเดียวไม่ได้หรอก ฉันว่าเราแบ่งกันเป็นทีมละสองคนดีไหมคะ”

โคฮเยจูพูดพลางตีเนียนคล้องแขนฮวังซูยอน ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถด้านการฟื้นฟูระดับสุดยอดที่ใครต่อใครพูดถึงกันต้องเป็นคนคนนี้แน่ๆ โคฮเยจูสบตาฮวังซูยอนพลางยิ้มแป้น เห็นได้ชัดว่าเธอตั้งใจจะประจบประแจง ฮวังซูยอนจ้องโคฮเยจูอย่างเหม่อลอยก่อนพึมพำเสียงเบาโดยที่ไม่มีใครได้ยิน

“โซมัง…?”

[…ว่าแต่เจ้านั่นตายไปนานแค่ไหนแล้ว]

อาโรกันเชียถามขณะมองสำรวจร่างของคังด็อกโฮอย่างสนอกสนใจ นั่นเป็นศพเพียงหนึ่งเดียวในโรงอาหารที่ยังคงสภาพไว้ได้ดี คิมแจยองเดินตรงเข้าไปหาคังด็อกโฮ พอจับไปตามส่วนต่างๆ ก็พบว่ากล้ามเนื้อยังไม่แข็งเกร็ง

[โอ้ ถือว่าใช้ได้อยู่ อยากลองสร้างอควาดูหรือไม่ คิดเสียว่าเป็นการทดลอง อควานั้นต่างจากทาสมนุษย์ มันคือเผ่าพันธุ์ชั้นสูงที่ทั้งสง่างามและทรงพลัง แม้ตอนนี้โอกาสล้มเหลวจะยังสูง แต่หากทำสำเร็จมันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตามหาคู่ของเจ้า]

อาโรกันเชียสนใจการตามหาซอนอึนซูเสียที่ไหน เขาสนใจแค่การเสริมสร้างพลังให้คิมแจยองและเพิ่มจำนวนกองกำลังให้มากขึ้นเพื่อแก้แค้นอาวารีตากับวอยด์ต่างหาก แต่เขาปกปิดเจตนาที่แท้จริงไว้ แสร้งทำเหมือนทุกประการคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อค้นหาซอนอึนซู

คิมแจยองดึงพลังของอาโรกันเชียออกมา จากนั้นก็กางม่านพลังคลุมทั่วทั้งร่างของคังด็อกโฮ

 

“แค่ก!”

ณ เวลาเดียวกันซอนอึนซูที่หมดสติไปนานก็ตื่นพร้อมกับแรงกระแทกหนักหน่วงที่หน้าท้อง แรงนั้นทำเอาหลุดเสียงไอค่อกแค่กออกมา น้ำตาไหลพราก ไอ้เวรพวกนี้ยังรุมอัดเขาอยู่อีกเหรอ ตั้งสติไม่ได้เลยแฮะ ซอนอึนซูกุมท้องตัวเอง คร่ำครวญพลางลืมตาขึ้นช้าๆ ใบหน้าทึ่มทื่อกะพริบตาปริบๆ

“ฟิ้ววว! ฉันเป็นเครื่องบิน!”

“งั้นฉันก็เป็นคิงคอง! ตึง! ตึง! ตึง!”

เด็กอายุราวห้าหรือหกขวบสองคนกำลังกลิ้งไปมา ฟัดเหวี่ยงกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ ซอนอึนซูลูบหน้าท้องที่ยังคงเจ็บอยู่

โคตรจะเกลียดเด็กเล็กๆ เลยแม่ง…

 

[System]

ฮวังซูยอน

อายุ : 19

เพศ : หญิง

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [Heroes never die Lv.1]

 

[System]

โอฮันบิท

อายุ : 17

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ฮันบิท วิ่งดิฮันบิท Lv.1]

 

* กิมจิ คืออาหารประจำชาติและเครื่องเคียงยอดนิยมของเกาหลี โดยนำผักหรืออาหารทะเลมาหมักกับเกลือ พริกป่นเกาหลี กระเทียม ขิง ต้นหอม เป็นต้น

** นักรบกิมจิ คือคำที่มีที่มาจากแอนิเมชั่นเกาหลีที่ทำขึ้นเพื่อโฆษณากิมจิและวัฒนธรรมเกาหลี แต่เนื่องจากเนื้อหามีความยัดเยียดจนเกินไป จึงกลายเป็นมีมล้อเลียนสำหรับคนที่ภูมิใจหรือรักในความเป็นเกาหลีจนเกินไป

* รามยอน คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสไตล์เกาหลีที่นิยมรับประทานอย่างแพร่หลาย มีลักษณะเด่นคือเส้นหนา หยัก เหนียวนุ่ม น้ำซุปมักมีรสเผ็ดจัดจ้าน มักเพิ่มเครื่องเคียง เช่น ไข่ ผัก สาหร่าย หรือกิมจิ

* จูมง คือปฐมกษัตริย์และผู้สถาปนาอาณาจักรโคกูรยอ หนึ่งในสามอาณาจักรโบราณของเกาหลี เป็นที่เลื่องลือว่ามีความสามารถด้านการยิงธนูเป็นเลิศ

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน

Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: