everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 4.1
สัญญาที่ไม่อาจรักษาไว้
[สกิลฝันพยากรณ์ เปิดการใช้งาน]
หากไม่มีหน้าต่างข้อมูล ผมคงเข้าใจผิดว่านี่คือเรื่องจริง ความฝันที่ไม่ได้เห็นมานานยังคงแจ่มชัดและสดใสราวกับความเป็นจริง
ในความฝันตัวผมถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา โดยมีเหล่าสัตว์ประหลาดล้อมหน้าล้อมหลังประหนึ่งกำลังปกป้องผมอยู่ พวกมันคือสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่อัดผมซะเละก่อนจะหมดสติไป
ปกป้องผมเนี่ยนะ นี่ผมฝันอะไรกันเนี่ย
ตัวผมในความฝันดูจะคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ดีจึงผ่อนแรงเกร็งเหมือนยอมจำนน ผมถูกมัดติดกับโซฟาที่ทั้งนิ่มและหรูหราซึ่งไม่เข้ากับทิวทัศน์ซากปรักหักพังเหล่านี้เอาซะเลย
เสียงโครมครามดังสนั่น ตึกถล่ม ฝุ่นฟุ้งกระจาย
โครม!
ตึกถล่มลงมาอีกแล้ว พอผมเพ่งมองชัดๆ ถึงได้เห็นกลุ่มคนที่ดูเหมือนผู้ตื่นรู้กำลังพากันวิ่งหนีจากการโจมตีของใครบางคน พวกเขากำลังตรงเข้ามา เอ๊ะ?…เฮ้ย เดี๋ยวนะ นั่น คุณลุงหน้าตาดุร้ายที่เหลือแขนอยู่ข้างเดียวนั่น…
“พ่อ!”
ตัวผมในความฝันตะโกนลั่นแล้วตั้งท่าจะลุกพรวด ทันใดนั้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งก็บีบไหล่ผมอย่างแรง ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทรุดนั่งลงบนโซฟาแต่โดยดี
พ่อ อย่าเข้ามานะ ไม่นะ อย่าเข้ามา!
แม้ผมจะส่ายหน้าทั้งน้ำตา แต่พ่อกลับไม่ยอมหยุด สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์เข้าไปขวางหน้าไว้ ทว่ามันกลับถูกเยื่อสีฟ้าใสที่ห่อหุ้มร่างของพ่ออยู่ผลักกระเด็นออก ก่อนที่มือพ่อจะแตะโดนตัวผม ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดก็เบิกกว้างแล้วล้มลงไปต่อหน้า ท้องของพ่อถูกแทงทะลุด้วยมือของใครบางคน
“อ๊ากกก!”
มันคือมือที่แสนคุ้นตา มือที่ขาวผ่อง เรียวยาว และดูแข็งแกร่ง…เจ้าของมือนั้นก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาผมที่กำลังกรีดร้องและพยายามดิ้นรน
“…ฉันบอกแล้วไงว่าอย่างน้อยก็ไว้ชีวิตพ่อฉัน! ไอ้โรคจิต!”
เขาใช้มือเปื้อนเลือดลูบแก้มที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาของผม จากนั้นก็หลุบตามองผมด้วยสีหน้าเย็นชาพลางเอ่ยขึ้น
“อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…”
“เฮือก!”
โอ้โห เชี่ยเอ๊ย! นี่อะไรวะเนี่ย! อนาคตเฮงซวยกำลังเฝ้ารอผมอยู่นี่หว่า! ทำไมหมอนั่นถึงทำแบบนั้นกับผมล่ะ ผมทำอะไรผิดไปหรือไง!
ทันทีที่ลืมตาตื่นผมก็คร่ำครวญเพราะรู้สึกเหลือจะเชื่อ คิมแจยองที่นั่งพิงเตียงหลับไปพลันลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“อึนซู…”
คิมแจยองพูดพึมพำพลางดึงเอวผมเข้าไปกอด หากเป็นยามปกติผมคงโวยวายบอกให้เขาขยับออกไปห่างๆ แต่สิ่งที่เพิ่งเห็นในความฝันทำเอาผมไม่สบายใจขึ้นมา…เอาเถอะ ถึงยังไงเขาก็คือคนที่ตื่นรู้ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานและช่วยชีวิตผมไว้ได้ แม้จะไม่เต็มใจ แต่ผมก็ยังยกมือลูบหัวของคิมแจยองที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลนุ่มเบาๆ มันคงทำให้เขาอารมณ์ดี เขาถึงได้ยิ่งเอาหน้าเข้ามาถูไถ
ให้ตายสิ นายไม่ใช่ลูกหมาสักหน่อย
“ที่นี่ ห้องทดลองวิทย์เหรอ”
“อื้ม ที่นี่อยู่ใกล้โรงอาหารที่สุดแล้ว…ส่วนเตียงนี่ฉันไปเอามาจากห้องพยาบาลน่ะ”
พอเขาเงยหน้าขึ้นมองผมเหมือนขอคำชม หัวใจผมก็สับสนไปหมด ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะบ้าได้ขนาดนั้น อนาคตที่ผมเห็นครั้งแรกเขาทำให้ครอบครัวผมตายด้วยน้ำมือชายูฮยอก แต่คราวนี้เขากลับเป็นคนฆ่าพ่อผมต่อหน้าต่อตา คำว่า ‘อย่างน้อยก็ไว้ชีวิตพ่อฉัน’ นั้นตีความได้ว่าสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ของผมถูกฆ่าตายไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าหมอนี่ทำแบบนี้เพราะผมไปมองคนอื่นนอกจากเขาล่ะก็…โอ้โห หมอนี่มันโรคจิตขนานแท้เลยนะเนี่ย ก่อนออกไปร้านขายยา พอเห็นเขาทำตัวเย็นชาผมยังกังวลอยู่เลยว่าเขาอาจจะหมดความสนใจในตัวผมไปแล้วหรือเปล่า แต่จากที่เห็นในความฝันดูเหมือนว่าความยึดติดของหมอนี่จะยิ่งหนักขึ้นซะมากกว่า
ผมควรต้องแก้ปัญหานี้ยังไง หรือผมควรเล่นบทแฟนกันจริงๆ ไปเลยดีไหม แม่งเอ๊ย บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นเกย์! ตรงข้ามกับเสียงตะโกนในใจ ผมกลับต้องปั้นหน้าแจกยิ้มการค้าพลางลูบหัวเขาเหมือนกำลังมองว่าเขาน่ารักเหลือเกิน สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของผมนี่ใช้ได้เลยจริงๆ
“ว่าแต่ทำไมฉันไม่เป็นอะไรเลยล่ะ”
“ฮวังซูยอนตื่นรู้ด้วยความสามารถในการรักษา”
“โอ้”
“นายนอนหลับไปตั้งสามวันแน่ะกว่าจะฟื้น”
เสียงของคิมแจยองหม่นลง ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนหมดสติพลันผุดขึ้นมา มันคือใบหน้าที่แลดูหวาดกลัวสุดๆ ทั้งที่เห็นสัตว์ประหลาดแล้วยังไม่แม้แต่จะกะพริบตาจนถึงขั้นดูไร้ความเป็นมนุษย์ ทว่าหมอนี่กลับมีสิ่งที่กลัวกับเขาด้วยแฮะ น่าทึ่งอยู่เหมือนกันนะเนี่ย แม้จะน่าเขินนิดหน่อยที่สิ่งนั้นคือความตายของผมก็เถอะ
“เออ จริงสิ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ โอเคกันไหม อีฮยอนอูกับซอยุลยังอยู่ดีหรือเปล่า”
“…อยากรู้เหรอ”
“โธ่ ร่วมเป็นร่วมตายกันมาขนาดนั้นก็ต้องอยากรู้อยู่แล้วไหมล่ะ ฉันจะไม่อยากรู้ได้ไง”
“ไม่อยากรู้ไม่ได้เหรอ”
รอยยิ้มพลันหายไปจากใบหน้าคิมแจยอง นี่มันอะไรกันเนี่ย…ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนเคยเห็นผ่านตามาแล้วในความฝัน…
‘อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…’
…คำพูดนั้นหมายความว่าอย่าไปสนใจเรื่องคนอื่น สนใจแค่เรื่องดูแลฉันก็พอสินะ
ทันใดนั้นสมองผมรีบเดินเครื่องเต็มกำลัง การดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนอนาคตซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“อะแฮ่ม…นี่ คิมแจยอง”
ผมตีเนียนจับมือคิมแจยอง ไม่สิ แค่นี้คงไม่พอ ผมรวบรวมความกล้าสอดนิ้วเข้าไปประสานกัน คิมแจยองสะดุ้งตัวสั่นเมื่อจู่ๆ ฝ่ามือก็สัมผัสกันอย่างกะทันหัน เขาเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ แม้จะมืดจนมองความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้ไม่ชัด แต่ผมมั่นใจว่าหูเขาต้องแดงแล้วแน่ๆ
“นะ…นายไม่รู้ความรู้สึกฉันเลยเหรอ”
ผมพูดตะกุกตะกักเหมือนคนไม่มีสมอง พนันได้เลยว่าตอนนี้หน้าผมคงแดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว แม่งเอ๊ย…
“ไม่รู้…”
เสียงคิมแจยองเหมือนคนกำลังงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
“นายน่ะ คือ…คือ…ที่สุดเลย!”
“…ที่สุด?”
“ที่สุดสิ หมายถึงความสนิทไง นายสนิทกับฉัน! สนิทมาก”
ผมประหม่าจนมือเปียกชื้นไปหมด แม้พยายามจะแงะมือตัวเองเพื่อดึงออกมาเช็ด แต่คิมแจยองกลับจับมือผมไว้แน่นราวกับจะไม่มีวันปล่อยเด็ดขาด ผมรับรู้ได้ถึงความปวดร้าว มันส่งผ่านมาทางผิวหนังที่สัมผัสกันอยู่ ผมรู้สึกสงสารเขาขึ้นมานิดหน่อย แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ ให้ตายเถอะ ผมมันมีอะไรดีนัก รสนิยมหมอนี่ประหลาดดีจริงๆ…
“…เพื่อนที่จับมือกันแบบนี้มีแค่นายคนเดียวนะ”
เมื่อได้ยินที่ผมพูด คิมแจยองก็จ้องมือที่เกาะกุมกันอยู่ไม่วางตา
“…แบบนี้ก็ด้วยใช่ไหม”
ว่าแล้วเขาก็ดึงมือผมเข้าหาตัวพลางก้มหน้าลงตามด้วยจรดริมฝีปากบนหลังมือผม จากการกระทำนั้นผมสัมผัสได้ถึงความปรารถนาของคิมแจยองที่อยากจะใกล้ชิดผมมากกว่าคนอื่นๆ ผมเพิ่งสังเกตว่าหางตาของเขาแดงก่ำ
ร้องไห้?
พอได้เห็นดวงตาคู่นั้นแล้ว ผมก็สลัดมือเขาทิ้งหรือแสดงท่าทีรังเกียจไม่ลง ผมลอบกลืนน้ำลายก่อนค่อยๆ พยักหน้า
“แบบนี้ก็ด้วย”
สีหน้าคิมแจยองดูสดใสขึ้น พอเห็นเขาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามการกระทำแต่ละอย่างของผมแล้วไม่รู้ทำไมมุมหนึ่งในใจชักรู้สึกจะ…ไม่สบายใจขึ้นมา
คิมแจยองออกไปข้างนอก โดยบอกทิ้งท้ายไว้ว่าจะไปเอาของกินมาให้ ผมนอนลงบนเตียงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเห็นดวงจันทร์สีแดงอยู่ห่างออกไปเหมือนไม่เคยเข้าใกล้โลกมาก่อน นั่นสินะ เวลาผ่านมาแล้วตั้งสามวันเวฟแรกคงจบไปนานแล้ว หลังจากผ่านเวฟไปหนึ่งครั้ง ดวงจันทร์สีแดงก็จะขยายใหญ่ขึ้น แต่คงเพราะเป็นเวฟแรก ขนาดเลยดูไม่ค่อยต่างจากเดิมเท่าไหร่ ทว่าดวงจันทร์สีขาวที่อยู่ข้างหลังดวงจันทร์สีแดงกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงจะยังไม่ได้เห็นมันเป็นสีเหลือง แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นมันเป็นสีนวลแล้ว หรือว่าเป็นเพราะดวงจันทร์สีขาวขยับเข้ามาใกล้กันนะ ผู้ตื่นรู้ถึงได้มีมากขึ้นขนาดนี้ ในขณะที่กำลังคิดว่าตัวเองโชคดีจากการที่ฮวังซูยอนตื่นรู้ได้ถูกจังหวะและช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้ได้ ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็เปิดออก
“คิมแจยอง กลับมาระ…ฮวังซูยอน?”
“หวัดดี ซอนอึนซู พอดีฉันได้ยินว่านายตื่นแล้วเลยแวะมาดูน่ะ”
สภาพของฮวังซูยอนในตอนนี้เธอสลัดชุดนักเรียนสกปรกเลอะเทอะทิ้งไปและเปลี่ยนมาสวมชุดพละสะอาดสะอ้านแทน พอดูไปแล้วชุดที่ผมสวมอยู่ก็เป็นชุดพละเหมือนกัน คิมแจยองคงเปลี่ยนให้ผมสินะ ในระหว่างที่ผมหมดสติไป ดูท่าคงเกิดเรื่องขึ้นมากมายทีเดียว ฮวังซูยอนเดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ จากนั้นก็หย่อนตัวนั่งห้อยขาบนเก้าอี้ที่คิมแจยองเคยนั่งอยู่เมื่อครู่
“เธอมาคนเดียวเหรอ”
“มีแค่ฉันคนเดียวที่เข้ามาได้”
“…หา?”
“คนที่ช่วยชีวิตนายคือฉันนี่ ฉะนั้นมีแค่ฉันที่เข้ามาได้ คนอื่นๆ แค่จะเข้าใกล้ที่นี่ยังทำไม่ได้เลย”
สายตาแฝงนัยบางอย่างของฮวังซูยอนทำเอาหลังมือผมเริ่มสั่นเบาๆ ผมจึงลูบหลังมือพลางหลบสายตาเธอ
“เดี๋ยวนี้หมอนั่นไม่แกล้งทำตัวเป็นคนดีแล้วด้วยนะ…แต่ฉันว่านั่นแหละที่ทำให้หมอนั่นดูเซ็กซี่ ว่าแล้วเชียว ผู้ชายเนี่ยหน้าตาคือทุกอย่างจริงๆ”
“…นี่เธอกำลังพูดถึงคิมแจยองอยู่สินะ”
“ยังจะมีใครอีกหรือไง บนโลกเฮงซวยใบนี้ยังจะมีใครเป็นเจ้าของหน้าตาใช้ได้แบบนั้นอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่หมอนั่น”
…หน้าผมมันดูไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรือไง ผมชักจะหมดความมั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองแล้วแฮะ ความผิดของคิมแจยองทั้งนั้นเลยเชียว เพราะหมอนั่นใช้หน้าตานั้นมาเกาะติดอยู่กับผม มันถึงเกิดการเปรียบเทียบขึ้นไง รูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของผมดันถูกกลบซะมิด ไอ้เวรนี่มันเอาเปรียบกันชัดๆ
“อีฮยอนอูกับซอยุลปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ทั้งคู่ปกติดี หลังจากสองคนนั้นกลับมาได้ไม่นาน คิมแจยองก็อุ้มนายกลับมาเหมือนกัน ตอนนั้นฉันน่ะ…นึกว่านายจะตายไปแล้วซะอีก”
“ถ้าเธอไม่ตื่นรู้ขึ้นมา ฉันคงตายไปแล้วแน่ๆ ขอบใจที่ช่วยชีวิตฉันไว้นะ”
“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะตอบแทนบุญคุณ”
ผมรู้สึกละอายใจ เพราะเทียบกับสิ่งที่ผมทำแล้ว สิ่งที่ได้รับตอบแทนมานั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก ฮวังซูยอนยิ้มกว้างพลางพูดต่อ
“สิ่งที่เรียกว่าการตื่นรู้นี่น่าทึ่งเนอะ ตอนอีฮยอนอูตื่นรู้ หมอนั่นถึงกับเป็นลม ฉันเลยเข้าใจว่ามันต้องเจ็บมากแน่ๆ แต่ทันทีที่ฉันเห็นนาย ฉันก็วิ่งเข้าใส่เลยเพราะรู้ว่าช่วยนายได้แน่ อันที่จริงก็จำไม่ค่อยได้หรอก ทว่าคนอื่นเล่าให้ฟังว่าฉันเหมือนคนบ้า”
“นะ…นั่นสิเนอะ”
“ถึงงั้นก็เหอะ หาว่าฉันบ้านี่ก็เกินไปหน่อยนะ ว่าไหม”
ฮวังซูยอนไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองบ้าไปแล้ว ผมไม่อยากพูดอะไรเสริมแล้วทำให้เธอเคืองโดยใช่เหตุ จึงได้แต่ยกมุมปากยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“ฉันส่งยาไปให้คนป่วยที่อยู่ในห้องชมรมแล้วเรียบร้อย พอสี่ในหกคนตื่นรู้ ซอยุลก็ดูจะเบาใจขึ้นเยอะ ซอยุลให้อาวุธมาแล้วด้วยตามสัญญา แต่พวกที่ตื่นรู้ฝั่งเราดันเอาไปใช้โดยไม่ขออนุญาตนายก่อน…ฉันนี่โคตรจะหงุดหงิดเลยล่ะ นายเป็นคนทำให้เราได้มันมาแท้ๆ…”
ฮวังซูยอนทำหน้าเศร้าเหมือนเธอจะไม่พอใจที่คนอื่นชุบมือเปิบเอาอาวุธที่ผมแลกมาด้วยชีวิตไปใช้กันดื้อๆ แน่นอนว่าผมเองก็ไม่ชอบพฤติกรรมแบบนั้นเหมือนกัน กล้ามากนะที่เอาอาวุธคนอื่นไปใช้โดยพลการ แต่พอผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฮวังซูยอนแบบเรียลไทม์ ความโมโหก็พลันหายวับไป
“ยะ…ยังไงก็ตั้งใจเอามาแบ่งๆ กันใช้ทุกคนอยู่แล้วแหละ…เอาน่า ฉันขอแค่ดาบเล่มเดียวก็พอ!”
“ดาบ?…มันมีคนเอาไปใช้อยู่น่ะสิ…เฮ้อ ไร้ยางอายชะมัด…ตายไปซะเถอะ…ไม่สิ เราต้องฆ่ามันให้ตาย…”
“ดาบสั้น! กริชไง เธอรู้จักใช่ไหม อันที่สั้นๆ น่ะ มันยังพอเหลือบ้างไหม ถ้าเป็นไปได้ขออันที่คมทั้งสองด้านนะ”
“…ถ้าเป็นของแบบนั้น…ก็ยังพอมีเหลือนะ”
“ถ้างั้นฝากเธอเอามาให้หน่อยสิ เล่มเดียวพอนะ”
“ได้…”
หลังจากนั้นฮวังซูยอนก็กลับไปในสภาพกึ่งปกติกึ่งเสียสติ
“เฮอะ อาวุธของฉัน”
ผมข่มกลั้นความโกรธที่กำลังเดือดพล่านไม่ไหวจึงเตะผ้าห่มทิ้ง
ได้ไงวะ! ฉันคนนี้อุตส่าห์เอาชีวิตไปแลกอาวุธมานะโว้ย! ไอ้เวรเอ๊ย! ฉันกะจะใช้ทั้งหมดนั่นเลยด้วยซ้ำ! แบบนี้มีหวังใช้สกิลได้ไม่เต็มที่กันพอดีน่ะสิ! โอ๊ย เจ็บใจฉิบหาย!
ผมกลัวว่าด้านนอกนั่นจะมีสัตว์ประหลาดอยู่เลยเอาหน้าฝังเข้าไปในผ้าห่มแล้วดีดดิ้นอย่างหงุดหงิด
“อึนซู”
คิมแจยองที่ไม่รู้ว่ากลับมาตอนไหนยืนนิ่งมองผมพลางเรียกชื่อ ถ้าจะเข้ามาก็หัดให้สุ้มให้เสียงกันหน่อยสิ ผมอับอายกับการแสดงท่าทีเล่นใหญ่ของตัวเองเลยทำเป็นชี้ถุงพลาสติกสีขาวที่เขาถืออยู่เพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“…ไปเอามาจากไหนอีกล่ะนั่น”
“ร้านสะดวกซื้อ อยากอุ่นมาให้ แต่ไมโครเวฟใช้ไม่ได้ มันอาจจะเย็นหน่อยนะ”
“ร้านสะดวกซื้อ?”
คิมแจยองยื่นโจ๊กเนื้อที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อให้ผม พอตื่นรู้กับเขาบ้างก็เดินร่อนไปทั่วเชียวนะไอ้หมอนี่ แต่ดูจากที่ต่อกรกับสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์ได้อย่างง่ายดายแล้วก็พอเข้าใจได้แหละ แต่ผมแค่สงสัยเฉยๆ ว่าเขาแข็งแกร่งขนาดนี้มาตลอดตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า ในความฝันตอนที่คิมแจยองอยู่กับผม เขาไม่ได้เคลื่อนไหวหรือแสดงออกอะไรเป็นพิเศษ และหลังจากที่ผมตายไปส่วนมากเขาจะใช้สกิลสายพลังจิตมากกว่าสกิลสายกายภาพ ยิ่งไปกว่านั้นคิมแจยองยังจงใจเลี่ยงการปะทะกันซึ่งๆ หน้ากับชายูฮยอก มันจึงยากจะประเมินได้ว่าเขามีพลังระดับไหน จริงอยู่ที่พลังเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ตื่นรู้ทั่วไปมาก แต่การเดินเตร่ไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้จนเริ่มติดเป็นนิสัยก็ถือเป็นเรื่องอันตรายอยู่ดี ยิ่งเวลาผ่านไปสัตว์ประหลาดก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และอาจมีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่าพวกที่เจอในตอนนี้โผล่มาอีกก็ได้ ทีนี้ถ้าเกิดไม่มีคิมแจยองแล้วชายูฮยอกคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นมา ตัวผมจะเอาชีวิตรอดยังไงล่ะ
“อย่าไปไกลนักสิ นายอาจจะเจ็บตัวเอาได้นะ จากนี้ไปคอยอยู่ข้างๆ ฉันไว้เถอะนะ”
“…ตอนนี้นายต้องการฉันแล้วเหรอ”
“พูดอะไรน่ะ เราเพื่อนกันนะ”
“เพื่อน…”
คิมแจยองพูดพึมพำพลางหลุบตาลงต่ำเหมือนเขิน ผมกะจะดุเขาให้หนักๆ แต่ทำไมบรรยากาศมันดันกลายเป็นแบบนี้ไปอีกแล้วล่ะเนี่ย ผมรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ สงสัยคงต้องเปลี่ยนเรื่องพูดสักหน่อยแล้ว ว่าแล้วก็คว้าโจ๊กที่คิมแจยองเอามาให้แล้วแสร้งทำเป็นคนมากเรื่อง
“โจ๊กเนื้อ? ฉันชอบโจ๊กหอยเป๋าฮื้อต่างหากล่ะ”
“เอ้า นี่ โจ๊กหอยเป๋าฮื้อ”
“เดี๋ยวนะ นายเอามากี่ถ้วยกันแน่เนี่ย…”
ในถุงร้านสะดวกซื้อที่คิมแจยองยื่นให้มีโจ๊กอยู่ถึงสิบถ้วย แถมยังเรียงรสชาติกันมาอีกต่างหาก ผมวางโจ๊กเนื้อในมือลงแล้วเปลี่ยนไปหยิบโจ๊กหอยเป๋าฮื้อแทน ไม่น่าเล่นใหญ่เลยแฮะ ผมเปิดฝาพลาสติกออกแล้วลองเปรยถามดู
“ไม่มีกิมจิ* เหรอ ไม่รู้หรือไงว่าฉันคือนักรบกิมจิ**”
“เดี๋ยวฉันไปเอามาให้ไหม”
“ช่างเถอะ ว่าแต่โจ๊กเนื้อนั่นน่ะ นายกินให้หมดเลยนะ โธ่เอ๊ย ผอมโกรกกว่าเดิมอีก นายต้องมีเนื้อมีหนังหน่อยสิถึงจะน่ารัก”
คิมแจยองได้ยินที่ผมพูดก็ยิ้มออกมาบางๆ ใบหน้าที่มุมปากยกขึ้นแล้วยิ้มตาหยีนั้นดูราวกับภาพวาดจนรู้สึกเหมือนห่างไกลจากความเป็นจริง
ถ้ายิ้มกว้างๆ จะสวยกว่านี้อีก
คงเพราะสิ่งที่ผมเห็นในฝันพยากรณ์รอบนี้คือหน้าตาไร้อารมณ์และท่าทีเย็นชาของเขา ผมเลยรู้สึกว่าต้องเห็นเขายิ้มกว้างอย่างสดใสเท่านั้นถึงจะวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วผมควรจะทำอะไรให้เขาอีกดีล่ะ ผมเปิดฝาถ้วยโจ๊กเนื้อ ปักช้อนพลาสติกลงไป และส่งให้คิมแจยอง
“กะ…กินสิ”
จู่ๆ ผมก็รู้สึกเขินจนพูดติดตะกุกตะกัก ผมมองใบหูคิมแจยองแดงก่ำและมุมปากที่กระตุกยิ้ม ทั้งที่ผมมองหน้าเขาอย่างคาดหวัง แต่พอคิมแจยองตักโจ๊กหนึ่งช้อนเข้าปาก สีหน้าเขาก็ไร้อารมณ์ทันที
“เย็นอะ”
“…กินๆ เข้าไปเถอะน่า ไอ้คนเรื่องมากเอ๊ย”
ดูท่าผมคงใช้อาหารทำให้คิมแจยองยิ้มไม่ได้แน่ ถึงจะรู้สึกใจไม่ดี แต่พอเห็นคิมแจยองกินโจ๊กอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยช้อนพลาสติกคันน้อยๆ ผมก็หลุดหัวเราะออกมา
หลังจากอยู่นิ่งๆ เล่นไปตามน้ำเอาใจคิมแจยองได้ประมาณสองวัน อารมณ์ของคิมแจยองก็ดูจะดีขึ้นมาก ทั้งที่รู้สึกโล่งใจ แต่มุมหนึ่งในใจก็ยังรู้สึกกังวล เพราะเกรงว่าบางทีทุกชั่วขณะของปัจจุบันอาจกำลังเดินหน้ามุ่งสู่อนาคตที่ผมเห็นในฝันพยากรณ์อยู่ก็ได้
ร่างกายผมหายดีเป็นปลิดทิ้ง แต่การนอนนิ่งอยู่เฉยๆ มันไม่ค่อยถูกกับสภาวะร่างกายของผมเท่าไหร่ ผมจึงเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อสองสามชั่วโมงก่อนฮวังซูยอนเอากริชมาให้ หากบอกว่าเป็นกริชก็ดูจะเกินไปนิด คงต้องบอกว่าเป็นดาบสั้นที่มีความยาวเท่าศอกถึงปลายนิ้วน่าจะเหมาะกว่า ดาบสั้นเล่มนี้อยู่ในฝักที่ดูหรูหรา สามารถนำมาสอดไว้กับเข็มขัดหนังโดยเฉพาะและคาดเอวได้ แม้จะไม่ใช่อาวุธที่ผมต้องการ แต่คงเพราะได้มันมาในราคาแพงล่ะมั้ง ผมเลยไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่นัก
“จะออกไปข้างนอกเหรอ”
พอเห็นผมคาดเข็มขัดหนังและเหน็บดาบสั้น คิมแจยองก็ทำหน้าบูดทันที
แล้วนายจะให้ฉันหมกตัวเองอยู่ในนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่วะ ไอ้ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำเอ๊ย
ผมกลืนความในใจลงไปแล้วพยักหน้าเงียบๆ เคราะห์ดีที่เขาดูเหมือนยังไม่คิดจะจับผมขังไว้แบบในความฝัน
“อื้ม ฉันแค่จะไปเดินดูรอบๆ เดี๋ยวมา”
“ไปด้วยกัน”
“พอเลย สัตว์ประหลาดแถวนี้ถูกฆ่าหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ทีฮวังซูยอนยังเดินไปเดินมาคนเดียวได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย”
ในระหว่างที่ผมสลบไสลไม่ได้สติ คิมแจยองเป็นคนกำจัดสัตว์ประหลาดรอบๆ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์จนเกลี้ยง เห็นเจ้าตัวบอกว่าอยากเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่ถ้าเปิดแล้วสัตว์ประหลาดเข้ามาได้มันจะน่ารำคาญ เลยกำจัดทิ้งหมดหรือยังไงนี่แหละ พวกนักเรียนในโรงอาหารเองก็ตามหลังคิมแจยองกันต้อยๆ ออกไปล่าสัตว์ประหลาดเพื่อเก็บประสบการณ์ในสนามจริง ฉะนั้นตอนนี้รอบโรงอาหารกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงไม่เหลือแม้กระทั่งเงาของสัตว์ประหลาดสักตัว
“เดี๋ยวกลับมาน่า รอฉันอยู่นี่แหละ”
เมื่อผมสบตาเขาแล้วพูดอย่างหนักแน่น คิมแจยองก็พยักหน้าโดยไม่คิดจะปิดบังความไม่พอใจด้วยซ้ำ ผมนึกถึงรายการโทรทัศน์ที่เคยดูอยู่หนหนึ่ง ว่ากันว่าสัตว์ที่วิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของจะมีอาการดีขึ้นหากได้รู้ว่าเจ้าของจะกลับมาแน่ๆ นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังเลี้ยงลูกหมาที่วิตกกังวลเพราะไม่อยากแยกกับเจ้าของไม่มีผิด
“รีบกลับมานะ…”
พอคิดแบบนี้แล้ว เขาก็ดูน่ารักนิดๆ เหมือนกันแฮะ…
เก้าอี้ที่กองสุมอยู่ในโถงห้องอาหารถูกยกมาตั้งเรียงกันรอบโรงอาหาร โดยมีเชือกเส้นยาวยึดโยงเก้าอี้แต่ละตัวเข้าไว้ด้วยกัน หากมีสัตว์ประหลาดเข้ามาแตะเชือก กลไกนี้ก็จะส่งสัญญาณไปที่ด้านในโรงอาหารทันที ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิด แต่นับเป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพดีทีเดียว
เมื่อเข้ามายืนในโรงอาหาร สิ่งแรกที่สังเกตเห็นเลยคือความเรียบร้อย เก้าอี้ทั้งหมดถูกย้ายไปไว้ด้านนอก ดูท่าจะใช้โรงอาหารนักเรียนที่กว้างขวางนี้แทนพื้นที่อยู่อาศัย ในขณะที่ผมกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ คนแรกที่เดินเข้ามาหาผมก็คือเจ้าหมีสีน้ำตาล
“รุ่นพี่อึนซู ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยังครับ”
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ว่าแต่ที่นี่ดูน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”
“แอบละอายใจนิดหน่อยครับ ทั้งที่คนอื่นลำบากลำบนกัน แต่ดูเหมือนจะมีแต่ผมที่สบาย ถ้าผมตื่นรู้กับเขาด้วยก็คงดี…”
น่าเสียดายที่เจ้าหมีสีน้ำตาลไม่ได้ตื่นรู้ รูปร่างเขาสูงใหญ่ แถมยังแรงเยอะ ถ้าตื่นรู้จะต้องแข็งแกร่งมากแน่ น่าเสียดายจริงๆ
“จะว่าไปแล้วฮยอนอูบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับรุ่นพี่ครับ หมอนั่นอยู่หลังโรงอาหาร เดี๋ยวผมไปตามมาให้นะครับ”
“ไม่ต้อง ฉันไปเอง”
ผมห้ามเจ้าหมีไม่ให้ไปตามอีฮยอนอู ก่อนจะเดินไปทางประตูด้านหลัง ผมรับรู้ได้ถึงสายตาของคนอื่นๆ ที่เหลือบมองมา ซึ่งในสายตาเหล่านั้นไม่มีความยินดีใดๆ เลยแม้แต่น้อย ทำเอาผมชักวางสีหน้าไม่ถูก ทีแรกคิดว่าทุกคนน่าจะมองผมในแง่ดีขึ้นไม่มากก็น้อยเพราะผมเป็นคนหาอาวุธมาให้ แต่ดูจากตอนนี้แล้วน่าจะไม่ใช่แบบนั้น
ช่างเถอะ ผมทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายอมรับสักหน่อย
เมื่อเปิดประตูด้านหลังแล้วก้าวเท้าออกไป ผมก็เจออีฮยอนอู ยูยอนฮา และนัมจินซู ทั้งสามกำลังคุยกันหน้าดำคร่ำเครียด แต่พอเห็นผมโผล่มาทุกคนก็รีบปิดปากเงียบ หัวหน้าห้องยังคงจ้องผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ส่วนนัมจินซูกลอกตามองผมสลับกับหัวหน้าห้อง
“รุ่นพี่อึนซู ร่างกายโอเคแล้วใช่ไหมครับ”
“ก็อย่างที่เห็น ฮวังซูยอนความสามารถดีใช้ได้เลยนะ ว่าแต่ทำไมสองคนถึงพันผ้าพันแผล ไม่ลองขอให้ฮวังซูยอนรักษาให้ล่ะ”
นัมจินซูมีผ้าพันแผลพันรอบขา ส่วนหัวหน้าห้องพันรอบแขน อีฮยอนอูถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“รุ่นพี่ซูยอนไม่ยอมรักษาให้ครับ สงสัยคงยังแค้นฝังหุ่นอยู่”
“งั้นเหรอ ผิดใจกับฮีลเลอร์นี่ชีวิตลำบากนะ จากนี้คงต้องระวังตัวหน่อย”
“เฮอะ”
ไม่รู้คำพูดของผมฟังดูประชดประชันหรือยังไง หัวหน้าห้องเลยแค่นหัวเราะเหมือนไม่อยากเชื่อ เขาเอาไหล่กระแทกผมแล้วเดินเข้าไปในโรงอาหาร
เอ้า ไอ้เวรนี่
นัมจินซูมองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผมแล้วเดินตามหัวหน้าห้องไป ตรงนี้จึงเหลืออีฮยอนอูกับผมแค่สองคน
“หมอนั่นทำไมจงเกลียดจงชังฉันนักวะ ตลกชะมัด ฉันไปทำอะไรให้”
สมมติฐานที่ว่าหัวหน้าห้องชอบคิมแจยองน่าจะถูกต้องแล้วล่ะ ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็คงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเกลียดผมขนาดนี้
“ไหนว่านายอยากคุยกับฉัน มีเรื่องอะไรล่ะ”
อีฮยอนอูทำหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้ยินที่ผมถาม ดูจากการที่เขาอ้ำอึ้งไป ดูท่าคงตั้งใจจะพูดอะไรที่พูดยากแน่ๆ ผมเอียงตัวเอาไหล่พิงผนังรอให้เขาเปิดปาก
“ขอโทษนะครับที่ผมต้องพูดแบบนี้กับคนที่เพิ่งตายแล้วฟื้นกลับมาได้…แต่รบกวนรุ่นพี่ไม่ต้องออกโรงทำอะไรแล้วได้ไหมครับ”
“…หา?”
“ทุกเรื่องที่รุ่นพี่เข้าไปข้องเกี่ยว สถานการณ์มัน…ค่อนข้างแย่ลงเยอะเลยน่ะครับ คนอื่นๆ เองก็…ดูจะวิตกกังวลกันมากด้วย”
ผมถึงกับอึ้งสนิท สิ่งที่เขาพูดมามันก็ไม่ผิดหรอก แต่…ความรู้สึกผมกลับดำดิ่ง เหลือจะเชื่อ ไอ้คนที่ถ้าไม่ได้ผมคงตายซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้ตั้งกี่หนกลับกล้าที่จะพูดจาแบบนี้
“ตอนนี้อยู่กันได้สบายแล้วเลยจะเขี่ยฉันทิ้งงั้นสินะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ…! พวกเราไม่ได้จะเขี่ยทิ้ง ถ้าจะให้พูดตามตรง…แค่อยากให้รุ่นพี่อยู่เฉยๆ เงียบๆ ก็พอครับ ผมรู้ว่ามันไร้ยางอาย ทั้งที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือมาตลอดแท้ๆ ยังจะมาขออะไรแบบนี้อีก”
อีฮยอนอูคงรู้สึกว่าสีหน้าของผมเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกทีจึงลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะโพล่งความลับของตัวเองออกมาประหนึ่งสารภาพบาป
“…ผมสามารถรับรู้ได้ครับว่าคนไหนกำลังโกหกหรือพูดความจริง และผมก็เห็นว่ารุ่นพี่เอาแต่โกหกอยู่เรื่อย ไม่ใช่แค่รุ่นพี่คนเดียว รุ่นพี่คิมแจยองก็เหมือนกันครับ สองคนน่าจะกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ ผมเลยไม่กล้าเชื่อใจ เพราะแบบนี้ผมถึงปล่อยให้รุ่นพี่ออกโรงต่อไปไม่ได้แล้วครับ”
อีฮยอนอูเปิดเผยว่าตนมีความสามารถในการแยกแยะความจริงและความเท็จ ดูท่าเขาจะสับสนมากเพราะที่ผ่านมาผมพูดความจริงกับความเท็จปนกันมั่วเกือบตลอดเวลา
เออ มันก็เข้าใจได้แหละ สมองน่ะเข้าใจได้…แต่หัวใจน่ะไม่ใช่ ผมไม่ยินดีสักนิดที่ต้องมาฟังเรื่องแบบนี้จากปากของรุ่นน้องที่ตัวเองใส่ใจและค่อนข้างเอ็นดูอย่างหมอนี่ ยิ่งเพิ่งรอดจากความตายมาด้วยกันหยกๆ ยิ่งแล้วใหญ่
ผมกำมือแล้วคลายซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้ตัว พยายามสงบอารมณ์ อีฮยอนอูเห็นดังนั้นก็ยื่นหน้ามาใกล้
“รุ่นพี่จะต่อยผมสักหมัดก็ได้นะครับ”
พลั่ก!
ตอนนี้ต่อให้โดนหมัดผมไปเขาก็คงไม่ตายอยู่แล้ว ผมเลยประเคนหมัดเข้าไปเต็มแรง อีฮยอนอูเซล้มก้นจ้ำเบ้า แก้มบวมและปากแตกจนเลือดไหล ทั้งที่เห็นแบบนี้แล้ว แต่ความโกรธของผมก็ยังไม่ลดลงง่ายๆ
“…ไม่หายโกรธว่ะ”
ความจริงแล้วสิ่งที่มากไปกว่าความโกรธคือความรู้สึกว่างเปล่า ผมพยายามเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยการทิ้งนิสัยเดิมและไม่สร้างปัญหา ผมพยายามแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังหลุดพ้นจากบทตัวร้ายฝ่ายอธรรมไม่ได้
“รุ่นพี่จะต่อย…”
“ช่างเหอะ”
ขืนอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ผมควรกลับได้แล้ว ทว่าพอหันไปทางประตูโรงอาหารผมก็เห็นหัวหน้าห้องอยู่ตรงช่องประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย ทันทีที่เขาสบตาผมก็เปิดประตูผลัวะและเริ่มตะโกนเสียงดัง
“ซอนอึนซู! ทำบ้าอะไรของนายน่ะ!”
ดีนะที่ไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่แถวนี้ เสียงเขาดังพอที่จะทำให้คนอื่นๆ สะดุ้งตกใจจนกรูกันเข้ามามุง หัวหน้าห้องรีบเดินผ่านผมเข้าไปพยุงอีฮยอนอู
“ฮยอนอู นายเป็นอะไรไหม”
“เอ่อ…รุ่นพี่ยอนฮา เรื่องนี้…”
“คิดว่าจะใช้ความรุนแรงยังไงก็ได้เหรอ! นายนี่นะ ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด!”
อีฮยอนอูมีสีหน้าตื่นตระหนกและพยายามจะอธิบายสถานการณ์ แต่หัวหน้าห้องกลับไม่เปิดโอกาส เขาเริ่มตะโกนเสียงดังอีกครั้ง ในบรรดาผู้รอดชีวิตฝั่งโรงอาหารที่มามุงดูความวุ่นวาย พวกที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ตื่นรู้พากันเดินเข้ามายืนล้อมผมพร้อมกับถืออาวุธที่ผมลำบากแทบตายเพื่อให้ได้มา
“ถ้านายกำลังคิดว่าเพราะตัวเองตื่นรู้คนแรกเลยจะขึ้นเป็นผู้นำเพื่อปกครองพวกเราล่ะก็ เลิกพยายามซะเถอะ”
“…ว่าไงนะ”
“เราโดนโจมตีที่ห้องชมรมก็เพราะนายนี่ เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ของนายทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนคนตายไปตั้งเยอะ ครั้งนี้เอาแค่เรื่องที่ร้านขายยาก็ชัดแล้ว ฮยอนอูไม่ได้อยากไป แต่นายบังคับจะพาเขาไปให้ได้! นายเกือบทำฮยอนอูตายไปด้วยอีกคนด้วยซ้ำ!”
สถานการณ์นี้มันอะไรกัน ทุกคนตั้งตัวเป็นศัตรูกับผมแล้ว กระทั่งโอฮันบิทที่เหนียมๆ และใจดีก็ยังเล็งอาวุธมาทางผมพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ข้างหลังนั่นดูเหมือนเจ้าหมีสีน้ำตาลกำลังพยายามฝ่าฝูงชนเพื่อเข้ามาหาผม แต่พวกตื่นรู้ทั้งหลายใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งขวางเขาไว้
“ทุกคนทำอะไรน่ะ ก็บอกว่าไม่ใช่อย่างงั้นไงครับ!”
อีฮยอนอูพยายามจะชี้แจงอีกครั้ง ทว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายลงไปอีก
“อย่าไปเข้าข้างมันสิ ฮยอนอู”
“เออ ใช่ นายโดนซอนอึนซูบงการมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ พวกเราจะปกป้องนายเอง”
“ตอนนี้เราเองก็มีพลังแล้วเหมือนกัน!”
เดี๋ยวนะ…คนพวกนี้เกลียดผมกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ที่ผ่านมาไม่มีใครแสดงอาการอะไรสักนิด แต่แล้วจู่ๆ ก็แสดงท่าทีแบบนี้ซะงั้น โคตรจะไร้สาระ แม้แต่คุณป้าคิมบกซุนที่ปกติเป็นมิตรดียังจ้องผมจากที่ไกลๆ พร้อมตะเบ็งเสียง
“ในเวลาที่ทุกคนควรจะร่วมมือกันเอาชนะความลำบากยังต่อยรุ่นน้องได้ลงคอ…เธอทำแบบนี้ไม่ถูกนะ! เธอต้องโดนสวรรค์ลงโทษแน่!”
ผมไม่รู้เลยว่าจะหนีออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง หากมีแค่คนสองคนผมคงไม่ช็อกหนักแบบนี้ แต่นี่ทุกคนพากันชี้นิ้วมาทางผม ผมจึงเริ่มคิดแล้วว่าตัวเองทำอะไรผิดไปจริงๆ หรือเปล่า สมองเริ่มรวน ตาเริ่มพร่าเบลอ พวกดาราที่ทุกข์ทรมานกับคอมเมนต์เชิงลบก็คงจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกันใช่ไหมนะ ในขณะผมกำลังจะวิ่งกลับไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ใครบางคนก็คว้าผมไว้
“…รุ่นพี่อึนซู!”
“…คังด็อกโฮ”
หมอนั่นวิ่งพลางส่งเสียงกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้ เขาพักหอบหายใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยใบหน้าซีดเซียว
“แปลกมากครับ”
“…”
“ทุกคนไม่ได้เกลียดรุ่นพี่มากขนาดนี้แน่ครับ ผมมั่นใจครับ มันมีบางอย่างผิดปกติ”
“…ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
ผมขอบคุณสายตาของเจ้าหมีที่ยังดูเชื่อใจผมอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ผมสะบัดมือเขาและเดินเข้าไปด้านในอาคาร เมื่อผ่านโถงทางเดินที่ว่างเปล่าและเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ออก ผมก็เห็นแผ่นหลังของคิมแจยอง เขากำลังนั่งห้อยขามองท้องฟ้าอยู่บนกรอบหน้าต่างที่เปิดไว้ คิมแจยองรู้ว่าผมมาจึงยิ้มต้อนรับผมอย่างยินดี
“อึนซู”
“อื้ม”
“ทำไมทำหน้ายังงั้นล่ะ”
คิมแจยองลงมาจากกรอบหน้าต่าง หางคิ้วตกลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของผม สีหน้านั้นหากมองแค่ผิวเผินคงเหมือนกำลังแสดงความเป็นห่วง แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันแปลกๆ ดูเหมือนกับเขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่างจากผม ผมขมวดคิ้วจ้องมองเขาตรงๆ คิมแจยองสบตาผมอย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหวพลางยกมือเกลี่ยเส้นผมไปทัดไว้ที่หลังหูให้ผม
“โดนพวกนั้นรังแกมาเหรอ”
เอ๊ะ? อย่าบอกนะว่าหมอนี่…ผมนึกว่าหมอนี่ยังไม่ทันได้ยึดติดอะไรในตัวผมซะอีก แต่สงสัยผมจะคิดผิด
“อย่าห่วงเลย อึนซู นายมีฉันอยู่ทั้งคนนะ”
ใบหน้าคิมแจยองที่ปลอบประโลมผมในวันนี้ยังคงงดงามอย่างเคย งดงามเสียจนน่าชัง
“…นั่นสินะ นอกจากนายฉันก็ไม่มีใครแล้วนี่นะ”
…เพราะนายนี่เอง
ผมกลืนคำที่เกือบจะหลุดปากออกไปลงคอแล้วพูดสิ่งที่เขาต้องการฟังแทน คิมแจยองแย้มยิ้มสดใส ภาพของเขาซ้อนทับกับภาพหมาพันธุ์ใหญ่ที่กำลังส่ายหาง ทำเอาผมได้แต่หัวเราะอย่างหมดแรง
ผมจะทำยังไงกับไอ้หมาเวรนี่ดีนะ…
ตลอดสองสามวันถัดมาผมขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์และถือโอกาสนั้นจัดระเบียบความคิด คิมแจยองชอบที่ผมขังตัวเองอยู่ในที่ที่เดียวไม่ขยับตัวไปไหน และเพื่อเป็นการชดเชยเขาก็ดูแลผมตั้งแต่หัวจรดเท้า สรรหาแต่ของอร่อยมาให้ผมกิน แม้ของเหล่านั้นจะเป็นแค่อาหารสำเร็จรูปก็ตามที เขาเอาเสื้อผ้ามาให้ผมถุงใหญ่อย่างกับไปปล้นร้านเสื้อผ้ามาเพื่อให้ผมได้สวมเสื้อผ้าสะอาดๆ และลงทุนกระทั่งเอาน้ำดื่มมาให้ผมสระผมแบบไม่คิดจะประหยัดใดๆ ผมเลยได้ใช้ชีวิตประหนึ่งเป็นเจ้านายเขาจริงๆ
ไม่มีใครมาที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์นี้เลยแม้แต่คนเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มากันเองหรือมาไม่ได้กันแน่ อยู่มาวันหนึ่งแม้แต่ฮวังซูยอนเองก็ไม่แวะมาแล้วเช่นกัน ตอนนั้นเจ้าหมีสีน้ำตาลพูดว่า ‘ทุกคนไม่ได้เกลียดรุ่นพี่มากขนาดนี้แน่ครับ’ ผมเก็บคำพูดนั้นมาใคร่ครวญอย่างละเอียด อีฮยอนอูสารภาพแล้วว่าหลังจากตื่นรู้ก็สงสัยผมมาตลอด ยูยอนฮานั้นเกลียดผมอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนคนอื่นๆ โดยมากแล้วก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่สุงสิงกับผมจริงๆ นั่นแหละ ฉะนั้นคำพูดของเจ้าหมีเลยไม่ได้ช่วยปลอบใจผมเท่าไหร่นัก ภาพลักษณ์ของผมเพิ่งจะมาเละเทะเอาวันสองวันนี้ซะที่ไหนล่ะ ผมโดนด่าจนชินชาแล้ว มันคือสิ่งที่สืบทอดกันมาในครอบครัวน่ะ
เราควรไปจากที่นี่ก่อนเวฟระลอกใหม่จะมา
เมื่อเวฟครั้งหน้ามาถึง ไม่มีอะไรรับประกันว่าคิมแจยองจะสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนคนปกติ ดังนั้นจึงต้องออกไปจากที่นี่ก่อนจะถึงตอนนั้น ต้องออกจากกรุงโซล ไม่สิ…ผมต้องออกไปให้พ้นจากเขตของจังหวัดคยองกี จะได้ไม่มีเรื่องให้ต้องเจอกับชายูฮยอก…และผมก็จะได้ปกป้องครอบครัวของผมให้ปลอดภัยได้ ถ้าผมชวนหนีไปด้วยกันแค่สองคน ไอ้ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำนี่ต้องดีใจมากแน่ๆ
ไปบ้านพักตากอากาศที่จังหวัดคังวอนดีไหมนะ หรือจะไปที่เกาะนัมแฮดี ไม่ดีกว่า เกาะนัมแฮอยู่ไกลเกินไป ระหว่างทางอาจเจออันตรายเอาได้ จังหวัดคังวอนนั่นแหละดีแล้ว ถ้าคว้ามอเตอร์ไซค์มาสักคัน ผมจะเป็นคนขี่แล้วให้คิมแจยองซ้อนท้ายคอยจัดการสัตว์ประหลาดให้ ถ้าทำแบบนั้นก็จะทำความเร็วได้…แต่อาจมีเหตุให้ต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์แล้วเดินเท้าแทนนี่น่ะสิ อืม…
วิธีที่จะเลี่ยงเดธแฟลกคงจะมีแต่การหนีไปกับคิมแจยองสองต่อสองงั้นสินะ
ทำไมผมต้องใช้ชีวิตลำบากลำบนเพราะเข้ามาพัวพันกับไอ้บ้านี่ด้วยวะเนี่ย จริงอยู่ที่เขาคือกุญแจสำคัญที่จะปกป้องผม ทว่าการถูกผูกมัดไว้แบบนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ผมต้องการเลยสักนิด ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้สกิลกับผมหรอก แต่ถ้าต่อไปเขาเข้ามาแตะต้องถึงข้างในจิตใจผมล่ะ สถานการณ์มันอาจจะย่ำแย่ยิ่งกว่าความตายก็ได้
“หน้าต่างสถานะ”
[System]
ซอนอึนซู
อายุ : 19
เพศ : ชาย
อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย
ฝ่าย : อธรรม
ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]
สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1*] [ฝันพยากรณ์*]
ผมแตะไปที่คำอธิบายเพิ่มเติมเผื่อว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง
[ผู้ตื่นรู้คนแรก]
ฉายาที่มอบให้กับบุคคลที่เป็นผู้ตื่นรู้คนแรกของมวลมนุษยชาติ
ค่าโชค+30
ค่าโชค+30 บ้าบออะไรกัน…แน่ใจนะว่าไม่ได้พิมพ์ผิดมาจากคำว่า ‘ค่าความซวย’ ผมบ่นพลางแตะช่องสกิลไล่ไปทีละอัน
[ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1]
– สามารถควบคุมสิ่งของทุกชนิดที่ถืออยู่ในมือได้อย่างอิสระตามใจนึก
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.1]
– อัตราความสำเร็จ 70%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
อัตราความสำเร็จของสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าพุ่งขึ้นมาถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ขอแค่ผมพยายามอีกนิดเดียวก็น่าจะได้รับสกิลใหม่ แม้จะไม่รู้ว่าสกิลซ่อมแซมนั่นทำงานยังไง แต่ในโลกที่เกลื่อนไปด้วยของหมดสภาพและซากอาคารพังแบบนี้ ความสามารถในการซ่อมแซมสิ่งต่างๆ น่าจะมีประโยชน์มากทีเดียว พอคิดถึงสกิลใหม่ที่จะได้รับแล้ว อารมณ์ผมก็ดีขึ้นเล็กน้อย
[ฝันพยากรณ์]
– สิทธิพิเศษสำหรับผู้ตื่นรู้คนแรก
– ฝันล่วงรู้อนาคต
– ตรวจจับภัยอันตราย (3 ครั้ง*)
สองบรรทัดบนมีอยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่ความสามารถในการตรวจจับอันตรายที่อยู่บรรทัดล่างนั้นเพิ่งจะมีเพิ่มเข้ามา เมื่อกดตรงปุ่มข้างๆ คำว่า ‘ตรวจจับภัยอันตราย’ ตัวเลขแสดงวันที่และเวลาก็ปรากฏขึ้นมาเป็นแถว
– ตรวจจับภัยอันตราย (3 ครั้ง) [Reset]
202X.08.XX 21.20 (ป้องกัน)
202X.08.XX 14.12 (ป้องกัน)
202X.08.XX 08.55 (ป้องกัน)
…นี่มันอะไรน่ะ
พอคำนวณคร่าวๆ จากวันที่แล้ว มันก็คือเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมไม่ได้เจอใครเลยนอกจากคิมแจยองคนเดียว ถ้างั้นก็หมายความว่าสิ่งที่โดนตรวจจับและป้องกันไว้ได้…ก็คือคิมแจยองที่พยายามจะเข้าแทรกแซงความคิดผมน่ะสิ
ผมพลันขนลุกซู่ หมอนี่เข้ามายุ่งกับจิตใจผมเพื่ออะไรกัน
โชคดีที่ฝันพยากรณ์ของผมป้องกันการควบคุมจิตใจของคิมแจยองได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันคือสกิลด้านจิตใจเหมือนกันหรือเปล่า มันถึงใช้ไม่ได้ผลกับผม ถ้างั้นก็หมายความว่าคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสกิลของคิมแจยองในความฝันของผมคือคนที่มีสกิลด้านจิตใจคล้ายกัน หรือไม่ก็คือคนที่มีสกิลป้องกันโดยเฉพาะอื่นๆ
คิมแจยองเปิดประตูเดินเข้ามา ผมรีบกดปุ่มรีเซ็ตทันที จากนั้นคำว่า ‘ตรวจจับภัยอันตราย’ ก็หายไป
“อึนซู ฉันต้มรามยอน* ให้ไหม”
“…แล้วข้าวล่ะ”
“มีสิ ฉันเอากิมจิมาด้วยนะ”
“ดีมาก”
ใบหน้าหล่อใสของคิมแจยองที่หอบเตาแก๊สพกพา กระป๋องแก๊สบิวเทน และหม้อใบใหญ่เข้ามาทำเอาผมขนคอลุกชัน ผมพยายามทำตัวกับเขาเหมือนปกติ ในขณะที่ใจกำลังกังวลว่าฝันพยากรณ์จะช่วยป้องกันสกิลของคิมแจยองไปได้นานแค่ไหน
สถานการณ์ตอนนี้กลุ่มผู้รอดชีวิตในโรงอาหารกำลังกีดกันผม การหนีไปกับหมอนี่สองคนเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็จริง…แต่เนื้อแท้คนที่ชื่อคิมแจยองดันให้ความรู้สึกเหมือนระเบิดเวลานี่น่ะสิ
เอาไงดี ผมควรทิ้งเขาไปไหมนะ
ถ้าหากว่าทิ้งคิมแจยองไป ผมจะอยู่รอดในโลกใบนี้ได้หรือเปล่า
“อึนซู ต้มกี่ซองดี”
ผมจะทิ้งคนที่จ้องมองผมด้วยสายตาคลั่งรักแบบนี้ได้ลงคอจริงๆ น่ะเหรอ…
Comments



