ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย

บทที่ 4.2

 

ก๊อกๆ

ระหว่างที่คิมแจยองออกไปได้สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนโซฟาหนังสุดหรูที่คิมแจยองแบกมาจากห้องอาจารย์ใหญ่ นานๆ ทีจะมีคนโผล่มา ผมจึงเปิดประตูออกไปด้วยความดีใจแล้วก็ได้พบนักเรียนหญิงสามคนยืนอยู่ตรงหน้า หนึ่งในนั้นคือใบหน้าที่คุ้นเคย อีกสองคนผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ซอยุล”

“เข้าไปได้หรือเปล่า”

“ได้อยู่แล้วสิ เอากาแฟหน่อยไหม”

“ไม่ล่ะ”

ผู้รอดชีวิตจากห้องชมรมมาหาผมพร้อมกับซอยุล ผมให้ทั้งสามคนนั่งด้วยกันบนโซฟา พอหย่อนก้นลงนั่งซอยุลก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที

“เรามาที่นี่…เพราะอยากขอบคุณแล้วก็อยากขอโทษนาย นี่คือจอนเยซึล รอดชีวิตมาได้เพราะนาย”

“อ่า…งั้นเหรอ”

จอนเยซึลดูผอมซูบและซีดเซียวมาก แค่แตะหน่อยเดียวคงร่วงลงไปนอนบนพื้นได้เลยมั้งนั่น ยังไงก็ตามการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้โดยที่ป่วยเรื้อรังคงลำบากไม่น้อย ผมมองเธอพลางนึกถึงคุณปู่ที่ทรมานเพราะโรคเรื้อรังเช่นกัน

“ขอบคุณนะคะรุ่นพี่ ฉันได้ยินว่ารุ่นพี่เกือบตายตอนออกไปหายากลับมา ฉันไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนบุญคุณนี้ได้ยังไง…”

“แหม ฉันเองก็…มีเป้าหมายของตัวเองเหมือนกันแหละน่า เพราะงั้นไม่ต้องขอบคุณขนาดนั้นหรอก”

“ไม่ได้สิคะ ยังไงก็ยังรู้สึกขอบคุณมากๆ อยู่ดี ตอนนี้อาจจะยังทำอะไรเพื่อรุ่นพี่ไม่ได้ แต่ต่อไปฉันจะตอบแทนให้ได้เลยค่ะ ฉันเพิ่งตื่นรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง ถึงจะไม่ใช่ความสามารถที่เลิศเลอก็เถอะ”

จอนเยซึลนั้นดูมีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นต่างจากบรรยากาศรอบตัวที่เหมือนใบไม้ใบสุดท้ายของต้นไม้ที่ใกล้ปลิดปลิว แต่ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบคำว่าขอบคุณ ผมยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้า

“โคฮเยจู ทีนี้ตาเธอแล้ว”

ซอยุลเรียกคนที่นั่งก้มหน้างุดอยู่ข้างจอนเยซึล โคฮเยจูอ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่แล้วกลับปิดปากแน่นสนิทอีกครั้ง สุดท้ายซอยุลจึงต้องเป็นฝ่ายพูดแทน

“ยัยนี่บอกว่าอยากขอโทษ ฉันเลยพามาด้วยน่ะ”

“…แต่ฉันเห็นเต็มตาเลยนะคะว่าแพยงพัลอยู่กับรุ่นพี่ซอนอึนซู”

“โคฮเยจู!”

“ก็ฉันเห็นจริงๆ นี่คะ! ทำไมชอบมาบังคับให้ฉันขอโทษอยู่เรื่อย ก็บอกแล้วไงว่าเห็นจริงๆ!”

โคฮเยจูตะโกนลั่น แม้สัตว์ประหลาดรอบๆ จะถูกกำจัดไปหมดแล้ว แต่ซอยุลก็ยังเกรงว่าพวกมันจะโผล่มาจากที่ไหนสักแห่งเพราะเสียงโคฮเยจู จึงรีบเอามือปิดปากอีกฝ่าย โคฮเยจูดิ้นพลางจ้องผมด้วยสายตาอาฆาตแค้น

โอ้โห ใจคอคนเรา…

“โทษทีนะ ก่อนมารับปากกันแล้วแท้ๆ ว่าจะพูดขอโทษ…”

“เอาน่า ถึงไม่ขอโทษฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“อื้อ! อื้อ!”

“เฮ้อ เรื่องใหญ่แล้วสิ ฉันตั้งใจจะไปขอโทษฮยอนอูกับคนอื่นๆ ที่โรงอาหารด้วยเหมือนกัน แต่ถ้ายัยนี่เป็นแบบนี้ล่ะก็…”

ถ้าเป็นแบบนี้ตอนอยู่ต่อหน้าอีฮยอนอูแล้วไม่โดนรุมตื้บก็นับว่าโชคดีไป แต่ต่อให้ขอโทษแล้วก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะด้วยความสามารถของอีฮยอนอู หมอนั่นคงรู้อยู่แล้วว่าใครพูดจากใจจริงหรือเปล่า ดูแววตาของโคฮเยจูสิ ยัยนี่เป็นคนแบบไหนกันเนี่ย

“โคฮเยจู ฉันจะเอามือออกให้ อย่าตะโกนล่ะ”

โคฮเยจูได้ยินซอยุลพูดดังนั้นก็พยักหน้า พอมือที่ปิดปากอยู่ค่อยๆ คลายออก โคฮเยจูก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

“ขอโทษนะซอนอึนซู พวกเราขอโทษแทนโคฮเยจูด้วย”

“อื้ม โอเค”

ว่ากันตามตรงแค่คนที่ไม่ได้สนิทอะไรด้วยตายไปสองสามคน ผมยังไม่โมโหมากเท่าถูกยึดปืนกระบอกที่ซอยุลถืออยู่ ธนูทดกำลังที่โคฮเยจูสะพายหลังไว้ และอาหารพร้อมอุปกรณ์ยังชีพต่างๆ ที่ผมซ่อนไว้ในห้องชมรมไปเลย…ช้ำใจชะมัด ผมอุตส่าห์กว้านซื้ออาวุธมาเตรียมไว้มากมายขนาดนั้น แต่สุดท้ายสิ่งที่ตกมาถึงมือกลับมีแค่ดาบสั้นเล่มเดียว

ตอนนั้นเองจู่ๆ ประตูก็เปิดออก คิมแจยองเดินเข้ามาพร้อมกับแบกห่อของที่ผมวานให้เขาไปหาเข้ามาด้วย คิมแจยองเหลือบมองนักเรียนหญิงสามคนที่นั่งเรียงกันบนโซฟาแล้วสบตาผม สีหน้าเหมือนต้องการถามว่าพวกนี้คือใคร ผมลุกพรวด วิ่งแจ้นไปหาคิมแจยองและรับของในมือเขามาถือไว้เอง จากนั้นก็อธิบายสถานการณ์อย่างด่วนจี๋ก่อนที่เขาจะคิดเหลวไหลไปทางอื่น

“พวกเพื่อนๆ ที่อยู่ในห้องชมรมแวะมาทักทายและขอบคุณฉันน่ะ”

“…อ๋อ”

มุมปากข้างหนึ่งของคิมแจยองยกขึ้นช้าๆ สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่างเอามากๆ ผมวางห่อของลงกับพื้นก่อนคว้าข้อมือเขาแล้วลากให้ตามมา

“นี่ คนนี้ไงที่ตอนนั้นเล่าให้ฟังว่าเกือบตายเพราะเป็นหอบหืดน่ะ ตอนนี้เธอน่าจะตื่นรู้แล้วด้วย ค่อยยังชั่วเนอะ ว่าไหม”

“สะ…สวัสดีค่ะ…”

จอนเยซึลค้อมตัวทักทาย แต่คิมแจยองกลับเงียบไม่ปริปาก บรรยากาศเย็นยะเยียบขึ้นในชั่วพริบตา ดูท่าคิมแจยองคงคิดว่ากลุ่มของซอยุลคือตัวการที่ทำให้ผมตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต

“ว้าว เพิ่งเคยได้เห็นรุ่นพี่คิมแจยองใกล้ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก รุ่นพี่โคตรหล่อเลยค่ะ”

โคฮเยจูมองหน้าคิมแจยองแล้วอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง คงเป็นผลพวงมาจากการเคี่ยวเข็ญให้กินเยอะๆ ตอนนี้คิมแจยองเลยมีเนื้อมีหนังมากขึ้นและดูหล่อเหลายิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก แถมเสื้อสเว็ตเตอร์คอเต่าสีครีมที่สวมอยู่ยังส่งให้เขาดูไร้เดียงสาสุดๆ

เอ่อ…มองข้ามรอยเลือดของใครก็ไม่รู้ตรงต้นแขนไปก่อนดีกว่า

“โคฮเยจู! พูดอะไรเนี่ย ไม่มีมารยาทเลย”

“ทำไมล่ะคะ เมื่อไม่กี่วันก่อนรุ่นพี่เองก็พูดเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะว่ารุ่นพี่คิมแจยองตัวเป็นๆ น่ะหล่อกว่าที่คิดไว้อีก”

“เธอนี่มัน…ขอโทษนะ ไว้ฉันจะตักเตือนให้ดีเอง”

“รุ่นพี่ มีแฟนหรือยังคะ”

โคฮเยจูเมินสิ่งที่ซอยุลพูดและโน้มตัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้คิมแจยอง ทว่าคิมแจยองกลับขมวดคิ้วและเอนตัวถอยห่างทันที โคฮเยจูไม่แม้แต่จะใส่ใจ แถมยังหัวเราะร่าพลางถามว่า “ถ้ายังไม่มีแฟนสนใจคบฉันเป็นแฟนไหมคะ” และรุกจีบคิมแจยองแบบเต็มกำลัง นาทีนี้กลายเป็นว่าคนที่ตกใจคือผมที่ถึงขนาดเรียกว่าเสียสติไปเลยก็ยังได้ ผมจึงรีบยกฝ่ามือดันหน้าผากโคฮเยจูที่พุ่งเข้าหาคิมแจยองอย่างเอาเป็นเอาตาย

“นี่ ไปไกลๆ เลย เธอบ้าไปแล้วหรือไง”

“รุ่นพี่เป็นใครเหรอคะ ทำไมถึงเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างเรา”

“ระ…เรา? ระหว่างคิมแจยองกับเธอกลายเป็นเราตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่เมื่อกี้นี้ไงคะ”

โคฮเยจูพยายามจะเข้าไปใกล้คิมแจยองให้ได้จึงยิ่งออกแรงมากขึ้นอีก ส่วนผมก็ยิ่งออกแรงดันหน้าผากเธอ มันจึงกลายเป็นภาพที่ดูไม่จืด หรือผมควรติดป้ายไว้สักหน่อยว่า ‘ถ้าเข้ามายุ่มย่ามกับคิมแจยอง ชีวิตจบไม่สวยแน่’

ก็หมอนี่มันดันหน้าตาดีเกินมนุษย์นี่เนอะ ผมเลยต้องมาเจอเรื่องน่าเหนื่อยใจแบบนี้ไง

“หลบไปสิคะ พี่แจยองก็ดูไม่ได้รังเกียจฉันสักหน่อย แล้วรุ่นพี่เป็นใครถึงได้มาเดือดร้อนด้วยล่ะ”

“…พี่? ความสัมพันธ์ประเภทไหนกัน เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ในหนึ่งวิ”

“อีกไม่นานเดี๋ยวก็คงได้เปลี่ยนเป็นที่รัก หรือไม่ก็ตัวเองแล้วล่ะค่ะ”

“ยัยประสาท!”

ผมคิดว่าฮวังซูยอนคือคนที่บ้าที่สุดแล้ว แต่ไม่ใช่เลย อย่างน้อยยัยนั่นตอนที่ปกติก็ปกติจริงๆ

“พี่แจยอง ไม่ลองมีความสัมพันธ์กับฉันแบบใกล้ชิดและหวานชื่นดูหน่อยเหรอคะ”

“ฉันบอกให้ไปไกลๆ ไง!”

“รุ่นพี่นั่นแหละค่ะ ไปไกลๆ เลย”

ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องปัดป้องโคฮเยจูที่พุ่งเข้าหาคิมแจยองอย่างกับวัวกระทิงให้ได้ ผมจึงหลุดปากพูดไปเรื่อย ซึ่งก็พูดไปเรื่อยจริงๆ

“…มะ…หมอนี่เป็นของฉันโว้ย อย่าแม้แต่จะมองนะ!”

โคฮเยจูหยุดเอาศีรษะพุ่งชนแล้วมองผมกับคิมแจยองสลับกัน พอซอยุลกับจอนเยซึลที่อยู่ด้านหลังได้ยินคำพูดของผมก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

โอ๊ย…นี่ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย…

“…อ๋อ งั้นหรอกเหรอคะ อืม…โอเคค่ะ ฉันขอยอมแพ้”

โคฮเยจูถอยหลังอย่างคนวางมาด ผมได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ในท่าทางเงอะงะ

นี่คือจะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ…ไหนว่าที่รัก ไหนว่าตัวเองไงล่ะ…ความรักมันง่ายดายขนาดนี้เลยหรือไงฟะ

“ฮ่าๆ”

คิมแจยองระเบิดหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจก่อนยกแขนมาโอบรอบเอวผม สายตาที่เขามองผมแลดูหวานหยดจนมดขึ้น ใครเห็นก็ดูออกว่าเป็นอาการของชายหนุ่มที่กำลังตกหลุมรัก

ตึกตัก…

โว้ย! ละ…แล้วจะมาตึกตักหาพระแสงอะไรเล่า ผมหลบสายตาเขาเพราะความตกใจ หัวใจที่เต้นแรงจึงกลับมาเต้นตามจังหวะปกติ หน้าเขาสวยเกินไป การประมวลผลเลยผิดพลาดไปชั่วขณะ ผมต้องตั้งสติให้ได้

คิมแจยองเป็นผู้ชายนะโว้ย ผู้ชายที่มีไอ้จ้อนน่ะ

“พวกนายสองคน…กำลังคบกันอยู่นี่เอง สะ…สู้ๆ นะ!”

“ยะ…ยินดีด้วยค่ะ…”

“อืม~ องศาภาพดีมาก”

ซอยุลกับจอนเยซึลให้กำลังใจผมด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ส่วนโคฮเยจูทำมือเป็นรูปกล้องเก็บภาพคิมแจยองกับผมไว้ในช่องระหว่างนิ้วพลางพยักหน้า ทั้งที่เมื่อกี้ยังหนาวๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้กลับร้อนขนาดนี้ก็ไม่รู้ ในขณะที่ผมยกมือขึ้นมาพัดตัวเองอย่างขันแข็ง คิมแจยองก็หยิบสมุดที่เสียบอยู่ด้านข้างมาโบกให้บริเวณข้างแก้ม ทั้งที่มีลมเย็นมาปะทะหน้า แต่ความรุ่มร้อนกลับไม่ยอมหายไปง่ายๆ

“เลื่อนสถานะมาคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอคะ แล้วใครเป็นคนสารภาพรักก่อนคะ”

พอเห็นรอยยิ้มร้ายกาจบนใบหน้าโคฮเยจู ผมก็รู้เลยว่าในหัวเธอมีแต่ความคิดแปลกๆ แน่นอน และคนอื่นเองก็ดูจะอยากรู้ไม่ต่างกัน สถานการณ์เริ่มน่าอายขึ้นทุกที ผมชักจะทนไม่ไหวเลยตัดสินใจไล่ทั้งสามคนออกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที

“พวกเธอจะรู้ไปทำไม ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม ชิ้วๆ ออกไปเลยไป”

“ไล่พวกเราออกไปแบบนี้ สองคนคิดจะทำอะไรกันเหรอคะ”

ว่าแล้วไงล่ะ ยัยนี่เป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือใช่เล่น ทำไมโรงเรียนนี้เหมือนมีแต่คนจ้องจะรังแกผมอยู่ได้ ผมได้แต่ถอนหายใจพลางเอนศีรษะพิงคิมแจยองอย่างที่ชอบทำจนติดเป็นนิสัย ทันใดนั้นจอนเยซึลก็กรีดร้องออกมาเสียงดัง

“กรี๊ดดด!”

เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย…

“เฮ้อ…ต้องรีบออกไปจากโรงเรียนนี้ให้ได้แล้วสิ”

“นายจะไปไหนเหรอ”

เมื่อผมพึมพำพลางส่ายหน้า คิมแจยองก็ถามสวนขึ้นมาทันที สังเกตจากมือที่โอบรอบเอวแน่น ดูท่าอาการวิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของจะหวนกลับมาอีกแล้ว

“ฉันว่าจะออกเดินทางในอีกไม่กี่วันนี้”

“แล้วฉันล่ะ”

“พูดอะไรของนาย นายก็ต้องไปด้วยกันน่ะสิ”

คิมแจยองดูจะพอใจกับคำตอบของผม มือที่โอบเอวผมแน่นจึงผ่อนคลายลง ยังไงซะถ้าไม่มีเขาผมก็ไปไหนได้ไม่ไกลอยู่ดี เขาจะวิตกไปทำไมหนักหนา

“ทุกคน นี่อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของเราก็ได้นะ”

“นายจะไปจริงๆ เหรอ ข้างนอกนั่นน่าจะอันตรายยิ่งกว่าเดิมอีกนะ เผลอๆ บางทีอาจมีสัตว์ประหลาดที่เจอครั้งก่อนด้วย”

“สุดท้ายแม้แต่พวกมันยังฆ่าฉันไม่ได้เลย ลืมแล้วหรือไง”

พอผมทำเป็นอวดเก่ง ซอยุลก็หัวเราะคิกคักแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“…ใจหายเหมือนกันแฮะ ถึงเราจะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นก็เหอะ คงเพราะเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตไม่กี่คนที่เหลืออยู่ล่ะมั้ง ที่ผ่านมาทำตัวหยาบคายกับนายไว้มาก ฉันขอโทษจริงๆ นะ ซอนอึนซู”

ซอยุลเอ่ยขอโทษผมอีกครั้ง

“จะมีวันที่ฉันได้ตอบแทนรุ่นพี่ไหมก็ไม่รู้…หวังว่าฉันจะอยู่รอดจนได้เจอกันอีกครั้งนะคะ”

จอนเยซึลบอกลาพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอ

“ใจดีกับพี่แจยองให้มากๆ ด้วยนะคะ ฉันอุตส่าห์ยอมแพ้ให้ทั้งที”

และโคฮเยจูก็ยังคงรักษาความบ้าไว้จนนาทีสุดท้าย

“โอ๊ะ แล้วที่ฉันบอกว่าเห็นแพยงพัลอยู่กับรุ่นพี่น่ะ ฉันโกหกจริงๆ แหละค่ะ ซอรี่นะคะ”

“นี่ โคฮเยจู! เธอจะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม!”

“เดี๋ยวไปขอโทษที่โรงอาหารทีเดียวก็น่าจะพอแล้วนี่เนอะ แหม ฉันนี่มันคนดีมีศีลธรรมจริงๆ เลยเชียว”

เหลือจะเชื่อ ขืนทำตัวเป็นขยะเปียกแบบนี้ต่อไป เธอคิดว่าจะรอดจากเงื้อมมือชายูฮยอกได้เหรอ…ไปโรงอาหารเมื่อไหร่ขอให้ได้ตบตีกับอีฮยอนอูนะจ๊ะ เอาให้บาดเจ็บสาหัสกันทั้งคู่ไปเลย

ผมแอบหวังในใจเล็กๆ ขณะโบกมือให้ทั้งสามคนที่พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าวพลางเดินออกจากห้อง

“…”

พอพากันออกไปหมดแล้ว จู่ๆ ผมก็รู้สึกเก้อกระดากที่ทำตัวติดกับคิมแจยอง ผมกระเถิบออกห่างจากเขาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหันไปสนใจของในถุงใบใหญ่ที่หมอนี่แบกมาแทน มันคือกระเป๋าเป้เดินป่าและผ้าห่มที่ผมวานให้ไปหามา…ว่าแต่ทำไมถึงเอาชุดวอร์มมาเยอะขนาดนี้เนี่ย ดูเหมือนเขาจะหยิบมาครบทุกสีเลย

“เราเอาไปหมดนี่ไม่ไหวหรอก ใส่ไว้ชุดหนึ่งแล้วคงสำรองในกระเป๋าได้อีกแค่ชุดเดียวเท่านั้นแหละ”

“อื้ม”

“พอดีฉันมีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่จังหวัดคังวอน…เราไปที่นั่นกันเถอะ”

“แค่เราสองคนเหรอ”

“ใช่ แค่เราสองคน”

คิมแจยองย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างผมและพยายามจะช่วยจัดของซึ่งเรียกว่าแทบจะไม่เกิดประโยชน์อะไร พอผมบอกให้อยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นไม้ประดับ เขาก็ยกสองมือเท้าคางพลางส่งยิ้มหวานให้ผมทันที

เฮ้อ เอาเหอะ ผมจะทิ้งหมอนี่ลงคอได้ยังไงกัน ถึงจะมีลับลมคมในน่าสงสัยอยู่หลายอย่าง ทว่าที่ผ่านมาผมคงผูกพันกับหมอนี่ไปแล้วล่ะมั้ง ผมอาจจะไม่สามารถชอบคิมแจยองแบบเดียวกับที่เขาชอบผมได้ แต่ผมก็ยังหวังว่าถ้าค่อยๆ แก้ปัญหาเรื่องความวิตกกังวลเมื่อต้องแยกห่างจากเจ้าของได้สำเร็จ เขาก็น่าจะพยายามเข้าแทรกแซงจิตใจผมน้อยลง

“ยังมีเรื่องต้องเตรียมอีกเยอะ เพราะงั้นเราออกเดินทางกันวันมะรืนเป็นไง”

“อื้ม”

“สิ่งที่ต้องหามาเพิ่มคือนาฬิกาข้อมือกับพวกที่เปิดของอเนกประสงค์…”

“อื้ม”

คิมแจยองที่ยังทำท่าเป็นไม้ประดับตอบผมด้วยสีหน้าจริงจัง ทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมา พอผมเอื้อมมือไปยีผมเขา เขาก็หลุบตาลงเหมือนกำลังเขิน ขนาดนี้แล้วยังจะแกล้งทำเป็นเหนียมเพื่ออะไรกัน ฉันรู้หมดไส้หมดพุงแล้วว่านายมันเจ้าเล่ห์ แต่ตอนนี้ผมก็คงต้องขอยอมรับว่าด้านนี้ของหมอนี่ก็ดูน่ารักจริงๆ นั่นแหละ

หรือว่า…นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าอาการคลั่งไคล้กันนะ

ถ้างั้นมันก็สมเหตุสมผลแล้วว่าทำไมเมื่อกี้ผมถึงใจเต้นขึ้นมาชั่วขณะตอนที่มองหน้าคิมแจยอง

ฉันมันพวกมองคนที่หน้าตานี่เอง เฮ้อ แม่ง ตกใจหมด นึกว่าตัวเองจะกลายเป็นเกย์ไปแล้วซะอีก!

 

หลังจากออกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พวกซอยุลก็มุ่งหน้าตรงไปที่โรงอาหาร ระหว่างทางจากห้องชมรมมาถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์พวกเธอต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดหลายครั้ง ทว่าจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์มาถึงโรงอาหารเส้นทางกลับโล่งสะดวก สามคนมองเก้าอี้และเชือกที่โยงรอบโรงอาหารด้วยความอิจฉา เนื่องจากบริเวณห้องชมรมยังคงเต็มไปด้วยอันตรายจนไม่อาจไปไหนมาไหนอย่างอิสระได้ อีกทั้งในห้องชมรมยังมีผู้รอดชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คน จำนวนผู้ตื่นรู้จึงน้อยตามไปด้วย ไม่มีทางที่จะจัดการกวาดล้างพื้นที่รอบๆ ได้อยู่แล้ว ทันทีที่พวกเธอมาถึงประตูโรงอาหาร คังด็อกโฮที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าก็ค้อมตัวทักทาย

“สวัสดีครับ”

“อีฮยอนอูอยู่ข้างในหรือเปล่า”

“รอสักครู่นะครับ”

ในขณะที่คังด็อกโฮเข้าไปด้านในโรงอาหาร ซอยุลก็กำชับโคฮเยจูว่าถ้าพูดจาไร้สาระอีกเธอตายแน่ แต่โคฮเยจูกลับเชิดคางขึ้นและยืนกรานว่าตนเคยเป็นนักแสดงเด็กมาก่อน จึงสามารถแสดงออกว่ากำลังเสียใจได้ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เธอมั่นอกมั่นใจเพราะคิดไม่ถึงว่าอีฮยอนอูจะมีสกิลที่สามารถแยกแยะความจริงและเรื่องโกหกได้

และมันก็เป็นไปตามที่ซอนอึนซูคาดการณ์ไว้ ตอนที่จอนเยซึลเอ่ยคำขอบคุณ บรรยากาศยังอบอุ่นและเป็นกันเองอยู่ กระทั่งโคฮเยจูก้าวออกมาบอกว่าตนจะขอโทษนั่นแหละ สีหน้าของอีฮยอนอูก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา โคฮเยจูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทำให้อีฮยอนอูที่ยื่นมือออกไปหมายจะกระชากคอเสื้อคว้าได้เพียงแค่อากาศธาตุ ซอยุลตื่นตกใจและรีบมาขวางหน้าโคฮเยจูเอาไว้

“จู่ๆ นายเป็นอะไรไป!”

“มาเยาะเย้ยพวกเราหรือไงครับ”

อีฮยอนอูกล่าวด้วยสีหน้าโกรธจัดชนิดไม่คิดจะปิดบัง โคฮเยจูเลยชักสีหน้าแสดงออกถึงความหงุดหงิดเช่นกัน

“นายนี่โคตรเรื่องมากเลย พวกซอนอึนซูยังเท่ซะกว่า”

โคฮเยจูเอ่ยถ้อยคำเสียดสี เมื่อเหล่าผู้รอดชีวิตในโรงอาหารได้ยินชื่อซอนอึนซูก็พากันชักอาวุธออกมา แต่ละคนค่อนข้างอ่อนไหวเป็นทุนเดิมจากเหตุการณ์ที่ซอนอึนซูทำร้ายอีฮยอนอูเมื่อไม่กี่วันก่อน

“คงไม่ใช่ว่าพวกเธอสมรู้ร่วมคิดกับซอนอึนซูก่อนมาที่นี่หรอกนะ”

ยูยอนฮาขู่เสียงกรรโชก ซอยุลได้แต่ตื่นตกใจอีกครั้ง ใครจะคิดว่าเพียงแค่ไม่กี่วันความแตกแยกระหว่างพวกเขาจะฝังรากลึกถึงขนาดนี้ ซอยุลยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นสัญญาณว่ายอมจำนน

“…ไม่รู้เลยว่าพวกนายไม่ถูกกัน เมื่อกี้เราแค่ไปทักทายซอนอึนซูมาก็เท่านั้นเอง”

“ต่อไปถ้ายังเห็นว่าพวกเธอญาติดีกับซอนอึนซูอยู่ก็ช่วยไม่ได้นะที่พวกเราจะมองกลุ่มผู้รอดชีวิตในห้องชมรมเป็นศัตรู”

น้ำเสียงของยูยอนฮาแฝงไปด้วยความเกลียดชังต่อซอนอึนซูอย่างลึกล้ำ ซอยุลเหลือบมองอีฮยอนอู เขาดูสับสนมาก แต่กลับไม่ออกปากห้ามปรามใครเลย คังด็อกโฮที่ทนดูไม่ไหวเป็นฝ่ายเดินหนีออกไปจากโรงอาหาร ไม่มีใครสนใจคังด็อกโฮเลยแม้แต่คนเดียวเพราะเขาคือผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้

ซอยุลสังเกตอาวุธที่เล็งมายังพวกตัวเอง ทั้งหมดล้วนเป็นของที่ฝั่งห้องชมรมมอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณ

ทั้งที่ซอนอึนซูมีแค่ดาบสั้นเหน็บเอวเล่มเดียวเองเนี่ยนะ

“เฮอะ…”

ซอยุลแค่นหัวเราะกับความไร้เหตุผล เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนพวกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือทุกคนกำลังใช้ประโยชน์จากของที่เรียกได้ว่าปล้นมาจากประสบการณ์เฉียดตายของซอนอึนซู

“ยังไงซะอีกไม่นานรุ่นพี่ก็จะไปกันแล้ว มัวแต่แบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่ได้ ทำตัวอย่างกับเด็กอนุบาล”

แม้จะตกอยู่ในวงล้อม ปากคอก็ยังคงเราะรายไม่ต่างจากเดิม ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารคนหนึ่งจ่ออาวุธเข้ามาใกล้คอของโคฮเยจู ฝ่ายโคฮเยจูเองก็ขึงตาใส่อย่างไม่ยอมแพ้ ทว่าสีหน้าของยูยอนฮานั้นดูยังไงก็ไม่ปกติ

“ปะ…ไป? ไปไหน”

ยูยอนฮาถามซ้ำ หน้าซีดขาวเป็นกระดาษคล้ายตื่นตระหนกกับอะไรบางอย่าง

“ไม่รู้เหมือนกัน ฉันได้ยินแค่ว่าเขาจะออกเดินทาง เพราะงั้นต่อจากนี้คงร่วมมืออะไรกับซอนอึนซูไม่ได้อยู่แล้ว…แถมเราไม่มีแผนจะย้ายมาฝั่งโรงอาหารด้วย เอาเป็นว่าแยกย้ายทางใครทางมันเหอะ”

ซอยุลรีบร้อนพาโคฮเยจูและจอนเยซึลออกมาให้พ้นจากโรงอาหารก่อนที่จะเกิดปัญหาไปมากกว่านี้ โคฮเยจูถูกลากไปแบบถูลู่ถูกัง แต่ก็ยังไม่วายจ้องฝ่ายตรงข้ามไม่วางตา ทั้งยังหยิบธนูทดกำลังออกมาถือไว้ ไม่นานนักก็โดนซอยุลทุบหลังเข้าหนึ่งทีก่อนจะเดินพ้นออกไปนอกประตู

หลังจากผู้รอดชีวิตฝั่งห้องชมรมจากไปหมดแล้ว บรรยากาศในโรงอาหารก็เริ่มปั่นป่วนด้วยสาเหตุอื่น การที่ซอนอึนซูจากไปถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าเขาไปพร้อมกับคิมแจยองนั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงก่อนที่ซอนอึนซูจะฟื้น คนเหล่านี้เคยออกตระเวนกำจัดสัตว์ประหลาดร่วมกันกับคิมแจยองจึงได้เห็นเต็มสองตาว่าพลังของคิมแจยองแข็งแกร่งเพียงใด หากไม่มีคิมแจยอง เมื่อถูกสัตว์ประหลาดบุกโจมตีในอนาคตก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะไหว

“ทำไงดี ถ้าคิมแจยองไปด้วยแบบนี้ก็ชักจะไม่โอเคแล้วนะ…”

“บอกแล้วว่าไอ้เวรนั่นต้องคิดว่าคิมแจยองเป็นลูกน้องมันแน่ๆ”

“หรือว่ารุ่นพี่คนนั้นไปยุยงจนรุ่นพี่คิมแจยองหันมาทำตัวเย็นชากับเราคะ”

“เพราะรุ่นพี่ซอนอึนซู รุ่นพี่ฮวังซูยอนเลยไม่ยอมรักษาเราไม่ใช่เหรอครับ ไม่รู้ไปใส่สีตีไข่อะไรไว้…”

“อย่าบอกนะว่ามันจะพาฮวังซูยอนไปด้วยน่ะ เฮ้ย สงสัยต้องเฝ้าระวังฮวังซูยอนมากกว่าเดิมแล้วล่ะ”

ตอนนี้ฮวังซูยอนถูกกักตัวอยู่ที่โรงอาหารบุคลากร สภาพจิตใจเธอแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งยังไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาคนที่บาดเจ็บอีก จึงต้องให้คุณป้าคิมบกซุนคอยปลอบโยนเธออยู่ แรกเริ่มเดิมทีเหล่าผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารก็ทำดีกับฮวังซูยอนเพราะความสามารถด้านการรักษา แต่แล้วความอดทนก็เริ่มถึงขีดจำกัด พวกเขาจับฮวังซูยอนขังไว้แล้วโยนความผิดให้ซอนอึนซู

ท่ามกลางกลุ่มคนที่ปฏิบัติต่อซอนอึนซูประหนึ่งเป็นคนร้าย อีฮยอนอูรู้สึกได้ถึงความสับสนอลหม่าน แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้ไว้ใจซอนอึนซู แต่ใช่ว่าซอนอึนซูจะโกหกตลอดเวลาเสียหน่อย แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ทำเพื่อทุกคน แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครต้องตกอยู่ในอันตราย ซอนอึนซูพยายามเต็มที่เสมอต่อให้ต้องเค้นไหวพริบมาใช้ก็ตาม เรื่องที่ซอนอึนซูเอาใจใส่เขามากกว่าคนอื่น อีฮยอนอูเองก็รู้ การที่เขาตัดสินใจตามไปร้านขายยาด้วยก็เพราะความรู้สึกด้านบวกที่มีต่อซอนอึนซูเช่นกัน

ตั้งแต่กลับมาจากร้านขายยา จู่ๆ ก็…

ความสงสัยในใจเขาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำไมรุ่นพี่ถึงโกหก มันเริ่มต้นจากคำถาม ก่อนจะลามไปเหมารวมแบบผิดๆ ว่า ‘ทุกเรื่องที่รุ่นพี่อึนซูชักชวนให้ทำมักจะจบไม่สวยเลยสักอย่าง’ หลังจากวันนั้นที่มีเรื่องกับซอนอึนซู ความสัมพันธ์ระหว่างคังด็อกโฮเพื่อนรักสมัยเด็กก็เริ่มระหองระแหง คังด็อกโฮปิดสีหน้าผิดหวังไว้ไม่มิด ทั้งยังไม่อยากแม้แต่จะเสวนากับเขาด้วยซ้ำ โอฮันบิทก็คอยมาปรับทุกข์กับเขาตลอดว่าตนชักจะไม่เข้าใจมากขึ้นทุกทีว่าเกิดอะไรขึ้นและอะไรเป็นอะไรกันแน่ อีฮยอนอูเองก็ไม่ต่างกัน ไม่รู้เลยว่าทำไมสถานการณ์ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

“…พอเถอะครับ ตั้งแต่วันนั้นรุ่นพี่แจยองก็ไม่ได้มาที่โรงอาหารเลยไม่ใช่เหรอครับ นั่นคือสิ่งที่รุ่นพี่เลือกและเราก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะรั้งเขาไว้ พวกเรา…ต้องหาทางเอาตัวรอดกันเองแล้วล่ะครับ”

เมื่ออีฮยอนอูเอ่ยอย่างหนักแน่น ทุกคนก็เงียบเสียงลง พักนี้ยูยอนฮามีบทบาทในกลุ่มมากขึ้นก็จริง แต่ทุกคนก็ยังเชื่อใจและพร้อมทำตามอีฮยอนอูที่เด็ดขาดกว่ายูยอนฮาที่อารมณ์แปรปรวนอยู่ดี และถึงอีฮยอนอูจะไม่สบายใจกับการที่คนแข็งแกร่งอย่างคิมแจยองจะไปจากที่นี่ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่สมควรในการบังคับให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ว่าแล้วอีฮยอนอูก็บอกแต่ละคนให้กลับไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง

แต่แล้ว…

“…ฉันไม่ปล่อยให้แย่งไปหรอก ไม่มีวัน…”

ณ จุดที่ทุกคนแยกย้ายกัน ยูยอนฮายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนมีรากงอกยึดไว้ หยาดเลือดไหลหยดลงมาจากมือที่กำแน่น

 

“ออกเดินทางกันตอนเลขสองเหอะ”

เข็มนาฬิกาข้อมือชี้ไปที่เลขสิบ ในเมื่อไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน ผมเลยกะเอาง่ายๆ ว่าจะออกเดินทางตอนบ่ายสองไม่ก็ตีสองนั่นแหละ ซึ่งนั่นก็คือในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้า

ผมเตรียมตัวออกเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการไปเอามอเตอร์ไซค์ที่ยังพอใช้ได้มาจากข้างนอกโรงเรียนและขยันโบกสะบัดอาวุธต่างๆ เพื่อเพิ่มค่าสกิล ซึ่งมันทำให้ผมได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ตอนหยิบอาวุธมาต่อสู้เท่านั้น การใช้มือทำอะไรต่อมิอะไรในชีวิตประจำวันเองก็สามารถสะสมเป็นค่าประสบการณ์ได้ด้วย สกิลจะพัฒนามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้ใช้สกิลว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือง่ายแค่ไหน

ตอนนี้ผมเหลืออีกแค่สามเปอร์เซ็นต์เท่านั้นสกิลก็จะเลเวลอัพ ต้องขอบคุณคิมแจยองที่คอยระวังหลังให้ ทักษะของผมเลยพัฒนาขึ้นเร็วมาก ถึงแม้คิมแจยองจะไม่รู้เรื่องเลเวลอัพใดๆ และเข้าใจว่าผมหาที่ระบายความเครียดกับพวกสัตว์ประหลาดก็ตาม

“ว่าแต่ที่นั่นน่าจะมีของกินน้อยกว่าที่โซลนะ เอาไงดีล่ะ นี่เราต้องไปตกปลาจากทะเลมากินกันไหมเนี่ย”

“ฉันจะไปจับมาให้เอง”

“นายเคยตกปลาด้วยเหรอ”

“ลงไปจับมาจากในทะเลเลยก็น่าจะได้อยู่นะ”

“…?”

นั่นมันไม่ใช่หาดริมทะเลนะ มนุษย์จะลงไปในทะเลตะวันออกที่ลึกขนาดนั้นได้ยังไง บางทีคิมแจยองที่ฉลาดเฉลียวก็ดูโง่กว่าผมซะอีก

“คิดจะไปจมน้ำตายเหรอ นายคิดว่าทะเลเป็นน้ำตกหรือไง”

“อ้าวเหรอ”

“ยังจะมาอ้าวเหรออีก แถวนี้มีร้านขายอุปกรณ์ตกปลาอยู่ ลองเข้าไปหาดูคงได้อะไรติดมือมาบ้างแหละ”

เหตุผลที่ผมกังวลเรื่องอาหารเป็นเพราะซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ห่างจากบ้านพักตากอากาศพอสมควร ถ้าจะให้ขนอาหารมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตคงต้องออกแรงกันมากหน่อย นับว่ายังดีที่มีเครื่องสูบน้ำบาดาลอยู่หลังบ้านพักเลยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำดื่ม แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือทำยังไงให้ไปถึงบ้านพักได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง…ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปได้ไกลถึงไหนเนี่ยน่ะสิ เสียงเครื่องยนต์คงดึงดูดสัตว์ประหลาดให้พุ่งเข้ามาหา และถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจจะออกไปได้ไม่พ้นกรุงโซลด้วยซ้ำ ผมตั้งใจไว้ว่าถ้ามีเค้าลางว่าจะไม่ปลอดภัยก็จะทิ้งมอเตอร์ไซค์แล้วหาที่ซ่อนทันที แล้วค่อยหายานพาหนะอื่นขับไป จากนั้นค่อยทิ้งแล้วหาเอาใหม่…ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

“อ้อ บ้านพักฉันโคตรใหญ่เลยนะ ถ้าจะทำความสะอาดล่ะก็ คงเหนื่อยตายแน่”

“ต้องการคนทำความสะอาดเหรอ”

“…”

…ทำไมหมอนี่ถามแบบนี้อีกแล้วล่ะ การที่คิมแจยองผู้สามารถควบคุมจิตใจคนได้ถามอะไรแบบนี้ทำเอาผมรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ผมรู้สึกได้ถึงลางร้าย เพราะถ้าหากตอบผิดดูท่าเขาคงต้องไปจับผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่มาเปลี่ยนให้เป็นทาสทำความสะอาดแน่นอน

แต่เดี๋ยวนะ แบบนั้นก็อาจจะดีกว่าการทำความสะอาดบ้านพักกันแค่สองคนก็ได้ สบายออก…

คำพูดของคิมแจยองฟังดูน่าสนใจสำหรับผมผู้ซึ่งไม่เคยทำความสะอาดห้องเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ผมปัดความหวังนั้นไปทิ้งพร้อมกับส่ายหน้า ผมจำเป็นต้องลดความถี่ในการใช้สกิลของคิมแจยองให้เหลือต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สกิลเขาเลเวลอัพ สกิลฝันพยากรณ์ของผมจะได้ตรวจจับอันตรายและป้องกันได้อย่างต่อเนื่อง

“นี่ คิมแจยอง”

“อื้ม อึนซู”

“มีแค่เราก็พอแหละน่า แค่นายกับฉันสองคน”

“แค่เราสองคนเหรอ”

“อื้ม ทำความสะอาดกันสองคน กินข้าวกันสองคน นอน…ไม่ๆ เรื่องนอนนั่นต่างคนต่างนอนแล้วกัน”

“…โอเค”

คิมแจยองตอบรับอย่างว่าง่ายพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ผมที่มองเขาเงียบๆ ขนลุกซู่ไปทั้งแขน คิมแจยองชอบที่ผมเน้นคำว่า ‘เราสองคน’ เวลาที่ต้องการควบคุมเขาเหมือนเมื่อกี้ผมมักจะโพล่งคำน่ากระดากปากแบบนั้นออกไป และทุกครั้งผมก็จะสัมผัสได้ว่าเขาแสดงท่าทีเขินอายแบบไม่สมกับเป็นเจ้าตัว ทำเอาผมรู้สึกเขินอายตามไปด้วยตลอดเลย

“ก่อนไปเรามานอนพักกันสักชั่วโมงสองชั่วโมงเหอะ หลังจากออกเดินทางแล้วไม่รู้จะได้นอนอีกทีเมื่อไหร่”

พอผมล้มตัวลงนอนบนโซฟา คิมแจยองก็เอาผ้าห่มมาคลุมให้

จังหวะนั้นเอง…

ปัง ปัง ปัง

เสียงใครบางคนเคาะประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างรีบร้อน ผมยังไม่ทันได้บอกให้เข้ามา นักเรียนชายที่เลือดท่วมตัวก็ผลักประตูเข้ามาแล้วล้มลงบนพื้นดังตึง

“ชะ…ช่วยด้วย…”

ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ท่าทางของเขาดูเหมือนพร้อมจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ เมื่อเลือดจากตัวเขาใกล้จะไหลมาโดนกระเป๋าเป้ที่เราเตรียมไว้ คิมแจยองก็รีบยกมันขึ้นไปวางไว้บนเตียงด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็ขมวดคิ้วตรวจดูว่ากระเป๋าเป้เปื้อนเลือดตรงไหนบ้าง คนกำลังจะตายต่อหน้าต่อตายังมีแก่ใจมากังวลว่ากระเป๋าเป้จะเลอะเลือดหรือเปล่า ช่างสมเป็นหมอนี่ดีจริงๆ

“นี่มันเรื่องอะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“สะ…สัตว์ประหลาด…แค่ก! หลายคนกำลังตกอยู่ในอันตราย…! ได้โปรด ช่วยที…!”

นักเรียนชายที่ล้มอยู่บนพื้นคือผู้ตื่นรู้จากฝั่งโรงอาหาร ดูท่าสัตว์ประหลาดคงบุกเข้าโจมตีโรงอาหารสินะ จำนวนพวกมันมีเยอะหรือไง หรือว่าสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์นั่นโผล่มาอีกแล้ว ถ้าถึงขนาดที่ผู้ตื่นรู้หนีมาจนถึงนี่ แล้วป่านนี้คนอื่นล่ะจะเป็นยังไง ใบหน้าของฮวังซูยอนกับเจ้าหมีสีน้ำตาลที่เคยดีกับผมแวบผ่านเข้ามาในหัว

“…เวรเอ๊ย ก่อนไปก็ยังจะมีเรื่องมาให้หงุดหงิดอีก”

ทั้งฮวังซูยอนที่รักษาผมตอนเผชิญวิกฤตใกล้ตาย ทั้งเจ้าหมีสีน้ำตาลที่เชื่อใจผมจนถึงที่สุดแม้ทุกคนจะชี้นิ้วสาปส่งผม ผมคิดเอาเองว่าทั้งคู่คงอยู่ได้สบายดีเลยกะจะไปโดยไม่บอกลา ทว่าตอนนี้ผมชักหวั่นใจซะแล้ว

“พวกมันมีกันกี่ตัว หน้าตาเป็นยังไง”

“แค่ก! ตะ…ตัวเดียว พะ…เพิ่งเคยเห็น…มันสวมหน้ากาก แค่ก!”

“โอ๊ย ไอ้เวรนั่นอีกแล้วเหรอ”

ถ้าเป็นไอ้สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ล่ะก็ พวกลูกเจี๊ยบที่เพิ่งจะตื่นรู้ได้ไม่นานคงไม่มีทางเอาชนะได้อย่างง่ายดายแน่ๆ ผมถอนหายใจพลางมองหน้าคิมแจยอง เขาหลุบตามองนักเรียนชายที่ล้มอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น แต่พอคิมแจยองสบตาผม เขาก็ก้มหน้าลงทั้งที่คิ้วขมวดมุ่นเหมือนว่ากำลังไม่พอใจในสถานการณ์นี้ ทว่าก็ยังรอให้ผมเป็นคนตัดสินใจ

“…ครั้งสุดท้ายแล้ว ไปช่วยพวกเขากันเถอะนะ แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น”

คิมแจยองในวันนี้ก็ยังคงพยักหน้าโดยไม่ได้เอ่ยค้านแม้แต่คำเดียว ผมยืดเหยียดร่างกายเบาๆ ก่อนจะยกเท้าเตะผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารที่กำลังหอบหายใจแรง

พลั่ก!

“อั้ก!”

“ไอ้คนไร้ยางอาย ถึงจะไม่รู้จักชื่อนาย แต่ฉันรู้ก็แล้วกันว่านายคือคนที่ยกขวานจ่อหน้าฉัน”

“…”

“ถ้าฮวังซูยอนยังอยู่ดีฉันจะพากลับมาให้ มีชีวิตอยู่ให้ถึงตอนนั้นแล้วกัน แต่คนอย่างนายตายไปซะน่าจะดีกว่า”

ผมสาปแช่งทิ้งท้ายและตั้งท่าจะออกไปข้างนอก แต่นักเรียนชายที่หายใจรวยรินอยู่บนพื้นกลับคว้าข้อเท้าผมไว้ ทำให้ปลายขากางเกงวอร์มตัวใหม่ของผมเปื้อนเลือดสีสด

เฮ้อ สกปรกชะมัด

ผมสะบัดเท้าเตะมือที่เกาะเกี่ยวขาอยู่ให้หลุดออก แต่เขากลับยื่นมือออกมากำรอบข้อเท้าผมใหม่อีกครั้ง

“อ๊าก!”

คราวนี้เป็นคิมแจยองที่เหยียบลงไปบนท่อนแขนของหมอนั่นแล้วบดขยี้ เสียงกระดูกหักดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด

“…ก็ใครใช้ให้มาจับฉันเล่า”

ข้างกายผมดันมีคนบ้าอยู่หนึ่งคนนี่นะ ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นและกำข้อมือที่สภาพดูไม่ได้เอาไว้แน่นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง

“หะ…ให้ฉันอยู่คนเดียว…ถ้าตายขึ้นมาจะทำยังไง…”

“แล้วไงอะ”

“แค่ก! คนหนึ่ง…อยู่ที่นี่กับฉันคนหนึ่ง…แค่ก! แค่ก!”

พอจะถึงฆาตแล้วเลยเป็นบ้าขึ้นมาหรือไง

“…ถ้ามันมีแค่ตัวเดียว งั้นคิมแจยอง นายคนเดียวรับมือไหวใช่ไหม”

ผมไม่ได้ตัดสินใจแบบนี้เพราะนึกสงสารหรืออะไร แค่ไม่อยากเจอหน้าคนในโรงอาหารก็เท่านั้นแหละ แถมพวกนั้นก็คงจะไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่ที่ผมไปช่วย ถ้ามีสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์แค่หนึ่งตัว ลำพังคิมแจยองคนเดียวน่าจะจัดการได้ แทนที่จะไปแล้วถูกมองด้วยสายตารังเกียจ สู้ไม่ตามไปด้วยตั้งแต่แรกซะยังจะดีกว่า

คิมแจยองอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อครู่ที่มีมือคนอื่นมาแตะข้อเท้าผมแล้ว และดูท่าจะหงุดหงิดมากด้วยที่มีคราบเลือดติดอยู่บนขากางเกงผม

“…ไม่ไหว”

“อย่ามาโกหกน่า”

“ไปด้วยกันนะ”

โตจนไม่รู้จะโตยังไงแล้วยังมางอแงเหมือนเด็กน้อยอีก ผมยกสองมือประคองแก้มคิมแจยอง เขาตกใจที่แก้มแนบชิดกับฝ่ามือผม ท่าทางจะไม่พอใจหนักเพราะหน้าบูดสุดๆ ทั้งที่ทำหน้าเป็นตูดอยู่ แต่ทำไมถึงน่ารักได้ขนาดนี้กันนะ พอผมยิ้มกว้าง คิ้วเขาที่ขมวดอยู่ก็คลายลงเล็กน้อย

“คงจะดีกว่าถ้าฉันไม่ต้องเจอไปหน้าพวกที่อยู่ในโรงอาหารน่ะ เข้าใจไหม ไอ้หนู”

“…”

“ฉันจะรอนะ”

คิมแจยองพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ผมตบหลังเขาที่ชักช้าร่ำไรไปสองสามครั้งกว่าจะยอมออกจากห้อง แต่แล้วจังหวะนั้นคิมแจยองก็ยื่นมือออกมาประกบเข้ากับมือผม เขาดูเหมือนไม่อยากไปจริงๆ แต่พอผมเขย่ามือที่นิ้วเราสอดประสานกันอยู่เบาๆ คิมแจยองก็ยิ้มตาหยีออกมาได้ในที่สุด

อารมณ์ดีขึ้นแล้วสินะ หมอนี่มันซับซ้อน แต่ก็เรียบง่ายดีแฮะ

เมื่อคิมแจยองออกไปยังโรงอาหาร ผมก็เดินเฉียดผ่านผู้ตื่นรู้ที่ดิ้นพล่านอยู่บนพื้นไปทิ้งตัวลงนอนหลับตาบนโซฟาใหม่อีกหน นอนสักตื่นเดี๋ยวหมอนั่นก็คงกลับมาพอดี ระหว่างนี้ไอ้เวรนี่จะตายหรือไม่ตายก็ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว

พอคิมแจยองกลับมาปุ๊บ เราคงต้องออกเดินทางทันที

ถ้าคิมแจยองกับผมออกจากกรุงโซลได้ก็จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ทุกรูปแบบที่เห็นในความฝันได้ แม้อุปสรรคจะมากมายเหลือเกิน แต่เท่านี้ก็นับว่าในที่สุดความพยายามในการเปลี่ยนอนาคตของผมก็ประสบความสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือไง ขั้นตอนจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอแค่ผลลัพธ์ออกมาดีเท่านั้นก็พอ

“…?”

ผมใกล้จะหลับอยู่แล้ว แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง ทีแรกผมตั้งใจจะเมินเฉยเพราะคิดว่าเป็นเสียงดิ้นรนของคนที่กำลังจะตาย ทว่าความรู้สึกกลับบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

เสียงเดินสวบสาบที่ดังแว่วเข้ามาในหูนั้นฟังดูระแวดระวังมากเกินกว่าจะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวของคนใกล้ตาย

ผมเบิกตาขึ้น

“เฮ้ย ไอ้…!”

คนที่เมื่อกี้ดูยังไงก็ใกล้ตายอยู่รอมร่อกำลังชูลูกโลกจำลองขึ้นสูงด้วยมือข้างเดียว

“อ๊าก!”

เขาฟาดลูกโลกจำลองลงมาบนหัวผม ลูกโลกแตกออกเป็นสองซีก ส่วนผมล้มตกจากโซฟากลิ้งไปบนพื้น หลังจากได้สติผมพยายามลุก แต่อีกฝ่ายไวกว่า เขายกเท้าเตะเข้าที่ท้องของผม

“ตาย! ตายซะเถอะ ซอนอึนซู!”

ผมขดตัวเข้าหากันเพื่อลดแรงกระแทกขณะที่เท้ายังคงเตะเข้ามาไม่หยุด นอกจากข้อมือที่ถูกคิมแจยองเหยียบจนหักแล้ว ทุกส่วนของเขาดูปกติดี ไม่มีแผลลึกตรงไหนเลย ถ้างั้นคราบเลือดทั้งหมดก็จงใจทำขึ้นมาเหมือนกันสินะ ทำไปทำไมเนี่ย หมอนี่เคียดแค้นอะไรผมถึงขนาดนั้น

ระหว่างที่กำลังโดนกระหน่ำเตะไม่ยั้ง ผมที่นอนขดตัวอยู่ก็สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ผมต้องหาอะไรสักอย่างมาพลิกสถานการณ์สักหน่อย โชคดีที่ผมคุ้นชินกับการต่อยตี แค่คนเดียวแบบนี้ผมมั่นใจว่ารับมือไหวแน่ แถมอีกฝ่ายยังข้อมือหักข้างหนึ่งอีกต่างหาก

ในขณะที่เอื้อมมือไปคว้าขาเขาเพื่อจะดึงให้ล้ม จู่ๆ บานประตูก็เปิดออก คนกลุ่มหนึ่งเดินกรูเข้ามา คนพวกนั้นคือผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารซึ่งมากันทั้งหมดสี่คน…กับผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้คนหนึ่ง นัมจินซูนั่นเอง

เมื่อเหล่าผู้ตื่นรู้เข้ามาในห้องก็พากันยืนล้อมผมทันที สังเกตจากที่ไม่ได้พกอาวุธมาด้วย แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาฆ่าผม และน่าจะวางแผนทำให้ผมสลบซะมากกว่า คนเดียวอาจยังไหว แต่ถ้าให้สู้กับผู้ตื่นรู้หนึ่งต่อห้าบอกได้เลยว่าไม่มั่นใจเลยสักนิด ผมกำลังคิดว่าจะแสร้งทำเป็นหมดสติแล้วหาช่องทางหลบหนี ทว่าประตูกลับถูกกระชากเปิดอีกครั้ง

“ทำอะไรกันน่ะครับ!”

เสียงของเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่

เมื่อเจ้าหมีพยายามจะเข้ามาหาผม นัมจินซูที่ถือกระสอบใบใหญ่รออยู่ตรงหน้าประตูก็ขวางเขาไว้

“อย่าเกะกะน่า คังด็อกโฮ!”

“นึกแล้วเชียวว่ามันแปลกๆ เลยมาเช็กดูหน่อย นี่มันอะไรกันเนี่ย…!”

“ฉันกำลังทำเพื่อทุกคนอยู่นะ เลิกแกล้งทำตัวเป็นคนดีแล้วไสหัวไปซะ!”

“รุ่นพี่อึนซู!”

นัมจินซูกับเจ้าหมีสีน้ำตาลเข้าปะทะกัน แม้จะไม่ได้เป็นผู้ตื่นรู้เหมือนกันทั้งคู่ แต่เจ้าหมีที่มีดีกรีเป็นนักกีฬาก็ดูจะได้เปรียบกว่า

“เฮ้ย ไม่มีเวลาแล้ว! คิมแจยองน่าจะใกล้กลับมาแล้วนะ!”

“จัดการคังด็อกโฮให้สลบเร็ว!”

เมื่อนัมจินซูรับมือไม่ไหว หนึ่งในกลุ่มผู้ตื่นรู้ก็ขยับเข้าใกล้เจ้าหมีสีน้ำตาลแล้วเหวี่ยงหมัดใส่จนเจ้าหมีสีน้ำตาลเซถอยไปชนกับผนัง

“รุ่นพี่อึนซู…ค่อก!”

เจ้าหมีสีน้ำตาลพยายามจะลุกขึ้นให้ได้ แต่นัมจินซูเตะเขาที่ล้มอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่หยุด ความพยายามของเขาจึงล้มเหลว นัมจินซูดูจะพอใจที่ได้เห็นเจ้าหมีสีน้ำตาลที่ปกติไม่มีทางเอาชนะได้กลายเป็นผู้อ่อนแอ

“ไอ้เวรเอ๊ย! แกมันวิเศษวิโสอยู่คนเดียวเลยดิ! แสร้งทำตัวเป็นคนดีจนถึงนาทีสุดท้ายอยู่ได้!”

ผมเห็นจุดโฟกัสในตาของเจ้าหมีสีน้ำตาลกำลังพร่าเลือน ดูยังไงก็อันตราย…หมอนี่ตายแน่ถ้ายังปล่อยให้นัมจินซูทำแบบนั้นต่อไป ผมตั้งท่าจะคลานเข้าไปหาเจ้าหมีสีน้ำตาล แต่พวกผู้ตื่นรู้ที่ล้อมอยู่กลับคว้าจับเส้นผมของผมไว้ พอตระหนักได้ว่าผมไม่หมดสติง่ายๆ พวกมันก็พุ่งเป้าโจมตีมาที่ศีรษะแทน

เปลือกตาผมเริ่มปิดลงช้าๆ

“นัมจินซู! หยุดก่อน จับซอนอึนซูยัดใส่กระสอบเหอะ กระเป๋าเป้นั่นก็เอามาด้วย”

“แล้วมอเตอร์ไซค์ล่ะ ทำไง เห็นจอดอยู่ด้านนอก”

“เอามาด้วยเลยแล้วกัน ทิ้งไว้ตรงนั้นคิมแจยองอาจจะสงสัยเอาได้”

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าพวกมันต้องการอะไร มันคงไม่อยากปล่อยให้ผู้ตื่นรู้ที่แข็งแกร่งอย่างคิมแจยองหลุดมือไปเลยวางแผนสร้างสถานการณ์ว่าผมทิ้งคิมแจยองและหนีไปคนเดียว

จะปล่อยให้เข้าใจผิดไม่ได้ซะด้วยสิ…

ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่กระชากสร้อยคอจนขาด จากนั้นก็สอดมันเข้าไปใต้โซฟาเพื่อซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะบอกให้เขารู้ว่าผมไม่ได้ทิ้งเขา สร้อยคอเส้นนี้คือของดูต่างหน้าของแม่และผมสวมมันติดตัวไว้ตลอดเวลา ผมได้แต่หวังว่าคิมแจยองจะมองสถานการณ์ออกเมื่อได้เห็นสร้อยที่ถูกกระชากจนขาดจากกัน

“พะ…พี่ๆ ครับ…ไอ้หมอนี่มันไม่หายใจแล้วครับ”

สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนสติจะเลือนหายไปคือภาพเจ้าหมีสีน้ำตาลที่นอนแน่นิ่งและสีหน้าตื่นตระหนกของนัมจินซูที่กำลังจับชีพจร

“ฉิบหาย…ตะ…ตายแล้วเหรอวะ”

“นะ…น่าจะอย่างนั้นนะครับ”

“บ้าเอ๊ย! ลากคังด็อกโฮไปด้วย!”

เจ้าหมีสีน้ำตาล ไอ้หมีโง่สมองทึบ…น่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องซะแต่แรก…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79

บทที่ 78 รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81

บทที่ 80 ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทาง...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 82-83

บทที่ 82 ไป๋เฉี่ยนเห็นสวีอิงอวดกล้ามแขนของตนเองก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายออกจะเป็นเด็กน้อยไปสักหน่อย แล้วก็รู้ว่าเจ้านายของตนไม่...

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 1.1-1.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 ผู้เขียน : matgam แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบ...

community.jamsai.com