ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย – หน้า 3 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 4.1-4.3 #นิยายวาย

3 of 3หน้าถัดไป

บทที่ 4.3

 

ปัจจุบันอาโรกันเชีย ผู้เป็น ‘อดีต’ ราชาแห่งความเย่อหยิ่งสถิตอยู่ในโลกภายในจิตใจของคิมแจยอง เมื่อใดที่ดูดกลืนพลังแห่งองค์ราชาไปจนหมดสิ้น คิมแจยองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้และสลายหายไป

คำสาปที่วอยด์ราชาแห่งความอลหม่านร่ายใส่เขาคือคำสาปชะลอการฟื้นตัวจากบาดแผลในสงคราม ทั้งที่มันเป็นคำสาปธรรมดาที่จะคลายไปเองตามกาลเวลา หากไม่ได้พบกับคิมแจยอง อาโรกันเชียผู้นี้ก็คงครองตำแหน่งราชาที่ดำรงมาอย่างยาวนานหลายแสนปีเอาไว้ แต่เคราะห์ร้ายที่เขาถูกคำสาปกระจอกนั้นทำเอาพลังทั้งหมดถูกริบไปจนหมดสิ้น และตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่ใกล้จะสูญสลายเต็มที

อาโรกันเชียต้องการแก้แค้นอาวารีตาราชาแห่งความโลภที่ทำร้ายเขาจนบาดเจ็บและวอยด์ราชาแห่งความอลหม่านที่ร่ายคำสาปใส่เขา วอยด์กับเหล่าลูกสมุนเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของจันทราสีชาดโดยไม่ยอมโผล่หัวออกมา ส่วนอาวารีตาราชาแห่งความโลภกับลูกสมุนทั้งหลายนั้นก็กำลังวุ่นวายกันอยู่บนโลกมนุษย์ราวฝูงมด ถ้ากำจัดพวกลูกสมุนจนหมด อาวารีตาย่อมต้องปรากฏตัว และถ้าจัดการอาวารีตาสำเร็จ พวกราชาที่เหลือย่อมต้องลงมายังโลกมนุษย์แน่ ขอแค่ฆ่าและฆ่าต่อไปจนกว่าวอยด์จะลุกขึ้นแล้วย้ายตัวเองลงมายังโลกมนุษย์เองก็พอ

ทว่าอาโรกันเชียกลับไม่มีกายเนื้อให้ได้ลงมือแก้แค้น เขาจึงวางแผนจะใช้ร่างกายของคิมแจยองที่ดูดกลืนพลังของเขาเข้าไป เผ่าพันธุ์แห่งมิติที่ล่มสลายจงเกลียดจงชังจันทราสีชาดนัก เนื่องจากมันสังหารครอบครัวและสหาย ทั้งยังยึดถิ่นที่อยู่ของพวกเขาไป อีกอย่างหากเขามีพลังอำนาจ เขาก็ปรารถนาที่จะได้รับการสรรเสริญให้เป็นวีรบุรุษแห่งเผ่าพันธุ์ นั่นคือคุณค่าทางใจของเผ่าพันธุ์พวกเขา อาโรกันเชียที่ทำลายมิติจำนวนมากและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนมาอย่างยาวนานคิดว่ายังไงเสียคิมแจยองก็คงเหมือนพวกที่เคยเจอมา

‘โอ้ องค์ราชา…เหตุใดจึงทำเช่นนี้กับข้า…’

เมื่อคิมแจยองฆ่า ‘อควา’ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียว อาโรกันเชียก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ อควาแห่งอาโรกันเชียนั้นถือเป็นกองกำลังชั้นยอดขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากพวก ‘บีสต์’ โง่เง่าของอาวารีตา คิมแจยองยังไม่แข็งแกร่งพอจะสร้างอควาได้ อาโรกันเชียจึงได้แต่ต้องใช้งานลูกสมุนอื่นที่เหลืออยู่ ในช่วงที่ยังไม่คืนสติหลังจากตื่นรู้ คิมแจยองน่าจะสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่าอควาคือพวกเดียวกัน แต่คิมแจยองก็ยังอุตส่าห์ฆ่าอควาเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ผู้นั้น ช่างมีจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษโดยแท้ อาโรกันเชียตัดสินเอาเอง

กระทั่งตอนที่คิมแจยองใช้สกิล ‘ควบคุมจิตใจ’ กับพวกมนุษย์ในโรงอาหาร อาโรกันเชียก็ยังเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนของตน เนื่องจากการใช้ความสามารถอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มค่าสกิลก็เป็นหนึ่งในวิธีดูดกลืนพลังที่เหลือเช่นกัน อาโรกันเชียจึงรู้สึกเหมือนได้เข้าใกล้การแก้แค้นมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว

สกิลควบคุมจิตใจที่คิมแจยองใช้กับมนุษย์พวกนั้นเป็นแค่สกิลระดับต่ำ

‘ห้ามชอบซอนอึนซู’

‘ห้ามเข้ามาใกล้ห้องทดลองวิทย์’

เนื่องจากค่าความสามารถยังต่ำ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงแค่นี้ คิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจกับทุกคนในโรงอาหาร ยกเว้นฮวังซูยอนที่มีความสามารถในการรักษา

หลังจากวันนั้นเมื่อได้เห็นคิมแจยองออกไปข้างนอกแล้วไล่ปลิดชีพเหล่าบีสต์ของอาวารีตา อาโรกันเชียก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

[วะฮ่าๆๆ! จงฆ่ามันจนกว่าพลังของร่างนี้จะส่งไปถึงจันทราสีชาด จงฆ่ามันจนกว่าจะปลิดลมหายใจของอาวารีตากับวอยด์ได้! จงฆ่าพวกมันอย่าให้เหลือ!]

ทว่านั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของอาโรกันเชีย คิมแจยองที่กวาดล้างบริเวณโดยรอบเรียบร้อยดันขังตัวเองอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์โดยไม่ยอมออกไปไหนทั้งสิ้น เมื่อเห็นคิมแจยองคอยจับมือซอนอึนซูอยู่ไม่ห่างและเฝ้ารอให้อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมา อาโรกันเชียก็รู้เลยว่ามนุษย์ที่ชื่อซอนอึนซูนั้นคือสิ่งล้ำค่าสำหรับคิมแจยอง

‘มองฉันหน่อยสิ’

‘จับมือฉันหน่อย’

‘ชอบฉันหน่อย’

สกิลควบคุมจิตใจที่คิมแจยองใช้กับซอนอึนซูนั้นจัดว่าอยู่ในระดับเด็กอ่อนหัดไม่ต่างกัน คิมแจยองเหมือนจะคิดว่าสกิลของตัวเองได้ผล เนื่องจากท่าทีของซอนอึนซูดูเปลี่ยนไปในทางบวกมากกว่าเมื่อก่อน แต่อาโรกันเชียนั้นรับรู้ได้ว่าสกิลถูกขัดขวางโดยการแทรกแซงของพระเจ้า อาโรกันเชียจ้องซอนอึนซูผ่านดวงตาของคิมแจยอง วีรบุรุษแห่งพระเจ้าคราวนี้ดูจะอ่อนแอเกินไปหรือไม่…พลังของพระเจ้าเสื่อมถอยลงถึงเพียงนี้เลยหรือไร

ในตอนที่คิมแจยองออกไปหาของจำเป็นข้างนอก นอกจากฆ่าสัตว์ประหลาดที่เกะกะขวางทางแล้ว เขาก็ไม่ใช้พลังเลยสักนิด แม้โลกที่ตนอยู่จะวุ่นวายยุ่งเหยิงแค่ไหน คิมแจยองก็ยังคงไร้ซึ่งความสนใจใดๆ ต่อให้ผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่จะร่ำร้องขอให้ช่วยชีวิต เขาก็ไม่แม้แต่จะทำเป็นได้ยินด้วยซ้ำ เขาก้มหน้าก้มตารวบรวมของที่ต้องการเสร็จแล้วก็ออกเดินต่ออย่างไม่ไยดี ว่ากันว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีความรู้สึกอยากจะปกป้องสิ่งใดก็ตามที่เล็กจ้อยและน่าเอ็นดู แต่คิมแจยองกลับเดินผ่านเด็กน้อยที่ถูกซากตึกถล่มทับไปโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย อาโรกันเชียที่เฝ้ามองทุกอย่างจึงตระหนักได้ว่าตนเข้าใจมนุษย์อย่างคิมแจยองผิดเสียแล้ว

[ข้าชักจะนั่งไม่ติดแล้วสิ]

คิมแจยองเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้แค้นได้ตั้งแต่แรก อาโรกันเชียพยายามซ่อนความวิตกกังวลไว้และกระซิบข้างหูคิมแจยอง

[ไม่ต้องการให้ผู้คนยกย่องเจ้าเป็นวีรบุรุษหรือ]

[ข้าจะทำให้เจ้าได้เป็นราชาแห่งมิตินี้]

[หึ ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าล่ะเป็นอย่างไร เจ้าได้รับพลังของข้าไปแล้ว เจ้าสามารถเป็นพระเจ้าในโลกใหม่ได้เชียวนะ!]

คิมแจยองเมินทุกประโยคของอาโรกันเชีย

[มนุษย์เช่นนี้ก็มีด้วยรึ!]

อาโรกันเชียที่มักทำตัวตามสบายและใจเย็นอยู่เสมอถึงกับโกรธจนหายใจฮึดฮัด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกปฏิบัติเช่นนี้ ดูเอาเถิด ดูมันเพิกเฉยทุกสิ่งที่เขาพูด แต่ทีกับมนุษย์ผู้อ่อนแอนั่น แค่ได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวก็เชื่องเหมือนลูกแกะ เมื่อคิดดูแล้วอาโรกันเชียก็ตัดสินใจกระตุ้นคิมแจยองโดยการเอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซอนอึนซูพร้อมทั้งเปิดปากอย่างมั่นอกมั่นใจ

[อยากได้มนุษย์นั่นรึ ข้าช่วยเจ้าได้นะ]

[เริ่มจากกดให้นอนราบ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปคร่อมแล้วผสมพันธุ์ก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือไร]

[หากเจ้าดูดกลืนพลังของข้าจนหมดก็จะทำให้มนุษย์นั่นเป็นทาสได้โดยสมบูรณ์…อ๊าก! แค่ก ถุยๆ!]

อาโรกันเชียสำลัก ก่อนจะหยุดพูดเมื่อถูกกองทรายซัดใส่หน้า เหล่าเม็ดทรายที่ถูกอาโรกันเชียใช้กำลังบังคับและดูดกลืนมาสั่งสมไว้นานหลายแสนปีกำลังปั่นป่วนและหมุนวนอยู่ในปากราวกับต้องการแก้แค้น แม้จะเป็นเพียงร่างจิตจึงไม่มีทางขาดอากาศตาย แต่อาโรกันเชียเองก็มีความรู้สึกเช่นกัน วินาทีนั้นอาโรกันเชียนึกเศร้าใจกับชะตากรรมของตัวเองที่ต้องมาสนองความต้องการให้มนุษย์ผู้ไร้อารยะ

ในวันที่คิมแจยองและซอนอึนซูตกลงกันว่าจะออกเดินทาง ผู้ตื่นรู้ฝั่งโรงอาหารที่มีเลือดท่วมตัวเปิดประตูเข้ามา คนพวกนั้นเป็นมนุษย์ที่ดูมีลับลมคมในบางอย่าง ทว่าประสาทสัมผัสแห่งองค์ราชาของคิมแจยองยังพัฒนาไม่เต็มประสิทธิภาพจึงไม่ทันได้สังเกตว่าการกระทำของคนพวกนั้นเป็นเพียงแค่ละครตบตา แต่ถึงกระนั้นสัญชาตญาณของคิมแจยองก็เฉียบคมพอที่จะรู้สึกไม่อยากออกห่างจากซอนอึนซู ทว่าเมื่อได้สัมผัสและได้ยินคำพูดเพียงคำเดียวจากซอนอึนซู เขาก็ยอมศิโรราบทันที

[เจ้ายังเป็นเพียงราชาหนุ่มที่ขาดประสบการณ์ คิดว่าจะบรรลุสิ่งที่เจ้าต้องการได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากข้าหรือไร]

อาโรกันเชียไม่สนใจเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซอนอึนซู ยิ่งซอนอึนซูติดกับก็ยิ่งจัดการง่าย เพราะสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นไปตามที่ตนต้องการ อาโรกันเชียเปล่งเสียงหัวเราะเยาะขณะเฝ้ามองเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบเชียบเพื่อรอให้ความปรารถนาสุดท้ายของตนเป็นจริง

 

“แจยอง ทางนี้!”

เมื่อคิมแจยองเดินไปทางฝั่งโรงอาหาร ยูยอนฮาก็เอ่ยเรียกเขา คิมแจยองเข้าไปหายูยอนฮาโดยไม่ลังเล ยูยอนฮาทำสีหน้าเหมือนกำลังรีบ ฉุดแขนคิมแจยองแล้วลากผ่านหน้าโรงอาหารไปอย่างรวดเร็ว ดูจากภายนอกโรงอาหารยังอยู่ในสภาพดีและไม่มีจุดไหนพังลงมา

ยูยอนฮาพยายามลากคิมแจยองไปยังจุดที่ห่างจากโรงอาหาร ถ้าคิมแจยองไม่หยุดเดินระหว่างทางก็คงไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ยูยอนฮาพยายามออกแรงดึงมากขึ้น ทว่าคิมแจยองยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง

“ตรงไหนเหรอ”

“ต้องไปอีกหน่อยน่ะ แจยอง ทางโน้น หลังตึกโน่น”

“แต่ทางโน้นไม่มีอะไรนะ”

ก่อนหน้านี้คิมแจยองได้ยินชัดเจนว่ามีอควาหรือสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์หนึ่งตัวบุกมาที่นี่ อควาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากพลังของอาโรกันเชีย ดังนั้นหากพวกมันอยู่แถวนี้จริง คิมแจยองย่อมรู้สึกได้ แต่จุดที่ยูยอนฮาชี้ให้ดูนั้นอย่าว่าแต่อควาเลย แม้กระทั่งมดตัวเดียวก็ยังไม่มีให้เห็น คิมแจยองก้มมองยูยอนฮาด้วยสายตาเย็นยะเยียบ

“จะ…แจยอง คือว่า…”

ยูยอนฮาเคยมั่นใจว่าตนสามารถเอาชนะใจคิมแจยองได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริง พอมายืนอยู่ตรงหน้าคิมแจยองแล้วแขนขากลับแข็งทื่อ เสียงกลับแหบแห้ง ยูยอนฮาเม้มริมฝีปากก่อนกัดฟันแน่น

ทั้งหมดเป็นเพราะซอนอึนซูคนเดียว!

ยูยอนฮาอยู่เคียงข้างคิมแจยองมานานกว่าสองปี กินข้าวด้วยกัน เรียนหนังสือด้วยกัน ตัวติดกันทั้งวันเวลาอยู่ที่โรงเรียน ใครอยากสนิทสนมกับคิมแจยองล้วนสามารถพูดคุยผ่านทางยูยอนฮาได้ตลอด ยูยอนฮามักจะหาซื้อสมุดแบบฝึกหัด เครื่องเขียน และขนมขบเคี้ยวมาเอาใจคิมแจยองผู้ยากจนอยู่เสมอ ซึ่งคิมแจยองจะทำเพียงแค่ยิ้มอย่างงดงามพร้อมเอ่ยคำขอบคุณ ไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่เขามอบให้เลยสักครั้ง จำนวนเงินที่ยูยอนฮาใช้ไปกับคิมแจยองเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นแอบแตะต้องกระเป๋าสตางค์ของพ่อแม่ด้วยซ้ำ ยิ่งลงทุนไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งต้องการผลตอบแทนจากคิมแจยองมากขึ้นเท่านั้น และในที่สุดก็เริ่มมองว่าคิมแจยองคือสมบัติส่วนตัว จนกระทั่งมีนักเลงคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากบ้านรวยโผล่มาจุ้นจ้าน

“ที่จริง…ซอนอึนซู…”

“อึนซูทำไม”

“ซอนอึนซูสั่งให้ฉันทำ!”

ยูยอนฮาสบตาคิมแจยองตรงๆ แล้วโพล่งออกมา

“ซอนอึนซูสั่งให้ฉันล่อนายมาที่นี่ หมอนั่นคงตั้งใจจะออกเดินทางเองโดยไม่มีนาย”

“…”

“ทำเกินไปจริงๆ หมอนั่นเหมือนเกิดมาเพื่อใช้ประโยชน์จากคนอื่นแล้วหลงคิดว่าเป็นคุณชายบ้านรวยอยู่หรือไง ตอนนี้เขาตัวเปล่าไม่เหลืออะไรแล้ว รู้ไหม ตอนนี้หมอนั่นไม่มีอะไรจะให้นายได้แล้ว แต่ฉัน…ฉันช่วยให้นายดีขึ้นกว่านี้ได้นะ”

“…”

“แจยอง อย่าไปอยู่กับคนชั่วแบบนั้นเลยนะ นายมาอยู่กับพวกเราเถอะ นายกับฉันคือเพื่อนที่สนิทกันที่สุดนี่ กับซอนอึนซูน่ะนายเพิ่งจะคบได้แค่ช่วงสั้นๆ แต่นายกับฉันคบกันมาสองปีแล้วนะ เรื่องที่นายจะไปกับซอนอึนซูโดยไม่บอกฉันสักคำ ฉันให้อภัยได้หมดเลย”

ยูยอนฮาพูดรัวเร็วประหนึ่งปืนกลโดยไม่กะพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาคลี่ยิ้มพลางมองคิมแจยองที่ไม่ได้หันหน้าหนีไปทางอื่นระหว่างที่เขากำลังพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ คิมแจยองฟังยูยอนฮาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะยื่นมือออกไป ยูยอนฮามองมือนั้นอย่างมีความหวังและดีใจที่ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ตนต้องการ

“นายจะได้เป็นผู้นำของพวกเรา จากนี้ไปไม่ต้องหงอแล้วนะ ทุกคนในโรงอาหารชอบนายกันทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันคือคนที่ชอบนายมากที่สุด…ค่อก!”

แต่แล้วความรู้สึกดีใจก็กลับกลายเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัส

“…นายกำลังทำอะไรกับฉัน”

จู่ๆ ก็เกิดเรื่องน่าตกใจขึ้นกะทันหันจนคิดอะไรไม่ออก ยูยอนฮาจึงไม่อาจเอ่ยตอบคิมแจยองได้ เขาพยายามจะดิ้นรน แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรง ความหวาดกลัวว่าหากหมดสติไปทั้งอย่างนี้อาจจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาอีกถาโถมเข้าใส่ ยูยอนฮาฝืนเปิดเปลือกตาขึ้น ไม่รู้ว่าออกแรงไปมากแค่ไหน เส้นเลือดในตาถึงกับแตกจนอาบย้อมตาขาวให้กลายเป็นสีแดง

[เจ้ากล้าดีอย่างไร คิดจะมาแทรกแซงจิตใจขององค์ราชาเชียวรึ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าขันนัก!]

เสียงของอาโรกันเชียดังก้องอยู่ภายในหัวของคิมแจยอง คิมแจยองขมวดคิ้ว เหตุผลที่รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ยูยอนฮาพูดอะไรคือแบบนี้นี่เอง คิมแจยองคว้าคอของยูยอนฮาด้วยมือข้างหนึ่งและหันฝีเท้าไปทางห้องทดลองวิทยาศาสตร์

 

[System]

ยูยอนฮา

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ปลุกปั่น Lv.2]

 

คิมแจยองพยายามสงบอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านตลอดทางที่รีบร้อนกลับมายังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้เชื่อคำพูดยูยอนฮาทั้งหมดแต่แรกอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่รู้สึกได้จากนักเรียนชายที่เข้ามาในห้องด้วยสภาพนองเลือดกลับทำให้เขาหวั่นใจ

หมอนั่นดูท่าจะบาดเจ็บจริงๆ ไม่ใช่หรือไง แต่ถ้าเปิดประตูเข้าไปไม่เจอซอนอึนซูจะทำยังไง ถ้าซอนอึนซูทิ้งฉันแล้วออกเดินทางคนเดียวจริงๆ ล่ะ ฉันคงคิดผิดสินะที่เชื่อว่าสัมผัสอ่อนโยนนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

“แค่ก…ค่อก! อ่อก!”

ยูยอนฮาถูกคิมแจยองลากมาด้วยอยู่ในสภาพที่ทรงตัวแทบไม่อยู่และตาเหลือกค้างไปตั้งนานแล้ว น่าทึ่งที่ยังควบคุมสติเอาไว้ได้ คิมแจยองเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์เข้าไป วินาทีที่เห็นด้านในว่างเปล่าไม่เห็นเงาใครสักคน หัวใจเขาก็แทบจะหยุดเต้น ซอนอึนซูไม่อยู่ ไม่ใช่แค่หายตัวไปเท่านั้น แต่กระเป๋าเป้เองก็หายไปด้วยเช่นกัน

“แค่ก…อ่อก!”

คิมแจยองจับยูยอนฮาเหวี่ยงลงบนพื้นก่อนที่ร่างของยูยอนฮาจะกลิ้งไปกระแทกเข้ากับโต๊ะและเก้าอี้ ดวงตาที่พร่ามัวจากอาการขาดออกซิเจนกลับมาโฟกัสได้อีกครั้ง ยูยอนฮาสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ไม่กล้าเงยหน้ามองคิมแจยองตรงๆ ‘นั่น’ คือคิมแจยองที่เขารู้จักจริงแน่เหรอ ไม่สิ…ก่อนจะถามแบบนั้นคงต้องถามว่า ‘นั่น’ ใช่มนุษย์แน่เหรอ จู่ๆ เขาก็รู้สึกอยากหมดสติซะไปตอนนี้เลย

“อึนซูอยู่ที่ไหน”

“ซอนอึนซู…ซอนอึนซูทิ้งนายไว้แล้วหนีไปคนเดียว…”

ยูยอนฮาพูดพึมพำด้วยเสียงแหบพร่าก่อนที่คิมแจยองจะยกเท้าขึ้นเตะเขา

“แค่ก…แค่ก!”

“บอกความจริงมา”

คิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจกับยูยอนฮา ทันใดนั้นดวงตายูยอนฮาก็เลื่อนลอยราวกับกำลังฝันกลางวัน

“ฉะ…ฉันสั่งให้เอามันไปโยนไว้กลางฝูงสัตว์ประหลาด…ตอนนี้คงตายไปเรียบร้อยแล้ว…ฮ่าๆๆ…สะใจชะมัด…”

“โยนไว้ที่ไหน”

คิมแจยองกัดฟันแน่น พยายามควบคุมจิตสังหารรุนแรงที่กระหน่ำเข้ามาดั่งพายุจนเกือบต้านไม่อยู่ เขาต้องการฆ่ายูยอนฮาทิ้งในทันที แต่ต้องอดทนไว้จนกว่าจะได้รับเบาะแสของซอนอึนซูเสียก่อน ทว่ายิ่งคิมแจยองโกรธมากเท่าไหร่ ตัวของยูยอนฮาก็ยิ่งบิดเบี้ยวในท่าประหลาดคล้ายเกิดอาการชักหนักขึ้นเท่านั้น

“ฮึก…อ่อก! เร…ค่อก!”

ยูยอนฮาที่โดนสกิลควบคุมจิตใจพยายามอ้าปากตอบ แต่ร่างกายกลับยังคงถูกบิดจนไม่อาจสื่อสารได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ คิมแจยองร้อนใจและก้าวเท้าเข้าหาเพื่อจะกระชากคอเสื้อ

[ราชาหนุ่มเอ๋ย สงบใจลงหน่อยเถิด อารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้ใช่ว่าจะควบคุมจิตใจได้ผล ตรงกันข้ามแล้ว…]

ในขณะที่อาโรกันเชียกำลังแนะนำคิมแจยองอยู่นั้น จู่ๆ ร่างของยูยอนฮาก็ระเบิดออกอย่างกะทันหัน เลือดและเศษเนื้อกระจายไปทั่วห้องทดลองวิทยาศาสตร์จนเปรอะมาจนถึงใบหน้าและร่างกายของคิมแจยอง

“…เวรเอ๊ย”

คิมแจยองสบถคำหยาบออกมา อาโรกันเชียถึงกับพึมพำออกมาอย่างประหลาดใจ

[เจ้าเป็นมนุษย์ที่รู้จักสบถคำหยาบกับเขาด้วยหรือนี่]

สกิลของราชาแห่งความเย่อหยิ่งล้วนมีบ่อเกิดจากจิตใจที่แกร่งกล้าทั้งสิ้น มันจึงจัดว่าเป็นความสามารถที่ยากเกินไปสำหรับคิมแจยองที่ยังดูดกลืนพลังของอาโรกันเชียมาได้ไม่เท่าไหร่ การที่คิมแจยองใช้สกิลได้อย่างไร้ข้อจำกัดมาตลอดจนถึงตอนนี้เป็นเพราะเขารักษาความสงบของจิตใจไว้ได้โดยปราศจากความแปรปรวนทางอารมณ์ และมันก็เป็นไปตามคาดจริงๆ คิมแจยองมักจะแสดงปฏิกิริยารุนแรงก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคู่ของตัวเอง อาโรกันเชียยกยิ้มมุมปากก่อนลอบหัวเราะในใจ

คิมแจยองหันหลังกลับและกำลังจะออกไปตามหาซอนอึนซู แต่กลับรู้สึกได้ถึงการมาของใครบางคน และเมื่อกระชากเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ออก เขาก็พบกับโคฮเยจูที่กำลังแอบส่องเข้ามาด้านใน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเขินๆ

“…สะ…สวัสดีค่ะ”

คิมแจยองเดินผ่านอีกฝ่ายโดยไม่ตอบรับคำใดๆ ก่อนจะรีบร้อนออกจากตึกแล้วหันมองไปรอบๆ

ไปทางไหนนะ ต้องไปไหน…ควรไปที่ไหนดี

นอกเหนือจากบริเวณใกล้เคียงโรงอาหาร ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด คิมแจยองสับสนและหัวเสียเพราะไม่รู้เลยว่าซอนอึนซูถูกจับไปโยนไว้ที่ไหน

และในตอนนั้นเองโคฮเยจูก็วิ่งตามมาด้านหลังพร้อมกับตะโกน

“พะ…พี่แจยอง ไม่สิ คุณแจยองคะ! ฉันเห็นค่ะ! ฉันรู้ว่าคนพวกนั้นไปทางไหน!”

โคฮเยจูกำลังจะเรียกคิมแจยองอย่างที่เคยเรียก แต่พอนึกถึงภาพน่าสยดสยองที่ตัวเองเพิ่งจะเป็นประจักษ์พยานไปเมื่อครู่ก็รีบเปลี่ยนคำเรียกอย่างรวดเร็ว

“ทีแรกฉันไม่รู้ว่าคนที่พวกมันเอาตัวไปคือรุ่นพี่ซอนอึนซู ฉันเห็นแค่ว่าคนอยู่ในถุงกระสอบค่ะ…อ้อ! เดี๋ยวฉันบอกทางให้ค่ะ อย่าใช้สกิลแปลกๆ นั่นกับฉันเชียวนะคะ! ฉันจะวิ่งให้สุดชีวิตเลยค่ะ!”

โคฮเยจูรีบพูดเสริมอย่างไวก่อนรีบออกวิ่งไปโดยที่คิมแจยองยังไม่ทันได้ตอบอะไรสักคำ คิมแจยองตามหลังโคฮเยจูไปติดๆ เมื่อพ้นจากบริเวณโรงอาหาร สัตว์ประหลาดก็พุ่งเข้าหาทีละตัวสองตัว โคฮเยจูหลบหลีกการโจมตีของพวกมันได้อย่างหวุดหวิดและยังคงมุ่งหน้าต่อไป โดยระหว่างทางก็คอยเหลียวมองด้านหลังไปด้วยเพื่อจะเช็กว่าคิมแจยองยังตามมาอยู่หรือเปล่า แต่แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นอีกฝ่ายฉีกกระชากสัตว์ประหลาดโดยอาศัยแค่การขยับมือเพียงครั้งเดียว

บ้าไปแล้ว นั่นใช่มนุษย์แน่เหรอ!

โคฮเยจูรีบหันกลับมามองแค่ทางข้างหน้าพลางเร่งฝีเท้า ภาพที่เธอกำลังวิ่งนั้นมองดูแล้วเหมือนกำลังพยายามหนีให้พ้นจากสัตว์ประหลาดที่ตามหลังอยู่

“แฮ่ก…แฮ่ก…เหมือนจะเป็นแถวนี้นะคะ…”

โคฮเยจูหยุดยืนพักพลางหอบหายใจหนักตรงจุดแยกขยะติดถนนใหญ่หลังโรงเรียน คิมแจยองเดินเข้าไปในลานแยกขยะโดยไม่หยุดพักและไม่มีอาการหอบสักนิด ทันทีที่ก้าวเข้าไปเท้าก็เตะถูกอะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่ม หัวใจเขาพลันเต้นกระหน่ำ ใต้ฝ่าเท้าเขาคือคังด็อกโฮที่กลายเป็นศพเย็นยะเยียบ

“เขาเพิ่งตายได้ไม่นานค่ะ”

โคฮเยจูพูดพลางใช้เท้าแตะร่างของคังด็อกโฮ สัมผัสจากเท้าทำให้รู้ว่ายังไม่เกิดภาวะแข็งเกร็งหลังตาย ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่ซอนอึนซูจะอยู่แถวนี้เหมือนกัน คิมแจยองคุ้ยถุงขยะที่กองทับถมกันราวภูเขาอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นรุนแรงที่ทิ่มแทงจมูกก็ไม่อาจทำให้เขาลังเล โคฮเยจูลอบมองท่าทีของคิมแจยอง ก่อนจะวางธนูทดกำลังที่ถืออยู่ลงแล้วเริ่มค้นขยะกองข้างๆ อย่างกระตือรือร้น

ถ้าทำตัวไร้ประโยชน์ เดี๋ยวก็ได้โดนฆ่าทิ้งกันพอดี

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของโคฮเยจูกำลังบอกแบบนี้ เธอรู้สึกได้ว่าหนอนแมลงวันกำลังไต่ขึ้นมาตามนิ้วมือ โคฮเยจูอดกลั้นความคลื่นไส้ไว้เต็มที่พลางยื่นมือเข้าไปในกองขยะ

ไม่นานนักคิมแจยองก็หยุดทุกอย่าง เขาหันมองไปรอบๆ จากนั้นเดินออกไปที่ถนนใหญ่แล้วตะโกน

“อึนซู ซอนอึนซู…!”

คิมแจยองร้องเรียกซอนอึนซูอย่างสิ้นหวังเหมือนเด็กน้อยที่หาพ่อแม่ไม่เจอ สัตว์ประหลาดกรูกันเข้าไปรุมล้อม โคฮเยจูไม่สามารถพาตัวเองกระโจนเข้าไปกลางวงด้วยได้จึงเช็ดมือที่เลอะกับเสื้อก่อนทรุดตัวลงนั่งข้างศพคังด็อกโฮ

“จะรักใครทั้งทีก็รักซะน่ากลัวเลยแฮะ…”

โคฮเยจูตัวสั่นระริก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ไม่นานมานี้ที่เธอทำท่าทีรุกจีบคิมแจยองแล้วก็รู้สึกขนลุกซู่ ถ้าตอนนั้นเป้าหมายการจีบไม่ใช่คิมแจยองแต่เป็นซอนอึนซูล่ะก็ เธอน่าจะตายแบบไร้ร่องรอยชนิดที่ว่าแม้แต่นกหรือหนูก็คงไม่มีทางเห็นศพเธอ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนเราจะดูกันแค่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ โคฮเยจูตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนสเป็กผู้ชายในฝันที่ยึดมั่นมาตลอดสิบแปดปี

ครู่ใหญ่ให้หลังเมื่อคิมแจยองย้อนกลับมาพร้อมสีหน้ามึนงง โคฮเยจูจึงลุกพรวดออกไป

“หาไม่เจอเหรอคะ”

“…”

“อะ…ไอ้พวกอาชญากร! มันคือพวกที่โรงอาหารสินะคะ ไปถามกันเถอะค่ะว่าเอารุ่นพี่ไปทิ้งไว้ที่ไหน!”

โคฮเยจูตะโกนแบบเกินจริงยังไม่ทันขาดคำ คิมแจยองก็หมุนตัวออกเดินทันที โคฮเยจูกำลังจะตามไป แต่แล้วก็ยกตัวคังด็อกโฮที่นอนแน่นิ่งบนพื้นขึ้นมาเบาๆ

พวกนั้นคงต้องปฏิเสธเพื่อเอาตัวรอดอยู่แล้ว ควรต้องเอาหลักฐานติดไปด้วยสักชิ้น

โคฮเยจูจับคังด็อกโฮพาดขึ้นบ่าแล้วรีบวิ่งแจ้นตามหลังคิมแจยองไป

 

[System]

โคฮเยจู

อายุ : 18

เพศ : หญิง

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ผู้สืบสายโลหิตแห่งจูมง* Lv.1]

 

ทันทีที่คิมแจยองมาถึงหน้าโรงอาหาร เขาก็จับนักเรียนชายที่ยืนเฝ้าอยู่ขึ้นเหวี่ยง ประตูกระจกแตกละเอียดพร้อมเสียงเพล้ง นักเรียนชายกลิ้งไปบนพื้นโดยมีเศษกระจกบาดทั่วร่าง ท่ามกลางความโกลาหลผู้คนต่างวิ่งโร่มามุง พอพวกที่เข้ามาหาด้วยความยินดียามได้พบคิมแจยองเห็นนักเรียนชายบนพื้นและประตูกระจกที่พังเสียหายก็พากันหยุดชะงัก ผู้ตื่นรู้ทั้งหลายที่จับซอนอึนซูยัดกระสอบแล้วเอาไปทิ้งลอบส่งสายตากันอย่างมีนัย

“แจยอง นี่มันเรื่องอะไร ค่อก!”

หนึ่งในผู้ตื่นรู้เดินเข้าไปหาโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องใดๆ และจงใจทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่คิมแจยองกลับเอื้อมมือออกไปคว้าตัวเขาไว้ด้วยแรงมหาศาล พริบตาเดียวที่ผู้ตื่นรู้ซึ่งร่างอ่อนปวกเปียกถูกเหวี่ยงลงพื้น เสียงกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่ว

“ทำบ้าอะไรครับเนี่ย!”

อีฮยอนอูที่เพิ่งมาถึงหน้าซีดพลางตะโกนลั่น ทว่าวินาทีที่สบตากับคิมแจยองเขาก็พูดต่อไม่ออก ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาแดงก่ำเหมือนเด็กน้อยที่กำลังข่มกลั้นความเศร้า บรรยากาศจึงต่างออกไปและไม่ได้น่าหวาดหวั่นเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องวุ่นวาย เพียงชั่วครู่ที่อีฮยอนอูชะงักนิ่ง คิมแจยองก็ใช้สกิลควบคุมจิตใจกับทุกคนในโรงอาหาร

“อึนซูอยู่ไหน”

ร่างกายของทุกคนในโรงอาหารเริ่มบิดเบี้ยว

[ขืนเป็นแบบนี้พวกมันคงได้ตายกันหมดก่อนจะได้ฟังคำตอบ]

สีหน้าคิมแจยองขึ้งเครียดเมื่อได้ยินสิ่งที่อาโรกันเชียพูด พอเขาคลายสกิลควบคุมจิตใจ ทุกคนก็ร่วงลงกับพื้นและนอนตัวสั่น ต่างคนต่างหอบหายใจอย่างทรมานพร้อมใบหน้าซีดเผือดราวกับไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น

“อึนซู อยู่ที่ไหน”

“…”

“พูด!”

คิมแจยองพุ่งเข้าหาผู้ตื่นรู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วปล่อยหมัดออกไป เขาเพิ่งเคยหุนหันพลันแล่นและแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรงขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ความโกรธที่เกินควบคุมเดือดพล่านอยู่ภายใน เขาหอบหายใจหนักและปล่อยหมัดอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ผู้ที่มองใบหน้ามนุษย์ถูกบดขยี้เริ่มส่งเสียงและทำท่าคล้ายจะขย้อนอาเจียน

ในตอนนั้นเองโคฮเยจูก็เหยียบเศษประตูกระจกเข้ามาด้านในโรงอาหารแล้ววางคังด็อกโฮที่กลายเป็นศพเย็นยะเยียบลงตรงจุดที่ทุกคนมองเห็น อีฮยอนอูพลันสูดหายใจเฮือกใหญ่

“คะ…คังด็อกโฮ?”

สมองที่ว่างเปล่าขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก อีฮยอนอูทำได้เพียงแค่ใช้มือที่สั่นเทาทาบลงบนพื้นก่อนคลานเข้าไปใกล้คังด็อกโฮ ทันทีที่สัมผัสใบหน้า ไอเย็นเฉียบก็แล่นขึ้นมาตามปลายนิ้ว

“อึก…”

เพื่อนรักที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็กได้ตายจากไปแล้ว เพื่อนที่ทั้งจิตใจดีอย่างกับคนโง่และซื่อตรงจนมีมุมที่น่าหงุดหงิด ไม่นานมานี้พวกเขาเพิ่งมีเรื่องผิดใจกันเพราะคิดเห็นคนละทาง หลังจากมีปากเสียงกันต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรอีก เขาไม่นึกเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูดคุยกัน อีฮยอนอูคว้าตัวคังด็อกโฮไว้พลางสะอื้นไห้

“ใครเป็นคนฆ่าคังด็อกโฮแล้วจับรุ่นพี่ซอนอึนซูใส่กระสอบคะ ถ้ายังไม่อยากตายก็รีบบอกมาซะ เร็วเข้าสิ!”

โคฮเยจูลอบสังเกตสีหน้าคิมแจยองก่อนจะตะโกนลั่น เหล่าผู้ตื่นรู้ที่คว่ำหน้าอยู่กับพื้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่างพากันแย่งตอบจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนพูด

“ตะ…ตรงหน้าจุดแยกขยะติดถะ…ถนนใหญ่…”

“ตรงนั้น…มะ…มีสัตว์ประหลาดเยอะมาก”

“พวกเราก็ไม่ได้อยากทำนะ! แต่…ยูยอนฮาสั่งมา…”

ยูยอนฮาสั่งให้ทำ…แล้วทำไมต้องทำด้วยล่ะ

คำถามผุดขึ้นมาในใจพวกที่ร่วมมือกันก่อการ ทุกคนเป็นนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่เติบโตมาแบบปกติ ใจดีพอประมาณและเห็นแก่ตัวพอประมาณเช่นกัน ซอนอึนซูเป็นนักเลงชื่อกระฉ่อนในโรงเรียนก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่เคยเดือดร้อนเพราะอีกฝ่ายเลย แถมยังไม่ได้คลุกคลีกันมากพอที่จะเกลียดชังกันด้วยซ้ำ แต่แล้วทำไมถึงได้จงเกลียดจงชังซอนอึนซูขนาดนั้นกัน

“อึนซูไม่ได้อยู่ที่นั่น ฉันให้พูดใหม่ อึนซูอยู่ไหน”

“พะ…พวกเราวางไว้ตรงนั้นจะ…ค่อก!”

เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ คิมแจยองก็ยกมือขึ้นสะบัดโดยไม่ลังเล ทั้งที่ทุกคนเป็นผู้ตื่นรู้เสียเปล่า แต่กลับล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ส่วนผู้ที่ไม่ได้ตื่นรู้ พอเห็นภาพนั้นก็พากันฉี่ราดและหมดสติไป แม้แต่โคฮเยจูยังถึงกับส่งเสียงครางในลำคอพร้อมกับหันหน้าหนี

อย่านะ อย่ามองฉันนะยะ…!

นัมจินซูผู้เป็นต้นเหตุให้คังด็อกโฮสิ้นลมยืนห่างออกมาจากคนเหล่านั้น เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะถ้าคิมแจยองรู้ว่าเขาอยู่กับพวกผู้ตื่นรู้มีหวังคงได้ตายแน่นอน ภายในกางเกงเริ่มเปียกชื้น นัมจินซูหลับตาลงแล้วขดตัวเป็นก้อน

ปั้ก!

“อ่อก!”

นัมจินซูยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องก็หมดสติทั้งที่ยังอยู่ในท่าขดตัว ทว่านั่นกลับเป็นฝีมือของอีฮยอนอู

“ไหนบอกว่าออกไปลาดตระเวนไง ไอ้ชาติหมา!”

เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี้เองที่คังด็อกโฮตั้งท่าจะตามพวกผู้ตื่นรู้ออกไปตรวจตราบริเวณรอบๆ อีฮยอนอูออกปากห้ามเพราะกังวลว่าจะเกิดอันตราย เขายังจำสีหน้าไม่พอใจของคังด็อกโฮยามมองพวกนั้นหายไปจากสายตาได้ชัดเจนอยู่เลย อีฮยอนอูชูหมัดขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าเปรอะน้ำมูกและน้ำตาเลอะเทอะไปหมด

นี่มันหนังสยองขวัญชัดๆ…

โคฮเยจูอยากรีบกลับไปที่ห้องชมรมเหลือเกิน ไหนจะคิมแจยองที่ไล่สังหารคน ไม่เพียงแต่ผู้ตื่นรู้ที่สมรู้ร่วมคิดกันเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเขาก็ยังสังหารโดยไม่เลือกหน้า ไหนจะอีฮยอนอูที่ยังคงกระหน่ำรัวหมัดใส่นัมจินซูที่ตายไปแล้วอีก ภายในโรงอาหารนี้มีแต่ความโกลาหล โคฮเยจูก้าวถอยหลังเพื่อหาจังหวะแอบหนี

ทันใดนั้นคิมแจยองที่กำลังเอื้อมมือไปหาโอฮันบิทก็หยุดชะงัก

[อะแฮ่ม! ถ้าจะตามหาซอนอึนซูหรือเจ้าวีรบุรุษผู้อ่อนแอนั่น ข้าช่วยเจ้าได้นะ]

“…ช่วยยังไง”

อาโรกันเชียเฝ้ารอจังหวะให้สภาพจิตใจของคิมแจยองดิ่งลงถึงขีดสุด เมื่อความโกรธเกรี้ยวและความรู้สึกสูญเสียเดือดพล่านอยู่ภายในใจจนไม่สามารถคิดอ่านได้ตามปกติ อาโรกันเชียก็เอ่ยทักขึ้นมา และคิมแจยองก็ตอบรับมันเป็นครั้งแรกด้วยใจที่อยากไขว่คว้าความหวังไว้แม้จะเป็นเสียงกระซิบของปีศาจ

[พื้นที่ที่ไปดูมาเมื่อครู่ไม่มีทั้งคราบเลือดสดใหม่และชิ้นส่วนมนุษย์ บีสต์ของอาวารีตาทั้งดุร้ายและไร้อารยธรรม นิสัยพวกมันชอบกินเหยื่อด้วยการฉีกทึ้ง การไม่มีร่องรอยใดๆ คือหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เขาผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง]

อึนซูยังมีชีวิตอยู่…

คิมแจยองกลืนความรู้สึกเอ่อล้นในลำคอที่อธิบายไม่ได้ลงไป

[เจ้ายังแบกรับพลังของข้าได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นลองสืบหาโดยใช้ประโยชน์จากมนุษย์ที่รู้จักใบหน้าของเขาผู้นั้นดูเถิด]

เมื่อได้ฟังคำแนะนำของอาโรกันเชียที่ให้ใช้ประโยชน์จากใครก็ตามที่รู้จักหน้าตาของซอนอึนซู คิมแจยองก็ชักมือที่ยื่นไปหาโอฮันบิทซึ่งกำลังตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวกลับมาแล้วหันมองไปรอบๆ สายตาเขาสบเข้ากับสายตาของโคฮเยจูที่กำลังเดินถอยหลังออกไปจากโรงอาหาร โคฮเยจูสะดุ้งตกใจและหยุดยืนนิ่ง จากนั้นเขาก็สบตากับอีฮยอนอู ตามด้วยโอฮันบิทเป็นคนสุดท้าย…

ผู้รอดชีวิตในโรงอาหารเหลือทั้งสิ้นเพียงแค่สามคน

[จงทาบมือลงบนหัวใจมนุษย์แล้วประทับตราที่ปรากฏในห้วงความคิดลงไป จากนั้นก็จงใช้พลังในการควบคุมจิตใจบังคับให้อีกฝ่ายยินยอมเสีย นี่คือการทำพันธสัญญาที่จะมีผลจนกว่าชีวิตจะหาไม่]

คิมแจยองฉีกเสื้อของโอฮันบิทตามที่อาโรกันเชียสั่ง เขาวางฝ่ามือทาบลงไปบริเวณหัวใจพร้อมประทับตราสัญลักษณ์ประหลาดที่ปรากฏขึ้นในหัว โอฮันบิทที่ตกอยู่ภายใต้สกิลควบคุมจิตใจตอบรับและยินยอมในสัญญา ตรานั้นเปล่งแสงสีแดงออกมาก่อนจะจางหายไปกับความมืด เมื่อปลดสกิลควบคุมจิตใจออก โอฮันบิทก็มองตราที่ถูกประทับไว้บนอกสลับกับใบหน้าของคิมแจยองพลางปากอ้าค้างเหมือนคนทึ่ม

คิมแจยองเดินไปหาอีฮยอนอู อีฮยอนอูพยายามขัดขืน แต่แล้วก็ถูกควบคุมจิตใจไว้ได้ ตราสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของอีฮยอนอูเหมือนกับของโอฮันบิท อีฮยอนอูเองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างไม่คิดปิดบังเช่นกัน

“ฉะ…ฉันด้วยเหรอ”

เมื่อเห็นคิมแจยองเดินเข้ามาใกล้ โคฮเยจูก็ถามหน้าตาตื่น และก่อนที่คิมแจยองจะทันก้าวเท้าไปหา โคฮเยจูก็วิ่งแจ้นไปยืนตรงหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับรั้งคอเสื้อยืดลงมา หลังจากถูกประทับตราสัญลักษณ์ลงไป เธอก็เบิกตากว้างก่อนกะพริบปริบๆ

เพียงพริบตาเดียวทุกคนก็ตกเป็นทาสของราชา พวกเขาต่างกำลังเผชิญหน้ากับภาวะตื่นตระหนก หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงเพราะความกลัวจากก้นบึ้งของสัญชาตญาณ มันต่างจากความกลัวที่เพิ่งรู้สึกไปเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง พวกเขาต้องเชื่อฟังองค์ราชา วินาทีที่คิดขัดขืนดวงวิญญาณจะถูกบดขยี้จนแหลกสลายและต้องดิ้นรนด้วยความทรมานต่อให้จะตายไปแล้วก็ตาม นั่นคือเสียงเตือนที่ดังก้องอยู่ในหัวของพวกเขา

[วะฮ่าๆๆ! ดูสีหน้าโง่เง่าของพวกมันสิ!]

“…จากนี้ต้องทำอะไรต่อ”

[เมื่อครู่มีเสียงมนุษย์ดังมาจากหลังประตูตรงนั้น]

พอเปิดประตูโรงอาหารบุคลากรเข้าไป คิมแจยองก็เห็นฮวังซูยอนที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนากับคุณป้าคิมบกซุนที่ตัวสั่นเทิ้มขณะกอดฮวังซูยอนเอาไว้

[โอ้! หญิงนางนั้นคือมนุษย์ที่เคยใช้พลังน่าสะอิดสะเอียนนั่นไม่ใช่หรือ เริ่มจากนางก่อนเลย เปลี่ยนนางให้เป็นทาสเสีย]

คิมแจยองกระชากเชือกและสายยางที่มัดฮวังซูยอนจนขาดแล้วประทับตราแบบเดียวกันลงไป แม้ฮวังซูยอนจะหลุดจากสกิลควบคุมจิตใจแล้ว แต่เธอก็ยังคงมองคิมแจยองด้วยสายตาว่างเปล่าพลางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน คิมแจยองตั้งใจจะประทับตราคุณป้าคิมบกซุนด้วยอีกคน ทว่าเขากลับต้องขมวดคิ้วแล้วเก็บมือกลับมา

“ไม่ไหว”

[เฮอะ อ่อนแอเสียจริง]

คิมแจยองหันหลังกลับอย่างไม่ลังเลและเดินออกจากโรงอาหารบุคลากรมาโดยมีฮวังซูยอนเดินตามหลัง คุณป้าคิมบกซุนคว้าตัวเธอไว้ แต่เธอส่ายหน้าพร้อมดึงแขนออกจากการเกาะกุม

หลังจากออกมาด้านนอก คิมแจยองก็ประจันหน้ากับทาสทั้งสี่ก่อนออกคำสั่ง

“ตามหาอึนซูซะ”

ทันทีที่เอ่ยปาก ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามขององค์ราชาจนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

“เอ่อ…นายท่าน เฮ้ย บ้าไปแล้ว ปากมันพูดไปเองอะ…นายท่านอะไรกัน เกินไปแล้วนะ ขอเรียกว่าหัวหน้าหรืออะไรทำนองนั้นแทนไม่ได้เหรอคะ”

“ตามใจ”

“ค่ะหัวหน้า”

นายท่านเนี่ยนะ อยู่ยุคกลางหรือไง…

โคฮเยจูที่ประเมินสถานการณ์ได้ไวสุดรีบเปลี่ยนคำเรียกขาน คิมแจยองไม่ได้สนใจสักนิดว่าใครจะเรียกเขาว่ายังไง ขอเพียงแค่หาซอนอึนซูพบได้เป็นพอ

“…อันดับแรกเริ่มจากแบ่งพื้นที่รอบๆ บริเวณนี้แล้วลองไปหากันก่อนเถอะครับ”

“ถ้าเป็นหัวหน้าก็ว่าไปอย่าง แต่พวกเราน่ะคงแยกกันไปคนเดียวไม่ได้หรอก ฉันว่าเราแบ่งกันเป็นทีมละสองคนดีไหมคะ”

โคฮเยจูพูดพลางตีเนียนคล้องแขนฮวังซูยอน ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถด้านการฟื้นฟูระดับสุดยอดที่ใครต่อใครพูดถึงกันต้องเป็นคนคนนี้แน่ๆ โคฮเยจูสบตาฮวังซูยอนพลางยิ้มแป้น เห็นได้ชัดว่าเธอตั้งใจจะประจบประแจง ฮวังซูยอนจ้องโคฮเยจูอย่างเหม่อลอยก่อนพึมพำเสียงเบาโดยที่ไม่มีใครได้ยิน

“โซมัง…?”

[…ว่าแต่เจ้านั่นตายไปนานแค่ไหนแล้ว]

อาโรกันเชียถามขณะมองสำรวจร่างของคังด็อกโฮอย่างสนอกสนใจ นั่นเป็นศพเพียงหนึ่งเดียวในโรงอาหารที่ยังคงสภาพไว้ได้ดี คิมแจยองเดินตรงเข้าไปหาคังด็อกโฮ พอจับไปตามส่วนต่างๆ ก็พบว่ากล้ามเนื้อยังไม่แข็งเกร็ง

[โอ้ ถือว่าใช้ได้อยู่ อยากลองสร้างอควาดูหรือไม่ คิดเสียว่าเป็นการทดลอง อควานั้นต่างจากทาสมนุษย์ มันคือเผ่าพันธุ์ชั้นสูงที่ทั้งสง่างามและทรงพลัง แม้ตอนนี้โอกาสล้มเหลวจะยังสูง แต่หากทำสำเร็จมันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตามหาคู่ของเจ้า]

อาโรกันเชียสนใจการตามหาซอนอึนซูเสียที่ไหน เขาสนใจแค่การเสริมสร้างพลังให้คิมแจยองและเพิ่มจำนวนกองกำลังให้มากขึ้นเพื่อแก้แค้นอาวารีตากับวอยด์ต่างหาก แต่เขาปกปิดเจตนาที่แท้จริงไว้ แสร้งทำเหมือนทุกประการคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อค้นหาซอนอึนซู

คิมแจยองดึงพลังของอาโรกันเชียออกมา จากนั้นก็กางม่านพลังคลุมทั่วทั้งร่างของคังด็อกโฮ

 

“แค่ก!”

ณ เวลาเดียวกันซอนอึนซูที่หมดสติไปนานก็ตื่นพร้อมกับแรงกระแทกหนักหน่วงที่หน้าท้อง แรงนั้นทำเอาหลุดเสียงไอค่อกแค่กออกมา น้ำตาไหลพราก ไอ้เวรพวกนี้ยังรุมอัดเขาอยู่อีกเหรอ ตั้งสติไม่ได้เลยแฮะ ซอนอึนซูกุมท้องตัวเอง คร่ำครวญพลางลืมตาขึ้นช้าๆ ใบหน้าทึ่มทื่อกะพริบตาปริบๆ

“ฟิ้ววว! ฉันเป็นเครื่องบิน!”

“งั้นฉันก็เป็นคิงคอง! ตึง! ตึง! ตึง!”

เด็กอายุราวห้าหรือหกขวบสองคนกำลังกลิ้งไปมา ฟัดเหวี่ยงกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ ซอนอึนซูลูบหน้าท้องที่ยังคงเจ็บอยู่

โคตรจะเกลียดเด็กเล็กๆ เลยแม่ง…

 

[System]

ฮวังซูยอน

อายุ : 19

เพศ : หญิง

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [Heroes never die Lv.1]

 

[System]

โอฮันบิท

อายุ : 17

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : เป็นกลาง

ฉายา : ไม่มี

สกิล : [ฮันบิท วิ่งดิฮันบิท Lv.1]

 

* กิมจิ คืออาหารประจำชาติและเครื่องเคียงยอดนิยมของเกาหลี โดยนำผักหรืออาหารทะเลมาหมักกับเกลือ พริกป่นเกาหลี กระเทียม ขิง ต้นหอม เป็นต้น

** นักรบกิมจิ คือคำที่มีที่มาจากแอนิเมชั่นเกาหลีที่ทำขึ้นเพื่อโฆษณากิมจิและวัฒนธรรมเกาหลี แต่เนื่องจากเนื้อหามีความยัดเยียดจนเกินไป จึงกลายเป็นมีมล้อเลียนสำหรับคนที่ภูมิใจหรือรักในความเป็นเกาหลีจนเกินไป

* รามยอน คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสไตล์เกาหลีที่นิยมรับประทานอย่างแพร่หลาย มีลักษณะเด่นคือเส้นหนา หยัก เหนียวนุ่ม น้ำซุปมักมีรสเผ็ดจัดจ้าน มักเพิ่มเครื่องเคียง เช่น ไข่ ผัก สาหร่าย หรือกิมจิ

* จูมง คือปฐมกษัตริย์และผู้สถาปนาอาณาจักรโคกูรยอ หนึ่งในสามอาณาจักรโบราณของเกาหลี เป็นที่เลื่องลือว่ามีความสามารถด้านการยิงธนูเป็นเลิศ

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน

Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

3 of 3หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79

บทที่ 78 รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81

บทที่ 80 ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทาง...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 82-83

บทที่ 82 ไป๋เฉี่ยนเห็นสวีอิงอวดกล้ามแขนของตนเองก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายออกจะเป็นเด็กน้อยไปสักหน่อย แล้วก็รู้ว่าเจ้านายของตนไม่...

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 1.1-1.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 ผู้เขียน : matgam แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบ...

community.jamsai.com