X
    Categories: กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้นทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 115-116

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 115

เฟิ่งหลีอู๋เดิมคิดอยู่ว่าเจียงซิ่วรุ่นจะต้องกังวล หรืออาจจะร้องขอความเมตตาจากเขาอย่างโจรใจหวาดเป็นแน่

ใครจะคิดว่าเขายังไม่ทันได้เกิดโทสะเลยด้วยซ้ำ นางกลับร้องไห้ออกมาอย่างรู้สึกไม่เป็นธรรมเสียแล้ว

เรื่องอื่นๆ เขาไม่มีทางทะเลาะกับนาง การวางแผนนิดๆ หน่อยๆ อย่างเจ้าเล่ห์พวกนั้นเขาก็สามารถลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งได้เช่นกัน แต่เรื่องวางแผนหลบหนีกลับแคว้นบ้านเกิดนี้จะให้เขามองข้ามได้อย่างไร

มองเห็นอยู่ว่าหลังจากนางร่ำไห้สะอึกสะอื้นแล้วก็ไม่พูดอันใดอีก เอาแต่หลั่งน้ำตาอาบสองแก้ม

เฟิ่งหลีอู๋ตัดใจไม่มองดู เพียงหันใบหน้าอันหล่อเหลาบึ้งตึงมองผิวทะเลสาบนอกหน้าต่าง จากนั้นกล่าวเสียงเคร่งเครียดว่า “หากเจ้าไม่ยอมรับก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรคนของกองราชทัณฑ์ก็สามารถถามจนได้ความจากปากของพี่ชายเจ้าอยู่ดี ออกไปเถอะ!”

เสียงเขายังไม่ทันขาดหาย ก็ได้ยินเสียงดังตึงๆ สองครา เจียงซิ่วรุ่นหมอบกราบลงกับพื้น โขกศีรษะให้กับรัชทายาทอย่างนอบน้อมสองครั้ง จากนั้นพูดคอแข็งว่า “รัชทายาททรงเห็นกระจ่างแม้ขนอ่อนในฤดูใบไม้ร่วง* เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยนี้ของหม่อมฉันจะหลบหนีเนตรทิพย์ของรัชทายาทได้อย่างไรเพคะ เรื่องนี้ล้วนเป็นแผนการของซิ่วรุ่นเพียงคนเดียว พี่ชายหม่อมฉันไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ มิสู้ให้หม่อมฉันไปที่กองราชทัณฑ์เพื่อรับโทษเองเถิด เพียงขอให้รัชทายาททรงปล่อยพี่ชายหม่อมฉันไปเท่านั้นเพคะ”

นางกลับยอมรับแล้วอย่างสัตย์ซื่อ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในใจเฟิ่งหลีอู๋ยังคงไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

เขายังคงปั้นหน้าบึ้งตึงต่อไปขณะพูดว่า “เจ้าสมคบคิดกับขุนนางเก่าแคว้นปอตั้งแต่เมื่อใด เดิมวางแผนจะลอบหลบหนีอย่างไร”

เจียงซิ่วรุ่นก้มหน้ากล่าวว่า “เป็นเรื่องเก่าเมื่อนานมาแล้วเพคะ ต่อมาฝ่าบาททรงดูแลพวกเราพี่น้องด้วยความเอื้อเฟื้อจริงใจ จึงได้ลืมไปตั้งนานแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาถึงกับมาในเวลานี้…”

ตามความเห็นของเฟิ่งหลีอู๋ ในเมื่อให้นางได้รู้แล้วว่าการสมคบคิดเล็กน้อยของนางปิดบังเขาไม่ได้ ก็น่าจะพอได้แล้ว อีกทั้งก็เหมือนดังที่นางกล่าว คือน่าจะเป็นเพราะนางนึกเสียใจถึงได้อ้างว่าฝันร้ายแล้วให้เขาส่งคนไปดูแลพี่ชายของนาง

นี่ทั้งหลั่งน้ำตาทั้งโขกศีรษะ ทำให้เขาดูแล้วอึดอัดใจอย่างไร้สาเหตุ

ด้วยเหตุนี้เฟิ่งหลีอู๋จึงยื่นแขนออกไปดึงเจียงซิ่วรุ่นขึ้นมา กล่าวเสียงอ่อนลง “เห็นแก่ที่เจ้าสำนึกผิดกลับใจทันเวลา ครั้งนี้จะละเว้นให้เจ้าชั่วคราว หากครั้งหน้าทำผิดอีกจะไม่ยกโทษให้เจ้ากับพี่ชายเจ้าอย่างง่ายดายแล้ว! การสั่งสอนครั้งนี้คงจำได้แล้วสินะ”

คราบน้ำตาบนใบหน้าของเจียงซิ่วรุ่นยังไม่แห้ง แต่ก็ไม่หลั่งน้ำตาอีกแล้ว นางเพียงหลุบขนตายาวลงเพื่อปกปิดความเย็นชาที่ฉาบฉายอยู่ในดวงตาขณะพูดว่า “ย่อมจดจำไว้ในใจแน่นอน ไม่กล้าลืมอีกแล้วเพคะ”

อันที่จริงเรื่องที่เฟิ่งหลีอู๋สงสัยนางไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใดเลย

เป็นเพราะช่วงนี้นางย่ามใจเกินไปจนหลงลืมสถานะของตนเองไปแล้ว มีฐานะเป็นตัวประกัน อยู่ในเมืองลั่วอันแท้จริงก็คือการถูกขังอย่างไร้สภาพนักโทษให้เห็นเท่านั้นเอง จะคู่ควรกับการเพ้อฝันถึงการได้รับความเชื่อใจอย่างสมบูรณ์ของรัชทายาทได้อย่างไร

วันนี้ไม้กระบองที่ฟาดมาทีเผลอนี้ช่างมาได้ทันเวลา ครั้งเดียวก็ทำให้นางสะดุ้งตื่น เลี่ยงไม่ให้นางต้องเคลิบเคลิ้มไปกับความอ่อนโยนที่เฟิ่งหลีอู๋สร้างขึ้นมาจนตายโดยไม่รู้ตัว

ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็กินอาหารร่วมกันเหมือนเช่นปกติ

เจียงซิ่วรุ่นไม่ค่อยกินอะไร เพียงคีบกับข้าวเติมน้ำแกงให้เฟิ่งหลีอู๋เงียบๆ เท่านั้น

เฟิ่งหลีอู๋กลับเคยชินกับการเอาใจใส่อย่างกระตือรือร้นของนางแล้ว หลังจากกินข้าวหมดไปชามหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติมาก พอเห็นท่าทางอึดอัดค่อนข้างไม่มีความสุขของนาง ก็นึกว่านางกำลังกังวลถึงเจียงจือพี่ชายนาง จึงพูดว่า “วางใจเถอะ หลังจากกองราชทัณฑ์สอบถามไปตามปกติแล้วก็จะปล่อยพี่ชายเจ้ากลับบ้านแน่นอน ไม่มีทางทำให้ผมของเขาหายไปแม้แต่เส้นเดียวแน่”

เจียงซิ่วรุ่นขอบคุณรัชทายาท จากนั้นก็พูดต่อว่าจะไปตรวจสอบภาพร่างแผนการสร้างคลองส่งน้ำตามสัญญาจ้างใหม่ของกองการเกษตร เป็นการปฏิเสธความต้องการของรัชทายาทที่จะให้นางค้างคืนอยู่ในเรือนนอนอย่างอ้อมๆ แล้วก็กลับไปที่ห้องหนังสือของตนเอง

 

เพียงแต่เมื่อเจียงซิ่วรุ่นนั่งอยู่ในห้องหนังสือแล้วก็เอาแต่มองดูแสงไฟเต้นระริกไหว ไม่มองดูภาพร่างตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

นางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับไปที่ห้องนอนของตนเอง หยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งออกมาจากกล่องใบเล็ก ปิ่นปักผมอันนี้คือของที่สหายเก่าแคว้นปอจีอู๋เจียง…อัจฉริยะจี…มอบให้เป็นของขวัญ

จีอู๋เจียงแม้กลับคืนสู่ราชสำนักแคว้นปอแล้ว แต่กิจการทั้งหมดของเขาที่กระจายอยู่ภายนอกยังคงมี โดยเฉพาะในเมืองลั่วอันมีร้านค้าที่จีอู๋เจียงเปิดขึ้นอย่างลับๆ ด้วยเช่นกัน

ก่อนที่นางจะไปร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึก เขาเคยให้ปิ่นอันนี้กับนาง และแจ้งชื่อร้านที่สามารถติดต่อส่งข่าวสารได้ ขอเพียงนางถือปิ่นนี้ไปหา จะสามารถเป็นตัวแทนส่งจดหมายให้ได้

ก่อนหน้านี้แม้นางจะถูกจีอู๋เจียงพูดกล่อมให้หวั่นไหวเพียงใด ที่ผ่านมากลับไร้การเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ ณ ขณะนี้นางไม่สามารถผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งที่สูงจนนางไม่อาจเอื้อมถึงได้แล้ว…

วันต่อมาตอนไปร่วมประชุมประจำเดือนที่ราชสำนัก ขุนนางทั้งหลายต่างต้องเข้าแถวเพื่อรอถวายฎีกาต่อฮ่องเต้

พวกหัวหน้ากองที่อยู่ห่างไกลความเจริญเหมือนอย่างเช่นกองการเกษตรของเจียงซิ่วรุ่นนี้ หากไม่ใช่เวลาประชุมใหญ่ ปกติไม่ต้องเข้าร่วมประชุมเช้า แต่เมื่อถึงเวลาประชุมใหญ่กลับจำเป็นต้องประจำอยู่ในตำแหน่ง ไม่อาจขาดไปได้แม้แต่เดือนเดียว

เนื่องจากเป็นการประชุมใหญ่ ก่อนจะเข้าประชุมเช้าล้วนต้องมีพิธีรีตองอันพิถีพิถัน เหล่าขุนนางที่มาก็ต้องมาให้เช้ากว่าปกติ

เมื่อเจียงซิ่วรุ่นลงมาจากรถม้า เหล่าขุนนางใหญ่ทุกคนล้วนเข้าแถวอยู่สองฟากข้าง ด้านข้างมีบ่าวรับใช้ถือคันฉ่องสำริดคอยติดตามเพื่อให้บรรดาใต้เท้าที่ยังสะลึมสะลือเพราะต้องตื่นมาแต่เช้าได้จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย

ขณะเดียวกันห้องครัวที่อยู่ระเบียงอีกด้านก็ส่งกลิ่นหอมของไข่พะโล้มาตั้งแต่เช้า

หม้อเหล็กบนเตาใหญ่ในห้องครัวกำลังต้มข้าวใหม่ ข้าวที่แช่ค้างคืนไว้จนเมล็ดข้าวพองผสมกับข้าวฟ่างต้มจนเหนียวข้น เหมาะสำหรับรองท้องยามเช้าตรู่ที่สุดแล้ว

นี่เรียกว่า ‘โจ๊กตามระเบียบ’ มีแค่ตอนประชุมใหญ่เท่านั้น

เหล่าขุนนางใหญ่ระดับสูงที่ปกติกินแต่อาหารหรูหราจนเคยชิน กลับต้องมาทนหิวโหยถึงหนึ่งชั่วยาม ทำให้อาหารเก่าในกระเพาะหายไปจนเกลี้ยงแล้ว ไข่พะโล้ที่เผ็ดหอมถูกปากแค่ฟองเดียวก็สามารถกินคู่กับโจ๊กได้ครึ่งชามแล้ว

เมื่อได้กลิ่นหอมนี้ เหล่าขุนนางทั้งกลุ่มล้วนรอให้การประชุมเช้าเสร็จจะได้รีบเลิกประชุมไปดื่มโจ๊กร้อนๆ สักชามหนึ่ง แล้วค่อยกลับไปยังที่ทำการของแต่ละคน

เจียงซิ่วรุ่นก็สูดๆ จมูกอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน เนื่องจากเมื่อวานไม่มีใจไปกินอาหารเย็น เช้านี้ก็ตื่นแต่เช้าตรู่อีก จึงหิวจนท้องร้องอยู่ตั้งนานแล้ว

เมื่อได้กลิ่นหอมของโจ๊กตามระเบียบนี้ นางจึงอดสูดดมไม่ได้ เมิ่งเซี่ยนที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็หัวเราะเฮอะๆ สองคำอย่างอดไม่อยู่ และถามว่า “ใต้เท้าเจียงหิวถึงเพียงนี้ อยากกินสักชามก่อนหรือไม่ ไม่อย่างนั้น…ภายหลังเกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้กินแล้ว”

เจียงซิ่วรุ่นช้อนตาขึ้นมองเขา ในใจรู้ว่าเหตุใดเขาจึงพูดจาโอหังเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะรวบรวมหลักฐานการ ‘สมคบกับข้าศึก’ ของนางได้แล้ว คงเตรียมฟ้องร้องขอให้ปลดนางในที่ประชุมใหญ่ในอีกสักครู่นี้แล้วสินะ

เจียงซิ่วรุ่นคร้านจะลับเขี้ยวเล็บกับเมิ่งเซี่ยน จึงยืดตัวตรง รอการประชุมเช้าในอีกไม่กี่ชั่วอึดใจ

เฟิ่งหลีอู๋ที่ยืนอยู่ไกลมากก็มองเห็นท่าทางหิวของเจียงซิ่วรุ่นแล้วเช่นกัน

เมื่อวานเดิมทีเขานึกว่าเมื่อนางจัดการงานเสร็จแล้วก็จะกลับมาที่ห้องนอนของเขาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงสั่งนางกำนัลให้คอยเปิดประตูแก่นางเป็นพิเศษ

แต่เพราะกลางวันเหนื่อยล้ามาก เขาจึงหลับไปก่อน ใครจะรู้ว่าตอนเช้าลืมตาตื่นขึ้นมา ข้างกายเขาถึงกับยังคงว่างเปล่า ชั่วขณะนั้นในใจเขาก็เหมือนนอนหลับไปคืนเดียวกระเพาะลำไส้ก็เปลี่ยนเป็นว่างโหวงไปหมด รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง

นอกจากนี้หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เดิมทียังคิดจะพานางไปร่วมประชุมใหญ่ด้วยกันเหมือนเช่นปกติ แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่ออกจากประตูจวนถึงรู้ว่าหัวหน้ากองเจียงบอกว่ามีเอกสารหนึ่งอยู่ในที่ทำงาน จึงนั่งรถม้าออกไปตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเอาเอกสาร แล้วจะตรงไปประชุมเช้าด้วยเลย

รอจนเข้ามาในวังแล้ว เนื่องจากรอเข้าแถวประชุมเช้า เฟิ่งหลีอู๋จึงไม่มีเวลาว่างพูดคุยกับนาง แต่รอตอนที่ประชุมเช้าเลิกแล้วจะต้องพูดคุยกับนางดีๆ ให้จงได้ นางทำแง่งอนใส่เขาด้วยเรื่องใดกัน

 

เมื่อเข้าสู่ท้องพระโรง หลังจากทำพิธีบวงสรวงบรรพชนเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาพูดคุยเรื่องงานบ้านเมือง

เมิ่งเซี่ยนผู้นั้นสร้างปัญหาอย่างที่คาดไว้จริงๆ

เดิมเจียงซิ่วรุ่นนึกว่าตนเองจะต้องโต้แย้งสักเที่ยวหนึ่ง ใครจะรู้ว่าไม่รอให้นางอ้าปาก องค์ชายรองเฟิ่งอู่ก็พูดก่อนแล้ว

เขาอมยิ้มพลางพูดกับเมิ่งเซี่ยนว่า “ใต้เท้าเมิ่งไปฟังใครพูดนินทาอะไรมา ถึงกับบอกว่าพี่ชายของหัวหน้ากองเจียงลอบสมคบคิดกับแคว้นศัตรูได้เล่า สายลับนั่นก็เป็นเจียงจือจับตัวส่งให้กับทางการเองชัดๆ โจรชั่วถูกจับก็พูดจาให้ร้ายไปทั่ว จะไปเชื่อทั้งหมดได้อย่างไร”

เมิ่งเซี่ยนโดนองค์ชายรองฉีกหน้าคราหนึ่ง ใบหน้าพลันดำคล้ำทันที เขาเพียงหัวเราะแห้งๆ อยู่สองครา แสดงออกว่าตนเองฟังมาผิดและเข้าใจผิดไปแล้ว จากนั้นก็หุบปากลงอย่างสงบเสงี่ยม

นี่ไม่ใช่เพราะสองคนนี้กำลังรับบทแสดงสอดประสานกันอยู่ แต่เป็นเพราะเฟิ่งอู่ไม่รู้เรื่องที่เมิ่งเซี่ยนต้องการเปิดโปงเจียงซิ่วรุ่นจริงๆ

ระหว่างทางที่กลับมาจากเขาหมิงซานเขาติดไข้ลมหนาว พอกลับถึงวังก็ไม่ได้พบเหล่าคนสนิททั้งขุนนางและที่ปรึกษาเลย

แต่เขาเคยได้ยินสายลับที่สอดแทรกเอาไว้ที่กองราชทัณฑ์พูดถึงเรื่องของเจียงจืออยู่ เนื่องจากเกี่ยวข้องถึงเจียงซิ่วรุ่น เขาถึงได้ใส่ใจสืบข่าวคราหนึ่งอย่างละเอียด

ในเมื่อรู้ผลของการกัดส่งเดชคราวนี้ของเมิ่งเซี่ยนแล้ว เฟิ่งอู่ที่เป็นคนกลอกกลิ้งระดับนี้ย่อมยินดีหยิบยื่นน้ำใจให้อย่างสะดวก ทั้งฉวยโอกาสที่เมิ่งเซี่ยนยังไม่ได้ทำเรื่องน่าอับอายอย่างใหญ่หลวงออกมามอบบันไดลงให้กับอีกฝ่าย และแสดงน้ำใจต่อหญิงงามสกุลเจียงคราหนึ่งไปด้วย ต่อให้เวลานี้นางไม่ได้รักเขา ก็ไม่สามารถห้ามเขาทำดีกับนางได้

หัวใจมนุษย์ล้วนทำด้วยเลือดเนื้อ เฟิ่งอู่ไม่เชื่อหรอกว่าจะมอบความอบอุ่นให้นางมิได้!

ด้วยเหตุนี้หลังจากตำหนิเมิ่งเซี่ยนไม่หนักไม่เบาไปแล้ว เฟิ่งอู่ก็ช้อนตามองและยิ้มน้อยๆ ให้กับเจียงซิ่วรุ่น

พวกเขาอยู่ต่อหน้าผู้คน ทั้งยังทำเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ กระนั้นเจียงซิ่วรุ่นก็รับมือได้อย่างชำนิชำนาญแล้ว ดังที่กล่าวว่ายื่นมือไปไม่ตีคนที่ใบหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะรู้อยู่ชัดๆ ว่าเฟิ่งอู่เสแสร้งแกล้งทำ แต่ในด้านมารยาทก็ต้องยิ้มเล็กน้อยตอบกลับไปบ้าง

บุรุษหนุ่มสองคนในท้องพระโรงยิ้มสดใสท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าช่างดูสบายตาจริงๆ

รัชทายาทยืนอยู่หน้าสุดด้วยตำแหน่งแรกของเหล่าขุนนาง ใบหน้าที่งดงามเหนือใครนั้นของเขาเหมือนเอาน้ำแข็งพันปีมารวมไว้ด้วยกันก็มิปาน ทำให้คนที่กวาดตามองมาทางเขาอย่างไม่ทันระวังล้วนรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นเย็นชาจนทำให้คนหนาวเหน็บอยู่บ้าง

รอจนเหล่าขุนนางในราชสำนักทยอยถวายฎีกาเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็ถึงเวลากินโจ๊กที่เหล่าขุนนางชื่นชอบกันแล้ว

เหล่าขุนนางพากันจับเป็นกลุ่มสองคนบ้างสามคนบ้าง เดินไปรับชามโจ๊กที่ทางวังจัดเตรียมไว้มาดื่ม

เฟิ่งอู่มองแต่ไกลก็เห็นเจียงซิ่วรุ่นยกชายชุดขุนนางเดินตามทางอย่างรวดเร็วปานเหินบิน ดูจากท่าทางคงหิวมากแล้ว

เขาสาวเท้าอย่างรวดเร็วเดินตามเจียงซิ่วรุ่นไปจนทัน แล้วพูดว่า “หัวหน้ากองเจียงนั่งกินโจ๊กด้วยกันได้หรือไม่ วันนี้ข้าให้เด็กรับใช้เอาผลผลิตเฉพาะของอวี้หนานมาด้วย เป็นไส้กรอกหมักเกลือ กินกับโจ๊กแล้วอร่อยเป็นที่สุด”

เจียงซิ่วรุ่นยิ้มเล็กน้อย หาข้ออ้างอย่างปากกับใจไม่ตรงกันว่า “อีกประเดี๋ยวมีงานต้องทูลรายงานรัชทายาท หากร่วมโต๊ะกับรัชทายาท เกรงว่าองค์ชายรองฟังอยู่ด้านข้างคงไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”

เฟิ่งอู่จะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางหาข้ออ้างส่งเดชไปเรื่อยเพื่อปฏิเสธอย่างอ้อมๆ จึงกล่าวว่า “อยู่ร่วมกับเขาทั้งวันเช่นนั้น มีเวลาใดที่พูดไม่ได้หรือ จะกินอาหารเช้าก็ต้องตัวติดกันให้ได้? เจ้าต้องรู้ว่าในจวนรัชทายาทอาจจะต้องเพิ่มคนใหม่ๆ เข้าไปอีก เจ้าตามพัวพันรัชทายาทอยู่ตลอดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาเบื่อหน่ายแล้วอยากจะเปลี่ยนรสชาติดูบ้างหรือ”

เดิมเขานึกว่าเมื่อตนเองกล่าววาจานี้ออกไป เจียงซิ่วรุ่นจะต้องหึงหวงจนหน้าเปลี่ยนสี คิดไม่ถึงว่านางเพียงยิ้มเล็กน้อย จงใจเอนตัวเข้ามาทางเขาอีกนิด และกระซิบว่า “เหตุใดข้าถึงไม่รู้ว่าเจ้ายังรับตำแหน่งซ้อนเป็นผู้ดูแลเรื่องภายในของจวนรัชทายาทด้วยเล่า คืนนี้ต้องรบกวนเจ้าตั้งขบวนยกถาดป้ายชื่อไปที่เบื้องหน้าพี่ใหญ่ของเจ้าด้วยหรือไม่ จะได้ดูให้ดีๆ ว่าเขาพลิกป้ายชื่อของใคร และคืนนี้จะมี ‘เปลี่ยนรสชาติ’ ด้วยหรือไม่”

เฟิ่งอู่ช้อนสายตามองนาง สีหน้าของสตรีนางนี้ดูจริงจังอย่างยิ่ง ทว่าในคำพูดกลับเสียดสีเย้ยหยันกล่าวหาว่าเขาเป็นข้ารับใช้ของเฟิ่งหลีอู๋ ช่างน่ารังเกียจมากจริงๆ!

แต่ในดวงตานั้นกลับพานจะต้องฉายแววเจ้าชู้ยั่วยวนผู้คนไปหมด…

เวลานี้เองด้านหลังของเจียงซิ่วรุ่นก็มีคนกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หัวหน้ากองเจียงกำลังพูดคุยเรื่องใดอยู่หรือ”

บทที่ 116

เมื่อเจียงซิ่วรุ่นหันกลับไปดู ก็เห็นรัชทายาทเดินมาอยู่ที่ด้านหลังพวกเขาแล้ว

ต้องรู้ว่าขณะที่ประชุมในท้องพระโรง รัชทายาทกับองค์ชายรองล้วนยืนอยู่ตำแหน่งหน้าสุดของแถวพวกขุนนาง ส่วนเจียงซิ่วรุ่นที่เป็นหัวหน้ากองของที่ทำการซึ่งไร้การเหลียวแลนี้ย่อมต้องยืนอยู่ที่หน้าประตูตำหนักเท่านั้น

นางเชื่อมั่นว่าฝีเท้าของตนเองไม่ช้าเลย กลับถูกทั้งสองคนไล่ตามทันมาติดๆ กันเช่นนี้ นางรู้สึกรำคาญใจจริงๆ แล้ว

เฟิ่งหลีอู๋สีหน้าเย็นเยียบเหมือนเกล็ดน้ำแข็ง เฟิ่งอู่กลับเผยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นกล่าวว่า “ก็แค่คุยกันไปเรื่อย รัชทายาทอยากจะให้ข้ากับหัวหน้ากองเจียงทบทวนให้ฟังทีละประโยคอีกเที่ยวหนึ่งหรือไม่”

ด้วยเหตุนี้เฟิ่งอู่จึงแยกจากรัชทายาทและเจียงซิ่วรุ่นไปเช่นนี้เอง

ขันทีที่รู้การควรมิควรนานแล้วได้จัดโต๊ะเล็กโดดเดี่ยวตัวหนึ่งให้กับรัชทายาทเป็นที่เรียบร้อย บนโต๊ะยังวางโจ๊กกับไข่พะโล้ไว้

เจียงซิ่วรุ่นนั่งลงเป็นเพื่อนรัชทายาท ดื่มโจ๊กเนื้อนุ่มเนียนลื่นทีละคำๆ ทั้งสองคนไม่ว่าใครก็ไม่พูดไม่จา

อันที่จริงเฟิ่งหลีอู๋ก็กำลังรอให้เจียงซิ่วรุ่นอธิบายอยู่ ใครจะรู้ว่านางกลับไม่เอ่ยปากเลย

ดังนั้นอาหารเช้านี้จึงกินกันอย่างอึดอัดหาใดเปรียบ

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเจียงซิ่วรุ่นก็กล่าวลารัชทายาท ขอตัวกลับไปที่ทำการเพื่อทำงานต่อแล้ว

ใกล้จะสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หากก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวพื้นดินมีน้ำแข็งจับตัวแข็ง แล้วคลองส่งน้ำยังสร้างไม่เสร็จล่ะก็ จะต้องส่งผลต่อฤดูกาลเพาะปลูกปีหน้าอย่างแน่นอน

ภาษีหนอนไหมที่กองการเกษตรส่งเสริมในตอนนั้นยับยั้งความคิดชาวบ้านที่คิดละทิ้งไร่นาเพื่อปลูกหม่อนเลี้ยงหนอนไหมไปได้มาก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้คนทำการบุกเบิกที่นารกร้างอย่างกระตือรือร้นได้ด้วย แต่หากคลองส่งน้ำไม่อาจสานต่อ เขตชนบทที่ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนสองฤดูกาลนี้ก็จะไม่มีทางเพิ่มผลผลิตเพื่อชดเชยช่องว่างของธัญพืชที่ขาดแคลนเหล่านั้นได้

ดังนั้นงานที่อยู่ในมือของเจียงซิ่วรุ่นจึงมีมากจริงๆ โดยเฉพาะการสร้างคลองส่งน้ำครั้งนี้ ราชสำนักจัดสรรงบประมาณให้ไม่มากนัก เงินที่จำเป็นต่อการก่อสร้างส่วนใหญ่ยังต้องให้กองการเกษตรหาทางแก้ไขเอาเอง

เมื่อกล่าวอย่างละเอียด การสร้างคลองส่งน้ำถือเป็นโครงการที่ใหญ่โตมาก สำหรับบริเวณติดแม่น้ำเพียงขุดคลองส่งน้ำไม่กี่หลี่เท่านั้นก็พอแล้ว แต่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจริงๆ เหล่านั้น รายละเอียดปลีกย่อยอย่างสถานที่เก็บกักน้ำ วิธีการผันน้ำและระบายน้ำ รวมไปถึงการจัดการต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำเหล่านี้ล้วนไม่สามารถขาดไปได้ทั้งสิ้น

การสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักน้ำเอาไว้ถือเป็นงานใหญ่ที่สิ้นเปลืองเงินทองมาก และในแบบร่างที่รัชทายาทได้มาจากช่างเจิ้งนั้นก็ชักนำแม่น้ำสำคัญทั้งสี่สายของต้าฉีเข้าไปในแบบร่างด้วย ทันทีที่ขุดสำเร็จก็จะสามารถทำให้แม่น้ำทั้งสี่สายสับเปลี่ยนเวียนกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ไม่ต้องปริวิตกว่าจะเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมอีกต่อไป

แต่ภาพแบบร่างที่วาดไว้อย่างดิบดีนั้น เมื่อถึงยามที่ต้องลงมือทำจริงๆ ก็จำเป็นต้องใช้แรงกายในการประสานงานอย่างมาก ทั้งต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดที่สุด

เจียงซิ่วรุ่นจำเป็นต้องรวบรวมสติในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้จัดการรายละเอียดงานที่จุกจิกเหล่านี้ ทำให้สมองของนางอัดแน่นไปหมด ผลก็คือไม่มีเวลาไปกังวลกับเรื่องเหลวไหลพรรค์นั้นอีก

เที่ยงวันตอนที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยของที่ทำการรวมตัวกันกินอาหารกลางวันในที่แห่งหนึ่ง คนของกรมปกครองหลายคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียน ซุบซิบนินทาเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ในเมืองลั่วอัน และมีคนขอให้เจียงซิ่วรุ่นยืนยันว่าเรื่องที่เร็วๆ นี้จวนรัชทายาทจะรับบุตรสาวสายตรงสกุลหยางนามหรูซวี่แต่งเข้าจวนเป็นความจริงหรือไม่

เจียงซิ่วรุ่นอมยิ้มพูดว่าเรื่องส่วนตัวของรัชทายาทไหนเลยจะมาพูดกับนางได้ หากมีเรื่องดีๆ มาเยือน ย่อมต้องส่งเทียบเชิญ ถึงตอนนั้นทุกคนค่อยเตรียมห่อของขวัญกับซองแดงก็ยังไม่สาย

นางแสดงออกเหมือนเช่นปกติ กลับทำให้ทุกคนลืมเรื่องที่เจียงเหอรุ่นเป็นพี่ชายของภรรยารัชทายาทไป ชั่วขณะนั้นทุกคนพากันทอดถอนใจ พูดตามตรงว่าหยางหรูซวี่คนนั้นโดดเด่นทั้งรูปโฉมและความสามารถ มาจากสกุลหยางที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับสกุลเมิ่ง กล่าวได้ว่าเป็นสตรีผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งในเมืองลั่วอัน หาใช่ผู้ที่เหล่าตัวประกันหญิงที่ถูกถวายจากต่างแดนสามารถเปรียบเทียบได้ สตรีผู้นี้เป็นชายาเอกของรัชทายาทถึงจะสามารถทำให้คนทั่วใต้หล้าเคารพนับถือได้ และอื่นๆ อีกมากมาย

เจียงซิ่วรุ่นก็พยักหน้าร่วมไปกับทุกคนด้วยเหมือนกัน

หยางหรูซวี่ผู้นี้นางก็ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เป็นคนที่มีรูปโฉมและความประพฤติดีพร้อมจริงๆ ซ้ำยังเป็นสตรีที่สามารถให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรได้

เพียงแต่ในชาติก่อนสตรีที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถผู้นี้ไม่ได้แต่งให้กับรัชทายาทแต่อย่างใด กลับกลายเป็นสนมที่ฮ่องเต้รับเอาไว้ เข้าวังไปไม่ทันไรก็ตั้งครรภ์มังกร เพียงคราเดียวก็เพิ่มฝาแฝดหงส์มังกรคู่หนึ่งให้กับตำหนักใน มีเกียรติรุ่งโรจน์ไร้ขอบเขต ได้รับการแต่งตั้งเป็นหวงกุ้ยเฟย*

ก่อนที่เจียงซิ่วรุ่นจะถูกถ่วงน้ำ ในวังก็เตรียมพิธีการแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่แล้ว หวงกุ้ยเฟยกำลังจะเปลี่ยนเป็นฮองเฮาตำหนักหลัก

แต่ชาตินี้ก็ไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดตรงที่ใดเหมือนกัน ถึงกับลือกันว่ารัชทายาทจะรับหรูซวี่แห่งสกุลหยางเป็นภรรยา นี่มิใช่จากตำแหน่งมารดาเลี้ยงกลายเป็นภรรยาแล้วหรือ

แต่เมื่อคิดให้ละเอียดก็ไม่แปลกเช่นกัน ชาติก่อนรัชทายาทเวลานี้เจ็บป่วยจนร่างกายอ่อนแอ อำนาจสูงสุดในมือถูกกีดกันออกไป ถึงแม้เขากับฮ่องเต้จะแข่งขันกันไม่หยุดหย่อน แต่กลับเห็นได้ชัดว่ารัชทายาทตกเป็นเบี้ยล่างแล้ว สตรีชั้นเลิศของสกุลหยางย่อมต้องถูกส่งเข้าวังหลวงเป็นธรรมดา

แต่ในชาตินี้รัชทายาทแข็งแกร่งมั่นคง กดทับอำนาจฮ่องเต้ไปทุกๆ ด้าน หยางหรูซวี่สตรีที่ระมัดระวังทุกย่างก้าวเช่นนั้นย่อมต้องเลือกรัชทายาทที่ยังหนุ่มแน่นและหล่อเหลา และไม่แต่งให้กับผู้เฒ่าในวังแน่นอน

หากเป็นเมื่อหลายวันก่อนอยู่ๆ ได้ยินข่าวเช่นนี้ ในใจเจียงซิ่วรุ่นอาจจะไม่สบายใจเป็นอย่างมากก็ได้

แต่เมื่อถูกฟาดศีรษะด้วยไม้ให้ได้สติตื่น นางก็สามารถเตือนตนเองให้จิตใจสงบนิ่งไม่หวั่นไหวได้แล้ว

ถึงอย่างไรบรรดาตัวประกันหญิงจากต่างแคว้นก็ไม่สามารถนำออกมาอวดต่อหน้าผู้คนได้

เวลานี้ฝ่ายของรัชทายาทกับฮ่องเต้ต่างต่อสู้กันอย่างตึงเครียด เมื่อเทียบกับแว่นแคว้นต่างๆ เหล่านั้นที่อยู่ห่างออกไปแล้ว การดึงตระกูลใหญ่มีอำนาจในราชวงศ์นี้มาเป็นพรรคพวกถึงจะเป็นภารกิจเร่งด่วน

หากนางเป็นรัชทายาทก็จะแต่งสตรีสกุลหยางเป็นภรรยาโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว และสนับสนุนให้เป็นชายาเอก เพื่อทำให้อำนาจของพรรคพวกตนเองมั่นคง

วันนั้นตอนค่ำเมื่อเจียงซิ่วรุ่นหอบภาพแผนที่อีกกองหนึ่งกลับจวนรัชทายาท ก็เป็นเวลาค่อนข้างดึกมากแล้ว เดิมนึกว่ารัชทายาทคงเข้านอนไปนานแล้ว กลับได้ยินไป๋เฉี่ยนบอกว่ารัชทายาทยังไม่ได้กลับจวน ได้ยินว่าเร่งรุดไปที่งานเลี้ยงบ้านสกุลหยางแล้ว และว่ากันว่างานเลี้ยงจะจัดตลอดคืนยันรุ่งสาง เห็นทีคืนนี้รัชทายาทคงไม่ได้กลับจวนแล้ว

หลังจากฟังจบเจียงซิ่วรุ่นก็สั่งไป๋เฉี่ยนเตรียมน้ำอุ่นใส่เกลือไม้ไผ่* ในอ่างไม้ใบใหญ่ให้ นางแช่เท้าจนถึงน่อง เลือดลมไหลเวียนทะลุปรุโปร่ง ช่างสบายตัวเป็นที่สุดจริงๆ

ในเมื่อรัชทายาทไม่กลับมา นางก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นศึกษาค้นคว้าภาพร่างอย่างขยันขันแข็งเพื่อหลบเลี่ยงจากหน้าที่เข้านอนเป็นเพื่อนเขาแล้ว จึงให้ไป๋เฉี่ยนไปหยิบบันทึกการท่องเที่ยวที่เขียนเล่าเกินจริงเล่มหนึ่งมาอ่านอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน

เถาหวาที่ปรนนิบัติดูแล ‘เจียงซิ่วเหยา’ กลับให้คนมาส่งจดหมายอยู่หลายครั้ง บอกว่าทางด้านเฉาซีกับเถียนอิ๋งนั้นล้วนส่งคนมาถ่ายทอดข้อความให้เจียงซิ่วเหยา บอกว่าพรุ่งนี้จะดื่มชาร่วมกันในสวนดอกไม้ ขอเชิญเจียงซิ่วเหยามาดื่มด้วยกัน

เจียงซิ่วรุ่นโบกมือ สั่งให้เถาหวาไล่คนพวกนั้นกลับไป บอกว่าเจียงซิ่วเหยาร่างกายอ่อนแอล้มป่วย มีเหงื่อเย็นออกอีกแล้ว เจอลมไม่ได้ ไม่อาจไปดื่มชาได้หรอก

แท้ที่จริงเจียงซิ่วรุ่นรู้กระจ่างแจ้งดี ดื่มชาก็เป็นแค่เรื่องปลอมๆ ดื่มน้ำส้ม** อย่างบ้าคลั่งด้วยกันต่างหากจึงจะเป็นเรื่องจริง น่าจะเป็นเพราะเรื่องสตรีสกุลหยางจวนแต่งเข้าจวนรัชทายาททำให้ชายารองทั้งสองคนนั้นรู้สึกได้ถึงการคุกคามจนในใจหวาดกลัว ด้วยเหตุนี้จึงต้องการรวมตัวกันเพื่อปรึกษาแผนการรับมือสินะ

เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากเข้าร่วมกับเรื่องพรรค์นี้ จึงแสร้งทำทีเป็นป่วย

หลังจากแช่ขาแล้วต่อด้วยอาบน้ำจนเสร็จ ไป๋เฉี่ยนก็ยื่นขี้ผึ้งไขห่านผสมไข่มุกให้นางทาหน้า หลังจากทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ล้มตัวลงนอนหลับอย่างสบาย

ว่ากันตามจริง หลังจากถูกคนโอบกอดให้หลับไปอย่างสงบจนเคยชินแล้ว จู่ๆ ต้องมานอนเพียงคนเดียว ย่อมหลับไม่ค่อยสนิทเท่าใดนักจริงๆ

ทว่าเมื่อคืนนางก็นอนหลับไม่ค่อยสนิทสักเท่าใด วันนี้ก็ต้องตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด จึงเหนื่อยล้ามากอยู่แล้ว เมื่อครู่หลังจากแช่ขาผ่อนคลายเลือดลมแล้ว ความง่วงงุนก็เข้าจู่โจม ต่อให้นอนเพียงคนเดียวก็หลับอย่างสนิท

คนเราหลังจากไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไปก็จะไม่ฝันแม้แต่เรื่องเดียว หลับสนิทตลอดจนถึงรุ่งเช้า

 

เช้าวันรุ่งขึ้นไป๋เฉี่ยนเก็บสัมภาระให้เจียงซิ่วรุ่นเป็นการใหญ่…แผนการใหญ่ที่สุดของการขุดคลองส่งน้ำก็คืออ่างเก็บน้ำที่ฮั่นหยาง เรื่องจุกจิกเล็กน้อยมากมายในนั้นจำเป็นต้องให้นางที่เป็นหัวหน้ากองการเกษตรผู้นี้ไปดูแลที่หน้างานด้วยตนเอง ถึงแม้ฮั่นหยางจะอยู่ห่างจากเมืองลั่วอันไม่ไกล แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวันเช่นกัน

เจียงซิ่วรุ่นอธิบายกับบรรดาเจ้าหน้าที่ของกองการเกษตรเรียบร้อยแล้วว่านางจะพักอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งเดือน รอจนระยะเวลาการก่อสร้างเกือบจะจบลงแล้ว ถึงค่อยกลับเมืองลั่วอัน

หนึ่งเดือนก็น่าจะพอแล้ว ทั้งสามารถควบคุมคนงานให้ขุดทะเลสาบใหญ่มหึมาเพื่อกักเก็บน้ำออกมาได้ และระยะเวลาก็มากพอที่รัชทายาทจะแต่งงานรับชายาคนใหม่เข้ามาแล้ว

ไม่ว่าอย่างไรนางก็มีชื่อเสียงว่าเป็นชายาคนโปรดของรัชทายาท ปักหลักอยู่ในจวนรัชทายาทเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รัชทายาทค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงอย่างไรเมื่อหลายวันก่อนยังเมตตาโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง พอคนใหม่เข้าบ้านมาเขาก็หมางเมินคนเก่า นั่นจะสร้างความสงสัยว่ารัชทายาทใจดำไม่มีความยุติธรรมได้

แต่หากนางยกความป่วยไข้มาอ้างเพื่อหลบเลี่ยงผู้คน ส่วนตัวจริงก็ออกจากเมืองลั่วอันไปล่ะก็ ยอมแก้ความกระอักกระอ่วนของรัชทายาทได้ ทำให้เขาไม่ตะขิดตะขวงใจและสามารถโปรดปรานคนใหม่ที่รับเข้าจวนมาได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลแน่นอน

การเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้ เจียงซิ่วรุ่นย่อมนึกว่าที่ทำไปนั้นละเอียดถี่ถ้วนจนน้ำไม่อาจกระเซ็นออกไปได้แม้แต่หยดเดียวแล้ว

ไม่ว่าอย่างไรการรายงานตัวเมื่อตัวประกันออกนอกเรือน นางก็ได้แจ้งแก่กรมพิธีการตั้งแต่เมื่อวานนี้เรียบร้อยแล้ว

 

วันรุ่งขึ้นเจียงซิ่วรุ่นก็พาสาวใช้ตามไปสมทบกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของกองการเกษตรที่ล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นทั้งขบวนก็เตรียมมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง

เพียงแต่องครักษ์ที่รัชทายาทส่งมากลับเพิ่งรู้ว่าเจียงซิ่วรุ่นมีแผนจะออกจากเมือง ในใจลังเลสงสัย จึงถามเจียงซิ่วรุ่นว่าอยู่ๆ ก็ออกจากเมืองเช่นนี้ รัชทายาททราบเรื่องหรือไม่

เจียงซิ่วรุ่นตอบอย่างอ้อมค้อมว่า “ออกจากเมืองคราวนี้ด้วยเป็นงานทางการ ไม่ได้ไปท่องเที่ยวแม้แต่น้อย เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องไป เมื่อวานรัชทายาทไม่ได้กลับจวนมาทั้งคืน จึงไม่ทันได้บอก แต่ว่าข้าได้รายงานกับกรมพิธีการแล้วเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน หากเจ้าไม่วางใจ สามารถกลับไปที่จวนรัชทายาท แล้วรอจนรัชทายาทกลับมา ค่อยทูลกับรัชทายาทสักคำก็ได้”

องครักษ์ผู้นั้นถึงแม้จะได้รับคำสั่งให้มาเฝ้าจับตาดูเจียงซิ่วรุ่น แต่ก็เหมือนดังที่เจียงซิ่วรุ่นกล่าว นางไปครั้งนี้เป็นงานทางการ ไม่สะดวกที่จะขัดขวางจริงๆ ดังนั้นจึงได้แต่สั่งให้ผู้อื่นติดตามเจียงซิ่วรุ่นเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเขาจะกลับไปรายงานให้รัชทายาททราบเรื่องแล้วค่อยไล่ตามไป

ตอนที่องครักษ์ผู้นั้นกลับไปที่จวนรัชทายาท รัชทายาทยังไม่กลับจวนจริงๆ

ดังนั้นองครักษ์จึงหันหลังออกจากจวนรัชทายาท แล้วตรงดิ่งไปยังจวนสกุลหยางเพื่อตามหารัชทายาททันที

อันที่จริงเมื่อคืนเฟิ่งหลีอู๋จงใจไม่กลับไปจวนเอง

ความแง่งอนของเจียงซิ่วรุ่นในสองวันนี้ เขาจะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไร แต่การแง่งอนคราวนี้มาอย่างไม่มีสาเหตุเลยแม้แต่น้อย แม่นางน้อยคนนี้ช่างถูกเขาตามใจจนเสียคนแล้วจริงๆ

เฟิ่งหลีอู๋จึงถูกนางกระตุ้นโทสะขึ้นมาแล้วเช่นกัน รู้สึกว่าต้องเย็นชากับนางสักหน่อยบ้างแล้ว

สิ่งใดก็ตามที่ได้มาโดยง่ายจนเกินไป ล้วนไม่มีทางรู้สึกเสียดาย นี่เป็นเพราะนางมั่นใจว่าเขาต้องรักใคร่โปรดปรานนางเหมือนเช่นทุกที ถึงได้ใส่อารมณ์อย่างไม่มีเหตุผล

พอดีกับที่สกุลหยางเสนอการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มา โดยตั้งใจให้หยางหรูซวี่บุตรสาวสายตรงแต่งงานกับเขา

เฟิ่งหลีอู๋ลองใคร่ครวญดูรู้สึกว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว จวนรัชทายาทจำเป็นต้องมีชายาเอกสักคนหนึ่งแล้วจริงๆ

ในจวนแม้จะมีชายารองสามคน แต่เฟิ่งหลีอู๋รู้สึกอยู่ตลอดว่าล้วนไม่คู่ควรจะเป็นชายาเอก ความโง่เขลาของเฉาซี และความเหลวไหลของเถียนอิ๋งล้วนทำให้เขาไม่สามารถทนได้

เจียงซิ่วรุ่นแม้จะถูกใจเขาไปหมดทุกอย่าง แต่ท้ายที่สุดก็คือตัวประกันหญิงของแคว้นที่อ่อนแอแคว้นหนึ่ง ไม่มีอำนาจใดให้พึ่งพาได้ อีกทั้งอายุนางก็ยังน้อย ความคิดเฉียบแหลม ทำงานออกมาไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์โดยทั่วไป ระยะนี้ยังอาศัยความโปรดปรานจนนิสัยโอหังอย่างร้ายกาจ เฟิ่งหลีอู๋เชื่อว่าหากวางนางไว้ในตำแหน่งชายาเอกจะยิ่งมิใช่การรักใคร่โปรดปรานนาง แต่กลับเป็นการทำร้ายนางเสียมากกว่า

ดังนั้นหากสามารถหาสตรีที่มีกิริยามารยาทสมเป็นประมุขหญิงที่แท้จริงสักคนหนึ่งมานั่งดูแลในจวนรัชทายาท และสามารถยอมรับคนที่เขารักสุดหัวใจได้ด้วย ถึงจะน่าพอใจเป็นที่สุด

หยางหรูซวี่ผู้นั้นเป็นสตรีที่มีจิตใจสูงส่งไม่ธรรมดา คุณธรรมจริยธรรมในจวนสกุลหยางก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนอย่างสูงยิ่ง ภรรยาเอกกับอนุอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง บุตรสายตรงกับบุตรอนุเป็นไปตามลำดับ หากหยางหรูซวี่มีคุณธรรมได้ครึ่งของมารดานางก็เพียงพอแล้ว

เฟิ่งหลีอู๋กอดความคิดที่จะหมางเมินเย็นชากับเจียงซิ่วรุ่นบ้างเอาไว้ ถึงได้ไม่กลับจวนตลอดทั้งคืน

เวลาหนึ่งคืนก็เพียงพอที่จะทำให้นางใจเย็นลงบ้างกระมัง พร้อมไตร่ตรองถึงความไม่เหมาะสมของนางในระยะนี้ได้แล้ว

แม้เฟิ่งหลีอู๋จะคิดเช่นนี้ แต่กลับสั่งข้ารับใช้อย่างอดไม่ได้ว่าอีกประเดี๋ยวตอนที่ออกมาจากจวนสกุลหยางแล้ว ให้สำรวจดูที่ย่านตลาดว่ามีแผงขายขนมแป้งทอดเนื้อนุ่มบ้างหรือไม่ หากว่ามีก็ซื้อมาสักจำนวนหนึ่ง ต้องให้คนขายใส่งาและถั่วลิสงป่นเพิ่มด้วย

เขาจำได้ว่าระยะนี้เจียงซิ่วรุ่นดูเหมือนจะชอบกินขนมนี้มาก คำนวณเวลาดู นางก็น่าจะตื่นแล้ว จะได้ซื้อกลับไปให้นางกินเป็นของว่างยามเช้าพอดี…

ในตอนที่เขาลุกขึ้นเตรียมตัวกลับจวนรัชทายาทนี่เอง เมื่อออกมาได้ครึ่งทาง ก็พบเข้ากับองครักษ์ของเจียงซิ่วรุ่นที่มาตามหาเขา

เมื่อได้ยินข่าวที่องครักษ์รายงานว่าหัวหน้ากองเจียงออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ใบหน้าเฟิ่งหลีอู๋ก็มืดทะมึน เขาปาขนมแป้งทอดในมือที่เพิ่งซื้อมาห่อนั้นลงพื้นทันที…ขนมแป้งทอดเนื้อนุ่มหลายชิ้นคลุกฝุ่นดินที่ฟุ้งปลิวขึ้นมาจากกีบเท้าม้า

 

* เห็นกระจ่างแม้ขนอ่อนในฤดูใบไม้ร่วง หมายถึงสายตาคมกริบจนมองเห็นแม้แต่ขนอ่อนของสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง

* หวงกุ้ยเฟย เป็นลำดับศักดิ์ของสตรีในวังหลวง ลำดับขั้นรองจากฮองเฮาเท่านั้น

* เกลือไม้ไผ่ เป็นเกลือที่ทำโดยการนำเกลือทะเลใส่ไว้ในไม้ไผ่อายุ 3 ปี แล้วเผาด้วยอุณหภูมิสูง สารอินทรีย์จากไม้ไผ่จะรวมตัวกับผลึกเกลือ เป็นการเพิ่มปริมาณของแร่ธาตุต่างๆ ในเกลือให้สูงกว่าเกลือทะเลปกติ เกลือชนิดนี้ใช้ปรุงอาหารได้

** ดื่มน้ำส้ม เป็นสำนวน หมายถึงหึงหวง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 24 มิ.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: