X
    Categories: The Spanish Love Deception แผนลวงสู่ห้วงรักแบบฉบับสเปนWith Loveทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน The Spanish Love Deception แผนลวงสู่ห้วงรักแบบฉบับสเปน บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 2

ฉันไม่ได้เข้าประชุมสาย

ตั้งแต่วันนั้นเมื่อหนึ่งปีแปดเดือนก่อน ฉันก็ไม่เคยสายอีกเลย

ทำไมน่ะหรือ

เพราะแอรอน แบล็กฟอร์ดน่ะสิ

หนเดียว…ฉันเคยไปสายแค่หนเดียวเท่านั้นตอนแอรอนอยู่ด้วย แต่เขากลับเอามันมาพูดแหย่ทุกครั้งที่มีโอกาส

เขาไม่เคยบอกว่าเพราะฉันเป็นคนสเปนหรือเป็นผู้หญิง ซึ่งถ้าเป็นชื่อเสียงเรื่องความไม่ตรงต่อเวลาล่ะก็ ทั้งสองอย่างนั้นจะโดนเหมารวมอย่างไม่ยุติธรรม

แอรอนไม่ทำอะไรไร้สาระ เขาชี้ให้เห็นแต่ข้อเท็จจริง พูดความจริงที่พิสูจน์ได้ เขาถูกฝึกมาให้ทำแบบนั้นเหมือนกับที่วิศวกรทุกคนในบริษัทที่ปรึกษาที่เราทำงานอยู่นี้ถูกฝึกมา รวมทั้งฉันด้วย ซึ่งในทางเทคนิคแล้วฉันก็ไปสายครั้งนั้นแค่ครั้งเดียวเมื่อหลายเดือนก่อนนั่น เป็นความจริงที่ว่าฉันพลาดพรีเซนต์สำคัญสิบห้านาทีแรกไป และเป็นความจริงด้วยว่าที่แอรอนเป็นผู้นำการพรีเซนต์ครั้งนั้นในช่วงสัปดาห์แรกของเขาในบริษัทอินเทค แล้วก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่ฉันเข้าไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมซึ่งอาจมีเหตุการณ์ชนเหยือกกาแฟหกโดยไม่ตั้งใจรวมอยู่ด้วย

กาแฟเหยือกนั้นหกลงบนกองเอกสารสำหรับพรีเซนต์ของแอรอน ก็ได้ หกใส่กางเกงเขาบางส่วนด้วย

นี่ไม่ใช่วิธีสร้างความประทับใจครั้งแรกกับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่ดีที่สุดหรอก แต่ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ อุบัติเหตุเล็กน้อยไม่คาดคิดและไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผู้คนมักไม่ใส่ใจกับมันและใช้ชีวิตกันต่อไป

แต่ไม่ใช่แอรอน

เขากลับพ่นอะไรอย่าง ‘พยายามอย่าเข้าประชุมตอนสิบโมงสายล่ะ มันไม่ได้ดูน่ารักแล้ว’ ใส่ฉันสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เดือนแล้วเดือนเล่าหลังจากวันนั้น

เขาดูนาฬิกาข้อมือและเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจทุกครั้งที่เขาก้าวเข้ามาในห้องประชุมแล้วเห็นฉันนั่งอยู่ตรงนั้น มาก่อนเวลาค่อนข้างนาน

ไม่เพียงแค่นั้น แต่เขายังเลื่อนเหยือกกาแฟให้พ้นมือฉันพร้อมเอียงคอเป็นเชิงเตือนมาทางฉันอีกด้วย

นั่นคือสิ่งที่แอรอน แบล็กฟอร์ดทำแทนที่จะปล่อยผ่านเหตุการณ์นั้นไป

“อรุณสวัสดิ์ ลิน่า” เสียงใจดีของเฮคเตอร์ทักทายฉันมาจากประตู

ฉันบอกได้เลยว่าเขากำลังยิ้มอยู่ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเห็นหน้าเขาแล้ว เหมือนอย่างที่เขามักจะทำ

“บูเอโนสดิแอส* เฮคเตอร์” ฉันพูดกับเขาด้วยภาษาแม่ของเราสองคน

ชายผู้ที่ฉันนับถือเหมือนลุงคนหนึ่งหลังจากที่เขาต้อนรับฉันเข้าเป็นสมาชิกญาติสนิทของครอบครัววางมือลงบนไหล่ฉันและบีบเบาๆ

“สบายดีไหมสาวน้อย”

“ก็ไม่แย่นักหรอกค่ะ” ฉันยิ้มตอบ

“บาร์บีคิวครั้งหน้าจะมาด้วยไหม เดือนหน้านะ ลอร์เดสเอาแต่บอกให้ผมเตือนคุณ หนนี้เธอจะทำเซบิเช** และคุณจะเป็นคนเดียวที่กินมัน” เขาหัวเราะ

เป็นความจริงที่ว่าครอบครัวดิแอซไม่ค่อยปลื้มเมนูเปรูทำจากปลานี้เท่าไร ซึ่งฉันก็ยังไม่เข้าใจมาจนถึงทุกวันนี้

“เลิกถามอะไรไร้สาระได้แล้ว ตาเฒ่า” ฉันโบกมือพลางหัวเราะเบาๆ “ฉันไปแน่นอนอยู่แล้วค่ะ”

เฮคเตอร์นั่งลงตรงที่ประจำของเขาทางด้านขวามือของฉัน ขณะที่เพื่อนร่วมงานที่เหลืออีกสามคนที่ต้องเข้าประชุมด้วยกรูกันเข้ามาในห้องพร้อมกับพึมพำอรุณสวัสดิ์

ฉันเบนสายตาจากรอยยิ้มสบายๆ ของเฮคเตอร์แล้วไล่ไปตามกลุ่มคนที่เดินอ้อมโต๊ะไปนั่งประจำที่ในการประชุมตอนสิบโมงเช้าของเรา

ตรงข้ามฉันคือแอรอน เขาเลิกคิ้วขึ้นและประสานสายตากับฉันอย่างรวดเร็ว ฉันมองดูริมฝีปากของเขาเหยียดลงระหว่างที่เขาเลื่อนเก้าอี้

ฉันกลอกตาและหันไปมองเจอรัลด์ ศีรษะล้านเลี่ยนของเขาสะท้อนแวววาวอยู่ใต้แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ขณะที่เขาหย่อนตัวค่อนข้างอวบของตัวเองลงบนเก้าอี้ และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือคาเบียร์ที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นมาในตำแหน่งเดียวกันกับทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ นั่นคือหัวหน้าทีมแผนกโซลูชั่นของบริษัท ซึ่งดูแลครอบคลุมทุกเรื่องยกเว้นวิศวกรรมโยธาที่เป็นยักษ์ใหญ่ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

“อรุณสวัสดิ์ ทุกคน” คาเบียร์เกริ่นนำด้วยความกระตือรือร้นในแบบที่มีเพียงคนที่เพิ่งทำงานนี้มาได้หนึ่งเดือนเท่านั้นที่จะแสดงออกมาได้ “สัปดาห์นี้เป็นตาผมนำและดูแลการประชุม ฉะนั้นกรุณาตอบรับเมื่อผมขานชื่อด้วยนะครับ”

เสียงฮึดฮัดอย่างรำคาญใจที่ฉันคุ้นเคยดีดังไปทั่วห้อง ฉันเหลือบมองผู้ชายตาสีฟ้าที่นั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะและเห็นสีหน้าหงุดหงิดเข้ากันดีกับเสียงนั้น

“แน่นอนค่ะ คาเบียร์” ฉันเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้ แม้จะเห็นด้วยกับผู้ชายหน้าบูดบึ้งคนนั้นก็ตาม “เชิญขานชื่อได้เลย”

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจับจ้องฉันด้วยแววแห่งความเย็นยะเยือก

ฉันสบสายตาที่จ้องเขม็งของเขาและได้ยินเสียงคาเบียร์ไล่ขานชื่อพวกเราทีละคน มีเสียงตอบรับจากทั้งเฮคเตอร์และเจอรัลด์ เสียงร้อง ‘มาค่ะ’ ที่ดังอย่างสดใสจนเกินความจำเป็นจากฉัน และเสียงฮึ่มฮั่มอีกหนจากนายขี้หงุดหงิดคนนั้น

“เอาล่ะ ขอบคุณครับ” คาเบียร์เอ่ยขึ้น “ต่อไปในวาระการประชุมคืออัพเดตสถานะโครงการ ใครอยากเริ่มเป็นคนแรกครับ”

มีแต่ความเงียบ

อินเทคให้บริการด้านวิศวกรรมสำหรับหน่วยงานใดก็ตามที่ไม่มีความสามารถหรือกำลังคนพอที่จะออกแบบหรือวางแผนโครงการของตัวเองได้ บางครั้งพวกเขาก็จ้างทีมนอกห้าถึงหกคน บางครั้งใช้แค่คนเดียวก็เพียงพอ ดังนั้นหัวหน้าทีมทั้งห้าในแผนกของเราจึงทำงานและดูแลโครงการต่างกันหลายโครงการให้กับลูกค้าที่ต่างกันหลายราย และทุกโครงการก็ดำเนินต่อเนื่องไม่มีหยุด อีกทั้งบรรลุเป้าหมายสำคัญๆ รวมถึงเจอกับปัญหาและอุปสรรคขวางทางทุกประเภท เราวิดีโอประชุมกับลูกค้าและผู้ร่วมลงทุนทุกวัน ซึ่งสถานะของแต่ละโครงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในรูปแบบที่ซับซ้อนจนไม่มีทางที่หัวหน้าทีมทุกคนจะอัพเดตให้ฟังได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ด้วยเหตุนี้คำถามของคาเบียร์จึงได้รับคำตอบเป็นความเงียบ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมการประชุมนี้ถึงไม่จำเป็นสักเท่าไรนัก

“อืม…” คาเบียร์ขยับตัวอยู่บนเก้าอี้อย่างอึดอัด “โอเค ผมเริ่มก็ได้ ใช่ ผมจะเริ่มเป็นคนแรกแล้วกัน” เขาพลิกเปิดแฟ้มที่ถือมาด้วย “สัปดาห์นี้เราเสนอต้นทุนใหม่ที่เราคำนวณได้ให้เทเลโกร์ ก็อย่างที่พวกคุณรู้ มันเป็นบริษัทสตาร์ตอัพที่ให้บริการคลาวด์เพื่อเสริมการใช้งานข้อมูลโทรศัพท์มือถือบนระบบขนส่งสาธารณะ ทุนทรัพย์ที่มีอยู่นั้นค่อนข้างจำกัดและ…”

ฉันฟังเพื่อนร่วมงานพูดอย่างเหม่อลอยขณะที่สายตามองไปรอบห้องประชุม เฮคเตอร์พยักหน้า แม้ฉันจะสงสัยว่าเขาเองก็ไม่ได้สนใจมากไปกว่าฉันนักหรอก เจอรัลด์สิที่ดูโทรศัพท์อย่างเปิดเผย นับเป็นการกระทำที่หยาบคาย หยาบคายเป็นอย่างมาก แต่ฉันก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากเขามากไปกว่านี้อยู่แล้ว

แล้วก็มีเขา แอรอน แบล็กฟอร์ด ผู้ที่ฉันตระหนักได้ว่ากำลังจ้องฉันอยู่ก่อนที่สายตาของฉันจะสบเข้ากับเขา

แขนของเขาเอื้อมมาทางฉัน สายตายังคงประสานกัน ฉันรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ฉันรู้ นิ้วเรียวยาวที่ติดอยู่กับฝ่ามือมหึมานั้นกางออกเมื่อมันสัมผัสกับวัตถุตรงหน้าฉัน ซึ่งวัตถุที่ว่านั้นก็คือเหยือกกาแฟ ฉันหรี่ตาพลางเฝ้าดูมือของเขากุมรอบด้ามจับเหยือก

เขาดึงมันข้ามโต๊ะไม้โอ๊กไปจนสุดทางอย่างเชื่องช้า จากนั้นเขาก็พยักหน้า

ไอ้จอมอาฆาตตาสีฟ้าน่าโมโห

ฉันส่งยิ้มเกร็งๆ ไม่เห็นฟันให้เขา เพราะอีกทางเลือกคือการพุ่งตัวข้ามโต๊ะไปเทของเหลวทั้งหมดในเหยือกงี่เง่านั่นใส่เขาอีกครั้ง แต่หนนี้ฉันจะทำมันอย่างตั้งใจเลยล่ะ

ฉันพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองจากความคิดนั้น ก่อนจะเบนสายตาหนีและเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำแบบหวัดๆ ลงบนสมุดแพลนเนอร์ด้วยความเกรี้ยวกราด

 

ถามอิซาว่าช่อดอกไม้ที่สั่งให้แม่เป็นดอกโบตั๋นหรือลิลลี่

สั่งช่อดอกโบตั๋นหรือลิลลี่จากป้าคาร์เมน

 

ถ้าเราไม่สั่งจากเธอ เธอคงส่งสายตาอาฆาตให้ฉันกับแม่ รวมถึงอิซาผู้เป็นพี่สาวของฉันและเป็นเจ้าสาว ไปจนวันที่เธอหรือเราคนใดคนหนึ่งลงโลงแน่

 

ส่งรายละเอียดเที่ยวบินของฉันให้พ่อ ท่านจะได้รู้ว่าจะมารับฉันที่สนามบินตอนไหน

บอกอิซาให้เตือนพ่อว่าท่านได้รายละเอียดเที่ยวบินของฉันแล้ว จะได้มารับฉันที่สนามบิน

 

ฉันยกปากกาขึ้นจรดริมฝีปาก กระวนกระวายกับความรู้สึกเลวร้ายที่ว่าฉันกำลังลืมสิ่งสำคัญอะไรไปสักอย่าง

ฉันเคี้ยวปากกาพลางเค้นสมองนึกว่าตัวเองลืมอะไรไป แต่แล้วเสียงหนึ่งที่ฉันคงโชคร้ายไม่มีวันลืมได้ก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ในหัวฉัน

‘คุณเพ้อแล้วล่ะ ถ้าคิดว่าจะหาคนในเวลาอันสั้นขนาดนี้ได้’

ดวงตาฉันมองกลับไปยังผู้ชายที่นั่งตรงข้ามและสบตากับเขาอีกครั้ง ฉันรู้สึกว่าแก้มร้อนระอุราวกับโดนจับได้ว่ากำลังทำอะไรผิดอยู่…อย่างเช่นการคิดถึงเขา…และหันกลับไปสนใจรายการที่ต้องทำ

 

หาแฟน

 

ฉันขีดฆ่าข้อความนั้น

 

หาแฟนปลอมๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนจริงๆ ก็ได้

 

“…และทั้งหมดที่ผมจะรายงานก็มีเท่านี้ครับ” คำพูดของคาเบียร์ดังเข้ามาตรงไหนสักแห่งทางด้านหลังศีรษะของฉัน

ฉันเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำต่อไป

 

หาแฟนปลอมๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนจริงๆ ก็ได้ และไม่ใช่หมอนั่น

แน่นอนว่าฉันมีตัวเลือกอื่น ไม่ใช่คู่ควงรับจ้างหรอก เสิร์ชในกูเกิลเร็วๆ หนเดียวก็ยืนยันได้แล้วว่าแอรอนพูดถูกอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าฮอลลีวูดหลอกลวงฉัน นิวยอร์กดูจะเต็มไปด้วยชายหญิงที่พร้อมจะเสนอบริการรูปแบบต่างๆ มากมายหลายหลากที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นคู่ควงเท่านั้น

ฉันเบ้หน้าก่อนจะเคี้ยวปากกาแรงขึ้น ไม่ใช่ว่าฉันจะยอมรับเรื่องนั้นกับแอรอนหรอกนะ ฉันยอมอดกินช็อกโกแลตไปหนึ่งปีเต็มดีกว่ายอมรับกับแอรอนว่าเขาพูดถูก

แต่มาถึงจุดนี้ฉันก็เข้าตาจนแล้ว เขาคิดถูกเรื่องนั้นอีกเช่นกัน ฉันจำเป็นต้องหาใครสักคนที่จะมาแกล้งเป็นคนรักที่คบกับฉันจริงจังแบบไม่ไก่กาต่อหน้าครอบครัวของฉัน และนั่นไม่ได้รวมถึงแค่วันแต่งงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานฉลองอีกสองวันก่อนหน้านั้นด้วย ซึ่งหมายความว่าฉันซวยแล้ว ฉัน…

“…และนั่นก็ต้องเป็นลิน่าครับ”

ชื่อของฉันทะลุเข้ามาในสมองทำให้ทุกอย่างหายวับไป ฉันทิ้งปากกาลงบนโต๊ะและกระแอม “ค่ะ อยู่นี่” ฉันพยายามยัดตัวเองกลับเข้าไปในบทสนทนา “ฟังอยู่ค่ะ ฉันฟังอยู่”

“นั่นคือสิ่งที่คนที่ไม่ได้ฟังอยู่พูดกันไม่ใช่เหรอครับ”

สายตาของฉันพุ่งข้ามห้องไปสบกับดวงตาสีฟ้าที่เกือบจะแสดงความขบขันออกมาแล้ว ถ้าผู้ชายเบื้องหลังดวงตาคู่นั้นมีอารมณ์แบบมนุษย์กับเขาด้วย

ฉันยืดหลังตรงแล้วพลิกหน้าสมุดแพลนเนอร์ “ฉันกำลังจดสิ่งที่จะโทรคุยกับลูกค้าคนหนึ่งหลังจากนี้เลยตามบทสนทนาไม่ทันค่ะ” ฉันโกหก “เป็นอะไรที่สำคัญมาก”

แอรอนส่งเสียงฮืมพลางพยักหน้า ต้องขอบคุณที่เขาปล่อยเรื่องนี้ไป

“งั้นมาทวนกันหน่อย แค่เพื่อให้เราทุกคนเข้าใจชัดเจนว่าเราไปถึงไหนกันแล้วนะครับ” คาเบียร์เสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

พรุ่งนี้เขาจะได้มัฟฟินไปกิน

“ขอบคุณค่ะ คาเบียร์” ฉันส่งยิ้มสดใสให้เขา ซึ่งเขาก็หน้าแดงและส่งยิ้มแหยๆ ตอบกลับมา

ฉันได้ยินเสียงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดดังมาจากอีกฟากของห้อง

เอาล่ะ ส่วนเขาจะไม่ได้มัฟฟินไปกินพรุ่งนี้ หรือตลอดกาล

“คือ” ในที่สุดคาเบียร์ก็พูดขึ้น “เจฟฟ์อยากเข้าประชุมวันนี้เพื่อบอกพวกคุณด้วยตัวเอง แต่คุณก็รู้ว่าตารางหัวหน้าแผนกนั้นยุ่งขนาดไหน มีนัดซ้อนกันเยอะแยะไปหมด เขาจะส่งต่อข้อมูลทั้งหมดที่พวกคุณต้องการให้อยู่ดี แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นความคิดที่ดีถ้าได้บอกพวกคุณล่วงหน้า”

ฉันกะพริบตา นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย “ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเรื่องนั้นค่ะ คาเบียร์”

“ยินดีครับ ลิน่า” เขาพยักหน้า “ผมคิดว่าการสื่อสารระหว่างเราทั้งห้าคนคือกุญแจสู่ความสำเร็จ…”

“คาเบียร์” เสียงแอรอนดังก้องไปทั่วห้อง “เข้าประเด็นได้แล้ว”

สายตาของคาเบียร์พุ่งไปที่เขา และคาเบียร์ก็ดูตกใจเล็กน้อย “ครับ ขอบคุณ แอรอน” จากนั้นเขาก็ต้องกระแอมอีกสองหนก่อนจะว่าต่อได้

“อินเทคจะจัดงานเปิดบ้านในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะมีคนกลุ่มใหญ่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นว่าที่ลูกค้าที่อยากรู้ว่าเราทำอะไรให้ได้บ้าง รวมถึงโครงการใหญ่ๆ บางโครงการที่เรากำลังทำกันอยู่ด้วย เจฟฟ์บอกว่าผู้เข้าร่วมงานทุกคนอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับค่อนข้างสูงกันทั้งนั้น ซึ่งก็สมเหตุสมผลดีเพราะนี่เป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เราสามารถขยายเครือข่ายของเราออกไปและทำให้มันแข็งแกร่งขึ้น และยังได้ทำแบบตัวต่อตัวด้วย เขาอยากให้อินเทคโชว์ตัวเอง อยากให้ดูดี ทันสมัย แสดงให้เห็นว่าเราตามตลาดปัจจุบันทัน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้ว่าที่ลูกค้าและลูกค้าปัจจุบันเห็นว่าเราไม่ได้ทำงานกันอย่างเดียว” เขาหัวเราะอย่างประหม่า “เพราะอย่างนี้งานเปิดบ้านจึงจะจัดยาวตั้งแต่แปดโมงเช้า เราจะต้อนรับผู้เข้าร่วมงานที่สำนักงานใหญ่ของเราที่นี่ เรื่อยไปจนถึงเที่ยงคืนครับ”

“เที่ยงคืนเหรอ” ฉันพึมพำ แทบเก็บอาการประหลาดใจไว้ไม่อยู่

“ครับ” คาเบียร์พยักหน้าด้วยความกระตือรือร้น

“น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะครับ มันจะเป็นงานเต็มรูปแบบเลย เวิร์กช็อปกับเทคโนโลยีใหม่ทุกประเภท ช่วงแลกเปลี่ยนความรู้ กิจกรรมที่เราจะได้ทำความรู้จักกับลูกค้าของเราและเรียนรู้ความต้องการของพวกเขา และแน่นอน เราจะมีบริการอาหารเช้า กลางวัน และเย็นให้ อ้อ แล้วก็มีเครื่องดื่มหลังเลิกงานด้วย แบบว่าให้อะไรๆ ผ่อนคลายขึ้น”

ดวงตาฉันค่อยๆ โตขึ้นไปพร้อมๆ กับที่คาเบียร์อธิบาย

“นั่น…” เฮคเตอร์เริ่ม “นั่นฟังดูต่างออกไปนะ”

ใช่เลย แล้วก็ฟังดูเหมือนเป็นงานที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งต้องวางแผนภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

“ใช่” เจอรัลด์ตอบ น้ำเสียงฟังดูกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างน่าสงสัย “มันจะทำให้อินเทคขึ้นนำในเกมนี้แน่นอน”

คาเบียร์พยักหน้าขณะที่ประสานสายตากับฉัน “แน่นอนที่สุดครับ และเจฟฟ์ก็อยากให้คุณเป็นคนดูแลทุกอย่างด้วย ลิน่า เยี่ยมยอดไปเลยใช่ไหมครับ”

ฉันกะพริบตา หลังพิงพนักเก้าอี้ “เขาอยากให้ฉันเป็นคนจัดงานเหรอ ทั้งหมดเนี่ยนะ”

“ครับ” เพื่อนร่วมงานยิ้มให้ฉันราวกับเขากำลังบอกข่าวดี “และเป็นพิธีกรด้วย จากพวกเราทั้งห้าคน คุณเป็นตัวเลือกที่มีเสน่ห์ที่สุดแล้วครับ”

ฉันกะพริบตาช้าๆ มองดูริมฝีปากเขาตกลง อาจเป็นเพราะสีหน้าของฉัน

มีเสน่ห์ ฉันสูดหายใจเข้าลึกพลางพยายามตั้งสติ “คือฉันดีใจนะคะที่มีคนคิดว่าฉันเป็นตัวเลือกที่มีเสน่ห์ที่สุด” ฉันโกหกพลางบังคับตัวเองไม่ให้โฟกัสไปที่กระแสเลือดที่เริ่มปั่นป่วน “แต่ฉันแทบไม่มีเวลาหรือประสบการณ์จัดงานอะไรทำนองนี้เลย”

“แต่เจฟฟ์ยืนกรานนะครับ” คาเบียร์โต้กลับ “และมันก็สำคัญกับอินเทคมากที่จะได้คนอย่างคุณมาเป็นตัวแทนให้บริษัท”

ฉันน่าจะถามว่า ‘คนอย่างฉัน’ นั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ฉันไม่คิดว่าจะอยากได้ยินคำตอบหรอก คอฉันแห้งผาก ทำให้กลืนน้ำลายลำบากขึ้นไปอีก

“พวกเราคนใดคนหนึ่งก็บรรลุเป้าหมายเดียวกันนั้นได้ไม่ใช่เหรอคะ ให้คนที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่ฟังดูเหมือนเป็นงานประชาสัมพันธ์จัดงานสำคัญขนาดนี้ไม่ดีกว่าเหรอคะ”

คาเบียร์เปลี่ยนเรื่อง ไม่ยอมตอบคำถามของฉัน “เจฟฟ์บอกว่าคุณจะจัดงานได้ครับ บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างคนเพิ่ม อีกอย่างคุณก็…” เขาเงียบเสียงลง ท่าทางเหมือนอยากไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้ “ชอบเข้าสังคม ร่าเริงสดใส”

ฉันกำหมัดอยู่ใต้โต๊ะและพยายามซ่อนความปั่นป่วนภายในอย่างถึงที่สุด “แน่นอนค่ะ” ฉันกัดฟันพูด นั่นเป็นความฝันของทุกคนเลย การที่เจ้านายพูดถึงพวกเขาว่าเป็นคนร่าเริงสดใสน่ะ “แต่ฉันมีงานต้องทำด้วย ฉันยังมีโครงการที่ต้องทำตามกำหนดเวลาอยู่อีก งานนี้…จะสำคัญไปกว่าลูกค้ากับความรับผิดชอบปัจจุบันของฉันได้ยังไง”

ฉันเงียบไปพักใหญ่ รอเสียงสนับสนุนจากบรรดาเพื่อนร่วมงานของฉัน

สนับสนุนแบบไหนก็ได้

แต่…ไม่มีอะไรเลย มีเพียงความเงียบงันตามปกติซึ่งมักจะตามมาหลังสถานการณ์ทำนองนี้

ฉันขยับตัวอยู่บนเก้าอี้ รู้สึกได้ว่าแก้มร้อนขึ้นด้วยความหงุดหงิด “คาเบียร์” ฉันพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ฉันรู้ว่าเจฟฟ์อาจจะเสนอให้ฉันเป็นคนดูแลเรื่องนี้ แต่พวกคุณก็เข้าใจว่านี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด จริงไหม ฉัน…คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มจากตรงไหน” นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันถูกจ้างมาให้ทำเสียหน่อย

แต่ไม่มีใครยอมรับเรื่องนั้นหรอก แม้ในยามที่เสียงสนับสนุนของพวกเขาจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ ซึ่งนั่นก็จะนำไปสู่เหตุผลแท้จริงที่ทำให้ฉันได้รับมอบหมายงานนี้

“ฉันต้องดูงานในส่วนของลูกทีมที่เก่งที่สุดสองคนของฉันอย่างลินดากับแพทริเซียอยู่แล้ว อย่างที่เห็น ฉันคงไม่มีเวลาเหลือมากพอ” ฉันเกลียดที่ต้องออกปากบ่นและขอให้เข้าใจกันสักเล็กน้อย จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ได้ ณ จุดนี้ แต่ฉันจะทำอะไรได้อีกล่ะ

เจอรัลด์พ่นลมพรืด ฉันหันขวับไปทางเขา “แหม จ้างผู้หญิงวัยสามสิบก็มีข้อเสียแบบนี้แหละ”

ฉันแค่นเสียง ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาเพิ่งพูดคำนั้นออกมา แต่เขาก็พูด ฉันอ้าปาก แต่เฮคเตอร์หยุดฉันไว้ก่อน

“เอาล่ะ งั้นเราทุกคนมาช่วยคุณดีไหมล่ะ” เฮคเตอร์แนะ ฉันมองเขาและเห็นสีหน้ายอมจำนน “บางทีเราทุกคนอาจช่วยกันได้คนละเล็กคนละน้อย”

ฉันรักผู้ชายคนนี้นะ แต่หัวใจที่แสนอ่อนโยนกับความไม่กล้าเผชิญหน้าของเขาไม่ได้ช่วยอะไรนัก เขาแค่กำลังย่องอ้อมหนีปัญหาที่แท้จริง

“นี่ไม่ใช่โรงเรียนมัธยมปลายนะ เฮคเตอร์” เจอรัลด์ตวาด “เราเป็นมืออาชีพกัน แล้วเราก็จะไม่ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อยอะไรทั้งนั้น” เขาส่ายศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันของตัวเองตามด้วยเสียงพ่นลมอย่างดูถูกอีกครั้ง

เฮคเตอร์หุบปากสนิท

คาเบียร์แทรกขึ้นอีก “ผมจะส่งรายชื่อคนที่เจฟฟ์รวบรวมมาให้นะครับ ลิน่า”

ฉันส่ายหน้าอีกหน รู้สึกได้ว่าแก้มร้อนเข้าไปใหญ่พลางห้ามตัวเองไว้ไม่ให้พูดอะไรใส่เพื่อนร่วมงานซึ่งฉันอาจจะมานึกเสียใจทีหลัง

“อ้อ” คาเบียร์เสริม “เจฟฟ์มีไอเดียสำหรับบริการอาหารจัดเลี้ยงอีกสองสามอย่างด้วย มันจะอยู่ในอีเมลแยกต่างหากที่ผมจะส่งให้คุณเช่นกันนะครับ แต่เขาอยากให้คุณทำรีเสิร์ชเรื่องนั้นอีกนิดหน่อย อาจจะคิดเป็นธีมไปเลย เขาบอกว่าคุณจะรู้ว่าต้องทำยังไง”

ริมฝีปากฉันเผยอสบถเงียบๆ ด้วยคำที่จะทำให้คุณยายดึงหูฉันไปโบสถ์แน่ๆ

ฉันจะรู้ว่าต้องทำยังไงงั้นเรอะ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง

ฉันเอื้อมไปหยิบปากกามาถือไว้ด้วยสองมือเพื่อเค้นความหงุดหงิดพลุ่งพล่านที่เพิ่มมากขึ้นออกไปบ้าง ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ

“ฉันจะไปคุยกับเจฟฟ์เอง” ฉันพูดลอดไรฟันที่ขบกันแน่นเป็นรอยยิ้มเกร็งๆ “ปกติฉันคงไม่ไปกวนเขาหรอก แต่…”

“คุณช่วยหยุดทำให้พวกเราเสียเวลาสักทีได้ไหม” เจอรัลด์ขัด ทำให้เลือดบนหน้าฉันทิ้งดิ่งลงไปที่เท้า “คุณไม่ต้องคุยเรื่องนี้กับเจ้านายของเราก็ได้” นิ้วอวบๆ ของเจอรัลด์โบกไปมาในอากาศ “เลิกหาข้ออ้างแล้วลงมือทำเสียที คุณยิ้มและทำตัวเป็นมิตรเป็นพิเศษได้ทั้งวันไม่ใช่เรอะ”

คำว่า เป็นพิเศษ’ และ ‘เป็นมิตร’ สะท้อนก้องอยู่ในหัวขณะที่ฉันจ้องเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง

ไอ้ผู้ชายเหงื่อชุ่มในเสื้อเชิ้ตคับๆ ที่ออกแบบมาสำหรับคนมีคลาสที่หมอนี่ไม่มีวันมีได้จะเหยียบย่ำทุกคนให้จมดินทุกครั้งที่มีโอกาส และจะยิ่งหนักข้อขึ้นถ้าคนคนนั้นบังเอิญเป็นผู้หญิง ฉันรู้ดี

“เจอรัลด์” ฉันทำเสียงนุ่มลงและบีบปากการุนแรงขึ้นพลางภาวนาให้มันไม่หักจนทุกคนรู้กันหมดว่าจริงๆ แล้วฉันของขึ้นขนาดไหน “จุดประสงค์ในการประชุมครั้งนี้ก็เพื่อถกปัญหาทำนองนี้กัน ดังนั้นฉันต้องขอโทษด้วยนะ แต่คุณจะต้องทนฟังฉันทำ…”

“ยาหยี” เจอรัลด์ขัดจังหวะฉัน รอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นบนใบหน้า “คิดเสียว่ามันเป็นปาร์ตี้สิ ผู้หญิงรู้เรื่องพวกนั้นดีไม่ใช่หรือไง แค่เตรียมกิจกรรมนิดหน่อย ให้อาหารมาส่ง แต่งตัวสวยๆ แล้วก็เล่นมุกขำๆ คุณยังสาวและน่ารัก คุณไม่ต้องใช้สมองขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ คุณจะคุมพวกนั้นได้อยู่หมัดเลยล่ะ” เขาหัวเราะหึๆ “ผมแน่ใจว่าคุณรู้วิธีทำแบบนั้นใช่ไหมล่ะ”

ฉันสำลักคำพูดตัวเอง อากาศที่ควรเข้าออกในปอดของฉันไปค้างอยู่ตรงไหนสักแห่ง

ฉันไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้และรู้สึกได้ว่าขาของฉันเหยียดตรงพาร่างตัวเองลุกยืนขึ้น ฉับพลันเก้าอี้ไถลไปด้านหลังส่งเสียงดังเอี๊ยด ฉันฟาดมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ รู้สึกสมองว่างเปล่าไปชั่ววินาทีหนึ่งและเห็นแต่ภาพสีแดงเถือก ในช่วงเวลานั้นเองที่ฉันเข้าใจแล้วว่าคำกล่าวนั้นมีที่มาอย่างไร ฉันเห็นแต่สีแดงโคตรๆ ราวกับสวมแว่นเลนส์สีแดงเข้ม

ฉันได้ยินเสียงเฮคเตอร์พ่นลมหายใจออกอย่างแรงตรงไหนสักแห่งทางขวามือพลางกระซิบงึมงำ

จากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย เหลือเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก

นั่นไงล่ะ ความจริง เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมฉันถึงถูกเลือกให้ทำงานบ้านี่จากคนอื่นๆ รวมถึงอีกสี่คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ฉันเป็นผู้หญิง…ผู้หญิงคนเดียวที่เป็นหัวหน้าทีมในแผนกและฉันก็มี ‘ของ’ ไม่ว่าส่วนเว้าส่วนโค้งของฉันจะเว้าโค้งแค่ไหนก็ตาม ฉันร่าเริงสดใส น่ารัก เป็นเพศหญิง เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวเลือกที่มีเสน่ห์ ฉันโดนจับเอาขึ้นแท่นโชว์ให้บรรดาลูกค้าดูในฐานะเหรียญทองที่พิสูจน์ว่าอินเทคไม่ได้ติดแหง็กอยู่ในอดีต

“ลิน่า” ฉันบังคับให้เสียงหนักแน่นและสุขุม และฉันเกลียดที่มันไม่เป็นไปตามนั้น ฉันเกลียดที่ฉันอยากกลับหลังหันและปล่อยให้ขาพาร่างฉันออกไปจากห้องนี้ “ไม่ใช่ ‘ยาหยี’ ฉันชื่อลิน่า” ฉันนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งอย่างเชื่องช้าพลางกระแอมและใช้เวลาควบคุมสติอีกอึดใจหนึ่ง

ฉันเอาอยู่ ฉันต้องเอาให้อยู่

“ครั้งหน้ากรุณาเรียกชื่อฉันด้วยนะคะ เรียกฉันด้วยความเคารพและเป็นมืออาชีพแบบที่คุณเรียกคนอื่นๆ ด้วย” เสียงของฉันดังมาเข้าหูตัวเองในแบบที่ฉันไม่ชอบเลยแม้แต่นิดเดียว มันทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงตัวตนของฉันในเวอร์ชั่นอ่อนแอแบบที่ไม่อยากเป็น แต่อย่างน้อยฉันก็สามารถพูดออกไปได้โดยไม่สติหลุดหรือวิ่งหนีไป “ขอบคุณ”

ฉันรู้สึกได้ว่าดวงตาเริ่มพร่ามัวด้วยโทสะและความคับข้องใจล้วนๆ จึงกะพริบตาสองสามที บังคับให้อารมณ์พวกนั้นและสิ่งอื่นทุกอย่างหายไปจากใบหน้า ภาวนาให้ก้อนที่จุกอยู่ในลำคอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความอับอายเลยสักนิดแม้มันจะเกี่ยวก็ตาม เพราะฉันจะไม่รู้สึกขายหน้าได้อย่างไรในเมื่อสติขาดผึงไปแบบนั้น แม้กระทั่งหลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วนั่น ทั้งๆ ที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องรับมือกับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้ด้วยซ้ำ ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้องทำอย่างไรงั้นหรือ

เจอรัลด์กลอกตา “อย่าคิดมากขนาดนั้นเลย ลิน่า” เขาส่งสายตาดูถูกดูแคลนให้ฉัน “ผมก็แค่พูดขำๆ จริงไหม พวกเรา”

เขามองไปยังเพื่อนร่วมงานของเรา มองหาเสียงสนับสนุนจากพวกเขาไปทั่วห้อง แต่ก็ไม่เจอ

ฉันมองดูเฮคเตอร์หงอยลงบนเก้าอี้จากทางหางตา

“เจอรัลด์…” เขาว่า ฟังดูอ่อนล้าและไร้แรงใจ “ไม่เอาน่า พวก”

ฉันจ้องเจอรัลด์ไม่วางตาและพยายามหยุดหน้าอกไม่ให้กระเพื่อมด้วยความรู้สึกอับจนหนทางที่ก่อตัวขึ้น ฉันไม่ยอมมองคาเบียร์และแอรอน ผู้ชายอีกสองคนที่ยังคงปิดปากเงียบ

พวกเขาอาจคิดว่าตัวเองไม่เข้าข้างฝ่ายไหน แต่จริงๆ แล้วพวกเขาเลือกข้าง ความเงียบของพวกเขานั่นแหละที่กำลังเลือกให้

“โอ๊ย ไม่เอาน่าอะไรล่ะ” เจอรัลด์เย้ยหยัน “ไม่ใช่ว่าผมพูดอะไรที่ไม่เป็นความจริงเสียหน่อย แม่สาวน้อยคนนี้ไม่จำเป็นต้องพยายามด้วยซ้ำ…”

และก่อนที่ฉันจะรวบรวมความกล้าเพื่อหยุดเขาเอาไว้ คนสุดท้ายในห้องที่ฉันคาดหวังว่าจะเปิดปากก็ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

“เราประชุมกันจบแล้ว”

ฉันหันขวับไปทางเขาและเห็นเขามองเจอรัลด์ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงและเย็นสะท้านจนฉันแทบสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิในห้องลดลงไปราวสององศา

ฉันส่ายหน้าแล้วละสายตาจากแอรอน เขาจะพูดอะไรก็ได้ในช่วงเวลาสิบนาทีที่ผ่านมา แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูด ต่อให้เขาจะเงียบไปตลอดฉันก็ไม่สนหรอก

เก้าอี้ของเจอรัลด์ครูดพื้น เว้นที่ให้เขาลุกขึ้นยืน “ใช่ เราประชุมกันจบแล้ว” เขาบอกเสียงราบเรียบพลางรวบรวมข้าวของ “ผมก็ไม่มีเวลากับเรื่องนี้เหมือนกัน อย่างไรเสียเธอก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง”

พอพ่นสวะออกมาเสร็จ เจอรัลด์ก็เดินไปทางประตูและออกจากห้องไป

หัวใจของฉันยังคงเต้นกระหน่ำอยู่ในอก ทุบตุ้บๆ อยู่ในขมับฉัน

คาเบียร์ตามไป เขายืนขึ้นและมองฉันอย่างขอโทษขอโพย “ผมไม่ได้เข้าข้างเขานะ โอเคไหม” สายตาเขาเลื่อนไปทางแอรอนเร็วๆ ก่อนจะเบนกลับมาหาฉันอย่างรวดเร็วพอกัน “ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเจฟฟ์ เขาอยากให้คุณทำงานนี้ อย่าคิดมากเลย ถือเสียว่าเป็นคำชมนะครับ”

ฉันมองเขาออกจากห้องไปโดยไม่เสียเวลาโต้ตอบ

ชายที่เกือบรับฉันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและปฏิบัติกับฉันราวกับเป็นสมาชิกตระกูลดิแอซอีกคนมองมาพร้อมกับส่ายหน้า เขาทำปากเป็นคำว่า ‘เคปันเดโฮ’* ซึ่งดึงรอยยิ้มบางๆ ของฉันให้ผุดขึ้นมาได้ เพราะต่อให้นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดกันในสเปน ฉันก็รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

และเฮคเตอร์ก็พูดถูก เจอรัลด์เป็น ‘ไอ้งั่ง’ ขนานแท้

แล้วก็ยังมีแอรอน ผู้ที่ยังคงไม่สนใจจะมองฉันด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวของเขากำลังเก็บข้าวของอย่างเป็นระบบระเบียบ และขาที่ยาวยิ่งกว่าก็ผลักเก้าอี้ไปข้างหลังให้เขามีพื้นที่ลุกขึ้นยืนตัวตรง

ระหว่างที่ฉันชำเลืองไปทางเขาและยังคงรู้สึกแย่จากทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นอยู่นั้น ฉันก็เห็นสายตาของเขาเลื่อนจากมือตัวเองมาทางฉัน ดวงตาที่ฉันมองออกว่ามันได้สติมากขึ้นและแปรเปลี่ยนกลับไปดูเย่อหยิ่งอีกครั้งจับจ้องฉันอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเมินฉันอย่างรวดเร็วพอกันเหมือนที่เขามักทำ

ฉันมองร่างสูงกำยำของเขาเดินผ่านประตูออกไปยังโถงทางเดิน เสียงโครมครามในอกฉันเร่งจังหวะและสงบลงพร้อมๆ กันอย่างน่าประหลาด

“ไปกันเถอะสาวน้อย” เฮคเตอร์เรียก ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วและกำลังก้มลงมองฉัน “ผมมีชิชาโรน** อยู่ในห้องถุงนึง ซิเมน่าแอบเอาใส่ไว้ในกระเป๋าแล็ปท็อปให้เมื่อวันก่อน แล้วผมก็เก็บไว้ตุน” ว่าแล้วเขาก็ขยิบตา

ฉันลุกขึ้นยืนบ้างพลางหัวเราะเบาๆ ครั้งต่อไปที่เจอกันฉันจะกอดลูกสาวตัวน้อยของเฮคเตอร์แน่นๆ เลย

“คุณต้องเพิ่มเงินค่าขนมรายสัปดาห์ให้แม่สาวน้อยคนนั้นแล้ว” ฉันเดินตามเขาออกไป พยายามอย่างยิ่งที่จะยิ้มตอบ

แม้ฉันจะอดสังเกตไม่ได้ว่าหลังจากเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว มุมปากของฉันก็สั่นระริก เปลี่ยนเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาของฉัน

 

* Buenos dias เป็นภาษาสเปน แปลว่าอรุณสวัสดิ์

** เซบิเช (Ceviche) อาหารประเภทยำชนิดหนึ่ง มีรสเปรี้ยว ประกอบด้วยเนื้อปลาหรืออาหารทะเลดิบแช่ในน้ำผลไม้สกุลส้มคลุกเครื่องเทศ มีต้นกำเนิดในแถบลาตินอเมริกา

* Qué pendejo เป็นภาษาสเปน แปลว่าไอ้งั่ง

** ชิชาโรน (Chicharrones) เป็นอาหารชนิดหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาจากสเปน เป็นหมูสามชั้นหรือหนังหมูทอด คล้ายแคบหมู

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 8 .. 66 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: