X
    Categories: everYคดีลับใต้หมู่ดาวทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คดีลับใต้หมู่ดาว เล่ม 1 บทที่ 10 #นิยายวาย

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง

และการฆาตกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

บทที่ 10

ปกติหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งราคาสามเฟิน สำหรับคนทั่วไปแล้วถือว่าไม่แพง

คนไม่รู้หนังสือก็สามารถไปฟังคนอ่านหนังสือพิมพ์ที่โรงน้ำชาได้ น้ำชาหนึ่งกาก็ใช้เวลาไปครึ่งค่อนบ่าย ถือว่าได้ประโยชน์สองอย่างในเวลาเดียวกัน

หนังสือพิมพ์หวงผู่ซินเป้าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก มีผู้อ่านน้อย ต้องอาศัยการขายแบบกำไรน้อยแต่เน้นปริมาณ หนังสือพิมพ์นี้ขายได้เพียงฉบับละสองเฟินเท่านั้น เมื่อประกอบกับการแย่งตีพิมพ์ข่าวดังให้ได้ก่อนใครก็คงเห็นได้ชัดว่าวันนี้จะขายหมดอย่างแน่นอน

จากการชักจูงของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ อีกไม่นานข่าวการตายของตู้อวิ้นหนิงก็คงจะกระจายไปทั่วทุกมุมของนครเซี่ยงไฮ้อันใหญ่โตนี้

และสถานะผู้ต้องสงสัยของหลิงซูก็คงยากจะปิดบังเอาไว้ได้ ทุกคนคนต่างก็เป็นผู้พิพากษา ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร คนก็พูดกันปากต่อปาก คำวิจารณ์ทั้งหมดจะชี้คมดาบมาที่เขา นั่นจะยิ่งทำให้คนไขคดียิ่งกดดันขึ้นไปอีก

ภายใต้แรงกดดันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าหลักฐาน หากหลิงซูคิดจะหนีให้พ้นจากความผิดก็จะยิ่งยาก

ทุกยุคทุกสมัย ชีวิตแลกชีวิต คือกฎที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“หัวหน้าเยวี่ย นายมีความสามารถจำกัดหรือไงหา แม้แต่ข่าวข่าวเดียวก็ยังปิดไม่อยู่ ฉันสงสัยแล้วล่ะว่าความสำเร็จที่นายคุยโวโอ้อวดเอาไว้กับพี่สาวฉันมันจริงไหม!”

หลิงซูพูดอย่างเหลืออดพลางล้วงเอาเงินห้าเฟินจากในกระเป๋ากางเกงมาวางบนหนังสือพิมพ์ เขาพับหนังสือพิมพ์ลวกๆ ก่อนจะยัดใส่อ้อมแขนของขอทานข้างทาง

“กำแพงมีหูประตูมีตา” เยวี่ยติ้งถังเอ่ยเสียงเรียบ “ตั้งแต่วินาทีที่คดีนี้เกี่ยวข้องกับนาย นายก็ควรจะเดาได้ตั้งนานแล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ คนรับใช้สกุลหยวนถึงจะถูกจำกัดการเข้าออกบ้าน แต่ก็ต้องกินต้องดื่มกันอยู่ทุกวัน ต้องติดต่อกับคนข้างนอกอยู่แล้ว แถมยังมีพวกตำรวจเขตเช่าที่ทำหน้าที่บกพร่องเยอะแยะขนาดนั้นอีก ถ้าจะมีสักคนสองคนปล่อยข่าวให้หนังสือพิมพ์เล็กๆ หาเงินค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

หลิงซูถอนหายใจ คำพูดที่ว่าตัวนั่งอยู่ในบ้านแต่เรื่องยุ่งหล่นลงมาจากฟ้านั้นคือสิ่งที่อธิบายตัวเขาในตอนนี้ได้ดีที่สุด

แค่หนึ่งวันที่ยังหาตัวฆาตกรไม่พบ คดีนี้ก็เหมือนเป็นเชือกที่มองไม่เห็นมาสวมอยู่บนคอของเขาแล้ว เชือกนี้อาจจะรัดแน่นขึ้นเพื่อให้เขาตายเมื่อไหร่ก็ได้

คนที่ช่วยตู้อวิ้นหนิงเขียนรายการทรัพย์สินอาจจะมีความสัมพันธ์สวาทลับๆ กับตู้อวิ้นหนิง หรืออาจถึงขั้นโน้มน้าวให้เธอหนีไปกับเขาด้วย สุดท้ายก็ฆ่าปิดปากเธอ หลังจากนั้นก็วนเวียนอยู่ใกล้ๆ เหมือนวิญญาณคนตายที่ไม่มีตัวตน แต่ก็หาร่องรอยของคนคนนั้นไม่พบแม้แต่น้อย

ถ้าไม่ใช่เพราะหลิงซูเคยเห็นใบรายการทรัพย์สินนั้นด้วยตาตัวเอง เขาก็คงสงสัยเหมือนกันว่าคนคนนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า

หลิงซูรู้สึกว่าการตามหาเบาะแสจากร่องรอยตอนตู้อวิ้นหนิงมีชีวิตอยู่นั้นไม่ใช่ความคิดที่ผิด แต่การทำแบบนี้กลับเหมือนถูกใครจูงจมูกอยู่อย่างไรอย่างนั้น อีกฝ่ายซ่อนอยู่ในที่มืดและรู้ทุกย่างก้าวของเขาว่าจะทำอะไร คนคนนั้นสามารถควบคุมเส้นทางของเขาได้สบายๆ และยังส่งคนไปจัดการเขาได้ก่อนด้วย

เช่นนั้น…ถ้าลองเปลี่ยนวิธีคิดดูล่ะ

ถ้าแม้แต่คนรับใช้ใกล้ชิดก็ยังไม่เคยเห็นคนคนนี้ล่ะก็…

ถ้าอย่างนั้น ตู้อวิ้นหนิงจะไปพบอีกฝ่ายโดยเลี่ยงไม่ให้คนสกุลหยวนรู้เข้าได้อย่างไร

จู่ๆ หลิงซูก็เกิดประกายความคิดวาบขึ้น!

“ร้านกาแฟซินเยวี่ย!”

“ก่อนหน้านี้สองสามครั้งตู้อวิ้นหนิงนัดนายที่ไหน”

เยวี่ยติ้งถังแทบจะพูดออกมาพร้อมกับเขา

ทั้งคู่พูดไม่เหมือนกัน แต่ความหมายที่สื่อนั้นเหมือนกัน

พวกเขาคิดไปในทางเดียวกันแล้ว

เยวี่ยติ้งถังเอ่ย “นัดที่ร้านกาแฟซินเยวี่ยทุกครั้งใช่ไหม”

“ใช่แล้ว เธอนัดฉันสามครั้ง ทุกครั้งคือที่นั่น”

“งั้นนายเห็นเธอสนิทกับใครที่ร้านกาแฟเป็นพิเศษหรือเปล่า”

หลิงซูคิดครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า “เท่าที่จำได้ก็ไม่มีนะ ดูเหมือนเธอจะรู้จักกับเถ้าแก่ร้านกาแฟซินเยวี่ย ครั้งที่สองที่เราเจอกัน เธอยังแนะนำฉันกับเถ้าแก่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการล้างแก้วอยู่เลย”

“แล้วนายรู้จักเถ้าแก่คนนั้นมากแค่ไหน เขามีภรรยาหรือเปล่า”

“นายสงสัยว่าตู้อวิ้นหนิงอาจจะมีอะไรกับเขาหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก”

คนขับรถของเยวี่ยติ้งถังยืนรออยู่ที่หัวมุมถนน เมื่อเห็นพวกเขาเดินมาคนขับรถก็รีบไปเปิดประตู

เขาอำนวยความสะดวกจนทั้งคู่เข้าไปนั่งเรียบร้อย รถเคลื่อนที่ หลิงซูจึงค่อยเอ่ย

“เอาไว้นายไปเห็นเถ้าแก่คนนั้นนายก็จะรู้เอง เขาอายุมากหน่อย พูดจาก็ไม่ค่อยลื่นไหล ตู้อวิ้นหนิงคงไม่ติดต่อคบหากับคนคนนี้ลึกซึ้งสักเท่าไหร่หรอก”

เยวี่ยติ้งถังคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นไปดูที่ร้านกาแฟซินเยวี่ยกัน”

จากที่นี่ไปร้านกาแฟซินเยวี่ย ถ้ารถไม่ติดก็ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีเท่านั้น

พวกเยวี่ยติ้งถังลงจากรถที่หัวมุมถนน เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นป้ายที่แขวนหน้าร้านกาแฟแห่งนั้นอยู่ไกลๆ

ร้านกาแฟซินเยวี่ยดูเหมือนเปิดมานานพอสมควร

ผนังด้านนอกเพิ่งจะฟอกสีไป หน้าต่างสองสามบานดูกลางเก่ากลางใหม่ พืชพรรณต่างๆ พยายามรักษาสีเขียวของมันเอาไว้ท่ามกลางความหนาว ทั้งยังมีพนักงานต้อนรับที่สวมชุดตะวันตก องค์ประกอบต่างๆ ล้วนทำให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

แต่ร้านกาแฟที่เปิดในประเทศจีน อย่างไรเสียก็ยังต้องมีกลิ่นอายความเป็นจีนอยู่ อย่างเช่นเสียงเพลงที่ดังออกมาจากร้านกาแฟตอนนี้ เพลงที่เปิดอยู่ไม่ใช่เพลงต่างประเทศ แต่เป็นเพลงโม่ลี่ฮวา ที่คนจีนคุ้นหูกันดี

หลิงซูกับเยวี่ยติ้งถังไม่ได้รีบเข้าไปในร้านกาแฟ พวกเขาเดินเล่นที่ร้านในบริเวณใกล้ๆ พูดคุยสบายๆ กับเถ้าแก่และพนักงานร้านแถวนั้นสองสามคำ ซื้อของเล็กน้อย คอยสังเกตร้านกาแฟซินเยวี่ยโดยทำเหมือนไม่ใส่ใจเท่าใดนัก

ร้านกาแฟแห่งนี้ค่อนข้างเก่าแล้ว หลายปีก่อนนี้ก็เปิดร้านอยู่ที่นี่แต่เปลี่ยนเถ้าแก่มาสองคน คนแรกแซ่หาน ได้ข่าวว่าธุรกิจล้มละลาย เก็บของกลับบ้านเกิดไปแล้ว ตอนนี้เถ้าแก่แซ่หลี่ เป็นเพื่อนของเถ้าแก่หาน ได้ยินว่าเถ้าแก่หานรีบใช้เงิน เถ้าแก่หลี่จึงรับซื้อกิจการร้านกาแฟต่อ ซ่อมแซมปรับปรุงรูปแบบเสียใหม่ให้สวยงามกว่าเดิม

กิจการร้านกาแฟนั้นถือว่าไม่แย่เลย ตัวเถ้าแก่ก็เป็นคนดี พนักงานในร้านหลายคนก็เป็นคนที่เขาเคยช่วยเหลือเอาไว้ แม้แต่เพื่อนบ้านใกล้ๆ ร้านถ้ามีอะไรไม่สะดวกหากช่วยได้เถ้าแก่หลี่ก็จะช่วย

“เถ้าแก่หลี่เป็นคนจิตใจดี แต่น่าเสียดายที่สังคมนี้คนดีอยู่ยาก ต้องเป็นคนเลวถึงจะมีหน้ามีตากับเขา!”

หลิงซูเดินมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน เมื่อเข้ามาในร้านขายใบชาก็ได้ยินเถ้าแก่ถังพูดประโยคนั้นกับเยวี่ยติ้งถัง

“ทำไมล่ะครับ” หลิงซูถามไปตามน้ำ

“คุณคนนี้เป็นใครรึ” เถ้าแก่ถังร้านใบชามองหลิงซู

เยวี่ยติ้งถังจึงบอกว่า “เขาแซ่หยาง เป็นเพื่อนร่วมงานของผมเอง ออกมาทำงานสำรวจชุมชนด้วยกันกับผมน่ะครับ”

เถ้าแก่ถังยิ้มแย้ม “ที่แท้ก็ศาสตราจารย์หยางนี่เอง นั่งก่อนครับ! เสี่ยวตง รินชา!”

หลายปีมานี้ปัญญาชนได้รับความเคารพมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่เป็นนักวิชาการเป็นศาสตราจารย์อย่างเยวี่ยติ้งถัง หากอยู่ในสมัยราชวงศ์ชิงก็จะเป็นบุคคลสำคัญระดับบัณฑิตฮั่นหลิน ทีเดียว สามารถขึ้นไปอยู่ระดับชนชั้นสูงได้ทุกเมื่อ ในสายตาของชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ปากกัดตีนถีบนั้นรู้สึกห่างไกลจากคนเหล่านี้และรู้สึกเหมือนต้องเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่สูงกว่าอย่างไรอย่างนั้น

เยวี่ยติ้งถังมาสอบถามอีกฝ่ายโดยอ้างว่าเป็นการสำรวจชุมชน เขายังซื้อใบชาไปอีกสองเหลี่ยง ด้วย จึงได้รับการต้อนรับที่กระตือรือร้นเป็นพิเศษ

“จะว่าไป เถ้าแก่หลี่รับซื้อกิจการร้านกาแฟนี้ก็ไม่ง่ายเลยนะ เดิมเขาก็แค่อยากจะช่วยเพื่อน เป็นความปรารถนาดีก็เลยยื่นมือมาช่วยเหลือ ใครจะคิดว่าร้านกาแฟนี้พอเซ้งต่อไปไม่ถึงเดือนก็มีคนมาหาถึงที่ บอกว่าเถ้าแก่หานขายร้านซ้ำซ้อน ขายร้านกาแฟนี้ให้ฝ่ายนั้นด้วย ตอนนั้นเถ้าแก่หานได้เงินแล้วก็หายตัวไปเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องไม่ยอมกัน เถ้าแก่หลี่อยากจะกลับมาเปิดร้านใหม่โดยเร็วก็เลยจ่ายเงินอีกก้อนให้อีกฝ่ายไปเพื่อเอาร้านนี้มาเป็นของตัวเอง”

เถ้าแก่ถังร้านใบชานี้อยู่เยื้องกับร้านกาแฟ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรู้ต้องเห็นบ้าง เขาพูดถึงประวัติของร้านกาแฟได้ชัดเจนเป็นลำดับ ดูท่าทางจะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านทั้งสองคนเป็นอย่างดี

“อย่างนั้นเถ้าแก่หลี่ก็เป็นคนใจกว้างมากเลยสินะครับ” เยวี่ยติ้งถังถาม

เถ้าแก่ถังพยักหน้า “ใช่แล้วล่ะ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาเซี่ยงไฮ้มีพายุฝนใหญ่ใช่ไหมล่ะ หลายที่ก็น้ำท่วม ใบชาล้ำค่าของผมพวกนี้น่ะโดนน้ำไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว โชคดีมากที่เถ้าแก่หลี่ให้ผมยืมถังเหล็กใบใหญ่หลายใบ เอาใบชาใส่แล้วปิดให้แน่น ไม่ชื้นเลยสักนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเมล็ดกาแฟของเขาเองเสียหายไปครึ่งหนึ่ง คุณลองไปถามคนที่อยู่ถนนเส้นนี้ดูก็ได้ ถ้าพูดถึงเขาน่ะ เก้าในสิบต้องยกนิ้วให้ทั้งนั้นแหละ!”

หลิงซูกล่าว “ผมว่าลูกค้าร้านกาแฟก็ไม่ได้มากมายเป็นพิเศษนะครับ เขาช่วยคนอื่นอยู่บ่อยๆ แบบนี้ตัวเองไม่ขาดทุนเหรอครับ”

เถ้าแก่ถังยิ้มพลางว่า “ได้ยินว่าเขาเป็นพวกคนจีนโพ้นทะเลที่กลับมาจากต่างประเทศน่ะ บ้านที่หนานหยาง ยังมีธุรกิจอื่นอยู่อีก เห็นว่าอยากจะกลับมาอยู่ที่นี่ตอนแก่ ลูกชายก็ยังค้าขายอยู่หนานหยาง ทุกเดือนจะคอยส่งเงินค่าใช้จ่ายมาให้เขา กตัญญูมากเชียวล่ะ ผมว่านะ ต่อให้ร้านกาแฟขาดทุนก็ไม่เป็นไร ลูกชายเขาเขียนจดหมายมาตามให้เขากลับไปตั้งหลายครั้ง เถ้าแก่หลี่บอกว่าตอนนี้ตัวเองมีมือมีเท้า ยังทำงานทำการได้ก็ไม่อยากจะไปต่างประเทศน่ะ”

หลิงซูถามอีก “เรื่องพวกนี้เขาพูดเองเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ ผมยังเคยเห็นรูปที่ลูกชายเขาส่งมาเลย หลานของเถ้าแก่หลี่น่ะตัวอ้วนขาวฉลาดเฉลียว รู้จักเรียกคุณปู่แล้วแน่ะ”

เยวี่ยติ้งถังเอ่ย “ได้ยินคุณพูดแบบนี้พวกเราก็รู้สึกว่าการมาสำรวจคราวนี้พวกเรามาถูกทางแล้วล่ะครับ เอาไปเขียนบทความเกี่ยวกับนักธุรกิจจากหนานหยางที่กลับมาเมืองจีนได้เลย”

เถ้าแก่ถังคาดหวัง “อย่างนั้นไม่ทราบว่าพ่อค้าเล็กๆ อย่างผมจะได้รับเกียรติไปโผล่หน้าในบทความของคุณบ้างไหมครับ”

เยวี่ยติ้งถังหัวเราะแล้วว่า “ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วครับ ร้านใบชาตำรับถัง ผมจดเอาไว้แล้วล่ะ”

ไม่พูดเปล่า เขายังหยิบสมุดมาให้อีกฝ่ายดูด้วย เถ้าแก่ถังจึงยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข

หลิงซูเอ่ยแทรกได้จังหวะเหมาะพอดี “จริงสิ เหล่าเยวี่ย อ่านหนังสือพิมพ์วันนี้หรือยัง จะว่าไปก็เกี่ยวกับที่เรามาสำรวจชุมชนกันวันนี้อยู่เหมือนกันนะ”

“ยังไม่เห็นเลย ทำไมล่ะ”

“สาวงามคนดังของเซี่ยงไฮ้ ตู้อวิ้นหนิง ตายแล้วน่ะสิ ตอนนี้สาเหตุการตายก็ยังไม่แน่ชัด แต่สงสัยว่าจะถูกฆ่า ในการสำรวจชุมชนของเราก็รวมถึงหัวข้อการรักษาความสงบด้วยไม่ใช่หรือไง เดี๋ยวเราลองไปถามที่สถานีตำรวจเขตเช่ากันดูดีกว่า”

เถ้าแก่ร้านใบชาที่อยู่ข้างๆ ถอนหายใจ ทำให้ทั้งหลิงซูและเยวี่ยติ้งถังหันไปมองเขาอย่างพร้อมเพรียง

“ตู้อวิ้นหนิงที่พวกคุณพูดถึงคือคุณนายหยวนใช่ไหม เธอตายแล้วงั้นเหรอ!”

หลิงซูกล่าว “ตู้อวิ้นหนิงที่เป็นคุณนายหยวนอยู่คฤหาสน์สกุลหยวนนั่นแหละ ทำไมเหรอ คุณรู้จักหรือ”

เถ้าแก่ร้านใบชาตอบว่า “จะว่ารู้จักคงไม่ใช่ เธอเป็นคนดังออกอย่างนั้น ร้านค้าเล็กๆ คงไม่ได้รับเกียรติไปเกี่ยวข้องกับเธอหรอก เพียงแต่ก่อนหน้านี้เห็นเธอมาดื่มกาแฟที่ร้านฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ น่ะ…น่าเสียดายนะ คุณนายหยวนเป็นคนงามที่ดูมาดดีขนาดนั้น ทำไมจู่ๆ ถึงตายได้ล่ะ!”

หลิงซูกับเยวี่ยติ้งถังสบตากัน

“เธอมาดื่มกาแฟคนเดียวใช่ไหมครับ ไม่ได้นัดใครใช่ไหม”

เถ้าแก่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ก็นัด…แต่ผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ”

หลิงซูถามต่อ “ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ”

“ผู้ชายๆ” เถ้าแก่ตบเข่าฉาด “ผมนึกออกแล้ว! มีสองคน! ทุกครั้งเธอจะนัดแค่คนเดียว แต่คนที่ไปๆ มาๆ มีอยู่สองคน หนึ่งในนั้น เฮ้อ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย รูปร่างคล้ายๆ กับคุณอยู่นะ! ส่วนอีกคนเตี้ยกว่าคุณหน่อย น่าจะครึ่งศีรษะได้ แต่มักจะใส่ชุดตะวันตกสีแดงเข้ม!”

หลิงซูย้ำถาม “คุณแน่ใจใช่ไหมครับ”

“แน่ใจสิ คุณผู้ชายคนนั้นมีครั้งหนึ่งยังเคยไปซื้อครีมบำรุงผิวที่ร้านขายของจากต่างประเทศข้างๆ ด้วย แล้วผมก็ไปเจอเข้าพอดี หน้าตาหล่อเหลาสุภาพมากทีเดียวล่ะ ใส่แว่นด้วย ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับพวกคุณสองคนเลยนะ เป็นพวกคนที่มีการศึกษาน่ะ”

เมื่อลาจากเถ้าแก่ร้านใบชาแล้ว หลิงซูกับเยวี่ยติ้งถังก็เดินเข้าไปในร้านกาแฟ ท้องฟ้ามืดลงจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มทึบ เหมือนกับถูกน้ำหมึกสาดจนกลายเป็นสีดำ

ลมหนาวนำมาซึ่งความเย็นยะเยือกอันไร้เยื่อใยของฤดูหนาว ลมนั้นเวียนวนอยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนในมหานครเซี่ยงไฮ้ ทะลุผ่านตรอกซอกซอย ทำให้ขอทานที่มีเสื้อผ้าติดกายไม่กี่ชิ้นต้องขดร่างกอดตัวเองแน่นด้วยความทรมาน ในที่สุดลมหนาวนั้นก็ถูกประตูใหญ่หนาหนักของร้านกาแฟปิดกั้นเอาไว้เพียงแค่ภายนอก

เมื่อเข้ามาข้างใน ความอบอุ่นและกลิ่นหอมละมุนก็ประดังเข้ามา

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 05 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: