everY
ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 5-8 #นิยายวาย
บทที่ 8
อยู่กับฉันตลอดไป
เจ้าเหมียวมองมือของเฉียวโม่ที่ยื่นเข้ามา มันรีบกระดิกหูเล็กๆ แล้วยกอุ้งเท้าขึ้นพุ่งเข้าใส่อย่างร่าเริง แต่เพราะมีประตูกระจกใสกั้นอยู่ มันจึงไม่สามารถสัมผัสมือของเฉียวโม่ได้อย่างที่หวังไว้ ยังคงพยายามแตะมือเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
มันส่งเสียงร้องอย่างร้อนรน เสียงเมี้ยวที่เต็มไปด้วยความผิดหวังดังสะท้อนทั่วอพาร์ตเมนต์สำหรับหนึ่งคนห้องนี้
“เมี้ยว…”
เฉียวโม่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติจากเจ้าเหมียวแบบนี้มาก่อนจึงอดรู้สึกดีใจไม่ได้ เขาใช้ปลายนิ้วจิ้มกระจกเบาๆ แล้วพูดว่า “ทนหน่อยนะ”
“เมี้ยว…”
“ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันจะอยู่ตรงนี้กับนาย”
เจ้าเหมียวราวกับเข้าใจคำพูดของเขา มันอ้าปากร้องตอบอย่างกระตือรือร้นแล้วนั่งลง ขณะเพลิดเพลินกับลมอุ่นๆ มันก็แกว่งหางเบาๆ ดูสงบเสงี่ยมเป็นพิเศษ
มีเพียงดวงตาแมวดุจอัญมณีกับแววตาดุจดวงตะวันอันอบอุ่นคู่นั้นที่ไม่ละไปจากเฉียวโม่เลย
เฉียวโม่นั่งกอดเข่า
มีหลายครั้งที่เขาสงสัยว่าเสี่ยวเฮยเข้าใจภาษามนุษย์หรือเปล่า ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรกับมัน มันก็มักจะมีการตอบสนองเสมอ ฉลาดจนน่าเหลือเชื่อ แต่บางครั้งแมวก็ยังคงเป็นแมว ชอบมาคลอเคลียเขา และก็ชอบปลาแห้งมากด้วย
เฉียวโม่คิดว่าตัวเองน่าจะคิดมากไป
แต่หลายวันนี้ไม่รู้ว่าเจ้าเหมียวเป็นอะไรไป มันมักจะหลบเลี่ยงเขา แถมยังไม่ยอมให้เขาแตะต้องด้วย
ฉะนั้นความอบอุ่นของมันในตอนนี้จึงทำให้เฉียวโม่มีความสุขมาก
เมื่อเห็นว่าเจ้าเหมียวชอบตัวเองจนไม่อาจละสายตา เฉียวโม่อดที่จะรู้สึกผ่อนคลายไม่ได้ แต่ว่าในดวงตากลับปรากฏความอ้างว้าง เขาอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ตกลงว่านายเป็นลูกแมวที่หลงมาจากบ้านไหนกันแน่ อยู่กับฉันตลอดไปได้ไหม…อย่ากลับไปเลยนะ”
พูดจบเขาก็รู้สึกเสียใจภายหลังทันที
หลังจากรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองช่างเห็นแก่ตัว เฉียวโม่ก็ขอโทษอย่างเสียใจ “เจ้าของนายคงกำลังร้อนใจอยากพานายกลับไปแน่ๆ หวังว่าเขาจะเห็นประกาศเร็วๆ หน่อยนะ จะได้รับนายกลับบ้านสักที”
เฉียวโม่พูดสิ่งที่เจ้าเหมียวไม่เข้าใจมากมาย ทำเอามันรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาเล็กน้อย
เจ้าเหมียวหาวหวอด “เมี้ยว…”
เฉียวโม่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาพลางพูดเสียงแผ่ว “ก็ได้ ฉันไม่พูดแล้ว”
บางทีเฉียวโม่อาจจะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้เลี้ยงแมว แถมยังเป็นแมวที่เก็บมาจากกลางถนนใหญ่ด้วย
วันนั้นฝนตกหนัก เจ้าเหมียวนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน
รอบข้างไม่มีอะไรเลย
ค่ำคืนอันมืดมิดมีเพียงเสาไฟไม่กี่ต้นที่ส่องแสงสว่างอย่างอ่อนแรง เฉียวโม่ที่ยืนอยู่ไกลๆ มองไม่ออกว่าลูกแมวยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เขารีบวางถุงผ้าที่หิ้วอยู่ในมือลง ต้องการจะย้ายเจ้าเหมียวไปข้างถนนก่อนที่จะมีรถผ่านมาอีก
พอเฉียวโม่เดินเข้าไปใกล้ เจ้าเหมียวก็ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างอ่อนแรง ‘เมี้ยว…’
มันน่าสงสารจนเฉียวโม่ไม่อาจใจแข็งทำเป็นเมินเฉยได้
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
เฉียวโม่มือหนึ่งถือร่ม อีกมือหนึ่งอุ้มลูกแมวที่ลมหายใจรวยริน กว่าจะเรียกรถได้ก็ลำบากเหลือเกิน เขาเปียกโชกไปทั้งตัว มือที่สั่นเทายังคงปกป้องลูกแมวไว้แน่น
‘คุณคนขับ ไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุดครับ’
ระหว่างทางรถติดไฟแดงอยู่หลายครั้ง
เพราะอากาศไม่ดี เส้นทางก็ขับลำบาก คนขับรถเริ่มหมดความอดทน
เฉียวโม่ค้นหาเส้นทาง บอกคนขับรถว่าพอเลี้ยวตรงแยกข้างหน้าก็จะพ้นช่วงรถติดแล้ว
แต่เพราะคนขับรถมัวแต่รับโทรศัพท์จึงพลาดจังหวะเลี้ยวตรงแยกไป
เฉียวโม่ร้อนใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ฟังแล้วชวนให้เข้าใจผิด ‘ทะ…ทำไมคุณไม่เลี้ยวล่ะครับ!’
คนขับวางสาย แล้วเหลือบมองเฉียวโม่ที่รูปร่างผอมบางผ่านกระจกมองหลัง เอ่ยเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘ไม่เห็นเหรอว่ารถติด มันเลี้ยวยาก!’
เฉียวโม่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงของตัวเองฟังดูแข็งกระด้างไปหน่อย
เขามักจะ…รู้สึกประหม่าเวลาเผชิญหน้ากับผู้อื่น พูดอะไรไม่ค่อยเป็น จึงหดตัวอยู่ที่เบาะหลังเงียบๆ ใบหูแดงจัดเป็นปื้น แม้แต่ต้นคอก็ยังร้อนผ่าว
คนขับมองกระจกมองหลังไม่หยุด รู้สึกรังเกียจแมวป่วยที่อยู่ในอ้อมแขนของเฉียวโม่เป็นพิเศษ
‘พ่อหนุ่ม แมวในมือของเธอเป็นอะไรน่ะ ห้ามทำให้รถฉันสกปรกเด็ดขาดเลยนะ’
‘…ไม่หรอกครับ’
เฉียวโม่ไม่ได้พูดอะไรอีก คนขับเริ่มบ่นคืนฝนตกแย่ๆ แบบนี้ ‘ซวยจริงๆ รถติดขนาดนี้ ข้างหน้าคงไปไม่ได้แล้วล่ะ’
คนขับไม่อยากขับต่อแล้ว แต่ก็กลัวเฉียวโม่จะร้องเรียนเขา จึงบ่นไม่หยุด
‘เมื่อกี้ฉันเห็นว่าเธอรีบร้อนเรียกรถก็เลยรับขึ้นมา ไม่งั้นฝนตกหนักแบบนี้ฉันคงเลิกงานไปแล้ว’
‘ผะ…ผมจะลองหาเส้นทางดูแล้วกันครับว่าข้างหน้ายังผ่าน…’
คนขับขัดจังหวะเขา ‘ไม่ใช่สิ ถ้าตอนนี้ฉันไม่วกกลับไป เดี๋ยวก็วกกลับไปไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าต้องติดอยู่ตรงนี้อีกนานแค่ไหน’
คืนฝนตกนี้ห่างจากวันที่เฉียวโม่อกหักแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ในใจของเขาขมขื่นอย่างอธิบายไม่ถูก
เขาไม่มีเพื่อน ไม่ถนัดเข้าสังคม ยิ่งไม่รู้ว่าต้องสื่อสารกับผู้อื่นยังไง ประสบการณ์ในวัยเด็กของเขาทำให้เขาพูดไม่เก่งจนถึงทุกวันนี้ มีเพียงการเผชิญหน้าโดยไม่ต้องเห็นหน้าอย่างทางออนไลน์เท่านั้นเขาจึงจะสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ
น่าเสียดายที่เขาคุยไม่สนุก แม้แต่เพื่อนในโลกออนไลน์ที่คุยถูกคอก็มีแค่ไม่กี่คน มีแค่อาจารย์ในเกมที่ปฏิบัติกับเขาอย่างดีมาโดยตลอด จนเขาเผลอทุ่มเททั้งใจให้กับความรักออนไลน์ที่ไม่อาจคาดเดาอนาคตได้เลย
เพราะความรู้สึกตื่นเต้นที่หาได้ยากนี้ เขาจึงยอมรับคำขอพบหน้าของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกในชีวิต
พวกเขาก็อยู่ในมหาวิทยาลัย C เหมือนกัน และก็ต่างรู้สึกดีต่อกัน
เฉียวโม่รู้สึกโหยหา
เขาเชื่อว่าอาจารย์จะไม่รังเกียจข้อบกพร่องของเขา และจะไม่หัวเราะเยาะที่เขาแค่พูดอะไรนิดหน่อยก็หน้าแดง
แต่คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ของเขาจะเป็นรุ่นพี่เยี่ยนฉือที่เขาเคยแอบชอบ
วินาทีนั้นเฉียวโม่แม้กระทั่งพูดก็เจือด้วยเสียงสะอื้น
ไม่ใช่เพราะผิดหวัง แต่เป็นเพราะกลัวต่างหาก
เพราะเขารู้ว่าเยี่ยนฉือไม่ชอบเขา
ตอนที่เฉียวโม่เข้ามหาวิทยาลัยแรกๆ เขาก็เผลอใจชอบรุ่นพี่เยี่ยนฉือที่อยู่ชั้นปีสูงกว่าหนึ่งปีไปซะแล้ว
ในสายตาเฉียวโม่ เยี่ยนฉือเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกาย สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต่างจากตัวเขาที่เดินอยู่ในเงามืด เพราะอย่างนั้นเขาจึงมักจะถูกเยี่ยนฉือดึงดูดโดยไม่รู้ตัว สายตาก็มักมองตามอีกฝ่ายอยู่เสมอ
แต่ทุกครั้งที่สายตาของเขาเผลอไปสบกับเยี่ยนฉือเข้า รุ่นพี่คนนั้นก็มักจะเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วนแล้วรีบเดินจากไป
เยี่ยนฉือดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบที่เขาแอบมอง
ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนฉือมักจะมีคนตามจีบมากมาย ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง ทุกคนต่างก็พูดจาไพเราะน่าฟังกว่าเขา รู้วิธีที่จะทำให้เยี่ยนฉือยิ้มอย่างมีความสุข ทว่าทันทีที่เขาเห็นเยี่ยนฉือ ลำคอของเขากลับเหมือนมีก้อนสำลีอุดอยู่ข้างใน กลายเป็นพูดไม่ค่อยออก ใบหน้าก็แดงก่ำอย่างง่ายดาย
แม้แต่การสารภาพความในใจก็ดูยากเย็นเหลือเกิน
เฉียวโม่รู้สึกหดหู่ ถ้าการแอบชอบใครสักคนง่ายดายกว่านี้อีกสักนิด ถ้าเขามีวิธีเข้าหาเยี่ยนฉือได้มากกว่านี้อีกหน่อย และสารภาพรักกับอีกฝ่ายได้ตรงๆ ก็ดีสิ
ในเวลานี้เอง จู่ๆ สวรรค์ก็ให้โอกาสเขา
เขาได้ยินมาว่าเยี่ยนฉือจะไปฝึกงานที่บริษัทของครอบครัวในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว
เฉียวโม่แทบรอไม่ไหวที่จะขออนุญาตพ่อแม่ให้ตัวเองได้มาฝึกงานช่วงปิดเทอมที่บริษัท เขาทำอะไรมากมายหลายอย่าง และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างลับๆ โดยหวังว่าจะได้คุยกับเยี่ยนฉือสักครั้ง
แต่เยี่ยนฉือก็ไม่ได้มาฝึกงาน
ถึงขั้นหลังจากวันนั้นเยี่ยนฉือก็หลบหน้าทุกครั้งที่เจอเขา แม้แต่แววตาก็ไม่อ่อนโยนอีกต่อไป
เฉียวโม่รวบรวมความกล้าเข้าไปขวางเยี่ยนฉือเอาไว้ ‘รุ่นพี่ พี่พอจะมีเวลาไหม ผมมีเรื่องอยากจะพูดกับพี่ พี่พอจะ…’
เยี่ยนฉือตัดบทเขาอย่างเย็นชา ‘ไม่มี’
วันนั้นน้ำเสียงของเยี่ยนฉือแข็งกร้าว เขาเดินผ่านเฉียวโม่ด้วยท่าทางรังเกียจอย่างมาก ‘ฉันไม่สนิทกับนาย ไม่มีอะไรน่าคุยหรอก และฉันก็ไม่อยากคุยกับนายด้วย’
การแอบรักของเฉียวโม่จึงจบลงในปลายฤดูหนาวทั้งแบบนี้
เขาไม่อาจแสดงความในใจของตัวเองออกมาได้ จึงได้แต่หลบสายตาไปเงียบๆ
จนกระทั่งพวกเขาได้ ‘กลับมาพบกันอีกครั้ง’ ในฐานะเพื่อนออนไลน์ เปลวไฟในใจของเฉียวโม่ที่เคยริบหรี่พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวัง ถ้าไฟลามทุ่งร้อนแรงแค่ไหน ไฟของเฉียวโม่ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน
ในอดีตพวกเขาไม่เข้าใจกัน จึงทำให้เยี่ยนฉือไม่ชอบเขา แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ ‘คนแปลกหน้า’ อีกต่อไปแล้ว
นี่ก็หมายความว่าเยี่ยนฉืออาจจะมองเขาเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เหรอ
เฉียวโม่ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ถึงจะยังคงทึ่มทื่อเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เขาไม่อยากยอมแพ้อีกแล้ว
ที่แท้เขาก็ชอบรุ่นพี่เยี่ยนฉือมากขนาดนี้เลย
ถึงเขาจะเคยตัดใจจากรักข้างเดียวไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเผลอใจกลับไปชอบอีกฝ่ายอีกครั้ง
หลังจากได้พบกันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ร้านกาแฟ แม้กระทั่งฝีเท้าตอนเฉียวโม่เดินกลับบ้านก็ยังเบาสบาย เขาไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่าเยี่ยนฉือมีท่าทีแปลกไป มัวแต่ตั้งตารอคอยอย่างดีใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไว้เจอกัน’ จากเยี่ยนฉือ
แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ต้องรอ สำหรับเฉียวโม่แล้วมันทั้งทรมาน แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข
เฉียวโม่แอบดีใจอยู่ในใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ที่คอยดูแลเขาอย่างใส่ใจมาตลอดกลับกลายเป็นรุ่นพี่เยี่ยนฉือ นั่นหมายความว่ารุ่นพี่ก็อาจจะชอบเขานิดๆ เหมือนกันใช่ไหม
เฉียวโม่เปิดคอมพิวเตอร์ เขาค้นหาเคล็ดลับในการพูดคุยมากมายบนอินเตอร์เน็ตโดยไม่พัก พอตกกลางคืน เขาอดทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็ตัดสินใจเข้าหาเยี่ยนฉือก่อน
เขาเตรียมคำพูดนับพันนับหมื่นเก็บไว้ในใจ แล้วฝึกพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งหน้าพอเจอกับรุ่นพี่เยี่ยนฉือ เขาจะต้องพูดให้ดีๆ
แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาได้กลับมาก็คือคำว่า ‘ไม่เหมาะกัน’ ของเยี่ยนฉือ
เยี่ยนฉือปฏิเสธเขาเป็นครั้งที่สอง
เฉียวโม่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะทำให้คนชอบ เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เขาไม่รู้ว่าต้องสื่อสารกับคนขับให้เหมาะสมได้อย่างไร
แต่เขาไม่มีเวลาจะมาชักช้า เพราะลูกแมวในอ้อมแขนของเขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
เฉียวโม่รับรู้ได้ว่าลมหายใจของมันแผ่วลงเรื่อยๆ ดวงตาเขาเริ่มร้อนผ่าว น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นขอบตา ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาทำให้เขาทำตัวไม่ถูก เขาโทษตัวเองว่าไร้ประโยชน์ ทำไมถึงไม่มีเรื่องไหนที่เขาทำได้ดีเลย
เขาขบฟันกรามแน่น เกร็งไปทั้งตัว ร่างผอมบางแข็งทื่อราวกับหิน เขามองสายฝนที่เทกระหน่ำนอกหน้าต่าง ผ่านไปครึ่งนาทีน้ำเสียงแหบพร่าก็เล็ดลอดมาจากลำคอที่แห้งผากของเขา ‘รบกวนจอดด้วยครับ ผมจะลงตรงนี้’
เขาไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง
เฉียวโม่รีบยกถุงหูหิ้วขึ้นมาแล้วจับลูกแมวยัดใส่ลงไป มือหนึ่งอุ้มมันไว้ อีกมือหนึ่งถือร่มบังฝนให้เจ้าเหมียวอย่างมิดชิด เขาวิ่งฝ่าสายลมและฝนไปยังโรงพยาบาลสัตว์ตามเส้นทางที่ระบบนำทางบอกตลอดทาง
เจ้าเหมียวในอ้อมอกค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางไออุ่นจากร่างกายเขา สิ่งแรกที่เห็นคือภาพชายหนุ่มที่เปียกปอนทั้งตัวจากสายฝน
น้ำเสียงของเฉียวโม่อ่อนโยนอย่างมาก ‘ไม่ต้องกลัวนะ’
เจ้าเหมียวได้ยินก็อ้าปากน้อยๆ ดวงตาคู่นั้นพร่ามัวคล้ายว่ารู้จักเขา แต่ก็เหมือนจำอะไรไม่ได้เลย มันมองเฉียวโม่ไม่วางตา แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่ก็ไม่ยอมละสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว
เฉียวโม่พูดขึ้นอีกครั้ง ‘ไม่ต้องกลัว’
ดวงตาของเจ้าเหมียวคลอไปด้วยหยาดน้ำ ร้องตอบเบาๆ กลับมา ‘เมี้ยว…’
สายฝนยังคงกระหน่ำซัดมาไม่หยุด แม้ว่าเฉียวโม่จะสูดเอาน้ำฝนที่เย็นชื้นเข้าไปในปากและจมูก แต่กลับไม่ชะลอฝีเท้าลงเลย ซ้ำยังพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก
ในคืนที่ฝนตกลมแรงอย่างนี้ เฉียวโม่ได้ช่วยชีวิตลูกแมวไว้
คุณหมอบอกว่าเจ้าเหมียวดวงแข็งมาก โดนรถชนแท้ๆ แต่กลับมีแค่แผลถลอกเล็กน้อย ‘แค่ดูแลให้ดีสักพักก็น่าจะไม่เป็นไรแล้วครับ’ คุณหมอถาม ‘คุณไปเจอมันที่ไหนเหรอครับ’
เฉียวโม่ที่กำลังถือถ้วยชาร้อนๆ ที่คุณหมอชงให้บอกพิกัดที่พบมันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
‘บังเอิญจัง แฟนผมก็อยู่แถวนั้นพอดี อยากให้พวกเราช่วยติดประกาศให้ไหม เจ้าแมวนี่ราคาไม่ถูกเลย คิดว่าเจ้าของน่าจะทำหายน่ะ’
เฉียวโม่พยักหน้า ‘ได้ครับ ขอบคุณ’
เขาเป็นคนพูดน้อย แต่คุณหมอกลับอดชมเฉียวโม่ไม่ได้ ‘วันนี้ถ้าไม่ได้คุณช่วยเอาไว้ มันไม่ถูกรถชนตาย ก็คงตากฝนจนตายไปแล้ว เจ้าตัวน้อยมาเจอคุณถือว่าโชคดีมาก’
สีหน้าเฉียวโม่ซึ่งก่อนหน้านี้ดูนิ่งเฉยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยขณะมองลูกแมวที่กำลังหลับสนิท จู่ๆ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก รู้สึกถึงความอบอุ่นที่อัดแน่นเต็มอกจนน้ำตาแทบไหลพรากออกมา ‘ครับ’
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



