everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 67-68 #นิยายวาย
บทที่ 68 โจทย์ยากของความรัก
ตอนแรกฉือจือหยางตั้งใจว่าจะไปเดินวนอยู่แถวห้องของกลุ่มเอส แต่คิดไม่ถึงว่าจะไม่มีใครอยู่ในห้อง พอถามพนักงานดูถึงรู้ว่ากลุ่มเอสกินข้าวกันได้ไม่นานก็ทะเลาะกัน อาหารยังเสิร์ฟไม่ทันครบก็แยกย้ายกันไปแบบอารมณ์เสียแล้ว
การไม่ได้เจอเอซีทำให้เขารู้สึกแย่ หลังฉือจือหยางออกมาจากห้องของกลุ่มเอสก็เดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายก็ออกจากร้านอาหารมาแบบไม่ทันรู้สึกตัว ข้างนอกลมแรงมาก กลางคืนอากาศหนาวจัด แต่เขาทิ้งเสื้อโค้ตไว้ที่ห้องอาหาร จึงทำได้แค่ดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะแล้วหลบเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างทาง ตั้งใจว่าจะซื้อน้ำข้าวโพดร้อนๆ แต่พอมาถึงแคชเชียร์ถึงได้รู้ตัวว่าลืมเอามือถือมา เลยต้องออกจากร้านมาอย่างไม่สบอารมณ์
ขากลับฉือจือหยางไม่ค่อยรู้ทาง เนื่องจากร้านอาหารแบบไพรเวตแห่งนี้มีพื้นที่กว้างมากและเป็นแบบสวนซ้อนสวน ต้องเดินวกไปวนมา สมองเขาจึงโดนลมจนหยุดทำงาน
“ที่นี่ที่ไหน…หาพนักงานไม่เจอเลยสักคน…”
จู่ๆ จังหวะที่เขากำลังจะมุดเข้าไปในค่ายกลผีก่อกำแพง* อีกครั้งก็ได้ยินเสียงคุ้นหู
เป็นเหยียนจี้
ฉือจือหยางรีบเดินไปทางต้นเสียงเหมือนเจอคนช่วยชีวิต แต่ในขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดก็ได้ยินเสียงใครอีกคน เป็นเสียงของวังฉี เพื่อนมัธยมปลายที่เหยียนจี้พามาร่วมวงเมื่อครู่
ไม่รู้ทำไมทั้งที่เจอกันแค่ครั้งเดียว แต่ฉือจือหยางกลับจำเสียงของคนคนนี้ได้
เวลาที่วังฉีพูดมักจะมีรอยยิ้มแบบเด็กๆ ด้วยเสมอ แต่ก็ดูเปิดเผยและใจกว้างด้วย นั่นเป็นเพราะเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม ฉือจือหยางไม่แน่ใจเหมือนกัน ทว่าสรุปคือวังฉีแตกต่างจากตัวเขา
“เด็กนั่นไม่ได้เอามือถือไป เขาจะไปไหนได้ เดี๋ยวก็กลับมาเองล่ะมั้ง”
“พอฟ้ามืดเขาจะจำทางไม่ได้ ค่ายเครซี่แบนด์ใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์หลง”
ประโยคนี้ทำให้ฉือจือหยางรู้สึกเหมือนถูกธนูยิงทะลุอก เขานึกฉุนเลยหลบไปอยู่หลังมุมกำแพง
เขาไม่ได้อยากทิ้งมือถือไว้ซะหน่อย แล้วก็ไม่ได้อยากหลงทางด้วย แต่ใครบ้างจะไม่มีจุดอ่อน ขนาดหนานอี่ที่เก่งแสนเก่ง ฉลาดแสนฉลาด ชนิดเอาแว่นขยายส่องยังหาที่ติไม่เจอ ยังเมาแล้วโชว์โง่ได้เลย
“โอเค แบบนี้ก็ต้องหากันจริงๆ นั่นแหละ งั้นเราแยกกันหาไหม ฉันจะช่วยนายหา”
“ไม่ต้องหรอก ฉันว่าตอนนี้เขาน่าจะเดินกลับห้องแล้ว น่าจะอยู่ในร้านอาหารนี่แหละ”
เสียงของเหยียนจี้ใกล้เข้ามาจนถ้าเขาเดินต่ออีกสองสามก้าวก็จะเจอฉือจือหยางที่มุมเลี้ยวนี้แล้ว มือกลองหนุ่มรู้ว่าตัวเองควรหลบ แต่กลับไม่ได้ขยับเท้า
สายลมพัดผ่านร่างของฉือจือหยาง หอบเอาความหนาวที่แม้แต่กระดูกก็ยังสั่นมา เขาย่อตัวลง เอามือทั้งสองข้างถูกันก่อนจะสอดใส่กระเป๋าเสื้อ เร้นกายอยู่ในมุมมืดเหมือนแมวจรสีดำ
“เดี๋ยวสิ”
อยู่ดีๆ วังฉีก็เรียกเหยียนจี้ เสียงเดินของทั้งคู่จึงหยุดลง
วังฉีพูดเสียงเบาเหมือนกำลังส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนประเด็นไปที่เรื่องส่วนตัว
“ตอนที่นายมาขอให้ช่วย ฉันประหลาดใจมาก นึกว่าจะได้ซีน แต่ดูจากตอนนี้แล้วเหมือนนายจะยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน”
ได้ซีน?
ฉือจือหยางกะพริบตาอย่างรู้สึกว่ามีตรงไหนสักแห่งที่ผิดปกติ
เหยียนจี้ไม่ตอบ น้อยครั้งมากที่เขาจะเงียบแบบนี้
“แสดงว่าฉันหมดโอกาสแล้วใช่ไหม” เสียงของวังฉีเบาหวิว ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม
โอกาสอะไร
คิดไม่ถึงว่าวินาทีต่อมาเหยียนจี้จะเอ่ยถามประโยคที่ฉือจือหยางกำลังคิดอยู่ในใจออกมาว่า
“โอกาสอะไร”
วังฉียิ้ม “เลิกแกล้งโง่สักทีได้ไหม เราสองคนมันพวกเดียวกัน ฉันรู้ นายไม่ต้องแอ๊บหรอก”
สมองของฉือจือหยางพลันหยุดทำงาน
มันต้องเป็นเพราะอากาศหนาวแน่ๆ
“สมัยเรียน ม.ปลาย ยันมหาวิทยาลัยมีผู้หญิงตามจีบนายเยอะมาก แต่นายกลับไม่สนใจใครเลย แถมยังคอยรักษาระยะห่าง แค่นี้ฉันก็เดาได้แล้ว เมื่อก่อนนายทำตัวอยู่ในกรอบ ใช้ชีวิตแต่ละวันเหมือนนักบวชบำเพ็ญทุกรกิริยา ฉันเลยเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความกดดันจากครอบครัวหรือเปล่า แต่ตอนนี้ในเมื่อนายเริ่มปลดปล่อยตัวเองมาสายร็อกแล้วก็เลิกกดดันตัวเองซะทีได้ไหม ฉันชอบนายมากจริงๆ นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันสารภาพรักกับนายแล้ว จะไม่ให้โอกาสฉันหน่อยเหรอ”
ฉือจือหยางอึ้งกิมกี่
นาทีนั้นเขาค้นพบว่าตัวเองไม่ควรซ่อนตัวอยู่ตรงนี้เลย
แบบนี้มันใช่การแอบฟังหรือเปล่า เขากำลังล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นอยู่ใช่ไหม เขาควรแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรแล้วรีบวิ่งหนีไปหรือเปล่า
“วังฉี” เหยียนจี้เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนทอดถอนใจ
ฉับพลันนั้นทุกอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในสมองของฉือจือหยางก็หยุดชะงัก เขาคิดแต่จะหนีอย่างเดียว
มือกลองหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนแต่ขาเกิดชา เลยต้องเกาะกำแพง รอให้อาการชาดีขึ้นก่อน
“ฉันมีคนที่ชอบ…”
พูดได้แค่ครึ่งประโยคเสียงของเหยียนจี้ก็ขาดหาย
นั่นทำให้ฉือจือหยางรู้สึกถึงความผิดปกติ หัวใจของเขาเต้นถี่เร็ว อยากหนีไปใจแทบขาด แต่ขากลับไม่เอื้ออำนวย ตอนเด็กๆ เวลาเล่นเกมวิ่งไล่จับ เขาจะเป็นคนที่วิ่งไวมากเสมอ ตามยังไงก็ไม่ตามทัน แต่ตอนนี้เขากลับถูกลางสังหรณ์ในแง่ร้ายเข้าโอบล้อม
มือกลองหนุ่มได้ยินเสียงฝีเท้าของฉือจือหยางเคลื่อนเข้ามาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของตัวเองและใช้น้ำเสียงทำนองว่า ‘ฉันรู้นะ’ พูดกับเขา
“นายอยู่ตรงนี้นี่เอง”
เหยียนจี้โกรธที่เขาแอบฟังเรื่องส่วนตัวใช่ไหม หรือจะบอกว่าเหยียนจี้หงุดหงิดที่ต้องหาตัวเขาอยู่นานมาก
อาการชายังไม่หาย แถมยังเป็นหนักกว่าเดิม
“นายกลับไปก่อนเถอะ ฉันขอคุยกับเขาสักสองประโยคแล้วจะตามไป” เหยียนจี้บอกวังฉี
ไม่นานที่ตรงนี้ก็เหลือพวกเขาแค่สองคน ลมที่แรงจนน่ากลัวพัดฮู้ดของฉือจือหยางหลุดออกจากศีรษะ มือกลองหนุ่มจับฮู้ดมือเป็นระวิง โดยรีบจับเชือกตรงคอเสื้อมาผูกเป็นโบอย่างรวดเร็ว
เขาได้ยินเสียงคนที่อยู่ข้างหลังหัวเราะ น้ำเสียงเหมือนอ่อนอกอ่อนใจอย่างยิ่ง
มีอะไรน่าขำนักเหรอ ที่เขาใส่ฮู้ดไม่ใช่เพราะห่วงว่าผมสีขาวจะโผล่ แต่เพราะอากาศมันหนาวต่างหาก โอเคไหม
หรือบนโลกนี้มีแต่ฉือจือหยางคนเดียวที่มีผมสีขาว งั้นพรุ่งนี้เขาจะไปย้อมเป็นสีดำ
อีกอย่างเขาไม่ได้ตั้งใจแอบฟังสักหน่อย ร้านอาหารเฮงซวยนี่โคตรกว้าง ทางก็วกวน ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดีๆ พวกเขาจะคุยเรื่องพวกนี้กัน ที่ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นที่กึ่งสาธารณะ แต่กลับไม่รู้จักหลบ ที่ถูกเขาได้ยินเข้านี่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายแล้ว
ในระหว่างที่ฉือจือหยางกำลังคิดฟุ้งซ่านก็มีเสื้อคลุมเข้ามาคลุมตัวเขาไว้
“อาจารย์เสี่ยวหยางแต่งตัวแบบนี้ออกมาเดินเล่นเหรอ คนที่อาหารไม่ย่อยห้ามโดนลมนะ”
ฉือจือหยางทำหน้าเอ๋อ ภาพในสมองหยุดอยู่ที่ภาพของเหยียนจี้ตอนยิ้มขู่ให้เขาเก็บสิ่งที่ได้ยินไว้เป็นความลับทันที
กลิ่นน้ำหอมที่เหยียนจี้ใช้เป็นประจำโอบล้อมร่างกายของเขาไว้ แม้อุณหภูมิร่างกายจะค่อยๆ สูงขึ้น แต่ตอนหมุนตัวก็ยังแข็งเป๊กเหมือนหุ่นไม้
“ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” ฉือจือหยางพูดยาวเหยียดออกมารวดเดียวเหมือนกลัวว่าจะถูกตัดบท “ไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ เมื่อกี้ฉันจะกลับไปที่ห้อง แต่เผลอเดินมาถึงตรงนี้ จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ ฉันไม่ได้อยากรู้อะไรเลยสักนิด”
เหยียนจี้กอดอก เอาไหล่พิงกำแพงพลางจ้องมองฉือจือหยางนิ่งๆ
ที่นี่มืดมาก ฉือจือหยางจึงมองสีหน้าของเหยียนจี้ไม่ชัด แต่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ยิ้มแล้ว
เหมือนโกรธนิดๆ หรือเปล่า
แต่เขาก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้วนะ โอเคไหม แค่นี้ยังไม่ดีพออีกเหรอ
“ฉันไม่ได้อยากรู้เลยจริงๆ ไม่ได้สนใจอะไรด้วย” ฉือจือหยางยกมือขึ้นข้างหนึ่ง “ฉันขอสาบานต่อสวรรค์เลยว่าฉันจะไม่จำเรื่องที่เกิดในวันนี้ไว้ในสมองเลยสักคำ แล้วก็จะไม่เก็บเอาไว้ในใจด้วย”
เหยียนจี้หัวเราะ
“งั้นก็ดี”
พูดจบมือคีย์บอร์ดหนุ่มก็หมุนตัวเดินจากไป
เหยียนจี้โกรธแล้วจริงๆ
“แบบนี้แปลว่าอะไรวะ” ฉือจือหยางกระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัวแล้วเดินตามไปซักอีกฝ่ายว่า “แบบนี้ก็ไม่โอเคเหรอ นายไม่เชื่อใจฉันหรือไง หรือนายห่วงว่าเรื่องนี้จะทำให้ฉันมีอคติต่อนาย ฉันใช่คนแบบนั้นเหรอ ทำไมนายถึงคิดกับฉันแบบนั้น”
ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ เหยียนจี้จะหยุดเดิน ทำให้ฉือจือหยางที่ไม่ทันระวังชนหลังเขาเข้าเต็มๆ
“ฉือจือหยาง”
น้อยครั้งมากที่เหยียนจี้จะเรียกเขาด้วยชื่อพร้อมกับแซ่ ฉือจือหยางจึงชะงัก เขารู้สึกเหมือนถูกครูเรียกชื่อ ทำเอาขนลุกอยู่ในใจ
“มีอะไร”
เหยียนจี้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้ง ท่าทางเหมือนพร้อมจะด่าเขาให้เละ ฉือจือหยางเลยเตรียมใจที่จะถูกด่า แต่คิดไม่ถึงว่ารอแล้วรออีก สุดท้ายเหยียนจี้ก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียว
“ช่างเถอะ”
“ช่างเถอะ?” ฉือจือหยางพูดไม่ออก
แปลว่าอะไร การพูดกับฉันมันเปลืองพลังงานนักเหรอ ทำไมตอนพูดกับเพื่อนไม่เห็นนายเป็นแบบนี้เลย พูดไปก็ยิ้มไป เพราะพวกนายเป็นพวกเดียวกันใช่ไหม เพราะพวกนายเรียนหนังสือด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน เหมือนฉันกับหนานอี่ที่มีอดีตร่วมกันมากมาย นายถึงคุยเล่นกับเขาได้อย่างสบายใจงั้นเหรอ
หรือฉันไม่ใช่เพื่อนสนิทของนาย เวลาอยู่ต่อหน้าฉันทำไมนายถึงชอบทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด ทำตัวสบายๆ หน่อยไม่ได้หรือไง
ฉือจือหยางหยุดเดินทันที
ไม่นานเหยียนจี้ที่เดินนำก็รู้ว่าฉือจือหยางไม่ได้เดินตามเลยหมุนตัวกลับมามองโดยมีระยะห่างกั้นกลาง
ทั้งที่มืดขนาดนี้ แต่ดวงตาของฉือจือหยางกลับยังคงเปล่งประกาย ราวกับลูกสัตว์ที่ไม่เข้าใจความเป็นไปของมนุษย์
วินาทีนี้เหยียนจี้พลันตระหนักได้ว่าที่แท้เส้นอารมณ์ที่ตัวเองพยายามรักษาให้สงบนิ่งมาตลอดก็มีสิทธิ์ถูกเด็กน้อยคนนี้ก่อกวนได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามประโยค ทำให้อารมณ์ของเขาเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ควบคุมอะไรไม่ได้เลย
เขาเริ่มคิดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่ารู้อย่างนี้ ตอนที่สังเกตเห็นเงาของฉือจือหยางเมื่อกี้ เขาน่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วคุยกับวังฉีต่อดีกว่า จะได้พูดทุกอย่างออกไปให้ชัดเจน
ทำให้ฉือจือหยางตกใจก็ยังดีกว่าปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้
ในช่วงที่เขากำลังคิด จู่ๆ ฉือจือหยางก็ตวาด
“โว้ย…รำคาญ!”
พอด่าจบ มือกลองหนุ่มก็ย่อตัวลง เอาหน้าซบหัวเข่า “รำคาญๆ…”
เหยียนจี้ปรับอารมณ์ให้สงบลงอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปเผชิญหน้ากับฉือจือหยางแล้วย่อตัวลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน
“นายไม่โอเคเรื่องอะไร เพราะเพื่อนสนิทถูกคัดออกเหรอ”
“อืม”
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ฉือจือหยางพูดในใจ
“วงโบรกเคนสเนกส์ถูกคัดออก เอซีก็จะไปเหมือนกัน เพื่อนที่ฉันอุตส่าห์หามาได้” ฉือจือหยางสูดจมูก “หนีไปกันหมดเลย”
“เพื่อนสำคัญกับนายขนาดนี้เชียว?” เหยียนจี้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ
ฉือจือหยางเงยหน้า ดวงตาสุกสว่างยิ่งกว่าเมื่อกี้ ทั้งยังมีประกายฉ่ำชื้น
“เพราะฉันมีแต่เพื่อน”
เหยียนจี้พลันหยุดชะงัก
ฉือจือหยางยื่นมือข้างหนึ่งออกไปจับข้อมือของเหยียนจี้ จากนั้นก็เรียกชื่อเขา
“เหยียนจี้ ฉันจะเก็บความลับให้นายเอง นายเลิกมองฉันเป็นเด็กสักทีได้ไหม มองฉันเป็นเพื่อนสนิทของนายได้หรือเปล่า ไม่ต้องเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดก็ได้ แค่…เวลาอยู่ต่อหน้าฉันเลิกใส่หน้ากากสักทีก็พอ”
เขารู้ว่าตัวเองกำลังพูดจาเพ้อเจ้อ รู้ว่าคำขอของตัวเองมันเยอะเกินไป ขนาดตัวเขาเองยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่กลับคาดหวังให้เหยียนจี้มาเข้าใจเขา
เหยียนจี้รับฟังนิ่งๆ แล้วหัวเราะ
มือคีย์บอร์ดหนุ่มตอบว่า “โอเค ฉันรับปากนาย” แต่ในใจกลับคิดว่าแบบนี้เรียกว่ากรรมตามทันได้หรือเปล่า ก็ในเมื่อตัวเขาปฏิเสธความรักจากคนอื่นและเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น แต่ตอนนี้เขากลับต้องมาตกอยู่ในอุ้งมือของคนที่มองว่าความรักคือการล้ำเส้น
รักคือคำที่สามารถพูดออกมาได้ง่ายๆ แต่ความจริงกลับเป็นเรื่องยาก ต่อให้เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากกว่านี้ก็ยังเอาตัวไม่รอด
หนานอี่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉินอีอวี๋ถึงพูดคำว่ารักออกมาได้อย่างง่ายดายนัก
นี่เป็นเรื่องที่คนซึ่งถูกความโกรธเกลียดเคียดแค้นขับเคลื่อนชีวิตอย่างเขา ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย
ดังนั้นพอได้ยินคำนี้หนานอี่เลยยิ้ม เขาก้มหน้าทั้งไหล่สั่น แถมยังทวนคำว่า
“แปลว่ารักบริสุทธิ์”
ถ้าเขาเป็นเด็กนักเรียนอายุสิบแปดปีธรรมดาๆ คนหนึ่งที่วันๆ ก็แค่กินดื่ม เที่ยวเล่นเหมือนศิลปินวัยรุ่นที่เขียนเพลงอวดโอ่ตัวเอง หาห้องซ้อมโทรมๆ ไว้ซ้อมก่อนขึ้นแสดง ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางคำเยินยอและการติ่งของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ถ้าหากมันเป็นแบบนี้เขาคงยินดีที่จะใช้เวลาถกถามฉินอีอวี๋อย่างจริงจังว่าอะไรคือรักแท้ หรืออะไรคือความรัก และยกทัศนคติที่แตกต่างกันออกมาเสวนากับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่
แต่เขาไม่ใช่…
“นายยิ้มอะไรน่ะ”
ฉินอีอวี๋เอนตัวเข้ามาหาอีกครั้ง เขาหยิบบุหรี่ที่กำลังจะไหม้ถึงมือของหนานอี่ไปสูบอัดควันเข้าปอดครั้งหนึ่ง ก่อนประคองใบหน้าของมือเบสหนุ่มขึ้นมาจูบอย่างละเมียด ไล่ตั้งแต่สันจมูกไปจนถึงดวงตา จูบด้วยความอ่อนโยนเหมือนกำลังปลอบประโลม
“ไม่มีความสุขก็ไม่ต้องยิ้มสิ”
พูดจบนักร้องหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น ก่อนจะขยี้ดับบุหรี่
“หนานอี่”
“หืม?”
ฉินอีอวี๋พูดจาเพ้อเจ้อด้วยท่าทางจริงจัง “ฉันมีพลังยอดมนุษย์อย่างหนึ่งคือถ้าฉันกอดใคร ฉันจะรู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่”
ใครจะรู้ว่าหนานอี่กลับไม่ยอมเล่นตามบท
“แล้วทำไมตอนจูบกันคุณถึงไม่มีพลังยอดมนุษย์”
ฉินอีอวี๋โกรธจนขำ ท่าทางของเขาดูอ่อนอกอ่อนใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ผ่านไปแค่สองวินาทีเขาก็กางแขนออกให้หนานอี่ พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า “มานี่”
ในความมืดหนานอี่มองอีกฝ่ายนิ่งๆ ทั้งที่สามารถคว้าตัวฉินอีอวี๋มาจูบได้ง่ายดาย แต่ตอนนี้เขากลับลังเล
“เร็วหน่อยสิ พลังยอดมนุษย์มีเวลาจำกัดนะ เดี๋ยวก็หายหรอก”
หนานอี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขยับตัวเข้าไปในวงแขนของฉินอีอวี๋ด้วยท่าทีแข็งทื่อ
ฉินอีอวี๋กอดเขาอย่างแรง สองแขนรัดแน่นมาก มือที่อ้อมไปด้านหลังบีบนวดท้ายทอยกับเรือนผมของมือเบสหนุ่มทำให้หนานอี่ตัวอ่อนยวบลงอย่างควบคุมไม่ได้ เขาทิ้งน้ำหนักส่วนหนึ่งของร่างกายไปไว้บนร่างนักร้องหนุ่ม
ฉินอีอวี๋ลูบหลังเขาพลางพูดเสียงเบา “ขอฉันดูหน่อยซิ…ว่านายกำลังคิดเรื่องอะไร อ๋อ นายกำลังด่าว่าฉันเพี้ยน”
เพี้ยน…รอบนี้หนานอี่ถูกแหย่ให้ขำแล้วจริงๆ
ฉินอีอวี๋ยิ้มตาม ก่อนจะก้มลงหอมแก้มหนานอี่ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปที่ข้างหูเขาแล้วกระซิบว่า “ไอ้หยา เรื่องที่นายคิดอยู่ในหัวมีแต่เรื่องไม่มีความสุขทั้งนั้นเลย”
หนานอี่ไม่พูดแล้ว
“นายก็รู้ว่าคนที่ทำร้ายคนอื่นไม่มีวันกลับตัวกลับใจ การจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ยากมาก นายหวังว่าพวกเขาจะได้รับโทษอย่างสาสม แต่ถึงตอนนี้มันยังเป็นเรื่องยากมาก” นิ้วของฉินอีอวี๋ค่อยๆ เกี่ยวสร้อยบนคอของหนานอี่ขึ้นมา “จริงไหม”
เซ้นส์ของคนคนนี้เฉียบไวจนน่ากลัว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นานหนานอี่เพิ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนอ่านยาก แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ เขากลับเหมือนเป็นคนที่ถูกอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ท่าทางที่ปราศจากความสำนึกเสียใจของเจี่ยงเถียนทำให้เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าบนโลกใบนี้ไม่มีความสำนึกเสียใจและกลับตัวอย่างแท้จริง
ในวันครบรอบการเสียชีวิตของเซวียอวี๋ปีที่สอง อินสตาแกรมของเจี่ยงเถียนอัพรูปที่เธอไปร่วมงานจบการศึกษาที่ต่างประเทศ เจี่ยงเถียนในชุดพิธีการได้รับอ้อมกอดจากใครต่อใครในฟลอร์เต้นรำ ราวกับเจ้าหญิงผู้สูงส่ง
ทุกสเต็ปการเต้นรำของเธอล้วนเคยเหยียบย่ำลงไปบนร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงอีกคน มิหนำซ้ำตอนนี้เจี่ยงเถียนยังมาแสดงความมั่นใจแบบผู้ชนะต่อหน้าเขา ซึ่งเป็นความมั่นใจที่เกิดจากการทรมานผู้หญิงอีกคน
ต้องทำให้เจี่ยงเถียนพ่ายแพ้ ชื่อเสียงเสียหาย และเจ็บพอๆ กัน มันถึงจะยุติธรรม
ทว่าไม่นานความมืดดำที่เขาแอบซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจก็ถูกฉินอีอวี๋จับได้
หนานอี่คิดๆ ดูแล้วก็อยากเพิ่มรายละเอียดให้อีกสักหน่อย เผื่อว่าฉินอีอวี๋จะเดาแผนแก้แค้นของตนได้สักเจ็ดแปดส่วน ซึ่งการที่ฉินอีอวี๋เดาแผนของเขาได้แบบนี้ก็ทำให้หนานอี่เริ่มอยากรู้ว่าถ้าฉินอีอวี๋รู้เรื่องทั้งหมด อีกฝ่ายจะมองว่าเขาน่ากลัวหรือน่าสนใจ
แต่เขาไม่สามารถเอาเรื่องนี้ไปลองหยั่งเชิงดูได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะไม่มีวันดึงฉินอีอวี๋เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรื่องครั้งก่อนฉินอีอวี๋ก็เสียใจมากพอแล้ว ถ้าเกิดเรื่องซ้ำอีกครั้ง ต่อให้ฉินอีอวี๋จะรับไหว แต่ตัวเขาคงพังทลาย
“ถ้านายไม่พูด ฉันจะถือว่ายอมรับนะ”
หนานอี่ไม่ชอบที่มีคนอ่านใจเขาออกเลยเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของฉินอีอวี๋ พยายามใช้วิธีอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจพ่อยอดมนุษย์คนนี้
ทว่านอกจากจูบแล้วดูเหมือนเขาจะไม่เคยหัดวิธีอื่นเลย
ฉินอีอวี๋แกล้งทำเป็นถอยหนีก่อนจะถูกจูบแค่นิดเดียว เขาจ้องหน้าหนานอี่ยิ้มๆ
หนานอี่ขมวดหัวคิ้ว ตามองจ้องห่วงปากวิบวับของฉินอีอวี๋
“จะหนีทำไม”
“หนานอี่ ขนาดนายแพ้ดอกไม้ก็ยังอุตส่าห์เอาดอกไม้ที่ฉันให้เก็บไว้ในอกเสื้ออีกนะ” ฉินอีอวี๋ซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากไม่อยู่ “แบบนี้มันจะจามไม่หยุดไหม”
หนานอี่กัดฟันแน่นให้เห็นแบบชัดๆ และเกือบกลอกตามองบนแล้ว
“คุณแอบฟังอีกแล้ว”
“ฉันแค่อยากออกมาอยู่เป็นเพื่อนนาย แบบนี้ต้องเรียกว่าบังเอิญสิ หรือไม่จริง? แถมนายยังปล่อยให้ฉันจับได้ด้วย”
หนานอี่นิ่งเงียบขณะตรองอยู่ในใจว่าหมอนี่คงได้ยินเขาคุยกับเจี่ยงเถียนตั้งแต่ตอนที่มีประเด็นภูมิแพ้ แบบนี้แล้วอีกฝ่ายจะได้ยินที่เจี่ยงเถียนบอกว่าจะจีบเขาด้วยหรือเปล่า
ฉินอีอวี๋จะได้ยินที่เขาบอกให้เจี่ยงเถียนพยายามไหม
ไม่รู้ทำไมหนานอี่ถึงได้รู้สึกอยากอธิบายขึ้นมาตงิดๆ แต่วินาทีต่อมามือเบสหนุ่มกลับห้ามตัวเองไว้
เพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้มันจะอธิบายยังไง ยิ่งอธิบายก็จะยิ่งฟังดูพิลึกเสียมากกว่า
“สรุปคือ?” หนานอี่เอ่ยถามฉินอีอวี๋ “คุณได้ยินหมดแล้ว อยากพูดอะไรไหม”
ตอนที่ถามปัญหานี้ออกไป หนานอี่ก็แอบคาดหวังอยู่บ้าง แต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังคำตอบแบบไหน
ทว่าสิ่งที่ฉินอีอวี๋เอ่ยกลับทำให้หนานอี่สะดุ้ง
“พูดกันจริงๆ ตอนนั้นฉันอยากฆ่าคน”
“คุณพูดบ้าอะไรน่ะ”
“ฉันอยากฆ่าทุกคนที่เคยบูลลี่นาย” ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ไม่ให้เหลือเลยสักคน”
ทันใดนั้นหัวใจของหนานอี่ก็เต้นเร็วมาก เป็นอีกครั้งที่เขานึกภาพของฉินอีอวี๋ตอนคลุ้มคลั่งแล้วพุ่งเข้าไปกระทืบคน
“อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย”
“ตอนนั้นทำไมฉันไม่ฆ่าพวกนั้นทิ้งนะ” ฉินอีอวี๋ถามหน้าซื่อตาใส
“พอ” หนานอี่ลุกขึ้นแล้วฉุดฉินอีอวี๋ให้ลุกตาม “อากาศหนาว กลับกันดีกว่า ขาผมชาหมดแล้ว”
แต่พอฉินอีอวี๋ลุกได้ก็กอดเขาหมับ นักร้องหนุ่มจับหนานอี่กดติดกำแพงอยู่นานมาก นานจนหัวใจของหนานอี่กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติอย่างช้าๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ รู้สึกแสบจมูก แต่มือเบสหนุ่มกลับคิดว่ามันเป็นเพราะอากาศหนาวจัด
หนานอี่รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้ตัวเองกำลังกลัว
นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฝันถึงการสูญเสีย
ถ้าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตคือคำพยากรณ์ถึงอนาคต เขาก็ขอให้ฉินอีอวี๋ทำตัวคลุมเครือ บอกชอบ บอกรักเขาได้ตามใจ แต่อย่ารักเขาจริงๆ เลย
แค่อยู่ข้างๆ เขาตลอดไปก็พอ
“ทำไมนายถึงทำหน้าเหมือนเสียใจอีกแล้วล่ะ” ฉินอีอวี๋พูดโพล่งขึ้นมา
“หยุด” หนานอี่ผลักอีกฝ่ายออกห่างแล้วเดินดุ่มไปข้างหน้า
“ต่อไปห้ามใช้พลังยอดมนุษย์กับผมอีก”
“ไม่นะ แค่ข้อตกลงจูบวันละสามครั้งก็โหดร้ายมากพอแล้ว ตอนนี้ยังจะ…”
“คุณคือรักบริสุทธิ์ไม่ใช่เหรอ งั้นก็กอดกันอย่างเดียวโอเคไหม”
ฉินอีอวี๋แสดงความพอใจออกมาทันที “งั้นก็ได้”
ตอนกลับไปถึงห้องคนอื่นๆ ก็กินอาหารกันไปได้พอสมควร ตอนนี้กำลังคุยเล่นกันอยู่ เหยียนจี้กับฉือจือหยางก็กลับมาแล้ว ฉือจือหยางตาแดงๆ หนานอี่สังเกตเห็นเป็นคนแรก แต่เขารู้ว่าฉือจือหยางเป็นคนหน้าบางเลยไม่ได้ถาม
ตอนนี้วังฉีตีสนิทกับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มบีสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย แม้แต่อาซวิ่นที่เป็นคนพูดน้อยมาตลอดก็ยังคุยเล่นกับเขาได้อย่างสนุกสนานมาก
แต่หนานอี่สังเกตเห็นว่าตั้งแต่เขากลับมาถึง วังฉีเหมือนจะคอยมองเขาอยู่ตลอด
จนงานเลี้ยงใกล้เลิก ทุกคนก็พากันเดินออกจากห้อง สมาชิกวงเดอะเกรตโมเมนต์ทั้งสี่คนอยู่เป็นกลุ่มสุดท้าย วังฉีที่อยู่กับเหยียนจี้เลยหันหน้ามากระซิบถามหนานอี่ในจังหวะนี้
“นายรู้จักสวีอี้หรือเปล่า”
หนานอี่ชะงัก เขาพิจารณาใบหน้าของวังฉีพลางพยายามค้นข้อมูลเพื่อนสนิทของน้าชายที่เขาเคยเจอ
มันไม่มีคนคนนี้
ชื่อนี้ไม่ได้ทำให้หนานอี่ประหลาดใจเพียงคนเดียว แต่ฉินอีอวี๋ก็นิ่วหน้าด้วยเหมือนกัน
เหมือนวังฉีจะสังเกตเห็นแววระแวดระวังบนใบหน้าของเขาเลยยิ้ม จากนั้นก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะ พูดอย่างไม่มั่นใจว่า “หรือฉันจะจำผิด?”
เหยียนจี้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งถามขึ้นมาอีกคน “จำอะไรผิดเหรอ”
“จำได้ไหมว่าตอนเรียนจบใหม่ๆ ฉันไปเป็นนักข่าวฝึกหัดที่ฝ่ายข่าว ฉันเคยเล่าให้นายฟังว่าพี่เทคของฉันโคตรหล่อ ฉันเคยเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเขา เป็นภาพพี่เทคของฉันตอนเด็ก บนไหล่เขามีเด็กคนหนึ่ง มีครั้งหนึ่งเขาทำกระเป๋าสตางค์หาย พี่เทคฉันร้อนใจมาก กว่าจะหากระเป๋าเจอรูปก็หายไปแล้ว ฉันเลยจำเรื่องนี้แม่นเป็นพิเศษ”
วังฉีเล่าพลางหันมามองหนานอี่แล้วพูดยิ้มๆ “เด็กคนนั้นหน้าตาเหมือนนายมาก ตางี้ถอดแบบกันมาเลย”
* ผีก่อกำแพง เปรียบเปรยถึงลักษณะของการเดินหลงทางในตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็วนกลับมาที่เดิมราวกับมีผีก่อกำแพงบังตา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



