ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 69-70 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 69-70 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ 

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว 

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

            

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 69 มอสส์หลากสายพันธุ์เติบโตบนภูเขาลูกเดียวกัน*

 

พอฟังวังฉีพูดจบ หนานอี่ก็เงียบไปพักหนึ่ง จนลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายเขาถึงค่อยผงกศีรษะและตอบคำถามแรกสุดของเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

“สวีอี้คือน้าชายของผม”

ไม่รู้ทำไมประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของฉินอีอวี๋ถึงบอกกับเขาว่าความจริงหนานอี่ไม่ได้อยากยอมรับเรื่องนี้ ในช่วงครึ่งนาทีที่ผ่านมาเมื่อกี้ดวงตาของมือเบสหนุ่มจึงฉายแววระแวดระวังและลังเลใจ

หนานอี่คิดหนักมาก เรื่องนี้ฉินอีอวี๋รู้ดี แต่ความระวังตัวระดับจิตใต้สำนึกแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกแปลกๆ

เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินชื่อสวีอี้ ฉินอีอวี๋นึกถึงคนคนหนึ่งกับวงดนตรีร็อกใต้ดินวงหนึ่งที่เขาเคยชอบสมัยวัยรุ่น แต่มือกีตาร์คนนั้นไม่ได้เปิดเผยชื่อจริง ฉินอีอวี๋เลยได้ยินแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง

ถ้าหนานอี่ไม่เคยเล่าเรื่องน้าชายให้ฟังว่าน้าชายของเขาเคยทำวงสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก่อนจะไปเป็นนักข่าว ฉินอีอวี๋คงไม่อ่อนไหวแบบนี้ เพราะคนชื่อซ้ำกันแซ่ซ้ำกันมีเยอะมาก บางทีอาจจะไม่ใช่คนเดียวกันก็ได้

แต่แบบนี้มันก็บังเอิญเกินไป

นอกจากนี้ตอนนั้นเขาก็ถามชื่อน้าชายของหนานอี่แล้ว แต่หนานอี่กลับจงใจปิดบังชื่อของน้าชายเอาไว้

หนานอี่กำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า จุดประสงค์ที่เขาปิดบังเรื่องนี้คืออะไร

ถ้าเขาโพล่งถามออกไปอย่างโต้งๆ หนานอี่จะปฏิเสธการตอบคำถามและถอยห่างจากเขาไหม

สิ่งนี้ทำให้ฉินอีอวี๋ลังเล เขาเพิ่งจะเป็นแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต

หนานอี่ไม่เหมือนกับทุกคนที่ฉินอีอวี๋เคยเจอ การเปิดตัวของเขาสว่างวาบขึ้นมาเหมือนฟ้าแลบ แต่ยิ่งได้ใกล้ชิด ยิ่งได้เข้าหา กลับยิ่งสัมผัสได้ถึงความลับมากมาย หนานอี่เป็นปริศนาที่ซับซ้อนซ่อนอยู่หลายชั้น ทำให้ฉินอีอวี๋คิดถึงผืนป่าแถบไซบีเรียนอันหนาวเหน็บที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ

ทำไมเด็กอายุสิบแปดปีคนหนึ่งถึงทำตัวเป็นเขาวงกตแบบนี้

เมื่อสืบค้นต่อไปเรื่อยๆ นอกจากความอยากรู้อยากเห็นแล้ว ฉินอีอวี๋ยังรู้สึกเจ็บช้ำ เหมือนร่วงลงไปในทะเลที่เย็นเฉียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง รอบตัวมีเศษน้ำแข็งลอยฟ่อง เศษน้ำแข็งแต่ละชิ้นคมบาดมือ และทุกสิ่งที่ว่านั้นคืออดีตของหนานอี่

คืนนั้นหลังกลับไปที่ห้องพัก ฉินอีอวี๋นอนไม่หลับ แต่หนานอี่เหมือนจะเพลียจัดเลยหลับไปนานแล้ว

ฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ นักร้องหนุ่มเลยขยับตัวออกจากเตียงของตัวเอง มุดเข้าไปในผ้าห่มของหนานอี่อย่างแผ่วเบา ทั้งที่เปิดฮีตเตอร์ไว้แต่อุณหภูมิร่างกายของหนานอี่กลับต่ำมาก

นักร้องหนุ่มเอนตัวลง ขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง แล้วแนบแผ่นอกตัวเองกับแผ่นหลังของอีกฝ่าย เหมือนพวกเขาคือใบไม้เปียกฝนสองใบที่แนบติดกัน ขณะนั้นฉินอีอวี๋พยายามถ่ายเทความร้อนให้หนานอี่

ทั้งที่ฉินอีอวี๋เคลื่อนไหวเบามาก แต่หนานอี่เป็นคนเซ้นส์ไว มือเบสหนุ่มจึงขยับตัวทันทีเหมือนถูกปลุกให้ตื่น

“อืม…” หนานอี่นิ่วหน้า พลิกตัวมาเผชิญหน้ากันแต่ยังไม่ลืมตา แค่ทำจมูกฟุดฟิด จากนั้นก็ยื่นมือมาจับเสื้อนอนของฉินอีอวี๋ตรงบริเวณอก

“คุณละเมออีกแล้ว…”

เขาพูดสองคำหลังฟังดูอู้อี้ ฉินอีอวี๋ได้ยินไม่ชัดเลยเข้าไปใกล้ๆ เขาจูบปากหนานอี่แล้วกระซิบถามว่า “ฉันทำไมเหรอ”

หนานอี่นิ่วหน้าเหมือนไม่ได้ยินคำถามของเขา เอาแต่พูดเสียงอู้อี้กับตัวเอง “อย่าจูบผมสิ…”

ฉินอีอวี๋ยิ้ม

ฉันเป็นคนประเภทยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุซะด้วยสิ

เขาจูบสันจมูกของหนานอี่อีกครั้ง

ปากบอกว่าไม่ แต่หนานอี่ที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรากลับเหมือนถูกความคุ้นเคยบางอย่างสั่งให้ขยับตัวเข้าไปในอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ ท่าทางของเขาดูอ่อนลงกว่าปกติเหมือนต้องการพึ่งพาฉินอีอวี๋อย่างมาก

ฉินอีอวี๋กอดอีกฝ่ายอย่างฉ่ำใจด้วยความรู้สึกเต็มตื้น ก่อนจะใช้มือลูบหลังหนานอี่เบาๆ แล้วจูบกระหม่อมของเขา

“นอนเถอะ นายเหนื่อยมากแล้ว”

ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้ ไม่นานเขาก็เคลิ้มหลับตามไป

ก่อนที่ต่อมาจะถูกปลุกด้วยแสงจ้าจนลืมตาไม่ขึ้น ฉินอีอวี๋ยื่นมือไปคลำพื้นที่ข้างตัวตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าพื้นเตียงว่างเปล่า นั่นทำให้ฉินอีอวี๋ตื่นเต็มตาขึ้นมาเรียกชื่อหนานอี่ นักร้องหนุ่มลืมตาขึ้นมากวาดมองไปรอบห้อง

สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกทับไว้ด้วยนมหนึ่งแก้วบนหัวเตียง

 

‘ผมมีธุระด่วนต้องไปจัดการ ออกจากค่ายไปก่อนนะ’

 

ฉินอีอวี๋มองข้อความนี้อย่างอึ้งๆ

หนานอี่กลัวว่าจะทำเขาตื่นเลยตั้งใจทิ้งโน้ตไว้เหรอ

 

อีโมจิสิงโต หนานอี่ ฉันมีเรื่องสำคัญจะถาม

 

ไม่นานหนานอี่ก็ตอบกลับมา

 

ลูกหมาป่า เรื่องอะไร

อีโมจิสิงโต ก่อนไปนายจูบฉันหรือเปล่า พอตื่นแล้วได้จูบฉันหรือยัง

ลูกหมาป่า เปล่า…

อีโมจิสิงโต ??? ฉันไม่เชื่อ นายโกหก! ฉันรู้สึกนะ

ลูกหมาป่า คุณฝัน

ลูกหมาป่า พอตื่นเรื่องเดียวที่ผมทำคือผลักคุณแรงๆ

อีโมจิสิงโต ? ทำไมอะ

ลูกหมาป่า เพราะคุณทับผม

 

ไม่รู้ทำไมการได้อ่านคำตอบนี้ถึงทำให้ฉินอีอวี๋อารมณ์ดีอย่างไม่มีเหตุผล อาจเพราะการนอนทับผมอีกฝ่ายเป็นการแสดงความสนิทสนมกันเป็นพิเศษหรือเปล่า ความจริงไอ้ที่หนานอี่บอกว่า ‘ผลักแรงๆ’ มันก็ไม่ได้แรงมาก ไม่งั้นเขาคงไม่รู้สึกอะไรเลยแบบนี้

ฉินอีอวี๋อ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเหยียนจี้มาเคาะประตูถามว่าเขาจะกลับเข้าเมืองด้วยกันไหม ฉินอีอวี๋ถึงได้ลุกขึ้นจากเตียงของหนานอี่อย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะพับผ้าห่มแล้วจัดเตียงให้อย่างเรียบร้อย

แต่พอขึ้นรถนักร้องหนุ่มก็สังเกตเห็นว่าวันนี้ฉือจือหยางที่นั่งข้างคนขับพูดน้อยอย่างน่าประหลาดใจ

คนซื่อบื้อก็มีเรื่องหนักใจได้ด้วยเหรอ

ฉินอีอวี๋ชะโงกตัวไปข้างหน้า เขาหันไปพูดกับเหยียนจี้ที่กำลังขับรถว่า “เกิดอะไรขึ้นน่ะอาจารย์เหยียน เมื่อวานเด็กน้อยของเรายังดีๆ อยู่เลย ทำไมแค่ข้ามคืนเขาก็ทำหน้าบึ้ง ไม่พูดไม่จา ด่าเสียงไม่ดังแล้วล่ะ ถึงเมื่อก่อนเขาจะเป็นเด็กปากจัด แต่ปกตินายก็ดูแลเอาใจใส่ดีอยู่นะ…”

พูดยังไม่ทันจบฉือจือหยางก็ฉีกขนมปังยัดใส่ปากฉินอีอวี๋

“ถ้ายังไม่หุบปากอีกฉันจะแจ้งตำรวจจับนาย”

“โอเค ถ้าการเป็นห่วงนายมันผิด ฉันก็ยอมถูกจับ”

“อ๊า!” ฉือจือหยางถูกเขายั่วจนลุกขึ้นมาคว้าคอเสื้อ “ฉันจะฆ่านาย!”

“อาจารย์ครับ หมดเรื่องแล้ว เจ้าหนูของเรากลับมามีชีวิตชีวาแล้วครับ”

 

หลังโหวกเหวกโวยวายกันมาตลอดทางจนถึงมหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ฉือจือหยางก็ลงจากรถไปโดยไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ทั้งยังทำท่าปาดคอใส่ฉินอีอวี๋ที่อยู่เบาะหลัง

ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ รอจนรถแล่นออกมาแล้วถึงค่อยฉุกคิดได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“ไม่สิ รอบนี้เขาเดินไปทั้งที่ยังไม่ได้เซย์กู๊ดบายนาย” ฉินอีอวี๋พูดพลางทำท่าเจ้าเล่ห์ “ไหนเมื่อก่อนต้อง ‘บ๊ายบายเหยียนจี้’ พร้อมกับโบกมือแล้วถึงค่อยวิ่งเปียปลิวออกไป”

เหยียนจี้เงียบอยู่นานมากจนรถแล่นมาถึงประตูมหาวิทยาลัยก่อนจึงค่อยตอบ “เพื่อนสนิทถูกคัดออกจากการประกวด เขาต้องอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว”

ฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่เบาะหลังแอบมองเหยียนจี้ผ่านกระจกมองหลัง รับรู้ได้ว่าเหนือศีรษะของอีกฝ่ายมีเมฆดำทะมึนปกคลุม

เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยฉินอีอวี๋จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ ไม่นานรถก็วิ่งมาจนใกล้ถึงโรงเรียนมัธยม ฉินอีอวี๋หาจุดที่จอดรถง่ายแล้วลงจากรถ เขาชวนเหยียนจี้ให้ไปกินหม้อไฟเนื้อแกะด้วยกัน แต่เหยียนจี้เหมือนจะไม่อยากอาหารเลยยิ้มพร้อมกับบอกว่าไว้คราวหน้าดีกว่า

ฉินอีอวี๋เองก็ไม่บังคับ เขาหันหน้าเดินตรงเข้าไปในตรอก ซื้อขนมถังหูลู่มาเดินกิน ตอนที่ถึงลูกสุดท้ายก็มาถึงหน้าประตูบ้านของเหยาจิ่งพอดี

เหยาจิ่งที่ใส่เสื้อขนเป็ดออกมาเปิดประตูให้เขา แถมยังตั้งใจมองไปที่ด้านหลังของฉินอีอวี๋ด้วย

“วันนี้มือเบสสุดหล่อไม่มากับนายเหรอ”

“เขามีธุระน่ะ” ฉินอีอวี๋ยัดคาลิมบาที่เคยยืมเหยาจิ่งไปใส่อกเขาแล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างเคยชิน ตรงดิ่งไปยังบ้านพักที่เหยาจิ่งอาศัยอยู่ พอเข้าไปก็เริ่มแหย่นกคอกคาทีล* ที่เหยาจิ่งเลี้ยงไว้ นักร้องหนุ่มหันไปเห็นรูปถ่ายที่เหยาจิ่งวางไว้บนโต๊ะ เป็นรูปคู่ของเขากับอาจารย์โจวเมิ่งที่นักเรียนถ่ายให้

“ดูอะไรน่ะ” เหยาจิ่งเอากรอบรูปใส่ในลิ้นชัก

“อาจารย์เหยาครับ” ฉินอีอวี๋ฟุบตัวลงบนโต๊ะพลางทำตาปริบๆ “ผมได้ยินไหวจื่อบอกว่าตอนอาจารย์โจวเมิ่งออกจากงาน เธอมีเรื่องกับทางโรงเรียนแรงมาก ใช่เพราะว่านักเรียนที่เธอดูแลมีเรื่องทะเลาะวิวาทหรือเปล่าครับ”

เหยาจิ่งนิ่วหน้า “เธอจะถามเรื่องนี้ไปทำไม”

ฉินอีอวี๋ไม่ตอบแต่ถามว่า “นักเรียนตีกันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ไม่ยักเคยได้ยินว่าพอนักเรียนตีกันแล้วจะทำให้ครูโดนหางเลขไปด้วย แถมอาจารย์โจวเมิ่งก็ไม่ใช่ครูประจำชั้น เป็นแค่ครูประจำวิชา แล้วมันเป็นเพราะอะไรครับ”

“จะสนใจเรื่องพวกนี้ไปทำไม ในใจเธอมีแต่เรื่องของตัวเองมาตลอดไม่ใช่เหรอ”

ฉินอีอวี๋หันไปมองนกแก้วตัวเล็ก “มือเบสที่ผมพามาคราวก่อนคือเด็กที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทในตอนนั้น คุณบอกว่าตอนที่คุณไปหาอาจารย์โจวเมิ่งเคยเห็นเขาที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาที่อาจารย์โจวเมิ่งเปิด ตอนนั้นผมนึกว่าคุณจำคนผิด แต่ตอนนี้พอมาคิดดูแล้วน่าจะเป็นเขาจริงๆ”

“…”

“สมัยเรียนเด็กคนนั้นถูกบูลลี่ ไอ้พวกลูกหมานั่นไล่ต้อนเขาจนจนตรอก เขาถึงได้ลงไม้ลงมือ” ไม่รู้ทำไมสีหน้าของฉินอีอวี๋จึงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ปราศจากรอยยิ้มบนใบหน้า “ผมกำลังคิดว่าที่อาจารย์โจวเมิ่งต้องออกจากงานน่าจะเป็นเพราะเขา”

“แล้วไง”

“แล้วไงเหรอครับ นี่เป็นโอกาสทองที่พวกคุณสองคนจะได้คืนดีกันไง!” ฉินอีอวี๋ตบโต๊ะ “เหล่าเหยา คุณรีบช่วยผมสืบเรื่องนี้จากอาจารย์โจวเมิ่งหน่อยสิครับ ว่าคนที่บูลลี่เขามีกี่คนกันแน่ และตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น อาจารย์โจวเมิ่งเป็นคนเถรตรง ไม่มีทางเจอเรื่องอยุติธรรมแล้วหอบความเจ็บแค้นหนีไปแน่นอน คุณไปถามอาจารย์โจวเมิ่งแล้วถือโอกาสเข้าหาด้วย เป็นไงครับ ผมหัวดีไหม”

“เรื่องในตอนนั้นมันซับซ้อน ฉันช่วยไม่ได้…”

ฉินอีอวี๋ลุกพรวด “งั้นผมจะไปหาอาจารย์โจวเมิ่งเอง ผมจะไปตะโกนร้องเพลงขอแสดงความยินดีที่พวกคุณเลิกกันใต้ตึกโรงเรียนกวดวิชาของเธอ…”

“นายจะบ้าเรอะ!” เหยาจิ่งคว้าตัวเขาไว้อย่างพูดไม่ออกด้วยความโมโห ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้คงไม่เป็นไร เพราะมันก็คงเป็นแค่การพูดเล่นๆ แต่ฉินอีอวี๋ไม่เหมือนใคร เพราะเขาเป็นพวกพูดจริงทำจริง

“ขอฉันคิดหาทางก่อนสิ พ่อคุณ” เหยาจิ่งเกาศีรษะอย่างหงุดหงิด “ยังมีเรื่องอื่นอีกใช่ไหม”

“มีจริงๆ แหละครับ”

“ฉันนี่มันมีเวรแท้ๆ”

“จริงครับ” ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ “ถ้าสมัยผมอยู่ ม.ต้น คุณไม่เอาซีดีวงร็อกให้ผมฟัง ผมจะฉีกแนวมาทางนี้ได้ไง”

เหยาจิ่งมองค้อนปะหลับปะเหลือก “เออ ฉันมันคือตัวต้นเหตุความฉิบหายเอง เลิกพูดพล่ามได้แล้ว มีเรื่องอะไรก็รีบว่ามา!”

ฉินอีอวี๋ถึงค่อยเฉลยเป้าหมายที่สองที่เขามาหาเหยาจิ่งรอบนี้

สมัยฉินอีอวี๋เรียนอยู่ ม.ต้น เหยาจิ่งเป็นครูสอนดนตรีของเขา ตอนนั้นไม่ค่อยมีเด็กนักเรียนที่จริงจังกับวิชาดนตรีมากนัก แต่ฉินอีอวี๋ไม่เหมือนใคร เพราะเขาชอบในสิ่งที่คนอื่นไม่ชอบ เวลาเรียนก็ตั้งใจเป็นพิเศษ แล้วเหยาจิ่งก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าเด็กชายมีพรสวรรค์ทางดนตรีสูงมาก แถมยังมีเสียงร้องที่ดีมากด้วย

ไปๆ มาๆ ทั้งคู่ก็เปิดคลาสพิเศษ มีวันหนึ่งฉินอีอวี๋ไปที่ห้องทำงานของเหยาจิ่งแล้วเห็นซีดีแผ่นหนึ่งที่มีแพ็กเกจเรียบง่าย เลยถามเหยาจิ่งว่ามันคืออะไร

‘เธอฟังไม่รู้เรื่องหรอก’ เหยาจิ่งพูดแบบนี้

แต่คำพูดไม่กี่คำนั้นกลับเหยียบโดนเส้นของฉินอีอวี๋ ทั้งที่ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจมันมากนัก แต่พอได้ยินเหยาจิ่งพูดแบบนี้เขาก็อยากจะฟังมันให้ได้ เด็กชายเลยหยิบซีดีแผ่นนั้นมาแล้วไปขอยืมเครื่องเล่นที่ร้านแผ่นเสียงหน้าประตูโรงเรียน โดดเรียนไปตลอดช่วงบ่าย

ฉินอีอวี๋ฟังซีดีแผ่นนั้นตลอดช่วงบ่าย คล้ายต้องมนต์สะกด

เขาบอกไม่ได้ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน อาจเพราะในร้านแผ่นเสียงเปิดแอร์เย็นมาก พอเปิดประตูร้านเดินออกมาเจอกับแสงแดดกลางฤดูร้อน รูขุมขนทั่วร่างกายของฉินอีอวี๋ก็สั่นสะท้านอยู่สองสามวินาที เสียงกีตาร์ไฟฟ้ายังวนเวียนอยู่ในสมอง มันดังหึ่งๆ เนิ่นนานไม่จางหาย

ถึงตอนนี้เขายังจำตัวอักษรบนซีดีแผ่นนั้นได้…เพลง ‘ฟ้าแลบ’ ของวงวาไรตี้ออฟมอสส์

ที่แท้นี่คือเพลงร็อก มันเหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมากลางชีวิตวัยรุ่นที่ยังไม่ประสีประสา ประทับตราอันเร่าร้อนไว้บนหัวใจของฉินอีอวี๋ อัดแน่นอยู่ในหลอดเลือด และแผดเผามานานหลายปี

นับจากนั้นเป็นต้นมาฉินอีอวี๋ก็เหมือนต้องมนตร์สะกด เขาเริ่มฟังเพลงอย่างบ้าคลั่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งที่อยู่ในกระแสและนอกกระแส อัลบั้มเพลงร็อกนับไม่ถ้วนได้ล้างสมองของเขา ในช่วงกลางดึกหลายต่อหลายคืนเขากับวงดนตรีมากมายเหล่านี้ได้ร่วมกันแผดเสียงประสานสะเทือนวิญญาณ ฉินอีอวี๋เริ่มหัดเล่นกีตาร์และเริ่มเขียนเพลง ทุกอย่างก้าวไปไวอย่างเป็นธรรมชาติและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ฉินอีอวี๋ในตอนนั้นเข้าใจได้ทันทีว่าเขาเกิดมาเพื่อแตกต่างจากคนอื่น

เพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินเพลงร็อก

หลังจากนั้นแม้วงดนตรีใต้ดินที่ดังวงนั้นจะไม่ใช่วงโปรดของเขา แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงจดจำจุดเริ่มต้นอันงดงามนั้นได้

“มือกีตาร์คนแรกสุดของวงวาไรตี้ออฟมอสส์ ลี่อวี๋” ฉินอีอวี๋เอ่ยถาม “ชื่อเดิมเขาชื่อสวีอี้หรือเปล่าครับ”

เหยาจิ่งอึ้ง

เพราะมันเป็นชื่อที่เขาไม่ได้ยินมานานมาก

เริ่มแรกวงวาไรตี้ออฟมอสส์ได้ไปแสดงที่เขตซีเฉิง ผลคือหนึ่งวันก่อนขึ้นแสดงมือคีย์บอร์ดได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรีบทำให้เพื่อนมาขอให้เขาไปแทนชั่วคราว

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหยาจิ่งได้ซ้อมกับวงดนตรีจริงๆ และครั้งนั้นเขาได้รับซีดีแผ่นนั้นมาเป็นของขวัญ

แม้จะได้ใช้เวลาร่วมกันแค่ครึ่งวัน แต่เหยาจิ่งก็ประทับใจในตัวลี่อวี๋มาก

คนคนนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาระดับที่ไปเล่นภาพยนตร์ได้ ผมไม่สั้นไม่ยาวมัดเป็นเปียเล็ก เล่นกีตาร์เก่งมาก หรือถ้าไม่ได้เล่นกีตาร์ก็จะชอบพูดเล่น เที่ยวแหย่คนเล่นไปทั่ว วันนั้นเพื่อนในวงถูกเขาแหย่จนของขึ้นเลยเรียกเขาด้วยชื่อเต็ม

“เธอรู้ได้ไงว่าเขาชื่อสวีอี้”

“ผมดูในอินเตอร์เน็ต มีคนเอามาเล่าแต่ไม่คอนเฟิร์ม ผมเลยอยากเช็กดู”

เนื่องจากเป็นวงดนตรีเล็ก แฟนคลับไม่เยอะ และไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ข้อมูลที่ฉินอีอวี๋หาได้ในตอนนั้นเลยมีจำนวนไม่มาก

ฉับพลันเหยาจิ่งก็สังเกตเห็นว่าเจ้าหนูคนนี้มีสีหน้าเครียดขึ้น

“อาจารย์เหยาครับ คุณยังติดต่อกับคนที่เคยทำวงกับสวีอี้อยู่หรือเปล่า คนไหนก็ได้ ผมอยากเจอ”

 

เดิมทีฉินอีอวี๋ไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้มากมาย ก็แค่อยากลองดู แต่คิดไม่ถึงว่าเหยาจิ่งจะมีเส้นสายจริงๆ

เพียงแต่คนที่เหยาจิ่งรู้จักไม่ใช่นักดนตรี แต่เป็นผู้จัดการวงวาไรตี้ออฟมอสส์ ตอนนั้นอีกฝ่ายเป็นคนมาหาเหยาจิ่งเพื่อขอให้ช่วยไปแทนตำแหน่งมือคีย์บอร์ดให้หน่อย เดี๋ยวนี้คนคนนี้ใส่ทองเส้นใหญ่ท่วมตัว ใส่เสื้อผ้าแนวสตรีต นั่งยองๆ อยู่หน้าประตูผับ ดูแล้วเหมือนแร็พเปอร์คนหนึ่ง

“นั่นมันเรื่องตั้งกี่ปีมาแล้ว หมอนั่น…อย่าไปพูดถึงเขาเลย เชื่อถือไม่ได้!”

พี่ใหญ่ที่เหยาจิ่งเรียกว่า ‘พี่หย่ง’ หัวเราะเสียงดังลั่นเหมือนเป็ดอ้วนที่ถูกเป่าลมให้พองก่อนเข้าเตาย่าง ฉินอีอวี๋อยากเอานิ้วจิ้มพุงเขาจับใจ

“ช่วงนั้นมีค่ายเพลงหลายแห่งมาชวนฉันเซ็นสัญญา แต่ถ้าพูดกันจริงๆ คือพวกเขาอยากเซ็นกับสวีอี้คนเดียว แต่เป็นตายยังไงสวีอี้ก็ไม่ยอม ตอนนั้นเขายังเด็กมาก เพิ่งจะอายุยี่สิบ บอกว่าจะขอทำวงใต้ดินไปตลอดชีวิต แล้วผลเป็นไง” พี่หย่งถอนหายใจ “ไม่ถึงสองปีก็เผ่นหนี บอกว่าจะไปทำงาน”

พอได้ยินข้อมูลสำคัญ ฉินอีอวี๋ก็ถามทันที “นักข่าวเหรอครับ”

“เหมือนจะเป็นงั้นนะ เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่” พี่หย่งเกาศีรษะ “เจ้าหนูนั่นโคตรแล้งน้ำใจเลย ตัวเองจะถอนตัวก็ถอนไปสิ แต่นี่ดันลบเบอร์ทุกคน ไม่เคยติดต่อกับใครอีก ตอนนั้นคนอื่นๆ เข้าใจว่าเขาจะบินเดี่ยว”

“ทำไมคิดงั้นล่ะครับ” ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าเรื่องมันทะแม่งๆ

พี่หย่งขมวดคิ้วนึกแล้วจู่ๆ ก็ตบต้นขาฉาด “นึกออกแล้ว ก่อนออกจากวงมีรถหรูมาจอดรอที่ใต้ตึกห้องซ้อมสับปะรังเคตลอด มารอเขานั่นแหละ มีคนบอกว่ามีบอสคนหนึ่งมาถูกตาต้องใจเขา เหมือนจะเป็นเจ้าของบริษัทบันเทิงอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถอนตัวออกจากวง”

“แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เข้าวงการใช่ไหมครับ” เหยาจิ่งถาม

“ใช่ เขาไปทำงาน ไอ้เด็กนี่ จริงสิ ตอนนั้นมีแฟนสาวที่คบกันอยู่คนหนึ่ง ก่อนหน้านั้นพวกเขาสองคนสวีตหวานกันมาก ไปไหนก็ตัวติดกันตลอด แต่หลังจากเกิดเรื่องกับแม่สาวนั่น ทั้งคู่เลยเลิกกัน”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ” เหยาจิ่งถาม

“ผู้หญิงคนนั้นขี่รถมาหาสวีอี้แล้วโดนรถชนระหว่างทาง โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ขาหัก บังเอิญว่าวันนั้นเป็นวันที่สวีอี้พูดเรื่องออกจากวงขึ้นมาเป็นครั้งแรก พวกเรากำลังคุยกัน พอได้รับสายเขาก็ไปโรงพยาบาลทันที ตั้งแต่วันนั้นสวีอี้ก็คอยดูแลแฟนอยู่ที่โรงพยาบาลทุกวัน ดูแลอย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย ตอนนั้นพวกเรายังคิดกันว่าพวกเขาสองคนกำลังจะแต่งงานกันแล้วหรือเปล่า ผลคือพอแฟนเขาออกจากโรงพยาบาล สวีอี้ก็ขอเลิกกับแฟน”

ฟังมาถึงตรงนี้เหยาจิ่งก็ทำหน้าเหวอ “ไม่จริงอะ ไหงทำงั้น”

“ไม่รู้สิ” พี่หย่งลูบพุง “พวกเราก็ข้องใจเหมือนกัน พอเจ้าเด็กนั่นขอเลิกกับแฟนแล้วก็กลับมาร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย ผลคือวันต่อมาเขาหายตัวไป แล้วส่งข้อความมาบอกพวกเราทุกคนว่าตัวเองขอถอนตัวออกจากวงอย่างเป็นทางการ ต่อไปจะไม่มาเจออีก

พอเขาไปค่ายใหญ่ก็หาย หลังจากนั้นวงวาไรตี้ออฟมอสส์ก็หามือกีตาร์คนใหม่มาอีกสองสามคนจนได้เซ็นสัญญากับค่ายเล็กๆ แต่แค่ไม่กี่ปีก็แยกวง”

ฉินอีอวี๋คอยฟังอยู่ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ

“พี่ครับ สวีอี้ถอนตัวออกจากวงปีอะไร”

“ดูเหมือนจะ…ปี 2013 ช่วงหน้าหนาวล่ะมั้ง” พี่หย่งนึก “ใช่ ตอนนั้นเขากำลังจะฉลองวันเกิดอายุยี่สิบสามปี พวกเรายังปรึกษากันเลยว่าจะไปกินข้าวกันที่ไหน”

ตอนนั้นหนานอี่อายุเจ็ดขวบ และเป็นปีที่แม่ของสวีอี้ผู้เป็นยายของหนานอี่เสียชีวิต

ถึงตอนนี้ฉินอีอวี๋มั่นใจแล้ว ด้านหนึ่งเขารู้สึกทึ่งที่โชคชะตาอันคลุมเครือได้แอบขีดเขียนเรื่องราวให้เขากับหนานอี่มากมาย แต่ในขณะเดียวกันฉินอีอวี๋ก็ไม่เข้าใจ

ในฐานะมือกีตาร์เขาสามารถได้ยินเสียงความรักอันเร่าร้อนที่สวีอี้มีต่อดนตรีผ่านบทเพลงเหล่านั้น นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถแอบซ่อนได้

แล้วทำไมปีนั้นสวีอี้ถึงได้ทำเรื่องที่ผิดปกติขนาดนั้น หรือเขาแค่ได้รับความสะเทือนใจที่เสียแม่ไป

แต่ฉินอีอวี๋ไม่เชื่อ ดังนั้นแล้วเขาจึงทำได้แค่คิดหาวิธีอื่นมาเพื่อสืบหาความจริง

“เรื่องมันผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงนึกไม่ออก แต่เจ้าเด็กนั่นฉันลืมเขาไม่ลงจริงๆ” พี่หย่งถอนหายใจยาว “นายว่าเขาเพี้ยนไหมล่ะ แต่เวลาพูดถึงเขา ฉันก็แค่รู้สึกว่ามันน่าเสียดาย ไม่ได้หงุดหงิดรำคาญเลยสักนิด บางครั้งฉันจะฟังเดโมที่เขาทิ้งไว้และดูคลิปของพวกเขาในตอนนั้น ทุกอย่างอยู่ในโน้ตบุ๊กของฉัน”

ฉินอีอวี๋ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ขอผมได้ไหมครับ”

 

พอกลับถึงบ้านเหยาจิ่งก็ต่อว่าฉินอีอวี๋

“เธอบ้าไปแล้วเหรอ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาตั้งใจหลอกเอาเงินเธอ! สามหมื่น? ก่อนจะพูดอะไรช่วยคิดถึงเงินในบัญชีของเธอด้วย หรือไม่ก็ช่วยคิดถึงเงินในกระเป๋าของเธอสักนิดก่อนจะได้ไหม”

ฉินอีอวี๋เสียบยูเอสบีเข้ากับโน้ตบุ๊กของเหยาจิ่ง พูดยิ้มๆ “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ! เหล่าเหยา ผมดังอีกรอบแล้วนะ ไว้ผมจะคืนเงินก้อนนี้ให้คุณเป็นสองเท่า ไม่สิ สามเท่า!”

“งั้นเธอเขียนสัญญามาให้ฉันเลย!”

“ไม่มีปัญหา” ฉินอีอวี๋เปิดไฟล์ ในไฟล์มีคลิปอยู่ไม่น้อยจริงๆ

เขาเปิดดูไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งสายตาถูกคลิปที่มีชื่อว่า ‘หิมะของเธอ (กีตาร์ขับร้อง)’ ดึงดูด เขาจึงคลิกเปิดมันทันที

ตอนแรกเขาเข้าใจว่ามันเป็นแค่การอัดเล่นๆ ในห้องซ้อม คิดไม่ถึงว่าพื้นหลังจะเป็นห้องรับแขก

ฉากเปิดมีมือข้างหนึ่งยื่นมาบังกล้อง ฉินอีอวี๋ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งแว่วๆ เหมือนเขากำลังพูดว่า ‘ไอ้นี่มันเปิดยังไง’ ฉินอีอวี๋เลยใส่หูฟังเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น

ไม่นานมือข้างนั้นก็เคลื่อนห่างออกไป และตัวของคนคนนั้นก็ออกห่างจากกล้องตามไปด้วย เผยให้เห็นหน้าเต็มที่ทั้งดูเด็กและหล่อมาก

เครื่องหน้าของเขาไม่ได้เหมือนหนานอี่เป๊ะๆ โดยเฉพาะออร่าที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้เค้าโครงจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่เล็กน้อย แต่หน้าตาของหนานอี่นั้นคมกว่า โดยเฉพาะดวงตาที่แค่เห็นแวบเดียวก็จำได้

สวีอี้ที่อยู่ในภาพดูอายุน่าจะไม่เกินสิบแปดปี ยังมีความเป็นเด็กวัยรุ่น เวลายิ้มจะเห็นเขี้ยว ชายหนุ่มกระแอมแล้วกอดกีตาร์พลางพูดอย่างมึนๆ ว่า “เพลงที่ผมกำลังจะร้องเป็นเดโม ชื่อเพลงชั่วคราวคือ ‘เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก’ ครับ”

ฉินอีอวี๋ดูชื่อไฟล์อีกครั้ง

ที่แท้คำย่อก็หมายความว่าแบบนี้

ในคลิปสวีอี้ก้มหน้าแล้วเริ่มเล่นกีตาร์ มันเป็นคอร์ดง่ายๆ ที่เพลงรักหลายเพลงนิยมใช้ ฉินอีอวี๋นิ่งฟังแล้วสังเกตได้ว่านี่เป็นเพลงที่พวกเขาไม่ได้ปล่อยออกมาและไม่มีให้ฟังในอินเตอร์เน็ต

เพราะเป็นเดโมสวีอี้เลยยังเขียนเนื้อเพลงไม่สมบูรณ์ หลักๆ จึงใช้ทำเสียงฮัมเป็นส่วนมาก โดยมีเนื้อเพลงแทรกเข้ามาเป็นระยะ

“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”

“ทำให้ฉันเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”

ไม่รู้ทำไมพอได้ยินเนื้อเพลงสองประโยคนี้ หัวใจของฉินอีอวี๋ถึงสั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นลางสังหรณ์ที่เขาสามารถรับรู้ได้ ราวกับว่าเขามีความผูกพันกับเพลงที่ไม่เคยได้เผยโฉมต่อโลกเพลงนี้

สวีอี้ร้องเพลงเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างที่สุด

“ปีศาจน้อยตัวนิ่ม”

“รีบมาขี่ไหล่ฉันสิ”

“อย่าร้องไห้นะ…”

จู่ๆ จังหวะตีคอร์ด* ของเขาก็หยุด แต่ในช่วงเวลาสองวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุมนั้น ฉินอีอวี๋พลันได้ยินเสียงร้องไห้งอแงของเด็กน้อย

นักร้องหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊กชะงัก

สวีอี้วางกีตาร์ลง ลุกขึ้นเดินไปหลังกล้องด้วยรอยยิ้ม ไม่นานมือกีตาร์หนุ่มก็อุ้มเด็กน้อยอายุครบขวบคนหนึ่งมา สวีอี้แกว่งตัวเด็กน้อยในอ้อมแขน จับมือเล็กๆ ของเขาพุ่งเข้าใส่กล้องแล้วถอยกลับไปที่โซฟา ก่อนที่มือกีตาร์หนุ่มจะจับมือน้อยอวบอ้วนข้างนั้นดีดสายกีตาร์

ไม่นานเด็กชายก็เลิกร้องไห้แล้วเป็นฝ่ายคว้าสายกีตาร์ แถมยังส่งยิ้มให้สวีอี้ด้วย

ภาพสุดท้ายในคลิปคือสวีอี้ชูตัวเด็กน้อยขึ้น มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับมองดูสิ่งล้ำค่า พร้อมร้องเนื้อเพลงส่วนที่เหลือด้วยน้ำเสียงใสกังวาน

“อย่าร้องไห้ อย่าหลงทาง”

“เธอมีสองตาสวยงามดั่งเพชร”

“และมีหัวใจที่เปล่งประกายดุจทองคำ”

* มอสส์หลากสายพันธุ์เติบโตบนภูเขาลูกเดียวกัน เป็นสำนวน หมายถึงคนที่มีความคิดเห็นหรือรสนิยมคล้ายกันจนกลายเป็นเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจกัน

* นกคอกคาทีล (Cockatiel) เป็นนกปากขอขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์นกกระตั้ว

* ตีคอร์ด (Strumming) คือการใช้มือหรือปิ๊กกีตาร์ดีดสายกีตาร์ขึ้นลงเพื่อให้เกิดเสียงตามคอร์ดที่ต้องการ

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

บทที่ 1 ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1

บทที่ 1 ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้...

community.jamsai.com