everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 69-70 #นิยายวาย
บทที่ 70 เถ้ากระดูกลุกโชน
เหยาจิ่งไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงเด็กคนนี้จะชอบทำตัวเพี้ยนๆ มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่วันนี้เขากลับเล่นใหญ่เป็นพิเศษ
เนื่องจากพอดูคลิปเสร็จฉินอีอวี๋ก็ปิดโน้ตบุ๊กเสียงดังปัง แล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้อง นักร้องหนุ่มไปนั่งยองอยู่ใต้ต้นไลแล็กกลางลานบ้านนิ่ง เวลานี้ใบของต้นไลแล็กร่วงหมดแล้ว ใต้ต้นไม้โกร๋นๆ มีแต่หินก้อนใหญ่สองก้อนกับโอ่งน้ำใบใหญ่ว่างเปล่าหนึ่งใบเท่านั้น
เหยาจิ่งไม่เข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงยืนมองอยู่ที่ประตู คิดไม่ถึงว่าเขาจะเห็นฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นแล้วใช้หลังมือปาดไปที่ใบหน้า ก่อนจะเก็บมือทั้งสองข้างเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็วแล้ววางซ้อนกันบนหัวเข่า จากนั้นก็ก้มหน้าลงไป
หมอนี่พิลึกจริง
รู้จักกันมาร่วมสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เหยาจิ่งเห็นฉินอีอวี๋เสียน้ำตา
เหยาจิ่งรู้สึกเหมือนเก็บทองได้ เขาเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างตัวฉินอีอวี๋ทันที ลมพัดใบไม้ที่ยังเหลืออยู่บนพื้นปลิวกระจาย ขับเน้นภาพของฉินอีอวี๋ให้ดูเศร้าซึมมากเป็นพิเศษ
เหยาจิ่งชอบดูเวลาที่คนอื่นมีปัญหา เลยแกล้งทำท่าตกใจเกินจริงแล้วพูดว่า “โห คุณชายฉินเป็นอะไรไปซะแล้ว”
ฉินอีอวี๋ไม่ได้เงยหน้า ยังคงนั่งยองอยู่บนพื้น โคลงตัวไปข้างหน้าข้างหลังเบาๆ ดูราวกับมีเรื่องที่ต้องคิดหนัก
“เงียบก่อน” เสียงของเขาอู้อี้อยู่ในตัวที่งอก่องอขิง
เหยาจิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พอฉินอีอวี๋ดูคลิปจบจู่ๆ ก็กลายเป็นแบบนี้ หรือเขาจะถูกมือกีตาร์ที่ชักนำเขาเข้าสู่วงการเพลงร็อกดึงเข้าไปสู่ความทรงจำและเริ่มหวนคิดถึงอดีต
พอคิดได้แบบนี้เหยาจิ่งก็รู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉินอีอวี๋ก็อาจจะไม่เลือกเดินทางสายนี้และไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน คนร่าเริงแจ่มใส ทำอะไรสบายๆ แบบอีกฝ่าย แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ตอนนี้น่าจะเรียนจบแบบราบรื่น ถึงจะไม่ค่อยเอาถ่าน แต่ก็น่าจะเติบโตไปเป็นชนชั้นนำของสังคมได้
พอเอาเข้าจริงแล้วเหยาจิ่งก็นึกภาพฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนั้นไม่ออก ฉับพลันเหยาจิ่งก็ค้นพบว่าในใจของเขานั้น ฉินอีอวี๋น่าจะเป็นเด็กน้อยตัวป่วนและจะเป็นแบบนั้นไปตลอดกาล
ถึงตอนนี้เหยาจิ่งยังจดจำฤดูร้อนปีนั้นได้ เหยาจิ่งที่ถูกจัดให้สอนเสริมวิชาดนตรีเดินกลับไปที่ห้องพักอาจารย์ และเมื่อเดินผ่านมุมหนึ่งที่ใต้อาคารเรียนก็เห็นนักเรียนสามคนถูกทำโทษให้ยืนอยู่ตรงนั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เหยาจิ่งเลยไม่คิดจะมอง แต่ใครจะรู้ว่าเขาดันเหลือบไปเห็นฉินอีอวี๋ และอีกฝ่ายก็กำลังมองเขาอยู่เหมือนกัน ขนาดถูกทำโทษให้ยืนอยู่ก็ยังตะโกน ‘อาจารย์เหยา’ เสียงดังลั่น
เหยาจิ่งตั้งใจจะแกล้งทำเป็นว่าไม่สนิทกับฉินอีอวี๋ เลยเดินหนีไปดื้อๆ แต่คิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะตะโกนไล่ตามหลังเขามา
‘อาจารย์เหยา! ผมจะมีวงเป็นของตัวเองแล้ว! เราสามคนนี่แหละ! คุณมาดูผมซ้อมด้วยนะ!’
ทั้งที่ไม่ได้หันหน้าไปมอง แต่เหยาจิ่งคล้ายจะมองเห็นเส้นผมของฉินอีอวี๋ที่ถูกลมฤดูร้อนพัดจนยุ่งกับรอยยิ้มสว่างสดใสบนใบหน้าของเขา ฉินอีอวี๋เอามือป้องปาก แชร์เรื่องราวน่ายินดีของตัวเองออกมาโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ทำไมฉินอีอวี๋ถึงใช้ชีวิตได้เหมือนพระเอกอยู่ตลอดเวลา ขนาดอยู่ในโลกที่ใครต่อใครต่างสิ้นหวังใบนี้เหมือนกัน แต่ฉินอีอวี๋กลับทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเหมือนกำลังเล่นเกม
เหยาจิ่งอยากรู้คำตอบเรื่องนี้มาโดยตลอด จนวันหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่าตัวเองให้ท้ายเด็กคนนี้มาก ถึงปากจะบอกว่ารำคาญ แต่กลับคอยช่วยอีกฝ่ายเหมือนตัวเองเป็นลูกไล่ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาอิจฉาฉินอีอวี๋
เหยาจิ่งมองเห็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นแต่ไม่ได้เป็นอยู่ในตัวของฉินอีอวี๋
ระหว่างที่เหยาจิ่งกำลังเหม่อ เจ้ากุ้งยักษ์ที่นั่งยองอยู่ข้างเขาก็หน้าทิ่มลงพื้น ร้องโอดโอย ทำให้เหยาจิ่งได้สติกลับคืนมา
อาจารย์เหยามองฉินอีอวี๋พลางถามว่า “เป็นอะไรอีกล่ะ”
“ขาชา”
ฉินอีอวี๋นั่งลงบนพื้น เอามือทั้งสองข้างยันตัวไว้ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นมองเหยาจิ่ง ขอบตาของฉินอีอวี๋ยังแดงอยู่นิดๆ บนขนตายังมีน้ำตาเกาะอยู่
ร้องไห้จริงด้วย
แต่เป็นเพราะอะไรล่ะ คนหลงตัวเองที่ขนาดโดนด่าก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษอย่างฉินอีอวี๋จะร้องไห้ด้วยเรื่องอะไรได้
“อยากกินเหล้า”
“ไม่ได้”
ฉินอีอวี๋ที่ถูกปฏิเสธสูดจมูกเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่จำต้องยอมแพ้ แต่ดวงตายังคงเปล่งประกาย
“อาจารย์เหยา ที่บ้านคุณมีกีตาร์ไหม”
คำถามนี้ทำให้เหยาจิ่งอึ้งไป
เพราะหลังเกิดอุบัติเหตุ คำว่า ‘กีตาร์’ ก็กลายเป็นคำต้องห้ามของพวกเขา
ช่วงแรกที่ฉินอีอวี๋ทำกายภาพบำบัดมือซ้ายอยู่ที่โรงพยาบาล เหยาจิ่งก็ซื้อผลไม้ไปเยี่ยม
วันนั้นฉินอีอวี๋เอ่ยปากขอแอปเปิ้ลที่เหยาจิ่งซื้อมาด้วยรอยยิ้ม กะจะโชว์ผลลัพธ์ของการทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง นักร้องหนุ่มบีบมือ ถือของ กำมือ และแบมือได้อย่างคล่องแคล่ว นั่นทำให้เหยาจิ่งรู้สึกดีใจแทนอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะเหยาจิ่งเป็นห่วงอาการของฉินอีอวี๋ เลยไปถามหมอทำกายภาพที่อยู่ตรงนั้นด้วย
‘ถ้าเขาทำกายภาพแบบนี้ต่อไป มือซ้ายจะกลับไปเล่นกีตาร์ได้เหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่าครับ’
ปัง…
เพิ่งจะพูดจบฉินอีอวี๋ก็ปาแอปเปิ้ลใส่ผนังห้องผู้ป่วยอย่างแรงจนน้ำแอปเปิ้ลกระเด็นมาโดนตัวพวกเขา
เนื้อแอปเปิ้ลสีเหลืองจากส่วนที่ถูกปาจนเละค่อยๆ ไหลลงมาจากผนังสีขาว สุดท้ายก็หยุดนิ่งอยู่ที่พื้น
จากนั้นฉินอีอวี๋ก็หันมาส่งยิ้มพร้อมกับเอ่ยขอโทษพวกเขา ถึงหมอจะไม่ได้ตอบคำถามของเหยาจิ่ง แต่เหยาจิ่งก็รู้คำตอบ
เรื่องโหดร้ายที่สุดในโลกคือการพรากเอาพรสวรรค์ของอัจฉริยะไป หรือว่าไม่จริงล่ะ
เหยาจิ่งมองผนังอย่างเหม่อๆ คราบสีเหลืองอ่อนเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น สว่างขึ้น ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นลำแสงสีส้ม เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงทะลุผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา ทาบทาสีของยามเย็นไว้บนผนัง
ฟ้าใกล้มืดแล้ว…
เขาถามย้ำเป็นครั้งที่สอง “อาจารย์เหยา บ้านคุณมีกีตาร์ไหม ผมอยากเล่นหน่อย”
“มี” เหยาจิ่งได้สติ “รอเดี๋ยวนะ”
เหยาจิ่งทำตามคำขอด้วยการไปเอากีตาร์ไม้ตัวหนึ่งออกมาให้จริงๆ พอฉินอีอวี๋เห็นสีหน้าหวาดๆ ระคนงุนงงของเขาแล้วก็นึกขำ
“อย่าทำหน้าแบบนี้สิ” นักร้องหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “ช่วงที่กำลังแข่งขันแบบนี้ผมต้องดีลกับมือกีตาร์ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ หายเซนซิทีฟไปนานแล้ว”
ฉินอีอวี๋รับกีตาร์มาไว้ในอ้อมแขนเพื่อตั้งเสียงอย่างคุ้นเคย เขาลองใช้มือขวาดีดสายแล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เหยาจิ่ง
“ฟังเสียงดูก็รู้ว่าของแพง”
“ไม่ต้องมาเกทับฉันเลย” เหยาจิ่งนั่งลงแล้วโยนปิ๊กโลหะอันหนึ่งให้เขา
“วางใจได้ ตอนนี้จิตใจผมมั่นคงดีมาก”
เนื่องจากไม่ได้เล่นกีตาร์มานาน ฉินอีอวี๋จึงรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วมาก แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกเกร็งที่เกิดจากการคาดหวัง ต่างจากตอนที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ เพราะตัวเขาในตอนนั้นรู้ว่าตัวเองจะต้องเล่นเป็นและเล่นได้ดีมากแน่นอน
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เพราะเขาคงเล่นได้ไม่จบหนึ่งเพลงและคงเล่นได้แย่มากด้วย
ทว่าถึงจะเป็นแบบนี้ฉินอีอวี๋ก็ยังนิ่วหน้า ใช้ปลายนิ้วกดสายกีตาร์บนคอแน่นเพื่อตีคอร์ดตามที่ได้ยินมาจากในคลิป
เหยาจิ่งที่อยู่ด้านข้างคอยมองมือสลับกับใบหน้าของฉินอีอวี๋อยู่ตลอด อาจารย์เหยาพยายามสังเกตปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างของฉินอีอวี๋ เขาเห็นหัวคิ้วของฉินอีอวี๋ขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ นิ้วก้อยมือซ้ายงอไม่ได้ ถึงขั้นสั่นเทิ้ม
แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงเล่นต่อ โดยยอมใช้นิ้วอื่นมาเล่นแทนอย่างว่องไวทำให้ไม่ขาดช่วง
ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด ทว่าบนหน้าผากของเขากลับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย ฉินอีอวี๋ฮัมทำนองในระหว่างตีคอร์ด แต่กลับไม่ได้ร้องเนื้อ ขณะที่เหยาจิ่งสังเกตเห็นว่าเพลงนี้ไม่เหมือนเพลงที่ฉินอีอวี๋แต่ง เพราะมันอบอุ่นอ่อนโยนเกินไป
สุดท้ายนักร้องหนุ่มก็เล่นได้ไม่จบเพลง หลังหยุดเล่นฉินอีอวี๋มองมือซ้ายที่สั่นระริกอยู่นานมากกว่าจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เหยาจิ่ง “โคตรไม่เพราะเลย”
หากจะใช้คำว่าไม่เพราะมาบรรยากาศการแสดงเมื่อกี้มันคงไม่ใช่
แทนที่จะบอกว่าธรรมดา ให้บอกว่าสุดสะพรึงน่าจะดีกว่า
ความจริงมือของฉินอีอวี๋ฟื้นตัวได้ดีมาก สามารถใช้งานตามความจำเป็นในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะใช้กับงานละเอียดอ่อนอย่างการเล่นกีตาร์ที่ต้องใช้ศักยภาพของมือซ้ายในระดับสูงมันคงไม่พอ
แต่อย่างน้อยฉินอีอวี๋ก็ยอมจับกีตาร์อีกครั้ง
เหยาจิ่งมองหน้าฉินอีอวี๋ด้วยความรู้สึกเหมือนมองเห็นสะเก็ดไฟสีแดงจุดเล็กๆ ที่สว่างวาบขึ้นมากลางเถ้าถ่าน บางทีอีกหนึ่งวินาทีมันอาจจะมอดดับ แต่อย่างน้อยตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังเปล่งประกาย
เขาไม่อยากให้สะเก็ดไฟนี้หายไป
“ช่วงที่เธอไปเข้าร่วมการประกวด ฉันมีไอเดียหนึ่งแต่กลัวว่าเธอจะไม่ยอมฟังเลยไม่เคยพูด” เหยาจิ่งดึงปิ๊กโลหะที่อยู่ในมือขวาของฉินอีอวี๋มายัดใส่มือซ้ายแทน
“เธอจะลองสลับมือเล่นดูไหม”
ฉินอีอวี๋ไม่พูดอะไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่มือขวาของเขาก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเหมือนกัน เพียงแค่เบากว่ามือซ้าย ฉินอีอวี๋เองก็ไม่มั่นใจว่าถ้าเปลี่ยนไปใช้มือขวาแล้วจะเล่นได้เท่ามือซ้ายอย่างในอดีตไหม
พอเห็นเขาไม่ตอบ เหยาจิ่งก็พยายามหาเหตุผลมากล่อมให้เขาลอง เพื่อปลุกแรงฮึดที่ฉินอีอวี๋มีต่อกีตาร์
“ทำไมอยู่ดีๆ รอบนี้ถึงอยากเล่นกีตาร์ขึ้นมาล่ะ”
ฉินอีอวี๋ช้อนตาดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายขึ้นมามอง
“ผมอยากเล่นเพลงที่ได้ยินเมื่อกี้ให้ใครคนหนึ่งฟัง”
ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เงียบกริบ มีเพียงเสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกคอกคาทีลขนแตกตัวนั้น
ฉินอีอวี๋กระดิกนิ้ว “นกของคุณตัวนี้ร้องเสียงปวดหูจริงๆ เสียงเหมือนอีกา”
เขาเพิ่งจะพูดจบคำ เจ้านกคอกคาทีลตัวนั้นก็กระพือปีกบินมาเกาะนิ้วของเขา มันจิกตุ่มไตแข็งๆ ที่ปลายนิ้วหลายครั้ง
“หืม?”
“เธอมีความรักใช่ไหม”
มีความรัก?
หนานอี่ย่นหัวคิ้วมองฉีโม่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ อีกฝ่ายถึงถามเรื่องแปลกๆ แบบนี้ขึ้นมา ทั้งที่เมื่อหนึ่งวินาทีก่อนพวกเขายังคุยเรื่องจริงจังกันอยู่เลย
“ทำไมถึงพูดแบบนี้”
ฉีโม่ยิ้มอย่างหาดูได้ยาก ทำให้ไฝตรงมุมปากเด่นชัดขึ้นมา
“ฉันตั้งใจจะบอกนายตั้งแต่เจอกันรอบก่อนแล้วว่าตั้งแต่ไปเข้าร่วมการประกวดนายเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อเช้าตอนอ่านข้อความนายก็ยิ้ม ไม่รู้ตัวเลยเหรอ”
หนานอี่หยุดนิ่งไปหนึ่งถึงสองวินาที “มีคนแชร์มุกตลกให้น่ะ”
“เหรอ” ฉีโม่ขำเขา “งั้นนายลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันก็อยากขำเหมือนกันนะ”
หนานอี่ปั้นหน้าไม่ถูกอย่างหาดูได้ยากเหมือนกัน แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น
มือเบสหนุ่มกะพริบตา เขาปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเพื่อบอกกับฉีโม่อย่างจริงจังว่า “ผมไม่ได้มีความรัก”
ฉีโม่ชะงักไป จากนั้นก็จ้องหน้าหนานอี่อยู่นานมาก
ที่แท้ต่อให้เป็นคนฉลาดยิ่งกว่านี้ก็ยังทึ่มในเรื่องความรักได้เหมือนกัน แต่ความคิดนี้ทำให้ฉีโม่นึกสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่าหนานอี่ไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ เหรอ หรือความจริงคือเขารู้ แต่เพราะตัวเองแบกรับภาระเอาไว้มากมายเลยเลือกที่จะหลอกตัวเอง
“ฉันล้อเล่นน่ะ” ฉีโม่หัวเราะ “หนานอี่ ถึงทุกครั้งที่เจอกัน เราจะคุยกันแต่เรื่องความแค้นอาฆาต แต่การเห็นนายมีความสุข มันทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย เหมือนชีวิตยังมีหวังน่ะ”
ฉีโม่ลังเลอยู่สักพักแล้วตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกไป เพราะไม่อยากให้หนานอี่ต้องรู้สึกเสียใจในวันข้างหน้าเหมือนกับที่ตัวเองเป็น
“ในบรรดาคนที่ฉันเคยเจอมาทั้งหมด นายเป็นคนที่ควรจะมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด ขอแค่…นายอย่าเดินหนีมันไป”
หนานอี่ไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงดี
อย่างเขานี่เรียกว่าเดินหนีเหรอ น่าจะบอกว่าเขาวิ่งตรงไปหาฉินอีอวี๋เพื่อคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ ไม่ยอมให้นักร้องหนุ่มจากไปต่างหาก
แต่สิ่งที่หนานอี่คิดไม่ถึงคือฉินอีอวี๋จะยื่นมือมากอดเขาไว้
หนานอี่ต้องต่อสู้กับความอยากเป็นเจ้าของฉินอีอวี๋ รวมถึงการตอบสนองทางกายภาพที่ถูกความรักมากระตุ้น ทั้งนี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ และเขาก็ไม่มีเวลาไปตัดสินว่าฝ่ายไหนจะชนะด้วย ทำได้แค่วางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพื่อดื่มด่ำกับทุกสัมผัสอันแนบชิดของฉินอีอวี๋อย่างหน้าไม่อาย แต่ก็กลัวว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งจะติดกับความสัมพันธ์นี้เข้าจริงๆ
อันตรายเหมือนเดินอยู่บนลวดสลิง
ฉีโม่เห็นหนานอี่เข้าสู่โหมดเงียบอีกครั้งก็ไม่ได้พูดต่อ ก่อนจะเล่าสถานการณ์ล่าสุดของหลี่ปู้เหยียนให้เขาฟัง เพื่อดึงกลับมาที่เรื่องของจางจื่อเจี๋ย
ก่อนหน้านี้พ่อแม่ของเซวียอวี๋แบ่งกันทำงาน คนหนึ่งตามทวงหนี้ คนหนึ่งเอาผลประโยชน์มาหลอกล่อ ไล่ต้อนจางจื่อเจี๋ยให้จนตรอก ตอนแรกฉีโม่เข้าใจว่าหนานอี่ตั้งใจจะล้วงข้อมูลของเฉินอวิ้นจากปากของจางจื่อเจี๋ย แต่ตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าสิ่งที่หนานอี่ต้องการไม่ใช่ข้อมูล
ฉีโม่เล่าให้หนานอี่ฟังว่าในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาสามวัน จางจื่อเจี๋ยไปหาเฉินอวิ้นอีกครั้งและหายตัวไปได้สองวันแล้ว
แต่หนานอี่ฟังแล้วกลับบอกว่า “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาจะทำแบบนี้”
“นายรู้อยู่แล้ว? แต่การทำแบบนี้มันเสี่ยงทำให้พวกเราถูกจับได้เหมือนกันนะ เพราะมีโอกาสสูงว่าจางจื่อเจี๋ยจะเอาเรื่องที่สื่อติดต่อเขาไปเล่าให้เฉินอวิ้นฟัง”
“ไม่ใช่แค่มีโอกาส แต่จางจื่อเจี๋ยจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้เฉินอวิ้นฟังแน่นอน” หนานอี่นิ่ง “แต่นายสบายใจได้ เรื่องที่เขาจะจับพวกเราได้น่ะยากมาก เพราะบัตรนักข่าวเป็นของปลอม คนที่ลักพาตัวจางจื่อเจี๋ยก็ไม่เคยเปิดเผยใบหน้า แม้แต่สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน จางจื่อเจี๋ยก็จำไม่ได้และหาไม่เจอ”
มือเบสหนุ่มพิงพนักเก้าอี้ ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ขณะพูดต่อ “จางจื่อเจี๋ยเป็นพวกแข็งนอก แต่ในกระดูกจริงๆ มีความป้อแป้ขี้กลัว หลายปีมานี้เขาเป็นสุนัขรับใช้ให้เฉินอวิ้นจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว ไม่มีทางเอาความลับไปบอกคนนอกง่ายๆ เพราะจางจื่อเจี๋ยรู้ดีกว่าใครว่าถ้าไปล่วงเกินเฉินอวิ้น เขาไม่มีทางจบสวย”
ฉีโม่ใช้ความคิดแล้วก็เข้าใจทันที
“ที่นายทำเรื่องพวกนี้ก็เพื่อให้จางจื่อเจี๋ยที่กำลังจนตรอกไปหาเฉินอวิ้น พอจางจื่อเจี๋ยรู้ว่าจริงๆ เฉินอวิ้นแล้งน้ำใจกว่าที่เขาคิดก็จะเกิดเหตุการณ์ปล่อยหม้อที่แตกแล้ว* ขึ้นใช่ไหม แต่ถ้าเฉินอวิ้นยอมช่วยจางจื่อเจี๋ยเพื่อปิดปากเขาล่ะ”
หนานอี่หยุดเคาะปลายนิ้ว ก่อนจะพูดยิ้มๆ “เฉินอวิ้นมันโรคจิต ทันทีที่เขารู้ว่ามีคนพยายามจะล้วงข้อมูลจากปากหมาที่เขาเลี้ยงไว้ ปฏิกิริยาแรกจะไม่ใช่การหาตัวคนล้วงข้อมูลแต่เป็นการเตะหมาตัวนั้นให้ตาย พวกเราแค่ต้องรอกันอีกหน่อย”
ฉีโม่ผงกศีรษะ “งั้นสองสามวันนี้ฉันจะกลับไปอยู่เฝ้าร้านซ่อมคอมฯ ก่อน”
“อืม ฉันจะให้น้าจางติดต่อไปหาจางจื่อเจี๋ยอีกแล้วชิงโอนเงินก้อนเล็กๆ ไปให้ ใช้อีเมลอันนั้นติดต่อไปก่อนจะได้สร้างความคุ้นเคยให้เขา” หนานอี่พูดเสียงเบาพลางแหงนหน้า ตัวพิงพนักเก้าอี้ “เจ้าโง่นั่นขนาดลอกการบ้านยังลอกชื่อคนที่ตัวเองไปลอกเขามาลงไปด้วย การจะสร้างความคุ้นชินให้เขาคงไม่ใช่เรื่องยาก”
การจะจัดการใครสักคนก็เหมือนฝึกสัตว์เลี้ยง ต้องออกคำสั่ง สังเกตพฤติกรรม ให้รางวัลหรือลงโทษ แล้วทำซ้ำไปเรื่อยๆ ขอเพียงมีความมุ่งมั่นตั้งใจ การที่จะทำให้คนคนหนึ่งยอมทำตามทุกอย่างที่เราต้องการก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
เหมือนอย่างเจี่ยงเถียน
ไม่ว่าจะเป็นการแชร์โมเมนต์ในกลุ่มเพื่อนที่ดูเหมือนจะเป็นการบอกใบ้กับการคุยโทรศัพท์แบบไม่ได้ให้ความสนใจ ทั้งหมดนั้นได้รวมกันเป็น ‘การชี้นำ’ สิ่งที่หนานอี่ต้องทำในบ่ายวันที่สองคือการยิงธนูอยู่ที่คลับแค่ครึ่งชั่วโมง เจี่ยงเถียนก็มา
มันเป็นความบังเอิญที่ไม่ได้บังเอิญ เมื่อปลาที่เขาตกบังเอิญมาเห็นว่ามีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งมาชวนเขาคุยและขอแอดวีแชต เจี่ยงเถียนก็ของขึ้น ตรงเข้ามาตัดบทการพูดคุยของทั้งคู่
หญิงสาวใส่รองเท้าส้นสูง ท่าทางดูเกรี้ยวกราด รังสีคุกคามแผ่กระจายรุนแรงกว่ากลิ่นน้ำหอมบนตัว
หลังไล่คนที่เธอคิดว่าเป็นศัตรูหัวใจไปแล้ว พอเจี่ยงเถียนเห็นท่าทางเย็นชาของหนานอี่ที่กำลัง ‘พินิจพิเคราะห์’ เธอก็พยายามหาเรื่องชวนคุย
ซึ่งประเด็นที่เธอหาได้ก็เป็นคำบอกใบ้ที่หนานอี่สร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย
เจี่ยงเถียนไม่รู้เรื่องวงดนตรีเลยสักนิด พูดไปสองสามประโยคหนานอี่ก็ไม่ตอบกลับ แต่จู่ๆ เจี่ยงเถียนก็ฉุกคิดถึงโมเมนต์ของหนานอี่ที่เธอเลื่อนมาเห็นตอนอยู่บนรถขึ้นมาได้
“จริงสิ ฉันเห็นว่าเมื่อวานนายไปดูดอกกล้วยไม้ที่สวนพฤกษชาติ” เจี่ยงเถียนกระตุกแขนเสื้อชายหนุ่ม “รอบนี้นายอยากเห็นดอกกล้วยไม้ผีไหม”
หนานอี่มองแขนเสื้อที่ถูกเธอกระตุก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ดึงแขนเสื้อออกจากมือเธอ
“ไม่เคยเห็นล่ะสิ?” เจี่ยงเถียนไม่มีอาการหงอเลยสักนิด หญิงสาวยิ้มระรื่น “ที่บ้านฉันมีจริงๆ นะ ช่วงนี้อากาศเย็นเราเลยต้องย้ายดอกกล้วยไม้ไปไว้ในห้องหนังสือของพ่อฉัน”
เมื่อได้รับคำเชิญจากเธอ หนานอี่ก็มี ‘การตอบสนอง’ แบบที่เหมือนจะโอเค แต่ก็ไม่ได้โอเค
“หมดฤดูออกดอกแล้ว”
เจี่ยงเถียนยังสัมผัสถึงความคาดหวังอันบางเบาได้จากคำพูดประโยคนี้ “แต่นายยังอยากเห็นอยู่ใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้แค่ไปดูๆ ก่อน รอให้ถึงหน้าร้อน ดอกไม้บาน นายค่อยไปอีกทีก็ได้ ฉันจะบอกนายให้นะว่ากล้วยไม้ผีเป็นดอกไม้ที่ต้องเป็นคนบ้ากล้วยไม้อย่างพ่อฉันเท่านั้นถึงจะมี ไม่งั้นต่อให้นายวิ่งไปรอบปักกิ่งก็อาจจะไม่ได้เห็น
พ่อฉันเขาชอบดอกกล้วยไม้เหมือนนาย ปีหนึ่งไม่รู้หากล้วยไม้สายพันธุ์แพงๆ มาตั้งกี่กระถาง” เจี่ยงเถียนยิ้มขณะเล่าเรื่องที่พ่อรับสินบนออกมาอย่างไม่อินังขังขอบ “แต่วันนี้พ่อไม่อยู่ พ่อไปเที่ยวกับแม่ ไม่งั้นฉันต้องลากเขามาคุยเรื่องดอกไม้กับนายด้วย”
สุดท้ายหนานอี่ก็ทำท่ายอมถูกลากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ความจริงคือเจี่ยงเถียนกำลังเดินไปตามแผนของเขาในทุกย่างก้าว
มือเบสหนุ่มมีเวลาอิสระไม่มาก คราวนี้จึงต้องลงมือได้แล้ว
“รถนายล่ะ?” เจี่ยงเถียนยืนมองไปรอบๆ อยู่ที่ริมทาง
“วันนี้ไม่ได้ขี่มา”
หนานอี่ไม่อยากให้เจี่ยงเถียนซ้อนท้ายเลยเรียกรถมาที่คลับแทน
นั่นทำให้พวกเขาต้องเรียกรถไปบ้านของเธอด้วย ทั้งคู่นั่งเบาะหลัง หนานอี่เปิดหน้าต่างจนสุด มือเบสหนุ่มมองวิวนอกหน้าต่างที่วิ่งผ่านไปจนแสบตา ตลอดทางเจี่ยงเถียนพยายามชวนเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ หนานอี่ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง จนพวกเขามาถึงหมู่บ้านสุดหรูที่ครอบครัวของเจี่ยงเถียนอาศัยอยู่
พอลงจากรถ ที่ข้างทางมีคนมาแจกใบปลิว เจี่ยงเถียนรับใบปลิวนั้นมาพับแล้วโยนทิ้งอย่างรำคาญ
“ร้านพวกนี้มาแจกใบปลิวที่หน้าประตูทุกวัน คราวก่อนเป็นร้านซ่อมคอมฯ รอบนี้เป็นฟิตเนส น่ารำคาญชะมัด”
หนานอี่เดินตามเธอเข้าไปในตัวตึกโดยไม่พูดอะไร
สวนในคฤหาสน์ที่เป็นบ้านของเจี่ยงเถียนไม่ใหญ่ เมื่อถึงฤดูหนาวพรรณไม้ส่วนมากแห้งโกร๋น แต่ยังเห็นความตั้งใจในการจัดแต่ง
พอก้าวเข้าสู่ห้องรับแขกก็เจอดอกกล้วยไม้เรียงรายอยู่หลายกระถาง กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส* มีจำนวนเยอะที่สุด และยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างในก็จะยิ่งเจอกล้วยไม้สายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ
หนานอี่กวาดตาสังเกตดูรอบๆ
“บ้านเธอเลี้ยงสัตว์หรือเปล่า” จู่ๆ เขาก็เอ่ยถาม
“เปล่า พ่อฉันแพ้ขนหมาขนแมว” เจี่ยงเถียนพูดจบก็ทำท่าระแวง “ถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ”
หนานอี่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “ผมกลัวแมว”
เจี่ยงเถียนหัวเราะออกมาทันที ความระแวงเมื่อครู่หายไปหมด
“มีน้ำไหม” หนานอี่มองไปทางห้องครัว
“มีสิ” เจี่ยงเถียนเงยหน้าขึ้นเรียก ‘คุณน้า’ แต่ไม่นานหญิงสาวก็ฉุกคิดเรื่องอะไรขึ้นได้ “ลืมไป วันนี้คุณน้าลา”
แต่หนานอี่รู้ เพราะเขาเห็นเจี่ยงเถียนไปคอมเมนต์บ่นกับเพื่อนในโพสต์ล่าสุดเป็นทำนองเย้ยหยันแม่บ้านคนใหม่ว่าขี้เกียจและลางานอีกแล้ว
นี่จึงเป็นโอกาสดี เพราะหนานอี่ไม่อยากให้มีคนอยู่ในบ้านของเจี่ยงเถียนเหมือนกัน
ไม่นานเจี่ยงเถียนก็ยกน้ำผลไม้ออกมาสองแก้ว โดยแบ่งให้หนานอี่หนึ่งแก้ว
หนานอี่หยิบมือถือออกมา “ผมขอถ่ายรูปกล้วยไม้ผีรูปหนึ่งได้ไหม”
“ได้เลย รอฉันเดี๋ยวนะ”
เจี่ยงเถียนวางน้ำผลไม้ลง ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบน ผ่านไปห้านาทีถึงกลับลงมา มือถือกุญแจหนึ่งพวง หญิงสาวเดินไปที่ห้องหนังสือที่อยู่สุดทางเดิน ใช้กุญแจดอกหนึ่งในพวงเปิดล็อกประตู เสร็จแล้วก็ตะโกนเรียกชื่อหนานอี่
นาทีแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องหนังสือ หนานอี่ก็ล็อกเป้าที่โน้ตบุ๊กบนโต๊ะ
นี่คือเป้าหมายแท้จริงที่เขาเดินทางมาที่นี่
‘ขอแค่ไวรัสตัวนี้เข้าไปในเครื่อง มันจะก๊อปปี้ข้อมูลทั้งหมดในโน้ตบุ๊กแล้วส่งออกไปจากระยะไกล’
“ดูสิ ต้นนี้แหละ”
แค่ดูก็รู้ว่าเป็นกล้วยไม้ที่ล้ำค่ามาก ขนาดเจี่ยงเถียนยังไม่กล้ายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา ทำได้แค่ย่อตัวนั่งยองบนพื้นเพื่อชี้ให้หนานอี่ดู
หนานอี่สอดมือไว้ในกระเป๋า สมองขบคิดถึงก้าวต่อไป
“นายอยากถ่ายรูปไม่ใช่เหรอ” เจี่ยงเถียนเงยหน้าขึ้นมองหนานอี่อย่างงงๆ
“อืม” สีหน้าหนานอี่ไม่เปลี่ยน เขาเดินไปหาเธอพร้อมกับหยิบมือถือออกมาถ่ายรูปกล้วยไม้ที่มีแต่ใบกระถางนั้นหนึ่งรูป
หากคิดจะทำให้เจี่ยงเถียนแยกตัวออกไป ดูท่าแล้วคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก และถ้าฝืนหาข้ออ้างขึ้นมาก็เกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น
หรือต่อให้แยกเธอออกจากห้องนี้ไปได้สำเร็จก็น่ากลัวว่าจะมีเวลาไม่มากพอให้เขาก๊อปปี้ไวรัสใส่โน้ตบุ๊ก เกิดเจี่ยงเถียนกลับมาก่อนงานเสร็จแผนคงได้พังหมด
หนานอี่ใช้ความคิดเงียบๆ แล้วก็พลันฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
ว่ามนุษย์ต่างกับสัตว์ ตรงที่สัตว์ต้องการคำสั่ง แต่สิ่งที่มนุษย์เชื่อถือมากยิ่งกว่าคือการชี้นำทางจิตใจ
“โอเค ขอบใจ” หนานอี่ลุกเดินไปที่โต๊ะหนังสือ ตามองกล้วยไม้อีกกระถางหนึ่งที่วางอยู่ข้างโน้ตบุ๊ก เขาเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “นี่ต้นอะไร”
“อันนี้เหรอ” เจี่ยงเถียนเดินตามมา “ไม่รู้สิ ฉันรู้จักไม่หมด”
หนานอี่ก้มหน้า ใช้นิ้วลูบใบของดอกกล้วยไม้เพื่อพิจารณาอย่างจริงจัง
“ลายหลังใบแบบนี้ดูพิเศษมาก เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…”
เจี่ยงเถียนเห็นหนานอี่ตั้งอกตั้งใจแถมยังอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ จนแขนของเธอโดนแขนของหนานอี่ ก่อนจะเอียงตัวเข้าไปหาเขาเบาๆ
แต่ทันใดนั้นหนานอี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เหมือนเพิ่งรู้สึกตัว คิดจะหลบ แต่แขนที่ดึงกลับเผลอเหวี่ยงไปโดนแก้วที่ใส่น้ำผลไม้ทำให้ของเหลวสีเหลืองออกส้มสาดใส่โน้ตบุ๊กเครื่องนั้น
“ขอโทษ” หนานอี่หยิบทิชชูที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาซับน้ำผลไม้ “คุณลองดูสิว่าโน้ตบุ๊กเป็นอะไรไหม”
เจี่ยงเถียนเองก็ตกใจเหมือนกัน “ขออย่าเป็นอะไรเลย ถ้าพ่อรู้ พ่อด่าฉันตาย!”
หญิงสาวรีบเปิดโน้ตบุ๊กอย่างลนลาน แล้วก็พบว่าคีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กไม่ทำงาน แถมจอก็ไม่ติด
“ทำไงดี” เธอถือโน้ตบุ๊กขึ้นมา ตั้งใจจะลองเขย่าดู แต่ใครจะรู้ว่าจอจะดับสนิทเปิดไม่ติดไปเลย
“ตายๆ” เจี่ยงเถียนลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“ใจเย็นก่อน ทั้งหมดเป็นความผิดของผม” หนานอี่เป็นฝ่ายจับข้อมือของเธออย่างยากที่จะได้เห็น แม้มันจะแค่หนึ่งวินาทีก็ตาม
“ถ้าเอาเครื่องไปซ่อมตอนนี้ยังทัน แถวบ้านเธอมีร้านรับซ่อมมือถือหรือคอมพิวเตอร์ไหม”
เจี่ยงเถียนนิ่วหน้า หยุดคิดไปสองสามวินาที
“จริงด้วย หน้าหมู่บ้านมีอยู่ร้านหนึ่ง! เราไปกันตอนนี้เลยเถอะ!”
* ปล่อยหม้อที่แตกแล้ว เป็นสำนวน หมายถึงการปล่อยข้อผิดพลาดหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดำเนินไปโดยไม่แก้ไข
* กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส (Moth Orchid) เป็นกล้วยไม้ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยม เมื่อดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีลักษณะคล้ายกับผีเสื้อกลางคืน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



