everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 91-92 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน
และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 91 เครือข่ายอันมืดมิด
คำถามนี้ทำให้หนานอี่นึกอยากทำเป็นแกล้งโง่เพื่อแหย่อีกฝ่ายเล่นเลยมองคนตรงหน้านิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าฉินอีอวี๋ไม่ได้มีความอดทนมากนัก เพราะเดี๋ยวก็เอาจมูกมาไถออดอ้อน เดี๋ยวก็พยายามจั๊กจี้เขา
“รีบบอกมานะ”
หนานอี่แกล้งเลียนแบบฉินอีอวี๋ “รีบบอกมา” แต่แน่นอนว่าเขาไม่สามารถเลียนน้ำเสียงอีกฝ่ายได้ เพราะหนานอี่เป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกน้อยกว่า เรื่องกระเซ้าเย้าแหย่แบบนี้มันไม่ใช่ทางของเขาเลย
“คุณนี่มันขี้อ้อนจริงๆ” มือเบสหนุ่มพูดเสียงค่อย “รุ่นพี่”
ฉินอีอวี๋ต้องยอมรับว่าชอบให้หนานอี่เรียกเขาแบบนี้มากจริงๆ
“นายคิดว่าท่าทางของนายตอนนี้ไม่ได้อ้อนอยู่หรือไง”
“คุณว่าไงก็ตามนั้น” หนานอี่ยกมือข้างที่ไม่ได้ถูกอีกฝ่ายยึดไว้ขึ้นมาเกาคางฉินอีอวี๋
“แสดงว่าต้องมีแน่นอน เอาให้ฉันดูหน่อยสิ” ฉินอีอวี๋จุ๊บปากหนานอี่
“จะดูไปทำไม” ปลายนิ้วของหนานอี่ลากจากคางลงไปที่คอ สอดเข้าไปในผ้าพันคอแล้วเกี่ยวสร้อยสายเบส
“ในเมื่อผมอยู่ตรงนี้แล้ว”
พูดแบบนี้คืออ่อยกันชัดๆ
ฉินอีอวี๋ไม่เข้าใจเลยว่าหนานอี่ทำตัวเย็นชาไปพร้อมๆ กับยั่วยวนแบบนี้ได้ยังไงกัน ทั้งที่น้ำเสียงของเขาไม่มีแววฉอเลาะ ไม่มีหางเสียงอะไรเป็นพิเศษ แต่พอเขาเปล่งถ้อยคำที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกนั้นมากระทบโสตประสาทของคนฟัง มันกลับเหมือนมีไฟไหม้ลามจากหูไปถึงหน้าอก ก่อนจะระเบิดตูมตาม
ฉินอีอวี๋ก้มศีรษะลงเหมือนยอมแพ้ แต่เขาไม่ได้ติดกับจริงๆ และไม่ได้จูบหนานอี่ด้วย นักร้องหนุ่มแค่เอาหน้าผากของตัวเองชนกับหน้าผากของอีกฝ่าย ทำตัวเหมือนสุภาพบุรุษคนดีเพื่อพูดคำเมื่อครู่ต่อว่า “ฉันแค่อยากรู้”
“อยากรู้เรื่องอะไร” หนานอี่รู้อยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นถาม
ฉินอีอวี๋โกรธจนขำ พออ้าปากพูดอีกครั้งเขาก็เก็บสำเนียงคนปักกิ่งเอาไว้ไม่อยู่อีก “ฉันอยากเห็นจูบแรกของตัวเองไม่ได้หรือไง ในชีวิตของคนเรามีจูบแรกได้แค่ครั้งเดียวนะ มันเป็นความทรงจำอันล้ำค่า! บอกมาว่านายจะให้ฉันดูไหม ถ้าไม่ให้ฉันจะอาละวาด!”
“เอาเลย” หนานอี่ไม่ยอมงับเหยื่อ “ตอนละเมอคุณก็อาละวาดหนักเหมือนกัน คุยไม่ได้เลย”
“จริงเหรอ แล้วนายทนได้ไง ไม่บีบคอฉันตายก่อนเหรอ” ฉินอีอวี๋ฟังแล้วขำราวกับเจอเรื่องตลกสุดๆ เขางับแก้มบนใบหน้ารูปไข่ของหนานอี่ เลียนแบบอีกฝ่ายเวลาที่อยู่บนเตียง “แบบนี้มันจะแปลว่าอะไร แปลว่านายรักฉันมากจนยอมลงให้ทุกอย่างเลยล่ะสิ!”
ทั้งที่นี่เป็นแค่คำพูดเพี้ยนๆ แต่ใครจะรู้ว่าหนานอี่จะพยักหน้ารับแบบสบายๆ แถมยังตอบรับว่า “ใช่”
โดนเต็มๆ แบบไม่ทันได้ตั้งตัว! ทำเอาฉินอีอวี๋ถึงกับเหวอสนิท
“ครั้งแรกคุณบังคับจูบผมไปสองรอบ วันที่เราฉลองวันเกิดกันนั่นแหละ” มือของหนานอี่เลื่อนลงไปจับหน้าอกของฉินอีอวี๋ “ดังนั้นที่คุณด่าตัวเองมันก็ถูกแล้ว การที่คนใจแคบแบบผมไม่ฆ่าคุณปิดปาก นั่นก็แสดงว่าผมยอมลงให้คุณทุกอย่าง”
อะไรนะ วันที่พวกเขาฉลองวันเกิดกันเหรอ
พระเจ้า ทั้งที่เขาอุตส่าห์หัดภาษามือและแอบไปซื้อเค้กมาด้วยความจริงใจ แต่ผลคือพอฟ้ามืด หลังหลับใหลก็กลายร่างเป็นสัตว์ร้าย? มิน่าวันที่สองหนานอี่ถึงได้หนีหน้าเขา!
ฟังแล้วฉินอีอวี๋ก็นึกอยากตบตัวเองสักฉาด
ทันใดนั้นฉินอีอวี๋ก็แลบลิ้น
“คุณจะทำอะไร” หนานอี่แปลกใจว่าเขาจะมาแอ๊บแบ๊วอะไรในเวลาแบบนี้
“ฉันจะกัดลิ้นตาย เซ่นเรื่องละเมอของตัวเอง” พูดจบเขาก็กัดลิ้นตัวเอง
“อย่าทำบ้าๆ น่า” หนานอี่ขำเขาเลยผลักไปทีหนึ่ง
“แหะๆ” ฉินอีอวี๋ยิ้มอย่างหน้าไม่อาย “ฉันโกหกน่ะ ฉันทำใจให้นายเป็นม่ายไม่ได้หรอก”
รอบนี้เปลี่ยนเป็นหนานอี่ที่กัดฟันบ้าง “ฉินอีอวี๋…”
“มาครับ!” ฉินอีอวี๋ขานรับเสียงดังแล้วรีบเอามือปิดปาก พอได้ยินหนานอี่บอกว่าเดี๋ยวถูกกล้องในห้องรับแขกจับเสียงได้ เขาก็ร้อง “อา” เบาๆ แล้วทันใดนั้นฉินอีอวี๋ก็ช้อนตัวหนานอี่ขึ้นอุ้มโดยที่เอามือรองก้นของอีกฝ่ายไว้ ให้หนานอี่ใช้ขารัดตัวฉินอีอวี๋
“คุณจะทำอะไร” หนานอี่ถามเสียงเบา
“หาทางทำตัวบ้าๆ แบบใหม่” ฉินอีอวี๋ตอบ เขาเอาตัวหนานอี่ไปวางบนโต๊ะ ในห้องอากาศร้อนมาก ฉินอีอวี๋เลยถอดผ้าพันคอออก พอเห็นหนานอี่จะเผ่นหนี เขาก็ใช้ผ้าพันคอมัดตัวหนานอี่ไว้แล้วใช้มือทั้งสองข้างดึงตัวอีกฝ่ายให้มาแนบอกตน
นักร้องหนุ่มเริ่มถามคำถามไร้สาระและออกทะเลไปไกลว่า “นายชอบฉันตอนตื่นหรือชอบฉันตอนละเมอ”
หนานอี่เม้มปาก พยายามซ่อนรอยยิ้ม
เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที “ตอนละเมอ คุณดุกว่า”
ฉินอีอวี๋ของขึ้นตามคาด เขาล็อกหน้าหนานอี่ไว้เพื่อกัดริมฝีปากล่างของอีกฝ่าย นักร้องหนุ่มโมโหเลยทั้งจูบทั้งกัด
ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าหนานอี่อ้าปากจูบตอบ เขี้ยวแหลมครูดปลายลิ้นนุ่มนิ่ม ทั้งดูดดุน ทั้งลิ้มเลีย ยิ่งจูบกันมากเท่าไหร่ หนานอี่ก็ยิ่งตัวอ่อน หนามแหลมเยียบเย็นแข็งกระด้างทั่วตัวหลุดร่วง กลายเป็นขนนุ่มๆ เหมือนขนสัตว์ตัวเล็กๆ เสียงจูบทำให้ฉินอีอวี๋เกิดจินตนาการอันอ่อนโยนขึ้นมา เหมือนกับว่าพวกเขากลายเป็นสัตว์สองตัวจริงๆ คล้ายกับแมว ฉินอีอวี๋กำลังเลียขนให้หนานอี่ ตั้งแต่หัวจรดหาง เขาทำด้วยความละเมียดละไมอย่างที่สุด จนขนของหนานอี่นุ่มลื่น สะอาดสะอ้าน
หนานอี่จะต้องเป็นลูกแมวตัวที่สวยที่สุด
แมวที่ถูกเลียขนมักจะอารมณ์ดี นี่เป็นเรื่องจริง เพราะปากของหนานอี่ไม่ได้แข็งอีกต่อไป เหมือนกับว่าความแข็งกระด้างถูกหลอมละลาย มือเบสหนุ่มกอดคอเขาไว้ ระหว่างที่จูบกันก็กระซิบว่า “ผมชอบหมดเลย”
ฉินอีอวี๋กำลังมึนจึงยังไม่รู้ว่าหนานอี่กำลังตอบคำถามที่ตนถาม “หืม?”
หนานอี่ทวนคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอแค่เป็นคุณก็พอ”
นั่นถึงทำให้ฉินอีอวี๋เข้าใจ เขาหน้าบานเหมือนดอกไม้ ก่อนจะหอมแก้มหนานอี่แรงๆ หนึ่งครั้ง “นายเป็นมือเบสที่ปากหวานที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอเลย”
ฉินอีอวี๋เริ่มพูดเพ้อเจ้ออีกแล้ว แต่หนานอี่ไม่อยากได้คำชมประหลาดๆ
“แสดงว่าคุณเป็นมือกีตาร์ที่เจอกับมือเบสน้อยสุดๆ”
“ผิด” ฉินอีอวี๋จูบไซ้คอเขา “ฉันคือมือกีตาร์ที่เกาะติดนายที่สุดในโลกต่างหาก”
การที่ฉินอีอวี๋ไม่ได้พูดว่ารักเขาที่สุดนั้นทำให้หนานอี่แปลกใจ แต่ไม่นานพวกเขาก็คล้ายจะสื่อใจถึงกันได้จริงๆ หนานอี่จึงคิดได้ว่าฉินอีอวี๋กำลังหลบเลี่ยงอย่างระมัดระวัง เป็นการหลบเลี่ยงมือกีตาร์อีกคนที่รักเขามากและมองหนานอี่เป็นเหมือนลูกในไส้ของตัวเอง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าในช่วงเวลาแบบนี้ทำไมฉินอีอวี๋ถึงคิดเยอะนัก ที่แท้คนที่ดูเพี้ยนๆ ก็ระวังตัวแจขนาดนี้ มันเกิดจากความสามารถของเจ้าตัวหรือเป็นพรสวรรค์ หนานอี่เองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือเขารู้สึกแสบจมูก
ทว่ามือเบสหนุ่มก็ช่วยฉินอีอวี๋ด้วยการตอบความในใจจริงๆ ออกมา
“คุณเป็นมือกีตาร์ที่รักผมที่สุด”
การเคลื่อนไหวของฉินอีอวี๋หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจริงๆ แต่แค่แป๊บเดียวนักร้องหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นหนักหน่วงและร้อนแรงกว่าเดิม ภายในห้องพักอันอบอุ่น สติของหนานอี่ถูกลอกออกทีละชั้น เมื่อเขาถูกจุมพิตที่แสนอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อของฉินอีอวี๋แผดเผาจนหลอมละลาย และพอหนานอี่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งคนที่คอยแต่จะลดตัวลงไปข้างล่างได้ มือเบสหนุ่มก็ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายแยกเข่าของตนออก
“กล้ามนาย…สวยมาก”
ทุกคำที่ฉินอีอวี๋พูดออกมาล้วนเสียงอู้อี้ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปสัมผัสกล้ามตึงแน่นที่ต้นขาด้านใน “อันนี้เรียกว่ากล้ามเนื้อส่วนซาร์โทเรียส* ใช่ไหม สวยเหลือเกิน”
หนานอี่ถูกทำจนตัวงอ หายใจหอบ “คุณอย่า…”
ในเวลาแบบนี้ทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้ออกมา ยังจะศึกษากล้ามเนื้อขาของเขาอีกเหรอ หนานอี่ไม่เข้าใจฉินอีอวี๋เลยจริงๆ
“แต่มันสวยจริงๆ นะ…”
ฉินอีอวี๋พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหนานอี่จับท้ายทอยอย่างแรงและกดลงไปอย่างหยาบกระด้าง ทำให้คำพูดทั้งหมดนั้นถูกผนึกไว้
ช่วงที่อารมณ์เสียวซ่านไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดก็มีเหงื่อไหลเข้าตา มันแสบมาก คล้ายมีน้ำตาของคนอื่นร่วงใส่ตาเขา นาทีนั้นหนานอี่รู้สึกได้ว่ามีความอ่อนแอเปราะบางอย่างหนึ่งทะลักทลายออกมาจากรอยแยกที่เป็นรอยร้าวบนหน้ากากที่เขาเฝ้ารักษาเอาไว้ด้วยความยากลำบากตลอดทั้งวัน
แต่ฉับพลันนั้นเขาก็รับรู้ถึงแรงสั่นที่เกิดขึ้น
มือของเขาหนานอี่มีแต่เหงื่อ เขาตั้งใจจะผลักฉินอีอวี๋ออก “โทรศัพท์เหรอ…”
“เปล่า ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้” เหมือนฉินอีอวี๋จะปิดนาฬิกาปลุกแล้ว นักร้องหนุ่มลุกขึ้นกระแอมสองครั้ง ดึงทิชชูบนโต๊ะมาเช็ดหน้าก่อนจะยิ้มซื่อๆ อย่างสำนึกผิด ดูแตกต่างจากเมื่อครู่จนหนานอี่งง
“ตอนนี้เป็นวันที่หนึ่งมกราคมแล้ว” ฉินอีอวี๋กางแขนออกกอดหนานอี่พร้อมกับตบหลังเขา “ขอแสดงความยินดีที่คุณเพื่อนหนานอี่ผ่านวันเวลาที่แสนยาวนานนี้มาได้”
ฉินอีอวี๋กอดแน่นมากจนหนานอี่หายใจไม่ออก เขาพูดไม่ออกสักประโยคและได้แต่รับฟัง หนานอี่ได้ยินฉินอีอวี๋บอกว่า “ต่อจากนี้นายจะมีฉัน”
หนานอี่ยกแขนขึ้นกอดตอบเขา
ปังๆ
ที่นอกหน้าต่างมีการจุดพลุจำนวนมาก
ท้องฟ้าสีกรมท่ามีสีสันที่พุ่งขึ้นไปแตกกระจายเต็มท้องฟ้า พอไปถึงจุดสูงสุดพวกมันก็หยุดนิ่ง ก่อนที่รัศมีเป็นเส้นๆ พวกนั้นจะร่วงหล่นลงมาเหมือนสายฝน
ติ๋ง
“นายทำน้ำหยดใส่เครื่องแซมเพลอร์ของฉันแล้ว!” ฉือจือหยางเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ฉินอีอวี๋ที่พอล้างมือเสร็จก็สะบัดมือสะเด็ดน้ำมั่วซั่ว “อยากตายหรือไง!”
“เครื่องแซมเพลอร์นี่ของนายเหรอ” ฉินอีอวี๋แกล้งว่าแถมยังจงใจเอานิ้วไปจิ้มแป้นบนเครื่องแซมเพลอร์ด้วย “อะไรกัน เดี๋ยวนี้ของเหยียนจี้กลายเป็นของนายไปแล้วเหรอ แบบนี้ต่อไปถ้าฉันจะยืมใช้ต้องไปขอนายแทนหรือเปล่า”
“ฉันไม่ให้นายยืมหรอก!”
หนานอี่เดินมาโฉบเอาเครื่องแซมเพลอร์ไปจากมือของฉือจือหยาง ก่อนขึ้นแสดงสดครั้งแรกฉินอีอวี๋ก็เอาเครื่องแซมเพลอร์นี้ไปเก็บเสียงกริ่งเรียกเข้าเรียนจากโรงเรียนมัธยม
แต่ตอนนี้บนแป้นเครื่องแซมเพลอร์กลับมีสติ๊กเกอร์รูปชินจังติดอยู่เพียบ ทำให้มองดูเหมือนเครื่องเล่นเกมมากกว่า ขนาดบนปุ่มกดบันทึกก็ยังแปะสติ๊กเกอร์รูปชิโร่ เจ้าลูกสุนัขตัวสีขาวที่อยู่ในการ์ตูนชินจังจอมแก่น ดูน่ารักมาก
“สติ๊กเกอร์นี่นายเป็นคนติดเหรอ” ฉินอีอวี๋เอาคางเกยไหล่หนานอี่ขณะพูดกับฉือจือหยาง “น่าเกลียดชะมัด”
“แล้วนายจะเห่าทำไม!”
จังหวะนี้เองเหยียนจี้ก็บังเอิญผลักประตูเดินเข้ามาเห็นสมาชิกสองคนกำลังจะวางมวยกันพอดี มือคีย์บอร์ดหนุ่มเลิกคิ้ว “มีอะไรเหรอ”
ฉินอีอวี๋ผลักศีรษะของฉือจือหยางออกห่าง เขาหันไปพูดกับเหยียนจี้ว่า “ฉืออวี่จี้* รีบมาช่วยฉันเร็ว!”
เหยียนจี้ “…?”
ฉือจือหยางระเบิดตูม “ฉันจะฆ่านาย!”
หนานอี่คว้าแขนเขาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “ซ้อมเสร็จแล้วค่อยฆ่านะ”
เวลาผ่านไปเร็วราวกับติดปีก เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นแสดงแข่งขันแล้ว พวกเขาจึงกลับมาเริ่มซ้อมแบบลืมวันลืมคืนกันอีกครั้ง
แต่จะต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็ตรงที่เพลงนี้เป็นเพลงที่หนานอี่แต่งเอง การที่เขาบอกว่ามันเป็นเพลงรักทำให้สมาชิกอีกสามคน โดยเฉพาะฉินอีอวี๋ชอบเอาเรื่องนี้มาหยอกล้อเขาเล่นตอนอยู่หลังกล้อง
ฉินอีอวี๋ “เบสแน่นมาก สมเป็นเพลงที่มือเบสแต่ง ต่อไปก็เขียนอีกเยอะๆ เลยนะ ฉันชอบฟัง”
ฉือจือหยาง “ฟัค ฉันชอบเนื้อร้องประโยคนี้! โคตรเท่! ลูกผู้ชายตัวจริงต้องร้องโพสต์พั้งก์!”
เหยียนจี้ “หรือไม่พวกเราทุกคนลองเลือกเนื้อร้องที่ตัวเองชอบที่สุดมากันคนละประโยคไหม”
หนานอี่ “ทุกคน…เวลาซ้อมนอกจากนักร้องนำแล้ว คนอื่นจะเงียบก็ได้นะ”
ทว่าคำล้อพวกนี้ไม่ได้เกิดจากประเด็น ‘เพลงรัก’ แค่เรื่องเดียว แต่ที่พวกเขาใช้เวลาว่างมาแหย่หนานอี่เล่น เป็นเพราะสังเกตเห็นความวิตกกังวลของมือเบสหนุ่มในช่วงสองสามวันมานี้
พอก้าวเข้าห้องซ้อมหนานอี่จะซ้อมเบสหนักจนดูเหมือนทรมานตัวเอง ราวกับเขาไม่อาจยอมให้ตัวเองเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่แผนของเขาติดขัด
เมื่อตอนเช้าตรู่วันที่หนึ่ง พอฉินอีอวี๋ผล็อยหลับไปแล้ว หนานอี่ก็เปิดไฟล์ซิปที่ฉีโม่ส่งมาให้ รายละเอียดข้างในเยอะมาก ลำพังแค่การแตกไฟล์อย่างเดียวก็ใช้เวลาไปพักใหญ่ หนานอี่อ่านบันทึกการสนทนาทั้งหมด ดูภาพแคปหน้าจอทุกรูป อ่านข้อมูลการโอนเงินทุกอย่างที่อยู่ในไฟล์อย่างละเอียด
ข้อมูลที่พวกเขาได้มันเยอะกว่าที่คิด และไฟล์พวกนี้ก็กล่าวถึงคนใหญ่คนโตผู้มีอำนาจเป็นจำนวนมากกว่าที่หนานอี่คาด
ชื่อ ตำแหน่ง และเรื่องที่คนพวกนี้เข้าไปเกี่ยวข้องถูกจัดเรียงเป็นเครือข่ายอันสลับซับซ้อนอยู่ในสมองของหนานอี่ ไม่ว่าจะหยิบจับประเด็นดำมืดประเด็นไหนขึ้นมาเขย่าก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนได้อย่างมหาศาล
มาถึงขั้นนี้เซ้นส์ของหนานอี่ก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอย่างรุนแรง
ตอนแรกเขาแค่อยากได้หลักฐานการทุจริตของเจี่ยงเจิ้งมาเปิดโปงให้อีกฝ่ายมีแผล ทันทีที่เจี่ยงเจิ้งล้ม เรื่องฉาวลับสุดยอดที่เขาเก็บซ่อนไว้อยู่เบื้องหลังก็มีสิทธิ์ถูกลากออกมาแฉและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็จะทำให้เฉินซั่นหงไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว* ได้อีกต่อไป
แต่ตอนนี้หนานอี่รู้แล้วว่าที่เฉินซั่นหงสามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้เป็นเพราะเบื้องหลังของเขาไม่ได้มีแค่เจี่ยงเจิ้งคนเดียว แถมเจี่ยงเจิ้งยังเป็นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนเครือข่ายสีดำที่สามารถมองข้ามไปได้ก็เท่านั้น
มือเบสหนุ่มได้ทุกอย่างที่เขาปรารถนามาหมดแล้ว ถ้าเขาแชร์เรื่องพวกนี้ออกไป น่ากลัวว่าข้อมูลพวกนี้คงอยู่ในระบบได้ไม่เกินสามนาที
หลังคิดทบทวนอยู่สามตลบ หนานอี่ก็ตั้งใจว่าจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เขาเลือกเอาเฉพาะดีลใต้โต๊ะระหว่างเจี่ยงเจิ้งกับเฉินซั่นหงออกมา ก่อนจะกำชับฉีโม่ว่าให้ส่งข้อมูลพวกนี้ไปให้สื่อสองสามสำนักที่พวกเขาคัดเอาไว้แล้วแบบไม่เปิดเผยตัวตน
นาทีที่พวกเขาตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลนี้ หนานอี่กับฉีโม่ก็เหมือนกดปุ่มนาฬิกานับถอยหลังเอาไว้ เพราะทุกอย่างจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเจี่ยงเจิ้งจะต้องรู้เรื่องที่ข้อมูลของตัวเองหลุดออกมา หนานอี่รู้สึกเหมือนมีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังวิ่งไล่หลังมาบดขยี้พวกเขาอย่างไม่ปรานี พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลาและต้องทำภารกิจให้สำเร็จเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกดึงเข้าไปพัวพันจนไม่เหลือแม้แต่ซาก
แต่หลายวันผ่านไปกลับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เหมือนทิ้งก้อนหินลงมหาสมุทร
ไม่มีสื่อประโคม ‘ข่าวใหญ่’ นี้ออกมาเลยสักสำนัก
ในความนิ่งเงียบอันน่าสิ้นหวังนี้ หนานอี่ดูใจเย็นเป็นพิเศษ เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วใช่ไหมว่าเรื่องมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ศัตรูของพวกเขามีอำนาจบารมีท่วมท้น ขนาดคนที่ได้รับหลักฐานอย่างน้าชายของหนานอี่เอาข้อมูลไปเช็กจนได้หลักฐานของจริงมาไว้ในมือแล้วก็ยังถูกบีบให้ไม่สามารถนำเสนอข่าวออกไปได้
เป็นอีกครั้งที่หนานอี่คิดถึงไพ่ทาโรต์ที่เขาได้ในคืนข้ามปี วงล้อแห่งโชคชะตาที่โผล่ออกมาให้เห็นซ้ำๆ หรือมันจะเป็นสัญญาณความรุนแรงอะไรสักอย่างหรือเปล่า
ถ้าผลักกำแพงสูงที่มีความอ่อนไหวนี้ให้ล้มลงไม่ได้ แล้วมันยังจะมีวิธีอื่นอยู่อีกไหม
หนานอี่เกือบนอนไม่หลับ ยิ่งถูกฉินอีอวี๋กอดแน่น เขาก็ยิ่งกลัว
“ได้ยินว่าการแสดงรอบนี้จะเป็นการแสดงสดจริงๆ”
อีกสองวันจะถึงวันแข่ง ฉือจือหยางเครียดมาก และพอมือกลองหนุ่มเครียดก็จะพูดเยอะขึ้น ฉือจือหยางลากหนานอี่ไปคุยไม่หยุด “มีการไลฟ์สดเหมือนคืนข้ามปี ทุกวงจะมีช่องไลฟ์เป็นของตัวเอง แต่ทุกคนจะแยกกัน เหมือนหนึ่งวงต่อหนึ่งห้อง”
หนานอี่จิตใจไม่ค่อยอยู่กับตัว “เหรอ แบบนี้ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ยุ่งสิ”
“จริง ฉันต้องควบคุมการแสดงออกให้ดี เสี่ยวอี่ นายต้องคอยเตือนฉันด้วยนะ”
“อืม ฉันจะคอยจับตาดูนาย”
“ดูเหมือนรอบนี้จะมีสัมภาษณ์อีกแล้ว ยุ่งชะมัด…แค่คิดฉันก็เครียดแล้ว โดยเฉพาะการ PK แบบตัวต่อตัว ไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋เตรียมตัวพร้อมหรือยัง” ฉือจือหยางบ่นพึมพำไม่เลิก “ฉันรู้สึกว่าอินลวี่ต้องเลือกฉินอีอวี๋แหง ได้ยินอาซวิ่นบอกว่าอินลวี่ซ้อมกีตาร์ทุกวัน เขาน่าจะตั้งใจเอาชนะฉินอีอวี๋เพื่อสร้างชื่อแน่ๆ เมื่อวานฉันเห็นฉินอีอวี๋ไปที่กลุ่มสอง ไม่รู้ว่าไปสืบข่าวหรือเปล่า”
หนานอี่นิ่วหน้าเมื่อจับสังเกตเรื่องบางอย่างได้ “เขาไปทำอะไรที่กลุ่มสอง”
ฉือจือหยางส่ายหน้า “ไม่รู้สิ แต่ช่วงนี้เขาไปที่นั่นบ่อย”
แบบนี้มันผิดปกติจริงๆ คราวก่อนฉินอีอวี๋ไปเจออวี๋เซิง และตอนนี้เขาก็ยังหมั่นวิ่งไปที่ห้องซ้อมของกลุ่มสองอีก ซึ่งมันดูไม่ใช่เรื่องที่ปกติฉินอีอวี๋จะทำเลย นักร้องหนุ่มควรจะเมินคนพวกนี้สิถึงจะถูก
หนานอี่เริ่มกังวลว่าฉินอีอวี๋จะไม่ยอมฟังคำพูดของตนหรือเปล่า
ไม่ได้…เขาจะปล่อยให้ฉินอีอวี๋สอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ด้วยไม่ได้ สำหรับเขาเรื่องนี้ไม่ต่างจากฝันร้าย
จังหวะที่หนานอี่ตั้งใจจะไปตามหาฉินอีอวี๋ มือถือของเขาก็ดังขึ้น
หนานอี่ชะงัก ตามองเบอร์ที่ทำให้เขาตัวชาได้ทันทีที่เห็นมัน จนฉือจือหยางที่อยู่ข้างๆ เอาไหล่มาชนเขา
“ใครเหรอ ทำไมไม่รับสาย”
แต่หนานอี่กลับหันหน้าไปถามฉือจือหยาง “เครื่องแซมเพลอร์อยู่ที่นายใช่ไหม”
“ใช่” ฉือจือหยางตอบ “นายจะใช้เหรอ”
“อืม” หนานอี่ดึงสติกลับมา เขาบอกฉือจือหยางว่า “ฉันอยากบันทึกเสียง”
ตั้งแต่กลับมาจากห้องซ้อมของกลุ่มสอง ในสมองของฉินอีอวี๋ก็มีแต่เรื่องที่อาชิวเล่าให้เขาฟัง ตอนเดินมาถึงมุมเลี้ยวเลยเผลอชนใครคนหนึ่งเข้า และเมื่อฉินอีอวี๋เขม้นมองก็พบว่าเป็นฉือจือหยาง
“นายเดินดูทางหน่อยได้ไหม!”
ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ “โทษที ฉันเป็นโรคร้ายแรงประเภทที่มีทัศนวิสัยต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร”
“นายใหญ่นักเหรอ!”
เหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ ดึงตัวฉือจือหยางไว้ เขาถามฉินอีอวี๋ว่า “เห็นเสี่ยวอี่หรือเปล่า”
ฉินอีอวี๋ย่นหัวคิ้วด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง “เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขาส่งข้อความมาบอกฉันว่าซ้อมดนตรีอยู่กับพวกนาย เขาโกหกฉันเหรอ”
“ตอนแรกพวกเราอยู่ด้วยกัน แต่พอเขาได้รับโทรศัพท์ก็แบกเบสกับกระเป๋าออกไป” เหยียนจี้เล่า “แถมไม่ยอมบอกว่าไปไหน ฉันนึกว่าเขาไปหานาย”
“เปล่านี่”
ตอนนี้เองฉือจือหยางก็พูดแทรกขึ้นมา “เขามาขอเครื่องแซมเพลอร์จากฉันด้วย น่าจะออกไปเก็บเสียงอะไรล่ะมั้ง”
ฉินอีอวี๋มีลางสังหรณ์แปลกๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขารู้ว่าหนานอี่ทำอะไรคนเดียวจนชิน ทว่านับตั้งแต่ที่พวกเขาตกลงคบหากัน ฉินอีอวี๋ก็คอยถามหนานอี่ทุกวันว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน นานวันเข้าเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเป็นห่วง ทั้งคู่เลยติดนิสัยคอยรายงานว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนให้อีกคนรู้
แต่วันนี้หนานอี่กลับออกจากห้องซ้อมไปโดยไม่บอกฉินอีอวี๋ว่าจะไปไหน
“มีคนแปลกๆ มาหาเขาบ้างหรือเปล่า” ฉินอีอวี๋ถาม
ฉือจือหยางเห็นฉินอีอวี๋ทำหน้าเครียดก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้วฉุกคิดถึงสายที่หนานอี่ไม่ยอมรับเมื่อตอนเช้าขึ้นมาได้
“วันนี้มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วเสี่ยวอี่ก็นิ่งไป แต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นสายจากใคร”
เบอร์แปลก?
ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในสมองของฉินอีอวี๋ เขาหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายพลางเดินวกกลับไปทางเดิม
“เฮ้! นายจะไปไหนอีกล่ะเนี่ย”
ฉินอีอวี๋ไม่ได้หันหน้ากลับมา “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง!”
เงาร่างของเขาวาดผ่านหน้าต่างตามโถงทางเดินไปบานแล้วบานเล่า กระจกทุกแผ่นล้วนสะท้อนใบหน้าเคร่งเครียดของนักร้องหนุ่ม
นอกหน้าต่างรถมีแต่ความมืดทะมึน ทั้งที่เป็นเวลาบ่ายสามแต่กลับมองไม่เห็นแดดเลยสักนิด กลุ่มเมฆสีดำดูคล้ายกับสำลีเก่าที่อัดแน่นอยู่ในอก ทั้งเปียกชื้นและน่าอึดอัด แถมยังมีกระจกกั้นอีกหนึ่งชั้น แค่มองก็ทำให้รู้สึกว่าหายใจไม่ออก
หนานอี่ที่นั่งอยู่เบาะหลังลดหน้าต่างรถลง
“เมารถเหรอครับ”
หนานอี่เห็นหน้าพ่อบ้านที่นั่งอยู่เบาะคนขับผ่านทางกระจกมองหลัง อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นชำเลืองมองเขา ใบหน้ายับย่นฉายแววเข้าอกเข้าใจคล้ายกำลังยิ้ม แต่ก็มีแค่รอยย่นบนใบหน้าเท่านั้นที่เคลื่อนขยับ ผิดกับดวงตาสีขุ่นไม่มีรอยยิ้มเลย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์
เมื่อเห็นหนานอี่ไม่พูด พ่อบ้านก็เอ่ยอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง “สีหน้าคุณแย่มาก ผมจะขับช้าลงหน่อยแล้วกันนะครับ”
“ผมเมารถนิดหน่อย” หนานอี่พูดเสียงเย็น ก่อนจะหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง
“เมื่อก่อนผมเคยขับรถไปรับคุณสวีอี้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเขาน่าจะอายุมากกว่าคุณตอนนี้ประมาณหนึ่งถึงสองปี แต่เมารถหนักกว่าคุณอีก ถึงขั้นต้องลงไปนั่งอาเจียนข้างทางเลย”
เล็บของหนานอี่แทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ แต่น้ำเสียงกลับเรียบสนิท
“น่าจะเป็นกรรมพันธุ์มั้งครับ”
* ซาร์โทเรียส (Sartorius Muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ยาวที่สุดในร่างกายมนุษย์ โดยพาดจากสะโพกลงไปถึงใต้หัวเข่าแต่ละข้าง ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกและเข่า
* ฉืออวี่จี้ คำว่า ‘ฉือ’ มาจากแซ่ของฉือจือหยาง ‘อวี่จี้’ ออกเสียงใกล้เคียงกับเหยียนจี้
* ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว เป็นสำนวน หมายถึงใช้อำนาจบาตรใหญ่หรืออิทธิพลมหาศาลเพื่อปกปิดความจริงหรือควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง
Comments



