everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 91-92 #นิยายวาย
บทที่ 92 ความยิ่งใหญ่จอมปลอม
ตอนแรกหนานอี่นึกว่าพ่อบ้านจะพาเขาไปที่คฤหาสน์กลางป่าลึกที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็อาจจะพาไปสนามแข่งรถที่สร้างไว้นอกเมือง แต่สุดท้ายรถคันนี้กลับแล่นเข้าไปในย่านธุรกิจที่แสนจะคึกคัก
จุดหมายปลายทางคือคอนโดฯ หรูสูงระฟ้าที่อยู่หลังอาคารสำนักงานสักแห่ง ทั้งตึกที่เป็นกระจกสะท้อนภาพของเมฆสีเทาเป็นชั้นๆ มองไม่เห็นยอด ราวกับตึกหลังนี้คือสัตว์ประหลาดยักษ์ที่มีเกล็ดสีเทาเงินปกคลุม มันไม่จำเป็นต้องอ้าปาก แค่ทิ้งเล็บสักแผ่นลงมาก็ปลิดชีวิตคนได้แล้ว
“ที่นี่เป็นไพรเวตคลับที่ท่านประธานเฉินลงทุนไว้ เงียบสงบดีมาก เหมาะกับการเจรจาธุรกิจ”
เจรจาธุรกิจ
หนานอี่มองภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผนังกระจกภายในลิฟต์ ใบหน้าอ่อนเยาว์ สะพายกระเป๋าเบสสีดำ ใส่เสื้อผ้าธรรมดาเหมือนนักดนตรีที่ออกเดินทางมาเสี่ยงโชค…ซื้ออาหารสำเร็จรูป ซ้อมดนตรีอยู่ในห้องใต้ดินมืดๆ เขียนเพลงเห่ยๆ ที่ไม่มีคนฟังด้วยความเชื่อว่าตัวเองกำลังสร้างสรรค์ผลงานที่แสนจะบริสุทธิ์สูงส่ง ทั้งที่ไม่มีโอกาสจะได้เล่นคั่นเวลาบนเวทีด้วยซ้ำ แต่กลับฝันกลางวันถึงการทัวร์คอนเสิร์ตที่ย่านอู่เคอซงอารีน่า* กับสนามกีฬารังนก**
ในช่วงกลียุคที่ทุกอย่างถูกประเมินด้วยทรัพย์สินเงินทองและทุกสิ่งสามารถกลายเป็นสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา รูปร่าง เพศ…ล้วนถูกมองว่าเป็นธุรกิจจริงๆ
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ภาพของหนานอี่ในกระจกก็เพิ่มขึ้นจากหนึ่งเป็นสอง มือเบสหนุ่มก้าวตรงไปหาคนที่เขาเกลียดชังและเคียดแค้นที่สุดตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้
ภาพนี้ใกล้เคียงกับแผนที่เขาล้มเลิกไปเมื่อหลายปีก่อนมาก
ตอนที่เขาได้รู้จากบันทึกการทำงานที่คุณน้าเหลือทิ้งไว้ว่าเฉินซั่นหงไม่ได้เสนอตัวจะเลี้ยงดูสวีอี้แค่ครั้งเดียว แต่เขายังใช้วิธีเดียวกันนี้กับเหยื่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกจำนวนไม่น้อย หนานอี่ก็ตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนที่เฉินซั่นหงไม่ระวังเอามีดแทงเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ของเขาให้เลือดพุ่ง ยิ่งถ้าเลือดสาดกระเซ็นเต็มผนังได้จะดีที่สุด
ตอนนั้นหนานอี่เพิ่งเสียน้าชายไป กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสูญเสียอย่างสุดซึ้ง เขาอ่านหนังสือกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์หลายเล่มและฝันว่าได้ตัดแขนตัดขา แล่เนื้อเฉินซั่นหงทุกวัน ถึงภายนอกหนานอี่จะดูเย็นชา ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ความจริงพอเขาเห็นสีแดงก็จะคิดถึงเลือดของเฉินซั่นหง และพอเห็นสีขาวก็จะอยากกวนมันสมองของเฉินซั่นหงให้เละ
ปมในใจนี้หายไปเมื่อเขาได้เจอกับฉินอีอวี๋ และค้นพบว่าตัวเองได้พลาดช่วงเวลาอันสดใสในวันวานไปแล้ว
นาทีนั้นหนานอี่ตระหนักได้ว่าถ้าเขาแก้แค้นแบบสุดโต่ง ต่อให้สุดท้ายแล้วมันจะสำเร็จ แต่เขาก็อาจจะกลับไปยืนเคียงข้างฉินอีอวี๋ไม่ได้อีกและก็จะไม่สามารถพาฉินอีอวี๋กลับไปสู่ตำแหน่งที่อีกฝ่ายควรจะอยู่ได้ด้วยมือของตัวเอง
ฉินอีอวี๋จะไม่มีวันรู้ว่าเขามีตัวตน อย่างมากฉินอีอวี๋ก็อาจจะเห็นข่าวสะเทือนขวัญ เมื่อบอสใหญ่แห่งบริษัทธุรกิจบันเทิงถูกแฟนฆ่าหั่นศพอย่างอำมหิตจากทีวีในร้านขายของชำเล็กๆ ภายในหมู่บ้านที่ปิดกั้นข่าวสาร นักร้องหนุ่มอาจหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง หรี่ตาลง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า ‘น่ากลัวจัง’ แล้วซื้อเบียร์สองสามขวดออกจากร้านไป
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้อยู่ใกล้กันมากที่สุดแล้ว
แต่สำหรับหนานอี่ นี่คือฝันร้าย
ชีวิตของหนานอี่มักต้องเลือกระหว่างฝันร้ายกับฝันร้ายยิ่งกว่า
ชั้นสิบเก้าเป็นไพรเวตคลับที่ตกแต่งอย่างหรูหรา พอเดินออกจากลิฟต์ก็มีผู้จัดการที่ดูพินอบพิเทามานำทาง ตรงผนังตามโถงทางเดินแขวนภาพชื่อดังและมีรูปถ่ายคู่กับดาราใหญ่พร้อมลายเซ็น
หนานอี่มองหาทางหนีไฟตามความเคยชิน และพบว่าที่นี่มีบอดี้การ์ดประจำอยู่ทุกจุด ซึ่งมีจำนวนเยอะกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้เขาไปจริงๆ การหนีย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก
“ทางนี้ครับ”
พวกเขาถูกพามาที่หน้าประตูสีทองแบบเปิดสองบาน ที่หน้าประตูมีบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่สองคนคอยเฝ้าอยู่
หลังสแกนบัตรประตูก็เปิดเข้าไปด้านในอัตโนมัติ ข้างในสว่างมาก แสงจ้าจนหนานอี่ต้องหรี่ตา
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนวิสัยก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ที่นี่ดูคล้ายอาคารลอยฟ้า ห้องมีขนาดใหญ่มาก ผนังสามด้านเป็นกระจกบานยาวจรดพื้น
แต่การตกแต่งกลับไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่า ดูเหมือนสถานที่คุยธุรกิจจริงๆ มีโซฟาหนังแบบโค้งสองสามตัว โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ข้างผนังมีชั้นวางของแบบเต็มผนัง แต่สิ่งที่วางอยู่บนชั้นไม่ใช่หนังสือ หากเป็นแผ่นเสียงทุกประเภท
ก่อนเดินเข้าห้องบอดี้การ์ดสองคนที่ทำหน้าที่เหมือนผู้เฝ้าประตูก็บอกว่า “ขออนุญาตตรวจค้นครับ”
นี่เป็นเรื่องที่เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นยังพอทำเนา แต่หลังจากที่เกิดเรื่องวิวาทครั้งล่าสุด คาดว่าทุกคนที่ร่วมงานกับวงเดอะเกรตโมเมนต์คงกลัวว่าพวกเขาจะบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน ถึงได้มีท่าทางเหมือนโดนงูกัดหนึ่งวัน กลัวเชือกไปสิบปี*
หนานอี่ส่งกระเป๋าเบสให้พวกเขา ก่อนจะเห็นบอดี้การ์ดเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจดูทั้งด้านนอกและด้านใน เหมือนกลัวว่าเขาจะแอบพกวัตถุอันตรายมาด้วย
หนานอี่ถอดเสื้อโค้ตขนเป็ดแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาให้ดูกันจะจะ
บอดี้การ์ดคนหนึ่งหยิบเครื่องสแกนแบบมือถือออกมาสแกนตัวหนานอี่หนึ่งรอบ
ติ๊ดๆๆ
จู่ๆ เครื่องสแกนก็ร้องเตือน หนานอี่ย่นหัวคิ้ว นิ่วหน้ามอง บอดี้การ์ดคนนั้นเอาเครื่องสแกนมาสแกนตัวเขาอีกครั้ง พอมั่นใจก็พูดเสียงเบาว่า “ไม่มีอะไร กระดุมโลหะบนกางเกงยีนน่ะครับ”
ทุกอย่างที่หน้าตาเหมือนเครื่องดักฟัง ปากกาบันทึกเสียงและกล้องจิ๋วล้วนถูกพวกเขายึดไป รวมถึงหูฟังในกระเป๋าเบสด้วย
แน่นอนว่าพวกเขาต้องเอามือถือของหนานอี่ไปด้วย บอดี้การ์ดปิดมือถือต่อหน้ามือเบสหนุ่มแล้วบอกว่า “เราจะดูของให้ พอคุณออกมาแล้วจะคืนนะครับ”
หนานอี่ไม่พูดอะไร เขาหิ้วกระเป๋าเบสแล้วเดินเข้าไป
ต่อมาพ่อบ้านก็สั่งให้คนยกกาแฟมาเสิร์ฟ หนานอี่มองกาแฟแก้วนั้นแค่แวบเดียว แต่ไม่คิดที่จะดื่ม
“ไม่เป็นไรครับ ช่วงนี้ผมกระเพาะไม่ดี ดื่มกาแฟแล้วจะคลื่นไส้หนักกว่าเดิม” เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังติดล้อที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะทำงานและเอากระเป๋าเบสตั้งไว้ข้างๆ ก่อนจะหยิบสัญญาที่เป็นกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูสองสามหน้า
พ่อบ้านไม่พูดอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ “รอสักครู่นะครับ ประธานเฉิน…”
“ฉันมาแล้ว”
แม้จะหันหลังให้ประตู แต่เพียงแค่ได้ยินเสียงหนานอี่ก็อยากจะอาเจียนแล้ว
ไม่นานคนคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเขา เฉินซั่นหงถอดเสื้อโค้ตขนแกะราคาแพงระยับส่งให้พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน เขานั่งลงตรงหน้าหนานอี่
ครั้งล่าสุดที่หนานอี่เห็นเฉินซั่นหงคือในทีวี ถึงตัวจริงจะดูบวมๆ แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วน ดูออกว่าจงใจควบคุมอาหารเพื่อต่อสู้กับอายุ แต่กาลเวลายุติธรรมเสมอ ไม่ว่าจะจ่ายเงินไปมากแค่ไหน ภายใต้ถุงหนังก็ยังคงมีความเน่าเฟะที่เกิดจากการจมจ่อมอยู่กับเงินตราและอำนาจมาอย่างยาวนาน เหมือนทั่วทั้งร่างนี้มีเพียงผิวหนังเท่านั้นที่ยังมีชีวิต ส่วนเนื้อและกระดูกที่อยู่ภายในล้วนเน่าสลายไปนานแล้ว
ถ้าหยิบมีดมาแทงก็อาจจะมีเลือดเหนียวข้นสีดำปี๋ทะลักออกมา
“หนานอี่” เฉินซั่นหงมองหน้าเขาพลางพูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เป็นชื่อที่พิเศษดีนะ”
ชื่อนี้…คนที่คุณฆ่าเป็นคนตั้ง
หนานอี่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายพลางพูดเสียงเบา “ใครๆ ก็พูดแบบนี้”
มีบอดี้การ์ดของเฉินซั่นหงอีกสองคนเดินตามเขาเข้ามาในห้องด้วย บอดี้การ์ดทั้งสองใส่ชุดต่างจากบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างนอกและมีรูปร่างกำยำล่ำสันกว่า พอเฉินซั่นหงนั่งลง พวกเขาก็ไปยืนอยู่สองฟากของโต๊ะทำงาน โดยเว้นระยะห่างออกไปห้าเมตร
เฉินซั่นหงเฝ้าพินิจพิเคราะห์หนานอี่ สุดท้ายก็หยุดสายตาไว้ที่กระเป๋าเบสที่อยู่ข้างโต๊ะ ประธานเฒ่ายิ้ม ซึ่งคราวนี้รอยยิ้มของเขาเกิดจากความตลกขบขันจริงๆ รอยย่นที่หางตาจึงปรากฏออกมาให้เห็น
“เอาเบสมาด้วยเหรอ”
“ผมกำลังซ้อมเพลงเลยถือติดมือมาด้วย จะว่าไปนี่ก็เป็นการเซ็นสัญญาไม่ใช่เหรอ เกิดพวกคุณอยากดูผมเล่นเบสขึ้นมาล่ะ” น้อยครั้งมากที่หนานอี่จะพูดจาเหมือนคนไร้สมองที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะจริงๆ แบบนี้
แต่มันก็ทำให้เฉินซั่นหงยิ้มอย่างอารมณ์ดีมากกว่าเดิมเหมือนอย่างที่หนานอี่คิด
“งั้นฉันขอดูเบสของเธอหน่อยได้ไหม” เฉินซั่นหงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
หนานอี่หยิบกระเป๋าเบสขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงานราคาแพงหูฉี่แล้วรูดซิปเปิด ข้างในมีเบสไฟฟ้าห้าสายตัวหนักสีขาวออกเงินหนึ่งตัว เป็นรุ่นจับถนัดมือ พอเจอกับแสงไฟสว่างก็สาดประกายเยียบเย็น
เฉินซั่นหงขี้ระแวงกว่าที่เขาคิด อีกฝ่ายใช้มือกดกระเป๋าน้อยที่อยู่ข้างกระเป๋าเบส “ตรงนี้มันป่องๆ ใส่อะไรไว้”
หนานอี่รูดซิปนอกแล้วเอาของที่อยู่ข้างในออกมาทีละรายการ
“สมุดจดเนื้อเพลง เอฟเฟ็กต์เบส* แอมป์หูฟัง** แต่หูฟังถูกพวกคุณยึดไปแล้ว…”
เขาหยิบเครื่อง PO-33 ของเหยียนจี้ออกมาวางบนโต๊ะ ตั้งใจจะแจกแจงถึงคุณสมบัติของมันเหมือนกับของชิ้นอื่นๆ
แต่คนตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะเคลิ้มตามง่ายขนาดนั้น
“นี่อะไร” เฉินซั่นหงเลือกของชิ้นหนึ่งจากในกองอุปกรณ์ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบไวและยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา “เครื่องเล่นเกมเหรอ ติดสติ๊กเกอร์เยอะแบบนี้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของเธอ”
“คีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์แบบพกพา ใช้ทำเพลง ส่วนสติ๊กเกอร์เพื่อนผมเป็นคนติด” หนานอี่หน้าไม่เปลี่ยนสีและยื่นมือข้างหนึ่งออกไป “ให้ผมทำให้ดูไหม”
เฉินซั่นหงคอยจับสังเกตสีหน้าของหนานอี่อยู่ตลอด ประธานเฒ่ามองเขาเหมือนกำลังมองเด็กคนหนึ่ง หรือน่าจะบอกว่าเหมือนมองลูกหมาลูกแมวตัวหนึ่งเสียมากกว่า
“เอาสิ ขอฉันฟังสดหน่อยว่าวงของพวกเธอทำเพลงกันยังไง” เขาส่งคีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์คืนให้แต่กลับไม่ได้ปล่อยมือ ต้องให้หนานอี่มาหยิบไปเอง
“ในนี้มีเอฟเฟ็กต์เสียงที่ทำจากเครื่องซินธิไซเซอร์” หนานอี่เปิดสวิตช์ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีประโยชน์มาก พวกเขาทุกคนเคยใช้กันมาหลายครั้ง ต่อให้แป้นทั้งยี่สิบห้าตัวถูกแปะสติ๊กเกอร์จนตัวอักษรบนแป้นถูกบังไปหมด เขาก็ยังใช้งานได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยจากความทรงจำ
หนานอี่หาเสียงเครื่องดนตรีที่เก็บไว้ออกมาจากคลังตัวอย่างอย่างคล่องแคล่วแล้วกดเล่น “ตัวอย่างเช่นถ้าเอาเสียงกีตาร์อะคูสติกตัวนี้มาเล่นย้อนกลับ แบ่งจังหวะ เพิ่มเอฟเฟ็กต์การบีบอัด แล้ววนลูป…”
เขาทำงานพลางก้มหน้าอธิบาย แล้วอุปกรณ์ในมือก็เล่นคลิปเสียงท่อนหนึ่งที่เขาทำเอาไว้แล้วออกมา หนานอี่เงยหน้าขึ้นมองเฉินซั่นหง “ก็จะได้แบบนี้”
มือเบสหนุ่มหยุดเล่นเพลง แต่ไม่ได้กดปุ่ม ‘หยุด’ หรือ ‘พัก’ ทว่าเขากลับกดปุ่มบันทึกที่ถูกปิดทับด้วยสติ๊กเกอร์รูปเจ้าหมาชิโร่
“เยี่ยมมาก” สายตาของเฉินซั่นหงเลื่อนจากคีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์อะไรนั่นมาที่มือของหนานอี่
เขาสังเกตเห็นรอยแหวนที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่รอบนิ้วนางมือขวา
“เธอมีแฟนแล้วเหรอ”
มือของหนานอี่หยุดชะงัก
เขานึกถึงแฟนเก่าของคุณน้าที่ถูกรถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาลและคิดถึงฉินอีอวี๋
“เรื่องนี้เกี่ยวกับการเซ็นสัญญาด้วย?” หนานอี่หัวเราะพลางทำหน้าไม่เข้าใจ “ผมไม่ยักเคยได้ยินว่านักดนตรีร็อกห้ามมีความรัก”
แต่เฉินซั่นหงกลับจ้องหน้าเขาอย่างเหม่อลอย สักพักก็เอ่ยว่า “เธอเหมือนสวีอี้มาก”
การได้ยินชื่อของคุณน้าหลุดออกมาจากปากเฉินซั่นหงทำให้รอยยิ้มบนหน้าของหนานอี่ค่อยๆ จางหาย
“ตอนแรกที่เห็นเธอ ฉันยังไม่รู้สึกอะไร ถึงในทีวีพวกเธอจะเหมือนกันอยู่นิดหน่อย แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะรูปร่างกับทรงผม เครื่องหน้าของพวกเธอผิดกันไกล สวีอี้เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่า แต่ตาเธอพิเศษกว่า” เฉินซั่นหงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่คำที่เธอพูดเมื่อกี้ สวีอี้ก็เคยพูดไว้เหมือนกัน”
หนานอี่เอียงศีรษะ ทำหน้าประหลาดใจขณะเอ่ยถาม “ประธานเฉินก็เคยจะเซ็นสัญญากับคุณน้าของผมเหรอ”
“ใช่ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุกี่ขวบเองนะ” เฉินซั่นหงนึกย้อนกลับไปในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง “สวีอี้ไม่เหมือนเธอ เพราะเขาหัวรั้นกว่ามาก ตอนนั้นฉันแค่อยากเชิญเขามาเป็นแขก แต่เขาเข้าใจผิดจนเกือบซัดฉันหน้าแหก”
หนานอี่ไม่พูดอะไร
เขารู้ว่าคุณน้าไม่ยอมจำนนต่อการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่เป็นธรรมเลยเลิกทำวงและรู้ด้วยว่าเพราะคุณน้าไม่ยอมตกลงปลงใจกับเฉินซั่นหงแถมยังพยายามแสวงหาความเป็นธรรมด้วยวิธีของตัวเอง ทำให้สุดท้ายเขาถูกเฉินซั่นหงสั่งเก็บ
ตอนนี้ผู้บงการก็กำลังปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่ตรงหน้าเขา
“ถึงอย่างนั้นสวีอี้ก็เป็นคนมีเสน่ห์ ใครเห็นใครรัก ช่างฝัน สมัยนี้หาคนแบบนี้ได้ยากแล้ว เสียดายที่เขาไม่ได้ทำวงต่อ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปทำอะไร”
เฉินซั่นหงพูดปดหน้าด้านๆ อย่างแนบเนียน ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่รู้ความจริง คงมีสิทธิ์ถูกเขาหลอกเข้าเต็มเปา
ไม่นานเฉินซั่นหงที่มองหน้าหนานอี่ก็เหมือนฉุกคิดอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลง “ฉันขอบอกเธอตรงๆ ว่าสมัยฉันเรียนอยู่มหา’ลัย ฉันเคยคบกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาคล้ายสวีอี้มาก แถมยังเป็นนักดนตรีใต้ดินเหมือนกัน เล่นกีตาร์เก่ง แต่ต่อมาเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเลยใช้สายกีตาร์รัดคอตัวเองตายอยู่ในตู้เสื้อผ้า”
เฉินซั่นหงหลุบตาลง พูดเสียงค่อยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “นักดนตรีมักตายตอนอายุยี่สิบเจ็ดปี เขาพูดกันแบบนี้ใช่ไหม บางทีในวงการร็อกอาจมีคำสาปที่อธิบายไม่ได้นี่อยู่จริงๆ ก็ได้”
คนคนนี้มีทักษะการพูดที่แยบคาย เริ่มต้นจากพยายามสร้างความคุ้นเคยด้วยการพูดถึงญาติเขา แล้วหยิบยกเรื่องความรักที่ผิดหวังเพราะคนรักของตัวเองฆ่าตัวตายตอนอายุยังน้อยขึ้นมาเพื่อเรียกความสงสารจากคู่สนทนา
เสียดายที่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาคือหนานอี่ คนโรคจิตที่คิดแต่จะเอาชีวิตเขา
เฉินซั่นหงพูดจบก็หันหน้ามามองหนานอี่อีกครั้ง “เธอเองก็คล้ายเขามาก แต่ตาไม่เหมือน เพราะตาเธอดุกว่าเขาเยอะ น่าจะเป็นเพราะเธออายุยังน้อยล่ะมั้ง”
หนานอี่ไม่อยากฟังเฉินซั่นหงพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่ที่นี่
มือเบสหนุ่มยิ้ม ก่อนจะดันเอกสารสัญญาไปข้างหน้า “ประธานเฉิน ที่ผมมาก็เพื่อคุยเรื่องสัญญา เรามาเข้าประเด็นกันเถอะ”
แต่เฉินซั่นหงกลับไม่ยอมถูกทำให้เสียเรื่อง
“ถ้าเธออยากเซ็นสัญญาจริง ตอนที่ฉันติดต่อเธอไป เธอคงไม่เอาแต่ปฏิเสธ ทำไมคราวนี้เธอถึงเป็นฝ่ายเสนอตัวเองได้ล่ะ”
หนานอี่ปรับแผนไปตามสถานการณ์ “ผมกลัวว่าถ้ารอบนี้ผมยังไม่ยอมมาอีก การแข่งขันรอบคัดเลือกที่จะแสดงสดในคืนพรุ่งนี้ วงเราคงไม่ได้ขึ้นเวที”
เฉินซั่นหงหัวเราะเสียงดัง “เธอรู้กาลเทศะดีมาก ถึงรู้ว่าการถ่วงเวลาไม่ใช่วิธีที่ดี เธออยากแข่งขนาดนี้เลยเหรอ พวกเขาน่าจะบอกเธอแล้วนะว่าความจริงเธอไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนี้ก็มีสิทธิ์คว้าแชมป์ได้เหมือนกัน”
“ประธานเฉิน ผมมีความสามารถมากพอจะคว้าแชมป์มาได้ด้วยตัวเอง”
หลายปีมานี้หนานอี่ทั้งตรวจสอบ สะกดรอย และจับตาดูจนน่ากลัวว่าเขาจะรู้จักเฉินซั่นหงดีกว่าที่เฉินซั่นหงรู้จักตัวเองเสียอีก
กับคนอย่างเฉินซั่นหง การประจบสอพลออาจดูเสแสร้งจนเกินไป ในขณะที่การเล่นตัวจะดูสมจริงมากกว่า
แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ* จึงเป็นวิธีที่ดี แต่หมูก็ไม่ได้มีแค่สายพันธุ์เดียว ไม่สู้เขาสวมบทเป็นนักดนตรีจอมหยิ่ง แสร้งทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมาเพื่อทำให้เฉินซั่นหงคลายความระแวงลงจะดีกว่า
“ผมไม่อยากเป็นคนที่อาศัยคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้ดี” หนานอี่ว่า “ผมอยากเข้าร่วมการประกวดอย่างไม่มีอุปสรรค ถ้าคุณบอกว่าผมไม่อยากดัง นั่นคงเป็นเรื่องโกหก เพราะถ้าผมไม่อยากดัง ผมคงไม่ทิ้งมหาวิทยาลัยดีๆ ที่ตัวเองเพิ่งสอบติดมาให้คนอื่นรังแกแบบนี้ แถมยังเกือบทำตัวเองตาบอดด้วย”
เฉินซั่นหงจ้องหน้าเขาขณะรับฟัง ‘คำสารภาพ’ ของหนานอี่ จากนั้นหน้ากากยิ้มแย้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ ลอกออกเหมือนจักจั่นลอกคราบ
“เธอพูดเยอะกว่าเวลาอยู่หน้ากล้องนะ”
หนานอี่ยิ้มน้อยๆ “กับคนไม่สำคัญ ผมไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ”
เฉินซั่นหงยิ้มพลางผงกศีรษะ “ฉันชอบคุยกับคนตรงๆ ไม่อ้อมค้อม และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบนักดนตรีแบบพวกเธอ จริงใจดี”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมก็จะขอเปิดอกพูดกับคุณตรงๆ ว่าเหตุผลที่ผมปฏิเสธการติดต่อจากพวกคุณในตอนนั้นมันเรียบง่ายมาก” หนานอี่มองหน้าเขาพลางยกสองมือขึ้นกอดอก “นั่นคือสมัย ม.ต้น ลูกชายคุณเคยถูกนักเรียนคนหนึ่งซ้อมจนต้องเข้าโรงพยาบาล เด็กคนนั้นคือผมเอง”
เขาหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาป้อนใส่ปากเฉินซั่นหง
“ฉันรู้”
เฉินซั่นหงทำหน้าเข้าใจ เหมือนกำลังบอกว่าฉันตรวจสอบเรื่องของเธอมาหมดแล้ว ขนาดเรื่องที่เธอไม่รู้ ฉันก็รู้หมด
“อ้อ คุณรู้?” หนานอี่แกล้งทำเป็นสนใจ ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น “เขาแกล้งผมสองปีเต็มๆ จนผมถูกไล่ออก เรื่องนี้คุณก็รู้เหมือนกันใช่ไหม”
เฉินซั่นหงเผยรอยยิ้มที่แสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ตอนที่หนานอี่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เฉินซั่นหงทำท่าเหมือนตัวเองเป็นผู้ชนะ เขาพูดด้วยน้ำเสียงอดทน “ฉันเข้าใจ ตอนนั้นเธอยังเด็ก การถูกรังแกคงเป็นเรื่องเจ็บปวดมาก สำหรับเรื่องนี้ฉันจะชดเชยให้เธอเอง บอกมาซิว่าเธออยากได้อะไร”
สิ่งที่เฉินซั่นหงกลัวที่สุดคือการที่หนานอี่ไม่ขอและไม่อยากได้อะไร
ขอแค่มีความอยากหรือมีความปรารถนา ย่อมมีรอยแยกให้แหวกช่องได้
หนานอี่แสดงบทเหยื่อเก่ง โดยเฉพาะเหยื่อหัวแข็งที่เชื่องยาก
“ผมค่อนข้างเป็นคนโลภเลยอยากได้อะไรเยอะแยะเต็มไปหมด นอกจากชื่อเสียงเงินทองแล้ว ผมยังต้องการศักดิ์ศรี ถ้าคุณทำให้เฉินอวิ้นมาโขกศีรษะขอโทษต่อหน้าผม ผมอาจจะใจอ่อนที่คุณเห็นแก่ความยุติธรรมมากกว่าคนในครอบครัวของคุณก็ได้”
คำพูดนี้ทำให้เฉินซั่นหงแย้มยิ้มอ่อนโยน
“เธอนี่มันยังเด็กจริงๆ”
หนานอี่แกล้งทำเป็นไม่สบอารมณ์ “แล้วเด็กพาลบ้างไม่ได้หรือไง”
“เปล่า อย่าเข้าใจผิด ฉันให้ความสำคัญกับทุกเรื่องที่เธอขออยู่แล้ว” เฉินซั่นหงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “ฉันจะให้เฉินอวิ้นมาขอโทษเธอ”
หนานอี่รอประโยคนี้อยู่
“งั้นคุณก็โทรหาเขาเลย ผมอยากได้ยินตอนนี้”
เฉินซั่นหงนิ่งก่อนจะยิ้มออกมาด้วยท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ เขาหันไปมองพ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง “ต่อสายหาเฉินอวิ้น”
“ครับผม”
หนานอี่อยากหัวเราะ
ความรักจากพ่อที่เฉินอวิ้นเฝ้าปรารถนาเหมือนคนบ้า แท้จริงแล้วมีค่าแค่นี้
สายต่อติดอย่างรวดเร็ว จากนั้นพ่อบ้านก็ส่งโทรศัพท์ให้เฉินซั่นหง “ประธานเฉินกำลังพูดสายกับคุณอยู่ครับ”
เฉินซั่นหงเพิ่งจะพูดคำว่า “ฮัลโหล” หนานอี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็เอ่ยว่า “ประธานเฉิน ผมอยากฟังด้วย ช่วยเปิดสปีกเกอร์โฟนได้ไหม”
แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เมื่อสปีกเกอร์โฟนถูกเปิดเฉินอวิ้นก็สติหลุดเหมือนคนบ้า เขาร้องถามเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ “นั่นเสียงใคร หนานอี่เหรอ!”
หนานอี่ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมเฉินอวิ้นถึงฟังเสียงเขาออกได้ไวขนาดนี้ ดูท่าอีกฝ่ายคงเกลียดเขามาก
แต่หนานอี่กลับชอบเห็นเฉินอวิ้นสติหลุดอาละวาดเลยแกล้งทำเป็นพูดว่า “ใช่ ไม่เจอกันนานนะ”
เฉินซั่นหงพูดกับเฉินอวิ้นที่อยู่ปลายสายว่า “ใจเย็นก่อน”
นี่ทำให้เพลิงพิโรธของเฉินอวิ้นดับลงอย่างรวดเร็ว เหมือนสุนัขที่ถูกเจ้าของเตะอย่างจัง ชายหนุ่มสะกดความโกรธไว้เพื่อเอ่ยถาม “ทำไมเขาไปอยู่…”
“สมัยเรียนลูกแกล้งหนานอี่จนมีเรื่องราวกันใหญ่โต เรื่องพวกนี้พ่อรู้หมดแล้ว” เฉินซั่นหงทำท่าเหมือนกำลังพยายามทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กและทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่อง “เฉินอวิ้น คนที่เริ่มเรื่องคือลูก ลูกควรขอโทษเขาก่อนนะ”
เฉินอวิ้นของขึ้นทันที “หนานอี่เป็นใคร! ผมถึงต้องขอโทษเขา! หนานอี่ นายเลิกฝันได้เลย! ฉันจะบอกให้นะว่าชาตินี้นายแม่งมันก็เป็นได้แค่ขยะให้ฉันเหยียบไว้ใต้ตีน…”
หนานอี่เอามือเท้าคางนิ่งฟัง แต่ใครจะคิดว่าเฉินซั่นหงจะกดตัดสาย แถมยังโยนมือถือลงบนโต๊ะด้วยความโกรธนิดๆ
“ฉันอบรมลูกไม่ดีเอง”
หนานอี่เกือบจะหัวเราะออกมา
คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนี้จากปากคุณในชาตินี้ อย่างกับประชดแน่ะ
“ไม่เป็นไรครับ” หนานอี่พูดเสียงเย็น “ผมก็เดาเอาไว้แล้วว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้”
“เธอวางใจเถอะ ถึงตอนนี้เขาจะยังคิดไม่ได้ แต่ต่อไปฉันจะทำให้เขาคิดได้เอง ส่วนเรื่องที่เขาติดค้างคำขอโทษต่อเธอ ฉันจะต้องทำให้เขาขอโทษเธออย่างแน่นอน”
หนานอี่ช้อนตาขึ้นมองหน้าเฉินซั่นหงด้วยสายตาดื้อดึง
“ถ้าเป็นแบบนั้นได้จะดีที่สุด และผมต้องได้ยินด้วย”
อันที่จริงพวก ‘แฟนเก่า’ ของเฉินซั่นหงล้วนไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับเฉินอวิ้นอย่างจริงจัง อย่างมากก็แค่ไม่ชอบหน้ากันเท่านั้น
แต่หนานอี่คิดว่าเคสของตัวเองมีความต่างออกไป ตรงที่เฉินอวิ้นมองว่าพ่อที่เขารักสุดใจกำลังเอาเรื่องและตำหนิเขา ถึงขั้นบีบให้เขาขอโทษคนชั้นต่ำที่มองว่ามีค่าเท่ามดแมลง แบบนี้เฉินอวิ้นย่อมต้องเป็นบ้าแน่ๆ
เหมือนฆ่ากันให้ตายชัดๆ
ถ้าเดาไม่ผิด อีกไม่กี่อึดใจเฉินอวิ้นคงตามมาฆ่าเขาถึงที่นี่
เฉินซั่นหงยิ้มน้อยๆ “วางใจเถอะ ฉันพูดได้ทำได้”
หนานอี่ทำเป็นแกล้งโง่ ทอดสายตากลับไปมองที่เอกสารสัญญา “คิดไม่ถึงว่าคุณจะจริงใจขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าคงต้องเซ็นสัญญาฉบับนี้แล้ว”
“ตอนนี้เราพักเรื่องสัญญาฉบับนี้เอาไว้ก่อนเถอะ ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่า ปันผลสูงกว่า ทุกอย่างเราคุยกันได้ เพราะตัวฉันก็ไม่ชอบการบังคับฝืนใจ”
เฉินซั่นหงในตอนนี้กำลังมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเห็นตนเป็นของตาย
“ขอเพียงเธอยอมติดตามฉัน ฉันจะไม่ให้เธอเสียเปรียบ”
หนานอี่เงยหน้าขึ้นพลางย่นหัวคิ้ว “ติดตาม?” มือเบสหนุ่มทำเหมือนกับว่าได้ยินเรื่องตลกสุดๆ “หมายความว่าอะไร ขึ้นเตียงกับคุณเหรอ”
หนานอี่พูดพลางหยิบสัญญาขึ้นมาโบกไหวๆ “ที่แท้ตัวเลขสูงลิบนี่ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเซ็นสัญญากับเพลงของผม แต่เพื่อซื้อตัวผม? แต่ผมไม่ได้มีราคาค่างวดขนาดนั้นหรอกนะ” หนานอี่พูดจบก็โยนสัญญาไปทับเครื่องแซมเพลอร์เพื่อปิดมันไว้
“สิ่งที่ฉันชอบย่อมมีค่า อย่าว่าแต่ตัวเลขสูงลิบนี่เลย ต่อให้เป็นการประกวด รวมถึงทรัพยากรทุกอย่างต่อจากนี้ที่บริษัทเฉิงหงสามารถให้ได้ ทั้งหมดจะเป็นของเธอ”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง” หนานอี่ผงกศีรษะ แกล้งทำเป็นเอ่ยถาม “แต่การที่คุณต้องจ่ายเงินเพื่อให้ผมเอาคุณแบบนี้ คุณรับได้เหรอ”
เห็นได้ชัดว่าคำนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเฉินซั่นหง เขาชะงักไปหนึ่งวินาทีแล้วหัวเราะ “เธอเป็นคนแรกเลยนะที่พูดกับฉันแบบนี้”
หนานอี่หัวเราะเสียงเย็นอยู่ในใจว่าเหรอ…ก็คุณอายุปูนนี้ ถ้าอยากทำก็ต้องโด๊ปยาแล้ว
แก่ขนาดนี้ เขาเตะทีเดียวก็เดี้ยงแล้ว
เฉินซั่นหงพูดเสียงนุ่ม “เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังได้ ขอเพียงเธอตอบรับข้อเสนอก่อน”
“แต่ผมรับไม่ได้น่ะสิ” หนานอี่นิ่วหน้า สีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ผมไม่ชอบผู้ชาย ยิ่งเรื่องขึ้นเตียง ยิ่งไม่มีทาง”
“ไม่เป็นไร เธอรู้จักอาชิวที่เข้าร่วมการประกวดรายการเดียวกับเธอใช่ไหม ตอนแรกเขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน” แรงกระตุ้นจากหนานอี่ทำให้เฉินซั่นหงค่อยๆ ถอดมาดภูมิฐานออกไปและเริ่มพูดจาเผยธาตุแท้ออกมาแบบผู้ที่อยู่เหนือกว่า
“ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสเขา เขาเกือบซัดฉันคาเตียง แต่พอนานวันไปเขาก็รู้ว่ามันดีแค่ไหน ทุกครั้งเขาจะนอนคว่ำอยู่บนเตียงอย่างว่านอนสอนง่ายมาก”
หนานอี่กัดฟัน เมื่ออาการหน้ามืดแบบที่กระเพาะปั่นป่วนกลับมาโจมตีอีกครั้ง
เฉินซั่นหงพูดจบก็ยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาบอกหนานอี่ว่า “คราวหน้าเธอจะมาดูงานก็ได้ เชื่อฉันสิ มันจะลบภาพจำของเธอได้แน่นอน”
หนานอี่ยิ้ม “ประธานเฉินอย่าล้อเล่นสิครับ”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น อาชิวไม่ถือหรอก เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก” เฉินซั่นหงค่อยๆ ตะล่อม “เธออายุยังน้อย ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเซ็กซ์เป็นสิ่งสวยงาม แต่ถูกพวกดื้อด้านหัวโบราณทำให้มันกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย เมื่อเธอได้สัมผัสกับมันจริงๆ เธอจะรู้ว่าเรื่องเพศและอายุล้วนเป็นแค่เปลือกนอกที่ไร้ความสำคัญ เหมือน…ดนตรีร็อก เพราะเซ็กซ์ก็บริสุทธิ์ เรียกเหงื่อกับเสียงกรีดร้องทำให้หัวใจเต้นเร็วเหมือนตีกลองได้เหมือนกัน…”
การได้มานั่งอยู่ตรงหน้าเฉินซั่นหงทำให้หนานอี่นึกอยากจะเปิดกะโหลกอีกฝ่ายดูนักว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้ ชายวัยกลางคนผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ใช้น้ำหอมราคาแพงลิบเพื่อกลบกลิ่นเหม็นโฉ่คือคนใหญ่คนโตที่เอาตรรกะบิดเบี้ยวมาอ้างว่าเป็นเสน่ห์ประจำตัว
เขาสนุกกับการขืนใจคนอื่นหรือเปล่า เฉินซั่นหงเข้าใจว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือเด็กชายอายุเพิ่งบรรลุนิติภาวะที่บูชาเพลงร็อกเป็นสรณะ แต่ความจริงกลับไม่ได้ประสาโลกจริงๆ เหรอ
“หนานอี่ หลังจากได้เจอเธอ ฉันก็พบว่าฉันชอบเธอมากกว่าอาชิว” เฉินซั่นหงผ่อนคลายท่าทีลง พูดเสียงอ่อนโยนเหมือนกำลังตะล่อม “ถึงเวลาอยู่บนเตียงเขาจะยอมปล่อยให้ฉันทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามใจ เป็นเด็กดีมาก แต่ฉันกลับไม่มีอารมณ์เลย และเขาก็ไม่มีวิธีทำให้ฉันตื่นเต้นด้วย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร จนได้เจอเธอ ฉันถึงเข้าใจว่าอาชิวเขาบื้อเกินไป ท่าทางซังกะตาย ไม่มีความสดใสแข็งแรงแบบเธอ ถ้านักดนตรีร็อกคนหนึ่งไม่เหลือพลังชีวิตก็เท่ากับไม่เหลืออะไรอีก ต่อให้เล่นเพลงดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์”
หนานอี่ตัวชาวาบ ถึงตอนนี้เขาต้องอาศัยความรักอันสว่างสดใสของฉินอีอวี๋ที่ดีต่อเขาและมอบหัวใจให้แก่เขามาเป็นกำลังใจ เพื่อให้รักษาความนิ่งสงบบนใบหน้าเอาไว้ได้ ระหว่างที่นั่งฟังเฉินซั่นหงเล่าเรื่องบัดสีพวกนี้อยู่ที่นี่
มือเบสหนุ่มเบือนหน้าหนีไปโค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มไม่ยี่หระ พยายามดึงเอารายละเอียดที่ฉาวโฉ่กว่านี้ออกมาให้มากขึ้น
“แล้วคุณไปทำอะไรเขา เขาถึงกลายเป็นคนซังกะตายแบบนั้น”
แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างเฉินซั่นหงกลับไม่ติดกับ
ตรงกันข้ามเขาบอกว่า “ฉันดีต่อเขาเต็มที่และรักเขามาก”
* อู่เคอซงอารีน่า (Wukesong Arena) เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่ปักกิ่ง เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดการแข่งขันบาสเกตบอลในโอลิมปิกปี 2008 ปัจจุบันมีการใช้สำหรับจัดงานคอนเสิร์ต
** สนามกีฬารังนก หรือสนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง เป็นสนามกีฬาหลักที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ปัจจุบันมีการใช้สำหรับจัดงานคอนเสิร์ต
* โดนงูกัดหนึ่งวัน กลัวเชือกไปสิบปี เป็นสำนวน หมายถึงพอถูกทำร้ายหรือทรมานครั้งหนึ่ง ย่อมกลายเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัว
* เอฟเฟ็กต์เบส (Bass Effects Pedal) เป็นชุดอุปกรณ์ปรับแต่งเสียงเบสให้มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิม
** แอมป์หูฟัง (Headphone amplifier) เป็นอุปกรณ์พกพาที่ใช้ขยายสัญญาณเสียงเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด
* แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ เป็นสำนวนจีน หมายถึงคนที่แท้จริงมีอำนาจยิ่งใหญ่หรือมีความสามารถ แต่แสร้งทำตัวเซ่อซ่าให้ผู้อื่นหลงกล เพราะหวังผลประโยชน์จากอีกฝ่าย
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



