everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 93-94 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน
และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 93 แรงกดดันที่มองไม่เห็น
ฮ่า
วินาทีที่คำว่า ‘รัก’ หลุดออกมาจากปากของเฉินซั่นหงก็เหมือนมีคางคกอัปลักษณ์ตัวหนึ่งกระโดดลงบนโต๊ะ มาตรงหน้าหนานอี่แล้วระเบิดตูม ทิ้งคราบเหนียวเหนอะสกปรกดำปี๋เอาไว้เต็มโต๊ะ
โคตรน่าสะอิดสะเอียน
“เพียงแต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนตอนที่ฉันรู้จักเขาใหม่ๆ” เฉินซั่นหงทำหน้าอาลัยอาวรณ์ “แต่คนเราทุกคนมันก็เปลี่ยนกันได้ทั้งนั้น นี่เป็นเรื่องปกติ”
พูดจบเขาก็หันมามองหนานอี่ “แต่เธอสบายใจได้ ฉันจะดีต่อเธอให้มากกว่าเขา รักเธอให้มากกว่า…” เฉินซั่นหงพูดพลางยื่นมือข้างหนึ่งมาแตะนิ้วของหนานอี่ แต่หนานอี่กลับยกมือหลบ
“ประธานเฉินครับ เรื่องรักหรือไม่รักอะไรนี่ เป็นคำที่ผมกลัวที่จะได้ยินที่สุดแล้ว”
นี่น่าจะเป็นถ้อยคำจากใจเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเอ่ยนับตั้งแต่มาถึงที่นี่
“ทำไมล่ะ นี่เป็นคำที่งดงามมากนะ ก็เหมือนการที่เธอรักเสียงดนตรีนั่นแหละ เธอยังไม่เคยเจอกับของจริงถึงได้ปฏิเสธแบบนี้”
ถึงเฉินซั่นหงจะพูดแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พยายามแตะเนื้อต้องตัวหนานอี่อีก
เป็นไปตามการคาดเดาของหนานอี่ เนื่องจากเฉินซั่นหงเป็นคนหยิ่งทะนง ถ้าหนานอี่ทำตัวหวั่นไหวให้เห็นสักนิด ไม่ได้ปฏิเสธเสียงแข็งหรือแบ่งรับแบ่งสู้ เฉินซั่นหงย่อมเข้าใจว่าขอเพียงแค่เขาหว่านเสน่ห์ต่ออีกหน่อย ทำตัวใจกว้างขึ้นอีกนิด ไม่ทำตัวกระเหี้ยนกระหือรือ สุดท้ายย่อมต้องได้เหยื่อตรงหน้ามาไว้ในมือ
หนานอี่เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “ตอนนี้ผมแค่อยากเข้าร่วมการแข่งขันอย่างราบรื่น”
“แต่เธอต้องรู้นะว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้บริสุทธิ์ยุติธรรมเหมือนอย่างที่เธอคิด ฉันไม่อยากทำลายภาพฝันที่เธอมีต่อวงการ ทว่าความจริงคือต่อให้เธอปฏิเสธเรื่องป๋าดัน การแข่งนี้มันก็ไม่แฟร์อยู่ดี”
หนานอี่ไม่ยอมแพ้และพยายามหลอกล่อ
“เหมือนที่คุณพยายามดันวงรีดรีมก่อนหน้านี้ใช่ไหม เพราะอาชิว?”
“ทำนองนั้น” เฉินซั่นหงพูดเสียงนุ่ม “แต่ถ้าคิดจากอีกมุมหนึ่ง ด้วยศักยภาพและความสามารถของเธอ มันก็น่าจะคว้าตำแหน่งแชมป์ได้จริงๆ แต่เบื้องหลังของแต่ละวงอาจมีป๋าดันของตัวเอง นายทุนพวกนี้แหละที่คอยควบคุมอย่างลับๆ มีความเป็นไปได้ว่าสุดท้ายผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่เธอคิด ตำแหน่งแชมป์ที่ควรจะเป็นของเธออาจจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นต่อหน้าต่อตา แบบนี้มันแฟร์หรือเปล่าล่ะ”
การบิดเบือนความจริง รู้จักเล่นเกมกับความรู้สึกและความปรารถนาคือพรสวรรค์ของเฉินซั่นหง
“สรุปคือจริงๆ แล้วสิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือการช่วยให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย เมื่อเธอไม่ได้เป็นต้นหญ้าที่คนอื่นสามารถข่มเหงรังแกและมีแบ็กอยู่เบื้องหลัง เมื่อนั้นการแข่งขันมันถึงจะยุติธรรมจริงๆ”
หนานอี่ชักจะเริ่มนับถือเขา
“ตอนนี้เธออายุยังน้อย อาจไม่เข้าใจคำพูดของฉัน” เฉินซั่นหงค่อยๆ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “แต่อีกหน่อยเมื่อคิดถึงวันนี้เธอจะเข้าใจ”
หนานอี่รู้ว่าเฉินซั่นหงอยากเห็นภาพนักดนตรีหนุ่ม ‘หัวขบถ’ เขาเลยสะกดกลั้นความรู้สึกชาในใจเพื่อแสดงท่าทีต่อต้านเล็กๆ ออกมา “ไม่ต้องเอาคำพูดประเภทนี้มาสอนผม ผมเป็นผู้ใหญ่กว่าที่คุณคิด”
หลังพูดสิ่งที่ฟังดู ‘จั๊กจี้’ และ ‘แง่งอน’ ในสายตาของเฉินซั่นหงจบ หนานอี่ก็รู้สึกขยะแขยงตัวเองขึ้นมา
“ฉันผิดเอง” เฉินซั่นหงทำหน้าหลงนิดๆ ออกมาให้เห็นจริงๆ
ยาบำรุงกำลังที่ดีที่สุดสำหรับชายวัยกลางที่อยู่ในตำแหน่งสูงก็คือเรือนร่างที่ยังหนุ่มสาว
หนานอี่มองออกว่าเฉินซั่นหงเทิดทูนนักดนตรีหนุ่มที่ยืนประกาศศักดาอยู่บนเวที เหงื่อกระเซ็นซ่าน แผดเสียงร้องก้อง และปลดปล่อยอารมณ์ออกมาราวกับมีเพียงร่างกายที่ได้รับอิทธิพลจากเพลงร็อกจนคลั่งเท่านั้นที่กินแล้วจะมีรสชาติ สามารถเสริมพลังให้แก่สังขารที่โรยราและเติมเต็มช่องว่างแห่งความปรารถนาได้
ทำให้เขากลับมามีพลังชีวิตอีกครั้ง
ในสายตาของเฉินซั่นหง พลังชีวิตคือความจองหองของเด็กน้อย คือใบหน้างดงามมีเสน่ห์จับตาที่ฟ้าประทานลงมา คือความกระหายที่จะแสดงออก จนอดทนรอไม่ไหวที่จะกระโดดออกมาจากกระแสสังคมอันมืดมัว ร้องเพลงเหมือนตะโกนว่า ‘ฉันไม่เหมือนใคร! ฉันไม่ธรรมดา! ฉันแตกต่างจากคนอื่น!’
แต่เขามองผิดไป อย่างน้อยก็มองคนตรงหน้าผิด
เพราะพลังชีวิตของหนานอี่คือช่วงวัยรุ่นที่ตัวเขาต้องจมอยู่ในบ่อเลือด คือความดื้อรั้นที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือห้วงฝันร้ายของซิซีฟัส* ที่หลังจากถูกความแค้นฝังกระดูกกัดกินจนหมดสิ้นแล้วความแค้นก็สร้างเลือดเนื้อใหม่ขึ้นมาอีก
“กาแฟเย็นหมดแล้ว” เฉินซั่นหงมองกาแฟที่อยู่ข้างมือหนานอี่ “ทำไมไม่ดื่มล่ะ ไม่ชอบเหรอ”
หนานอี่เลยพูดหยอกโต้งๆ ออกไปว่า “ผมไม่ชอบกาแฟจริงๆ และตอนนี้ยิ่งไม่กล้าดื่มด้วย”
เฉินซั่นหงฟังแล้วยิ้ม “ทำไม กลัวฉันใส่ยาในกาแฟเหรอ วางใจเถอะ ฉันไม่เคยทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก ทุกคนที่ฉันเคยคบล้วนเต็มใจกันทั้งนั้น ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ชอบการบังคับฝืนใจ”
นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาผยองได้มากที่สุด
“แต่เวลาออกข้างนอกระวังตัวไว้หน่อยก็ดี” เฉินซั่นหงส่งสายตาให้พ่อบ้านที่อยู่ด้านข้าง และอีกฝ่ายก็รีบเดินมายกกาแฟเย็นชืดออกไป
“เรื่องสัญญาอยากให้ฉันเรียกทนายเข้ามาอธิบายให้เธอฟังไหม” เฉินซั่นหงวางมาดผู้ใหญ่ “เธอเพิ่งจะเคยเซ็นสัญญาฉบับแรก ยังไม่มีประสบการณ์ อ่านสัญญาให้ละเอียดก่อนจะดีที่สุด”
หนานอี่สังเกตอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่ง
ที่เขามาที่นี่ครั้งนี้ นอกจากตั้งใจจะมาเก็บหลักฐานใหม่แล้วยังมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันวันพรุ่งนี้ได้อย่างราบรื่นและมีจุดประสงค์อีกข้อหนึ่ง นั่นคืออยากลองหยั่งเชิงดูว่าเฉินซั่นหงรู้ว่าเขากำลังทำอะไรมากแค่ไหน
โดยเฉพาะเรื่องที่เขากับฉีโม่คิดหาวิธีปล่อยหลักฐานเรื่องที่เฉินซั่นหงมีดีลใต้โต๊ะกับเจี่ยงเจิ้งออกไป ถ้าเฉินซั่นหงระแคะระคายเรื่องนี้เร็ว ต่อให้อีกฝ่ายยังเดาไม่ได้ว่าหนานอี่เป็นคนทำ และยังสืบสาวเรื่องมาไม่ถึงตัวเขา ประธานเฒ่าก็น่าจะยังไม่เสนอตัวรับเลี้ยงดูเขาในช่วงเวลาอ่อนไหวแบบนี้
แสดงว่าสื่อที่พวกเขาเลือกไว้เอาเรื่องนี้อยู่ อย่างน้อยก็ไม่ถูกบริษัทเฉิงหงจับได้ ตอนแรกหนานอี่เลือกสื่อที่เป็นของคู่แข่งบริษัทเฉิงหง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้าเล่นข่าวตามใจชอบ
ตอนนี้เมื่อได้ ‘คุย’ กับเฉินซั่นหงแบบตัวต่อตัว หนานอี่ก็มั่นใจว่าในช่วงที่เขากำลังถูกอิทธิพลข่มเหงอย่างลับๆ อยู่นี้ก็ยังมีเรื่องดีอยู่เรื่องหนึ่งคือเฉินซั่นหงยังถูกปิดหูปิดตาอยู่ในกะลาเหมือนเดิม
นั่นหมายความว่าอย่างน้อยหนานอี่ก็ยังมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองได้ เพราะเป้าหมายของเฉินซั่นหงในตอนนี้คือทำให้มือเบสหนุ่มตกเป็นของตัวเอง
“ประธานเฉินครับ” หนานอี่เข้าใจสถานการณ์ดีเลยเลือกที่จะถ่วงเวลาออกไป เพราะรู้ว่าเฉินซั่นหงไม่มีเวลาจะต่อล้อต่อเถียงกับเขามากนัก “คุณบอกให้ผมมา ผมก็มา และผมตั้งใจฟังเรื่องที่คุณพูดทั้งหมดแล้ว แต่ผมไม่อยากรีบรับปากคุณส่งๆ หรือประจบเอาใจคุณเพื่อให้ตัวเองได้ดี ผมเชื่อเรื่องที่คุณบอกว่าจะไม่บังคับฝืนใจ แต่ผมต้องขอพูดตามตรงว่าตัวผมเองก็ต้องการเวลาคิดเหมือนกัน” หนานอี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “การทำสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องให้เวลาผมค่อยๆ ปรับตัวยอมรับบ้าง”
เฉินซั่นหงฟังจบก็พูดเสียงเครียด “ฉันเข้าใจ เธอมีเวลาคิด”
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่น้ำเสียงของประธานเฒ่ากลับมีความกดดันแอบแฝงอยู่
หนานอี่พยายามพาตัวเองออกไปจากที่นี่
“ใกล้แข่งแล้ว ผมต้องกลับไปซ้อมเพลง ไว้แข่งรอบนี้จบ ผมจะลองคิดดู ถึงตอนนั้นผมจะติดต่อมาหาคุณเอง”
ทว่าวินาทีถัดมาเฉินซั่นหงที่วางตัวอ่อนโยนมาตลอดก็เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา
เขาหยิบซองบุหรี่ออกมาเคาะเอาบุหรี่หนึ่งมวน ก่อนจะจุดไฟ แล้วอัดควันเข้าปอดหนึ่งครั้ง
“หนานอี่ เธอยังไม่เข้าใจ ไม่ว่าเธอจะซ้อมเพลงหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผลการแข่งขันก็ยังเหมือนเดิม” ประธานเฒ่าพ่นควันสีขาวออกมาจากปาก สีหน้าฉายแววหงุดหงิดรำคาญ แต่ไม่นานสีหน้านั้นก็ถูกรอยยิ้มจอมปลอมกลบทับ
ทั้งคู่ประจันหน้ากันเงียบๆ อยู่นานมาก
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก พ่อบ้านได้ยินเลยเดินไปดู สักพักก็เดินกลับมาหาเฉินซั่นหง โน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูเขา
ถึงหนานอี่จะได้ยินเรื่องที่พ่อบ้านพูดไม่ชัด แต่เขาก็เดาได้ว่าลูกชายตัวดีของอีกฝ่ายน่าจะสร้างเรื่องแล้ว
เฉินซั่นหงฟังรายงานจบก็นิ่วหน้า ทำให้ผิวหน้าที่ยับย่นยิ่งบ่งบอกอายุของเขาอย่างชัดเจน ถ้าไม่มีหนานอี่นั่งอยู่ตรงหน้า เกรงว่าเฉินซั่นหงคงด่ากราดออกมาแล้ว
ไม่นานประธานเฒ่าก็หันมามองหนานอี่ “ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะอยู่กินมื้อเย็นด้วย แต่เสียดายที่บริษัทมีเรื่องนิดหน่อย ฉันคงต้องไปเคลียร์ก่อน”
หนานอี่มองดวงตาสีขุ่นของเฉินซั่นหงแล้วพูดอย่างไร้อารมณ์ความรู้สึกว่า “ถ้าคุณมีงาน ผมก็…”
แต่ใครจะรู้ว่าเฉินซั่นหงจะตัดบทคำพูดของเขา
“ไม่ต้องรีบ เธอขอเวลาคิดไม่ใช่เหรอ” นิ้วที่สวมแหวนแพลทตินั่มเคาะสัญญาบนโต๊ะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเฉียบขาด “งั้นเธอก็ตั้งใจคิดอยู่ที่นี่แหละ”
เฉินซั่นหงดูนาฬิกา “ถ้าจำไม่ผิดการแข่งพรุ่งนี้จะเริ่มตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ตอนนี้หกโมงเย็น ยังมีเวลาอีกนาน ฉันจะให้คนเอามื้อเย็นมาเสิร์ฟ เธอชอบกินอะไรบอกพวกเขาได้เลย ไว้เธอคิดเสร็จ เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วค่อยไปแข่ง”
แปลว่าจะขังเขาไว้ที่นี่จนกว่าจะตกลงสินะ
แววตาของหนานอี่เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นในชั่วพริบตา ไม่สามารถเสแสร้งต่อได้แม้แต่วินาทีเดียว
“ตั้งใจคิดดูดีๆ นึกถึงอนาคตของเธอ ครอบครัวของเธอ และใช่…” เฉินซั่นหงโค้งมุมปากขึ้น “ยังมีเพื่อนๆ ในวงของเธอด้วย อนาคตของพวกเขาทุกคนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเพียงคนเดียว จะว่าไป…”
จู่ๆ เฉินซั่นหงก็เปลี่ยนเรื่องด้วยการหยิบเครื่องแซมเพลอร์ที่อยู่ใต้สัญญาขึ้นมา
หัวใจของหนานอี่รัดแน่น ตามองมือของเฉินซั่นหง
เพราะหากประธานเฒ่าเผลอไปกดปุ่มเล่น เสียงที่บันทึกไว้เมื่อกี้ก็มีสิทธิ์ดังขึ้นมา
โชคดีที่เฉินซั่นหงไม่ได้กดถูกมัน เขาฉีกสติ๊กเกอร์แผ่นเล็กที่อยู่มุมขวาสุดออกมาพิศดูสักพักแล้วก็ติดกลับเข้าไปเหมือนเดิม ก่อนจะวางเครื่องแซมเพลอร์แบบพกพาลง
แต่หัวใจที่เต้นโลดขึ้นมาที่คอหอยของหนานอี่กลับไม่ยอมทิ้งตัวลงตาม เพราะหลังจากนั้นไม่นานเฉินซั่นหงก็สามารถจับจุดอ่อนที่แท้จริงของหนานอี่ได้โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้รู้ตัว ซึ่งมันเกินกว่าที่สัญชาตญาณอันเฉียบไวของหนานอี่จะคาดคิด
“เจ้าเด็กบ้านั่นชื่อฉินอีอวี๋ใช่ไหม เขาเคยเซ็นสัญญากับบริษัทเฉิงหงเหมือนกัน ถึงตอนหลังจะถอนตัวออกจากวงก็เถอะ”
วินาทีที่เฉินซั่นหงพูดถึงชื่อนี้ หนานอี่ก็พลันมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนมีมดนับพันนับหมื่นตัวไต่ขาขึ้นมาถึงหน้า พยายามจะมุดเข้าไปในรูขุมขนแต่ละรูของเขา
เปลือกตาของหนานอี่กระตุกอย่างห้ามไม่อยู่
“ถ้ามีโอกาสเธอลองไปคุยกับเขาดู ถามเขาซิว่าการทิ้งอนาคตอันสดใสมันให้ความรู้สึกยังไง” เฉินซั่นหงมองหน้าหนานอี่ “ฉินอีอวี๋ในตอนนั้นก็อายุพอๆ กับเธอตอนนี้นี่แหละ”
พูดจบเฉินซั่นหงก็ลุกขึ้นเดินจากไป ทว่าบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ข้างเขายังยืนอยู่ที่เก่า ไม่ได้เดินตามประธานเฒ่าไปด้วย
หนานอี่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่หัวใจชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแห่งความอาฆาตพยาบาทจนอยากหมุนตัวไปคว้าเบสบนโต๊ะมาฟาดกะโหลกอีกฝ่ายให้ยับ
แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะต่อให้เขาฆ่าเฉินซั่นหงตายแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร เจี่ยงเจิ้งก็จะไม่ได้รับโทษ เฉินอวิ้นก็รอด ส่วนห่วงโซ่แห่งความชั่วร้ายนี้ก็แค่ขาดตัวเชื่อมไปตัวหนึ่ง ไม่นานก็จะมีเศรษฐีหน้าใหม่เข้ามาแทนที่อยู่ดี
หนานอี่นั่งพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางไม่เหลือความดื้อรั้นหัวแข็งหรือกำแหงอย่างที่แสดงออกเมื่อครู่ แต่เปลี่ยนกลับไปเป็นตัวเองจริงๆ ที่แสนเย็นชา
มือเบสหนุ่มขบคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะหนีออกไปจากที่นี่ สองบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างโต๊ะตัวนี้น่าจะเป็นคนที่ต่อกรด้วยได้ยากที่สุดในบรรดาบอดี้การ์ดทั้งหมด มองปราดเดียวก็รู้ว่าได้รับการฝึกฝนมาแบบมืออาชีพ ถ้ามีการลงไม้ลงมือกันจริงๆ โอกาสชนะคงมีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
แต่ถ้าพวกบอดี้การ์ดมีอาวุธ โอกาสชนะของหนานอี่ก็จะยิ่งลดฮวบ ถึงตอนนั้นหนานอี่คงถูกคุมตัวและกลายเป็นการยั่วโทสะเฉินซั่นหง ไม่แน่ว่าประธานเฒ่าอาจใช้ยาหรือใช้กำลังขืนใจเขาจริงๆ ไอ้เดรัจฉานที่มองเห็นชีวิตมนุษย์เป็นแค่ผักหญ้าพรรค์นั้น หนานอี่จะไม่ยอมให้การมาเที่ยวนี้เสียเปล่าโดยไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็โง่เกินไป
มือเบสหนุ่มใช้ความคิดพลางเก็บของบนโต๊ะใส่กระเป๋าเบสเหมือนเดิม พร้อมกันนั้นยังถือโอกาสกดปิดปุ่มบันทึกเสียงเครื่องแซมเพลอร์ด้วย เขาเก็บหลักฐานชิ้นสำคัญนี้ไว้อย่างดี
ต่อให้เฉินซั่นหงจะไม่ได้แย้มพรายเรื่องที่เขาทำกับอาชิว แต่สิ่งที่เขาพูดมามันก็มากพอจะก่อกระแสวิจารณ์ขึ้นได้ไม่น้อย
“คุณไปไม่ได้ครับ”
บอดี้การ์ดคนหนึ่งพูดโพล่งขึ้น
หนานอี่ช้อนตาขึ้นมองเขา พูดเสียงเรียบ “ผมเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ทนให้มีของเกลื่อนเกะกะไม่ได้เลยจะเก็บให้เรียบร้อย”
อีกฝ่ายเงียบ
“ช่วยคืนมือถือให้ผมได้ไหม”
คู่สนทนาปฏิเสธ “ต้องให้คุณออกไปจากที่นี่ก่อน ถึงจะคืนให้ได้ครับ”
“แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลย มันน่าเบื่อ”
บอดี้การ์ดทั้งสองคนไม่พูดอะไร
หนานอี่เลยแกล้งทำเป็นศึกษาเอกสารสัญญาอย่างละเอียด ทำให้ทั้งคู่ค่อยๆ คลายความระแวดระวังลง
รอบตัวคือกระจกบานยาวจรดพื้น นอกหน้าต่างเป็นวิวอาคารระฟ้า ถึงตอนนี้หนานอี่พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่นี่ เพราะถ้าหนานอี่คิดจะหนี ต่อให้เขาทุบหน้าต่างแตกก็ไม่มีทางหนีไปจากตึกสูงชั้นสิบเก้าได้
สำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง นี่เป็นลูกไม้ที่รับมือได้ยากมาก เริ่มต้นจากการใช้ผลประโยชน์มาหลอกล่อ ต่อด้วยการบีบบังคับอย่างการพูดถึงคนสำคัญของเขาแบบกึ่งตั้งใจกึ่งไม่ตั้งใจ จากนั้นก็พาเขาแยกตัวออกมาอยู่ในที่ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้เขาเริ่มกลัว กลัวว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุทำให้คนที่รักที่สุดต้องเดือดร้อน กลัวว่าคนรอบตัวจะร้อนใจที่หาตัวเขาไม่เจอ เมื่อเขาต้องเผชิญกับการถูกจับตามองและถูกทรมานทางด้านจิตใจในทุกๆ นาทีแบบนี้ สุดท้ายต่อให้เขาไม่อยากยอมก็ต้องยอม
หนานอี่มองเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยสายตาของบุคคลที่สาม ราวกับคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นคุณน้า หรืออาชิว หรือเหยื่อรายอื่น
พวกเขาก็เคยโดนแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม
แล้วคุณน้าหนีออกไปยังไง…
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ที่ด้านนอกหน้าต่างเมื่อท้องฟ้าสีหม่นเหมือนคนป่วยใกล้ตายปราศจากแสงเรืองรองยามอาทิตย์อัสดง ทั้งยังปราศจากแสงสายสุดท้ายที่สาดส่องก็ทำให้ทุกอย่างค่อยๆ มืดลง เหมือนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอันมืดดำ
ไม่นานเวลาก็ล่วงไปจนถึงสี่ทุ่ม
หนานอี่รู้ว่าฉินอีอวี๋คงร้อนใจแย่แล้ว และการจะตามหาคนคนหนึ่งในเมืองใหญ่ขนาดนี้ก็เป็นเรื่องยากพอๆ กับการปีนขึ้นฟ้า ยิ่งเป็นคนที่ติดต่อไม่ได้ยิ่งไปกันใหญ่
แต่ถ้าเขาเล่าเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟังก่อน ฉินอีอวี๋ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขาลุยเดี่ยวมาอย่างแน่นอน
ตอนนี้เฉินซั่นหงยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขา ที่อีกฝ่ายเอาฉินอีอวี๋ขึ้นมาขู่หนานอี่ก็แค่ทำไปตามสัญชาตญาณ เพราะถ้าเฉินซั่นหงรู้เรื่องนี้ น่ากลัวว่าฉินอีอวี๋คงไม่ได้อยู่ในการแข่งขันด้วยดีมาจนถึงตอนนี้
เมื่อติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ หนานอี่ก็ได้แต่ต้องพึ่งตัวเอง
“ผมหิว” มือเบสหนุ่มหันไปมองบอดี้การ์ด “มีอะไรกินไหม อะไรก็ได้”
บอดี้การ์ดคนหนึ่งได้ยินก็ใช้วิทยุเรียกคนข้างนอก ไม่นานก็มีคนเดินเข้ามาโค้งตัวอย่างนอบน้อม พร้อมส่งเมนูให้หนานอี่ดู
หนานอี่จิ้มส่งๆ แล้วปิดเมนูเล่มหนา “ขอเร็วหน่อยนะครับ”
“ได้ครับ กรุณารอสักครู่”
“เดี๋ยวครับ” หนานอี่เรียกอีกฝ่ายไว้ “ขอไวน์แดงขวดหนึ่งด้วย”
ครึ่งชั่วโมงต่อมาอาหารหรูพวกนั้นก็ถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับ แม้หนานอี่จะไม่มีความอยากอาหาร แต่ก็ยังบังคับให้ตัวเองกินลงไปทีละคำๆ
บอดี้การ์ดสองคนนั้นยังคงจับตาดูเขาโดยไม่ขยับไปไหน
จนอาหารบนโต๊ะหมดไปเกินครึ่ง หนานอี่ก็พลันนิ่วหน้า ยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะลุกพรวดวิ่งไปที่ห้องน้ำแล้วปิดประตูดังปัง
สองบอดี้การ์ดสบตากันแล้วรีบตามไปเฝ้าที่หน้าประตูห้องน้ำ พวกเขาได้ยินเสียงอาเจียนอย่างรุนแรงดังทะลุบานประตูออกมาเลยรีบเคาะประตู “คุณโอเคไหมครับ”
ไม่นานประตูห้องน้ำก็เปิดออกเป็นรอยแยกให้เห็นว่าตอนนี้นักดนตรีหนุ่มรูปหล่อเมื่อกี้กำลังอยู่ในท่ากึ่งคุกเข่าหน้าชักโครก ใบหน้าซีดเผือด หายใจหอบฮักเหมือนหายใจไม่ออก
เขาอาเจียนอาหารที่กินเข้าไปออกมาทั้งหมด
“ผม…ผมแพ้ถั่วลิสง” มือเบสหนุ่มพูดอย่างยากลำบาก “ในขนมหวานนั่น…มีถั่วลิสงอยู่หรือเปล่า รีบ…รีบส่งผมไปโรงพยาบาล…”
ดวงตาของบอดี้การ์ดทั้งสองคนฉายแววลังเล แต่หนานอี่ก็ดูไม่สบายหนักจริงๆ ลำคอส่วนที่พ้นร่มผ้าออกมาแดงเถือกเต็มไปด้วยรอยเกา
“เร็วสิ! ถ้าผมเป็นอะไรไป พวกคุณรับผิดชอบไหวเหรอ”
ถึงจะไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือหลอก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นการพูดคุยระหว่างเฉินซั่นหงกับนักดนตรีคนนี้ทั้งหมดจึงมั่นใจได้ว่าหนานอี่คือคนสำคัญ ถ้ามือเบสหนุ่มเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ เฉินซั่นหงไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
“ผมจะไปตามผู้จัดการ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งบอกแล้วหันไปพูดกับบอดี้การ์ดอีกคนว่า “นายเฝ้าที่นี่ไว้ ถ้ามีอะไรให้แจ้งฉันทันที”
“แต่ตอนนี้เขา…”
ไม่รอให้บอดี้การ์ดคนที่สองพูดจบ บอดี้การ์ดคนนั้นก็ชิงเดินออกไปก่อนแล้ว
บอดี้การ์ดที่ถูกทิ้งไว้เห็นหนานอี่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก แต่ก็คิดว่าจะปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เลยก้มตัวลง ตั้งใจจะประคองหนานอี่ให้ลุกขึ้นมาก่อน “ผมจะพยุงคุณไปนั่ง…”
หนานอี่ยอมให้บอดี้การ์ดพยุงกลับไปที่โต๊ะก่อนคว้ามืออีกฝ่ายไว้ เขาหายใจกระชั้นขณะบอกว่า “โทรเรียก 120*…ผมไม่ไหวแล้ว เพื่อนคุณก็หนี ถ้าผมเป็นอะไร คุณต้องรับผิดชอบคนเดียว…”
คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของบอดี้การ์ดคนที่สองฉายแววแตกตื่นออกมาอย่างคนที่นึกกลัวจริงๆ
หนานอี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ หันหน้าไปอาเจียนแห้งอีกครั้ง คอของเขาแดงก่ำ ลมหายใจถี่กระชั้นกว่าเดิม
เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้ หัวใจของบอดี้การ์ดก็เต้นเร็วเหมือนรัวกลอง เขาหยิบมือถือของตัวเองออกมา ตั้งใจจะโทรเรียก 120 แต่วินาทีที่เขาก้มหน้า หนานอี่ก็หยิบขวดไวน์แดงบนโต๊ะมาฟาดท้ายทอยเขาอย่างแรง
เศษแก้วที่แตกกระจายสะท้อนแสงของแชนเดอเลีย และมีบางส่วนกระเด็นใส่คอเสื้อของหนานอี่ด้วย
หนานอี่ฉวยโอกาสตอนที่บอดี้การ์ดกำลังตาลายและล้มหน้าคว่ำค้นตัวเขาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เจออาวุธอย่างอื่น นอกจากกระบองไฟฟ้า
โชคดีที่ไม่ต้องใช้กำลังปะทะ
บอดี้การ์ดคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลยจริงๆ ขนาดโดนขวดฟาดเข้าไปเต็มๆ แบบนี้ยังไม่หมดสติ แถมยังจับเก้าอี้ลุกขึ้นมาได้อีก
หนานอี่เลยใช้กระบองไฟฟ้าช็อตเขาให้หมดสติ จากนั้นก็สะพายกระเป๋าเบสตั้งใจจะเผ่นหนี
ห้องนี้เก็บเสียงดีมาก แถมยังไม่มีใครเข้ามา คาดว่าคงไม่มีใครได้ยินเสียงขวดไวน์แตก หนานอี่คิดถึงความเป็นไปได้เรื่องหลบหนี แล้วก็คิดได้ว่าที่หน้าประตูมีบอดี้การ์ดสองคน ที่หน้าลิฟต์มีบอดี้การ์ดสองคน ที่หน้าประตูบันไดหนีไฟก็มีบอดี้การ์ดเหมือนกัน และนี่คือจำนวนที่เขาเห็นเท่านั้น
คนพวกนี้ไม่ใช่นักศึกษาที่ทำเป็นแต่แอ็กท่า ต่อให้เขาพยายามหนีออกไปจนสำเร็จก็มีโอกาสสูงมากที่จะเจ็บตัว
แต่ถ้ายังชักช้าอยู่อีก บอดี้การ์ดคนที่หนึ่งก็อาจจะพาคนกลับมาที่ห้องนี้
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากที่เลือกยาก หนานอี่จึงตัดสินใจลองเปิดประตูดู แต่วินาทีที่มือเขาแตะบานประตู เสียงสัญญาณเตือนแสบแก้วหูก็ดังลั่นห้อง
เกิดเรื่องอะไรขึ้น
หรือห้องนี้จะมีระบบแจ้งเตือน?
ท่ามกลางความโกลาหล หนานอี่เอาหลังพิงผนังข้างประตู เผื่อว่าจะมีใครโผล่พรวดพราดเข้ามา แต่ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะดูเหมือนเสียงสัญญาณเตือนนี้จะไม่ได้ดังอยู่ในห้องเขาห้องเดียว
มือเบสหนุ่มเอาหูแนบเข้ากับร่องประตู ข้างนอกมีเสียงสัญญาณเตือนภัยและมีเสียงผู้คนอลหม่านกันไปหมด
เขาได้ยินเสียงคนคุยกันที่หน้าประตู ประมาณว่า “พวกเขาบอกให้อพยพ” และ “สัญญาณเตือนภัย”
หนานอี่นึกสงสัยเลยพยายามแง้มประตูออกไปดู แต่ประตูบานนี้เปิดจากด้านในไม่ได้ มือเบสหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าบนผนังข้างประตูมีเครื่องเซ็นเซอร์สีเทาเข้มอยู่เครื่องหนึ่ง เขาเลยวกกลับไปหาบอดี้การ์ดคนเมื่อกี้อีกครั้งเพื่อค้นตัวอีกฝ่ายซ้ำอีกรอบ สุดท้ายก็เจอคีย์การ์ดในช่องลับด้านในเครื่องแบบ
“ซ่อนไว้ซะลึกเชียว” หนานอี่โมโหเลยช็อตเขาอีกรอบ
พอมือเบสหนุ่มรูดคีย์การ์ดประตูก็เปิดออกอัตโนมัติ
บอดี้การ์ดหน้าประตูหายตัวไปทั้งสองคน และที่ระเบียงไม่ได้เงียบสงบหรูหราเหมือนตอนที่เขามาถึงอีก เพราะมีสปริงเกลอร์ฉีดน้ำลงมาจากเพดาน เมื่อน้ำเจอกับไอร้อนก็กลายเป็นควันหนาทึบ
น้ำ?
หนานอี่เพิ่งคิดได้ว่าเสียงสัญญาณเตือนเมื่อกี้น่าจะเป็นเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้
ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังแตกตื่น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกค้าของคลับ…บางคนเพิ่งเดินทางมาถึงเลยยังใส่โอเวอร์โค้ตกับสูทที่เป็นผ้าราคาแพงกันอยู่ บางคนรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ ยังไม่ทันได้ผูกสายรัดเอวด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าจะเป็นชุดอะไรก็ตาม ตอนนี้พวกเขาก็เปียกโชกไปด้วยน้ำ อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ถึงที่สุด
ลิฟต์ใช้งานไม่ได้
หนานอี่ทบทวนเส้นทางหลบหนีที่เขาจดจำไว้ตั้งแต่ตอนเดินเข้าตึกมาแล้วกดปีกหมวกต่ำ วิ่งข้ามไปที่ปลายระเบียงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เลี้ยวซ้าย พอเจอประตูทางหนีไฟก็ผลักออกอย่างแรง หลุดจากระเบียงสว่างไสวเข้าไปในช่องบันไดมืดๆ
ทว่าวินาทีถัดมากลับมีเงาดำร่างหนึ่งเคลื่อนเข้ามาหาเขาจากทางด้านหลัง…หนานอี่ถูกคว้าแขนหมับและจับปิดปาก
หัวใจของเขาเต้นโครมคราม สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดประจำตัวสั่งให้หนานอี่กดสวิตช์กระบองไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ แต่ยังไม่ได้หวดกระบองออกไป
เพราะเขาได้กลิ่นคุ้นจมูก
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง…
หนานอี่สงสัยว่าวันนี้ตัวเองคงประสาทตึงเครียดมากเกิน ถึงได้มองเห็นภาพหลอน
จนเขาได้ยินน้ำเสียงคุ้นหู
“ฉันเอง”
คนข้างหลังคลายมือจากท่าล็อกแขนและปิดปากมาสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง ฉินอีอวี๋ก้มหน้าลงมาแนบริมฝีปากลงบนผิวที่ซอกคอของหนานอี่พลางผ่อนลมหายใจยาว เสียงของเขายังสั่นอยู่
“ในที่สุดฉันก็หานายเจอ”
* ซิซีฟัส (Sisyphus) เป็นตัวละครในเทพปกรณัมกรีกโบราณ ซึ่งถูกเทพเจ้าลงโทษให้กลิ้งหินก้อนใหญ่ขึ้นไปบนยอดเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อใกล้ถึงยอดหินก็จะกลิ้งตกลงมา และเขาก็ต้องเริ่มต้นใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
* 120 เป็นเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินของประเทศจีนสำหรับเรียกรถพยาบาล
Comments



