everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5 บทที่ 93-94 #นิยายวาย
บทที่ 94 หนีกระเจิง
เสียงสัญญาณเตือนภัยยังดังระงม
หนานอี่หมุนตัวไปกอดฉินอีอวี๋แน่น ทว่าก็แค่แป๊บเดียว เขาพยายามตั้งสติเพื่อปลอบใจฉินอีอวี๋ว่าตัวเขาไม่เป็นอะไร แต่กลับพบว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของฉินอีอวี๋ เขาก็พูดอะไรไม่ออก
“ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ” ฉินอีอวี๋จูบหน้าผากหนานอี่แล้วจูงมือเขาเดินลงบันไดไป ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสิบนาทีบันไดก็เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังอพยพ ซึ่งคนจำนวนมากเหล่านี้ทำให้พวกเขาไม่เป็นที่สนใจมากนัก ทั้งสองจึงได้อาศัยช่วงที่สถานการณ์วุ่นวายฉวยโอกาสปะปนไปกับคนอื่นๆ จนออกจากตึกหลังนี้ไปได้
ฉินอีอวี๋พาหนานอี่ตัดผ่านถนนสายหนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวไปทางซอยเล็กๆ ซึ่งมีรถที่หนานอี่เห็นแล้วคุ้นตาคันหนึ่งจอดอยู่ที่ปากทาง
“นี่มันรถของเหยียนจี้ไม่ใช่เหรอ” พอขึ้นรถเรียบร้อยหนานอี่ก็หันหน้าไปถาม
“ฉันยืมเขามา” ฉินอีอวี๋หันไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้หนานอี่ก่อนสตาร์ตรถ “ไม่งั้นนายจะให้ฉันเดินตามหานายเหรอ แล้วต้องหาถึงเมื่อไหร่”
หนานอี่หันไปมองฉินอีอวี๋ด้วยความรู้สึกสับสน
เขารู้เรื่องที่อุบัติเหตุรถชนในอดีตได้สร้างรอยแผลทางใจไว้ให้ฉินอีอวี๋ และเมื่อหนานอี่ได้กลับมาเจอกับฉินอีอวี๋อีกครั้ง ฉินอีอวี๋ก็ไม่เคยขับรถอีก
เนื่องด้วยนักร้องหนุ่มใส่หมวกเบสบอลจึงมองเห็นหน้าไม่ชัด หนานอี่เพ่งมองใบหน้าด้านข้างของเขาพลางถามเสียงเบาว่า “คุณยังโอเคอยู่ไหม”
“ประโยคนี้ฉันควรเป็นคนถามนายมากกว่าหรือเปล่า”
หนานอี่เงียบ
เขาลดกระจกรถลง ก่อนจะยื่นมือออกไปแล้วก็มีเสียงดังตึง กระบองไฟฟ้าอันนั้นถูกโยนเข้าไปในถังขยะใบใหญ่ตรงแนวไม้ข้างทาง
“ขอผมยืมมือถือหน่อยสิ”
พอได้มือถือของฉินอีอวี๋มา หนานอี่ก็ล็อกอินเข้าคลาวนด์มือถือของตัวเองเพื่อลบหลักฐานในมือถือทั้งหมด เสร็จสรรพก็ล็อกเอาต์ ก่อนจะเอามือถือของฉินอีอวี๋กลับไปวางไว้ที่ข้างมือเจ้าของ
แม้ว่าก่อนออกมาเขาจะแบ็กอัพข้อมูลสำคัญทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยและลบข้อมูลในมือถือออกไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ต้องเผื่อเอาไว้ก่อน ในเมื่อตอนนี้เขายังเอามือถือคืนมาไม่ได้ก็ต้องลบข้อมูลพวกนั้นทิ้งให้เกลี้ยง
ฉินอีอวี๋หมุนพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทางก่อนเพิ่มความเร็วเพื่อออกจากพื้นที่อันตรายนี้
“ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ”
หนานอี่หันไปมองเขาด้วยสายตาฉงน “อะไรนะ”
“นายเมารถไม่ใช่เหรอ ฉันจำได้ว่านายเคยบอกตอนนั่งรถของเหยียนจี้”
ในกระจกมองหลัง ความมืดมิดยามค่ำคืนและแสงไฟในเมืองหลวงอันสว่างไสวล้วนถูกทิ้งห่างออกไปไกล สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังคือความวุ่นวายที่ฉินอีอวี๋ก่อขึ้น เสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังระงมกำลังค่อยๆ ขยายออกไปไกล กลายเป็นภาพความโกลาหลอย่างน่าเหลือเชื่อ คล้ายความฝันที่มีสิทธิ์พังทลายลงได้ตลอดเวลา
“ตอนนี้เราสองคนเหมือนพวกฆ่าคนวางเพลิงแล้วหนีไหม”
ฉินอีอวี๋พูดจบก็เริ่มหัวเราะอย่างไม่มีเหตุผล ถึงขั้นใช้มือข้างหนึ่งเปิดรายการเพลงของเหยียนจี้เพื่อสุ่มเลือกเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมา แต่ใครจะรู้ว่ามันจะเป็นเพลงเฮฟวี่เมทัล* ที่มีเสียงกลองกับกีตาร์ไฟฟ้าดิบเถื่อน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหนีตายไปไกลสุดขอบฟ้า
ฉินอีอวี๋หัวเราะจนไหล่สั่นแล้วบ่นว่า “เชี่ย คนสุภาพอ่อนโยนอย่างเหยียนจี้ พอขับรถกลับฟังเพลงแรงขนาดนี้ ไม่กลัวเหยียบคันเร่งจนมิดหรือไง”
แต่หนานอี่กลับยิ้มไม่ออกสักนิด
ไม่นานรอยยิ้มบนหน้าของฉินอีอวี๋ก็ค่อยๆ หายไป และพอออกนอกวงแหวนที่สาม นักร้องหนุ่มก็หาชายป่าเงียบๆ เพื่อจอดรถ ที่นี่เป็นป่าผืนใหญ่ ในช่วงฤดูหนาวมีกิ่งไม้แห้งสอดสลับกันไปมาท่ามกลางค่ำคืนมืดสนิทและแสงจันทร์เยือกเย็น มีรถเพียงสองสามคันแล่นผ่าน แสงไฟหน้ารถสว่างวาบๆ ก่อนจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว
ฉินอีอวี๋ปิดเพลงทำให้ห้องโดยสารแคบๆ เงียบกริบทันใด ไฟฉุกเฉินที่แจ้งขอหยุดวิ่งชั่วคราวเหมือนจะกดทับหัวใจสองดวงเอาไว้
“นายอยากพูดอะไร พูดมาได้เลย” ฉินอีอวี๋คลำหาบุหรี่กับไฟแช็กของเหยียนจี้ออกมาจากคอนโซลอย่างรู้ที่รู้ทาง ก่อนจะดึงบุหรี่ออกมาจากซองหนึ่งมวน
หนานอี่มองความมืดที่อยู่ไกลออกไปกับไฟหน้ารถที่ส่องสว่างพลางพูดเสียงเบา “คุณไม่ควรมาเลย”
ฉินอีอวี๋อัดควันเข้าปอดหนึ่งครั้งแล้วพ่นควันออกไปนอกหน้าต่าง โดยพาดแขนไว้บนหน้าต่างรถที่ลดกระจกลงครึ่งหนึ่ง นักร้องหนุ่มหัวเราะเบาๆ
“ฉันรู้ ถึงตอนนี้นายจะไม่พูด แต่ฉันก็รู้ว่านายกำลังคิดเรื่องอะไร” ฉินอีอวี๋ถอดหมวกแล้วหันไปมองหน้าหนานอี่
ฉินอีอวี๋ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ เวลาอยู่ในที่ที่สว่างที่สุดและมืดที่สุดเขาจะดูดีกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นใต้แสงตะวันที่สว่างจ้าจนลืมตาไม่ขึ้น หรือตอนวิ่งไล่ตามแสงสว่าง กระทั่งในไลฟ์เฮ้าส์มืดๆ ฉินอีอวี๋ก็หล่อกระชากหัวใจ และให้ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะดวงตาสีดำสุกสว่างคู่นั้น
“แต่นายคิดว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ” ฉินอีอวี๋ยื่นมือออกไปบีบคางหนานอี่แบบไม่เบาไม่แรง แต่บังคับให้เขาต้องหันมามองตน “หืม?”
“คุณรับปากผมแล้ว” หนานอี่มองหน้าเขาด้วยสายตาที่พยายามทำให้ดูเย็นชาเข้าไว้ “ผมไม่อยากให้คุณเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ มันอันตรายเกินไป”
ฉินอีอวี๋มองจ้องใบหน้าสะสวยแสนอำมหิตแล้วหัวเราะ “หนานอี่ นับตั้งแต่ที่ฉันเข้าวงเดอะเกรตโมเมนต์และชอบนาย ฉันก็เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้แล้ว นายไม่มีทางกันฉันออกไปได้หรอก เว้นแต่นายจะทิ้งฉันไป”
“คุณอย่าดื้อนักได้ไหม ฉินอีอวี๋…”
ฉินอีอวี๋ปล่อยคางหนานอี่แล้วเปลี่ยนมาลูบแก้มเขาแทน “นายรู้ไหมว่าวันนี้ฉันรู้สึกยังไง ฉันขับรถตระเวนตั้งแต่จากถนนวงแหวนที่สี่ฝั่งตะวันออกไปจนถึงถนนวงแหวนที่สองฝั่งตะวันตก สะพานลอยยกระดับ ถนนสายเล็กสายใหญ่ ตลอดทั้งบ่ายนี้มือฉันกลับไม่สั่นเลย ฉันเลิกขับรถมาสามปีเต็มๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันกลับมาขับรถอีกครั้ง”
ฉินอีอวี๋เอียงศีรษะมองหนานอี่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
“ฉันกลัวว่านายจะเกิดเรื่องจนตัวเองเลิกกลัวการขับรถไปแล้ว”
แค่ได้ยินเขาพูดคำนี้ หนานอี่ก็ร้อนรนจนเหมือนถูกไฟแผดเผา หัวใจเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ไม่สามารถมองฉินอีอวี๋ตรงๆ ได้อีก ในสมองของมือเบสหนุ่มมีแต่คำพูดของเฉินซั่นหง โดยเฉพาะสองสามประโยคสุดท้าย
เมื่อฉินอีอวี๋หลุบตาลงมองแล้วพบว่ามือของหนานอี่กำลังสั่นก็ทำให้ความรู้สึกตัดพ้อ เป็นห่วง กังวล และหวาดผวาที่อัดแน่นอยู่ในใจทั้งหมดพลันสลายกลายเป็นฝุ่นควันปลิวหายไปตามสายลมในชั่วพริบตา
พอเริ่มได้สติฉินอีอวี๋ก็รู้ว่าความรู้สึกของหนานอี่ในตอนนี้ไม่ได้ดีไปกว่าตัวเองเลย ไม่รู้ว่าในช่วงเวลาหกชั่วโมงเต็มๆ นี้หนานอี่ต้องประสบพบเจอกับเรื่องอะไรบ้าง กว่าเขาจะหนีออกมาเจอฉินอีอวี๋ได้ก็ไม่ง่าย แต่ในระหว่างที่หนานอี่กำลังร้อนใจว่าฉินอีอวี๋จะถูกดึงเข้ามามีเอี่ยว หนานอี่กลับต้องมาขวัญผวาเพราะฉินอีอวี๋ขับรถออกมาตามหาเขาตลอดทั้งช่วงบ่ายอีก
แล้วจะให้เขาดุหนานอี่อีกได้ยังไง
“ที่รัก ฉันไม่ดีเอง” ฉินอีอวี๋ถอนหายใจ เขาจับมือหนานอี่เพื่อดึงตัวอีกฝ่ายเข้ามากอดโดยมีที่เท้าแขนคั่นกลาง
“ฉันเลิกพูดแล้ว โอเคไหม นายออกจากที่นั่นมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว เรื่องอื่นไม่สำคัญเลย” ฉินอีอวี๋หอมแก้มหนานอี่
นักร้องหนุ่มสัมผัสได้ถึงลมหายใจถี่กระชั้นของหนานอี่ที่อยู่ในวงแขนเขา ไม่นานหนานอี่ก็กลั้นไว้ได้และซุกหน้าเข้าหาซอกไหล่เขา แต่วินาทีถัดมามือเบสหนุ่มก็กัดเขาแรงๆ
อาจเพราะได้ยินเสียงสูดลมหายใจของเขา หนานอี่เลยคลายฟันแล้วใช้มือกอดแผ่นหลังของฉินอีอวี๋แน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง มือเบสหนุ่มพูดเสียงเบาหวิว “ขอโทษ”
หัวใจของฉินอีอวี๋อ่อนยวบลงทันที เขากอดหนานอี่ไว้ขณะพูดแบบเดียวกัน
“ฉันก็ขอโทษเหมือนกัน” ฉินอีอวี๋ลูบไหล่หนานอี่ “เราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า ขืนพูดต่อไปมีหวังบ่อน้ำตาแตกแน่”
“มีแต่คุณนั่นแหละที่จะบ่อน้ำตาแตก” หนานอี่สะกดอารมณ์เอาไว้
“ใช่ ฉันใกล้บ่อน้ำตาแตก แทบจะร้องไห้โฮๆ อยู่แล้ว” ฉินอีอวี๋ใช้สองมือประคองใบหน้าของหนานอี่ทั้งที่นิ้วยังคีบบุหรี่ซึ่งไหม้ไปแล้วครึ่งมวนเอาไว้ “ถ้าฉันไม่รู้เรื่องเฉินซั่นหงก็แล้วไป แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว จะไม่ให้ฉันกลัวได้ยังไง ฉันก็เป็นมนุษย์เหมือนกันนะ”
“เพราะแบบนี้แหละ ผมถึงไม่อยากให้คุณมา” หนานอี่นิ่วหน้าน้ำตาคลอ “ฉินอีอวี๋ ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวอะไรเลยนะ”
ประโยคนี้ทำให้ฉินอีอวี๋เงียบไปหลายวินาที ก่อนที่เขาจะโน้มตัวไปจูบดวงตาของหนานอี่
“ไม่เป็นไร ฉันจำคำพูดนายได้” นักร้องหนุ่มถอยห่างออกมา ก่อนจะเอาปอยผมของหนานอี่ไปทัดหลังใบหู “วันนี้ฉันเลยระวังตัวสุดๆ พวกเขายังจับไม่ได้หรอก”
ถึงฉินอีอวี๋จะพูดแบบนี้ แต่หนานอี่ก็ยังมีคำถามตัวเบ้อเริ่มอยู่ดี “คุณหาผมเจอได้ยังไง”
เมืองใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นเขาหนานอี่เชื่อว่าตัวเองคงไม่มีทางหาตัวฉินอีอวี๋เจอเร็วแบบนี้แน่นอน ต่อให้เขาจะรู้วิธีและชินกับการตามหาคนคนหนึ่งก็ไม่มีทางหาเจอไวขนาดนี้
ฉินอีอวี๋กะพริบตา เอนตัวกลับไปยังที่นั่งคนขับ เขายื่นมือออกไปนอกหน้าต่างเพื่อเคาะขี้เถ้าออกจากมวนบุหรี่ ก่อนจะสตาร์ตรถ จุดหมายปลายทางคือค่ายเครซี่แบนด์
“เรื่องนั้น…เล่าแล้วมันยาว”
ตอนที่หนานอี่หายตัวไป เซ้นส์ของฉินอีอวี๋บอกว่ามือเบสหนุ่มกำลังลุยเดี่ยวไปหาเฉินซั่นหง
หลายวันที่ผ่านมาเขามองเห็นความวิตกกังวลของหนานอี่ แต่นอกจากแผนการจะถูกขัดขวาง มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเขาอีก ทว่าฉินอีอวี๋รู้จักหนานอี่ดี
“ถ้าไม่ใช่การไปหาเฉินซั่นหง ไม่ว่าจะทำอะไรนายต้องบอกฉันก่อน ฉันรู้จักนายดีหรอกนะ”
เพราะแบบนี้ปฏิกิริยาแรกของเขาจึงเป็นการกลับที่พักไปหาอาชิว
นับตั้งแต่ฉินอีอวี๋รู้ว่าอาชิวเป็นโรคซึมเศร้า เขาก็เดาได้ว่าบางทีอาชิวอาจจะไม่ได้เต็มใจทำเรื่องประเภทเอาตัวเข้าแลก และมีความเป็นไปได้สูงว่าเรื่องทั้งหมดอาจเกิดจากการที่อีกฝ่ายถูกบังคับฝืนใจ
แต่ดูเหมือนอาชิวจะยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้ว ทำให้ทุกเส้นทางปิดตายด้วยการปิดปากเงียบไม่เผยข้อมูลใดๆ อย่าว่าแต่จะขอหลักฐานที่เป็นประโยชน์จากเขาเลย ช่วงหลังแค่อาชิวเห็นฉินอีอวี๋ก็จะเดินอ้อมไปทางอื่น
แม้จะรู้ว่าฉินอีอวี๋รีบเผ่นออกไปอย่างร้อนรนเพื่อตามหาหนานอี่ แต่อาชิวกลับหลบสายตา ขนาดฉินอีอวี๋ลากตัวเขาไปในจุดที่ไม่มีคนและไม่มีกล้อง อาชิวก็ยังไม่ยอมพูดแม้สักครึ่งคำ
นี่คือปฏิกิริยาของคนที่เคยถูกจับตามอง ฉินอีอวี๋จึงเลิกใช้วิธีนี้และตั้งใจว่าจะคิดหาวิธีอื่นเอาเอง แต่คิดไม่ถึงว่าพอเขาเดินออกมา อาชิวจะส่งคำขอเป็นเพื่อนมาให้เขาผ่านทางกรุ๊ปแชตของรายการเครซี่แบนด์
ในคำขอเป็นเพื่อนนั้นมีชื่อสถานที่สี่แห่ง และปิดท้ายด้วยข้อความที่ว่า
‘ไม่ต้องแอดผม อาจจะมีที่อื่นที่ผมไม่รู้ แต่ผมคงช่วยคุณได้แค่นี้’
สำหรับฉินอีอวี๋ในตอนนั้น ข้อความนี้คือฟางช่วยชีวิต ต่อจากนั้นเขาก็นัดให้เหยียนจี้มาเจอตรงจุดที่ไม่มีกล้องทันที แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือยังไม่ทันที่เขาจะได้เปิดปากอธิบายสถานการณ์ เหยียนจี้ก็เหมือนจะรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว
‘จะให้ฉันช่วยใช่ไหม’
ฉินอีอวี๋แปลกใจ และในขณะเดียวกันก็คิดในใจว่าหรือเหยียนจี้จะเดาเรื่องทุกอย่างได้ แต่ฉินอีอวี๋รู้จักหนานอี่ดี และรู้ว่าสิ่งที่หนานอี่กลัวที่สุดคือการดึงคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่เขาใส่ใจ
‘ไม่ต้องหรอก นายอยู่รอข่าวจากฉันที่นี่แหละ เดี๋ยวจะซ้อมแล้ว ถ้าทำได้นายช่วยจัดคิวของพวกเราไว้หลังๆ ทีนะ’
ฉินอีอวี๋ยืมรถจากเหยียนจี้มาแล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดที่ดูไม่สะดุดตา เขาใช้ทริกกับลุงยามเฝ้าประตูเพื่อขับรถออกมาจากค่ายเครซี่แบนด์ ตั้งใจจะลองไปเช็กตามที่อยู่ที่อาชิวให้
แต่ขนาดเขามีลิสต์สถานที่ สถานการณ์ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะดูเหมือนสถานที่พวกนี้จะเป็นคลับไฮโซ รถเก๋งธรรมดาไม่มีทางผ่านเข้าไปได้ ฉินอีอวี๋ขับรถพลางพยายามต่อสายหาหนานอี่ไปตลอดทาง แต่โทรยังไงก็โทรไม่ติด
สำหรับฉินอีอวี๋ นี่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก
“ที่อยู่พวกนี้…” หนานอี่ดูลิสต์สถานที่ในมือถือของฉินอีอวี๋ “ไม่ใช่เลยสักที่”
“อืม ไม่ใช่เลยสักที่” ฉินอีอวี๋คิดแล้วก็นึกฉุนอยู่เหมือนกัน “แต่ฉันก็ต้องลองดู”
“แบบนี้สุดท้ายแล้วคุณหาตึกนั่นเจอได้ไง” หนานอี่ถาม
ฉินอีอวี๋หัวเราะ “เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะ เล่าแล้วฉันรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มาก เพราะมันเหมือนฉันกำลังเล่นเกมสยองขวัญอะไรสักอย่าง แล้วอยู่ดีๆ ก็มี NPC โผล่มามอบภารกิจให้ นายว่ามันน่าตกใจหรือเปล่าล่ะ”
ตอนนั้นฉินอีอวี๋นั่งอยู่ในรถ ฟ้ามืดแล้ว นักร้องหนุ่มเอาหน้าผากซบพวงมาลัยอย่างหมดท่า ทำอะไรไม่ถูกเหมือนแมลงวันไร้หัว เขาใกล้จะทรุดเต็มที แต่ในจังหวะนี้เองอยู่ดีๆ มือถือของเขาก็สั่น
ความคิดแรกของเขาคือหนานอี่โทรมา ฉินอีอวี๋จึงกดรับสายโดยไม่มอง ทว่าเสียงจากปลายสายกลับเป็นเสียงของคนแปลกหน้าที่เขาไม่คุ้นหูเลย คู่สนทนาไม่มีการทักทาย ไม่มีการแนะนำตัว แต่เอ่ยถามทันที
‘คุณคือฉินอีอวี๋ใช่ไหม’
นักร้องหนุ่มชะงักไปหนึ่งวินาที เขามองเบอร์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันเป็นเบอร์บ้านที่เขาไม่รู้จัก
‘ใช่ คุณคือ?’
‘เรื่องนั้นไม่สำคัญ ตอนนี้คุณจดที่อยู่นี้ก่อน’
คนปลายสายบอกที่อยู่อย่างใจเย็นโดยไม่สับสน โดยบอกอย่างละเอียดถึงขั้นว่าอยู่ตึกไหน ‘คุณสะดวกไปตอนนี้เลยไหม’
‘สะดวก’ ฉินอีอวี๋เปิดจีพีเอสเช็กเส้นทางพบว่ามันอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แค่ห้ากิโลเมตร
ถึงจะไม่รู้ว่าข้อมูลนี้เป็นจริงหรือหลอก แถมอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ถึงขั้นไม่ยอมพูดชื่อของหนานอี่ด้วยซ้ำ แต่ในช่วงเวลาวิกฤตฉินอีอวี๋กลับรู้สึกเชื่อถือคนแปลกหน้าคนนี้อย่างที่หาได้ยากมาก
เพราะสัญชาตญาณบอกเขาว่าคนคนนี้ไม่ใช่สิบแปดมงกุฎ
‘ที่นั่นอยู่ไม่ไกล ฉันจะไปเดี๋ยวนี้’ ฉินอีอวี๋สตาร์ตรถ
‘ดีมาก’ ปลายสายแสดงออกว่าโล่งอก ‘แต่ผมปักหมุดชั้นไม่ได้ คงต้องพึ่งคุณแล้ว’
น้ำเสียงของเขาทำให้ฉินอีอวี๋ยิ่งมั่นใจว่าคู่สนทนาอยู่ฝ่ายไหน แม้เขาจะพยายามเก็บความรู้สึก แต่ฉินอีอวี๋ก็ฟังออกว่าคนคนนี้เป็นห่วงสวัสดิภาพของหนานอี่มาก
แต่เขาเป็นใครกัน
จังหวะที่ฉินอีอวี๋ตั้งใจจะถามคู่สนทนาอีกครั้งว่าเขาเป็นใคร คนคนนั้นก็เอ่ยว่า ‘ฉินอีอวี๋ คุณระวังตัวด้วยนะ’
‘ฮะ?’
เรารู้จักกันเหรอ
‘ไม่งั้นเขาจะว่าผม’
อีกฝ่ายพูดประโยคนี้จบ สายก็ถูกตัดไป
ตอนนั้นฉินอีอวี๋ไม่มีเวลาให้คิดเยอะ นักร้องหนุ่มรีบบึ่งรถตรงไปที่ตึกหลังนั้น เขาจำคำพูดของหนานอี่ได้ดีเลยไม่ได้เอารถไปจอดที่ที่จอดรถใต้ดินของคอนโดฯ หรือละแวกใกล้เคียง แต่หาที่ที่ไม่สะดุดตาจอดแทน
เขาเปิดแอพพลิเคชั่นสืบค้นธุรกิจที่อยู่ภายในตึกหลังนี้แล้วตัดสถานที่ที่ไม่น่าจะใช่ออก สุดท้ายก็ล็อกเป้าที่ไพรเวตคลับชั้นสิบเก้าถึงยี่สิบเอ็ดและโรงแรมหรูบนยอดตึก
“ฉันหาเบอร์ติดต่อของพวกเขาเจอเลยโทรไปสอบถาม แล้วก็รู้ว่าโรงแรมนั่นเต็มหมด ต้องจองล่วงหน้า ส่วนไพรเวตคลับฟร้อนต์ของพวกเขาบอกว่าที่นั่นเป็นคลับของสมาชิก บุคคลทั่วไปห้ามเข้า ฉันถามว่าขอฉันขึ้นไปดูหน่อยได้ไหม แต่แม่สาวฟร้อนต์บอกว่าถ้าทำแบบนั้นจะโดนผู้จัดการของพวกเขาด่าเอา
แต่…แม่สาวฟร้อนต์บอกฉันว่าใช้ทางหนีไฟชั้นสิบแปดขึ้นไปได้ เมื่อสองสามวันก่อนเธอลืมเอาบัตรพนักงานมา สแกนใช้ลิฟต์ชั้นสิบเก้าไม่ได้เลยลองทำแบบนี้ดู ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทำไม่ได้ แต่ช่วงนี้ที่ไพรเวตคลับกำลังจะมีงานประชุม ต้องให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันไฟไหม้ ประตูห้องบันไดหนีไฟของทุกชั้นเลยไม่ได้ล็อก ถ้ามียามมาดักฉันก็ให้บอกว่าเดินมาผิดทาง”
หนานอี่ฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ เลยเลิกคิ้ว “คุณถามแล้วได้ข้อมูลมาขนาดนี้เลยเหรอ”
ฉินอีอวี๋โค้งมุมปากขึ้น “น่าจะเป็นเพราะเสียงฉันน่าฟังหรือเปล่า”
พูดจบฉินอีอวี๋ก็ปรายตามองสีหน้าแฟนหนุ่มของตัวเองแล้วยักไหล่ “โอเค ฉันยอมรับว่าเป็นเพราะฉันหว่านเสน่ห์เก่ง เรื่องนี้นายก็รู้”
หนานอี่มองค้อน ท่าทางไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเลื่อนกระจกรถลงเพื่อสูดอากาศ “ยังอุตส่าห์มีเวลาหว่านเสน่ห์อีกนะ คุณนี่ช่างเป็นห่วงผมเหลือเกิน”
“ฉันยอมพลีตัวเองเพื่อความรักต่างหาก ขืนไม่ดูตาม้าตาเรือบุ่มบ่ามขึ้นไปได้พาตัวเองไปตายพอดี” ฉินอีอวี๋ว่า “อีกอย่างฉันไม่เคยมองว่านายเป็นเจ้าหญิงที่รอให้ฉันไปช่วย นายเป็นใคร ฉลาดแค่ไหน แสบแค่ไหน ไม่มีใครรู้ดีกว่าฉันอีกแล้ว”
พอฉินอีอวี๋พูดแบบนี้ หนานอี่ก็หมดหนทางปฏิเสธ
เพราะเขาไม่เคยรอให้ใครมาช่วยเลยจริงๆ หนานอี่แค่เป็นห่วงว่าถ้าฉินอีอวี๋ติดต่อเขาไม่ได้แล้วจะร้อนใจ ถึงอยากรีบออกจากตึกหลังนั้นมาไวๆ
“แล้วเรื่องเป็นไงต่อ” หนานอี่หันไปมองอีกฝ่าย “คุณคาสโนว่า”
ฉินอีอวี๋หัวเราะ “จากนั้น…ฉันตั้งใจจะใช้บันไดหนีไฟตามที่แม่สาวฟร้อนต์บอก แต่พอฉันก้าวลงจากรถก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เขาหมุนพวงมาลัยพลางอธิบาย “นายคิดดู ไพรเวตคลับมีสามชั้น ไม่รู้ว่ามีห้องทั้งหมดกี่ห้อง ต่อให้ฉันแกล้งทำเป็นเดินผิดทางขึ้นไปได้ก็ไม่มีทางไล่ค้นทีละห้องได้ สุดท้ายก็ทำตัวเองโป๊ะอยู่ดี”
แต่ฉินอีอวี๋เป็นคนเจ้าเล่ห์ ตรงกันข้ามกับหนานอี่ที่เป็นคนรอบคอบ เจ้าแผนการ สิ่งที่ไม่เคยขาดหายไปจากสมองของฉินอีอวี๋มากที่สุดจึงเป็น ‘การก่อเรื่อง’
ในเมื่อเขาไม่สามารถไล่ค้นทุกห้องได้ก็ต้องทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องออกมาแทน
ฉินอีอวี๋ไปซื้อมาสก์กับขนมปังบรรจุถุงสองชิ้นจากร้านค้าออกมานั่งยองกินขนมปังชิ้นหนึ่งอยู่ริมถนน และยัดขนมปังอีกชิ้นหนึ่งใส่กระเป๋า จากนั้นก็ใส่มาสก์กับหมวกเดินก้าวอาดๆ เข้าไปในคอนโดฯ
พอเขามาถึงชั้นที่สิบแปดก็พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของชั้นนี้เป็นออฟฟิศ มีบริษัททัวร์หลายแห่งและฝ่ายการเงินของไพรเวตคลับนั่นก็อยู่ที่ชั้นสิบแปดนี้ด้วย
ฉินอีอวี๋เดินเข้าไปใกล้ประตูทางหนีไฟ เนื่องจากตรงนี้มีบริษัททัวร์ไฮโซเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง นักร้องหนุ่มเคาะประตูออฟฟิศก่อนจะสังเกตเห็นว่าหมดเวลาทำการแล้ว ข้างในมีพนักงานคนหนึ่งกำลังทำโอที ฉินอีอวี๋เลยสอบถามเรื่องทัวร์จากพนักงานคนนั้นและฉวยโอกาสตอนที่พนักงานหาข้อมูลกับโบรชัวร์ให้เขาเอ่ยถามว่า
‘ออฟฟิศของพวกคุณมีโซนชงกาแฟหรือเปล่า’
‘มีครับ อยู่ห้องติดกันนี่เอง คุณอยากดื่มอะไรหรือเปล่าครับ ผมจะไปเอามาให้’
‘ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง’ ฉินอีอวี๋ยิ้ม ‘ผมไปเอาเองได้ รบกวนคุณช่วยหาสถานที่โรแมนติกสวยๆ ให้ผมหน่อย ยอดจองเท่าไหร่ไม่ว่า ผมอยากพาภรรยาไปฮันนีมูน…ห้องติดกันนี่ใช่ไหม’
‘ใช่ครับ คุณเดินออกประตูบานนี้ไปแล้วเลี้ยวขวา เป็นห้องเล็กที่อยู่ติดกับห้องบันได’
‘โอเคครับ’
ฉินอีอวี๋เดินออกจากประตูบานนั้นไปแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพดานตรงทางเดิน นักร้องหนุ่มเดินไปจนสุดทาง เปิดประตูทางหนีไฟออกกว้าง จากนั้นถึงค่อยเปิดประตูโซนชงกาแฟที่อยู่ติดกัน
เขาได้ยินเสียงพนักงานบริษัททัวร์ที่อยู่ห้องติดกันบอกว่า ‘คุณแต่งงานเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ เสียงคุณยังเด็กอยู่เลย’
‘ครับ ผมกับภรรยารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน’ ฉินอีอวี๋กวาดตามองโซนชงกาแฟเล็กๆ จนเจอเป้าหมายของเขา นักร้องหนุ่มเปิดไมโครเวฟ หยิบขนมปังจากกระเป๋าโยนเข้าไปแล้วเปิดโหมดย่างกำลังไฟสูงสุด โดยตั้งเวลาไว้สิบนาที ‘ตอนนั้นเขาเพิ่งจะอยู่ ม.ต้น’
พอเห็นไมโครเวฟเริ่มหมุน ฉินอีอวี๋ก็หมุนตัวไปชงชาแดงให้ตัวเองแบบสบายๆ แล้วยกออกมาโดยเจตนาเปิดประตูทิ้งไว้ นักร้องหนุ่มเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศของพนักงานบริษัททัวร์พร้อมปิดประตูตามหลัง
ฉินอีอวี๋ถือถ้วยชาไปนั่งประจันหน้ากับพนักงาน เพื่อเริ่มแต่งเรื่องราวความรักแบบกึ่งจริงกึ่งเท็จ
‘โรแมนติกมากเลยครับ แสดงว่าพวกคุณเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่กลายเป็นคนรักกันล่ะสิ’ พนักงานยิ้มประจบพลางเอาโบรชัวร์ทริปคู่รักบนเกาะสุดโรแมนติกราคาแพงระยับให้ฉินอีอวี๋ดู ‘คุณดูสิครับ อันนี้แหละตรงกับโจทย์ของคุณเป๊ะ ทั้งชายหาด พระอาทิตย์ตก วิวอลังการ แถมโปรแกรมนี้ยังมีเรือยอชต์ด้วย ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้เห็นวาฬหรือโลมาด้วยนะครับ’
ฉินอีอวี๋พลิกดูแล้วถามไปเรื่อยว่า ‘ขอดูฉลามขาวได้หรือเปล่าครับ’
‘ครับ?’
นักร้องหนุ่มหัวเราะหึๆ ‘รสนิยมของภรรยาผมค่อนข้างพิเศษ เขาชอบของน่ากลัวๆ เออจริงสิ คุณมีโปรแกรมทัวร์ไซบีเรียหรือเปล่าครับ’
‘ไซบีเรีย? ที่นั่นมันหนาวนะครับ ยิ่งตอนหน้าหนาว…’
‘ไม่เป็นไรครับ ที่นั่นเป็นบ้านเดิมของภรรยาผม’ ฉินอีอวี๋หันไปมองเวลาแวบหนึ่ง
‘จริงเหรอครับ’
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันเพลินๆ จู่ๆ ก็มีเสียงกริ่งเตือนภัยดังลั่นมาจากด้านนอก ฉินอีอวี๋แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ‘แม่ง ตึกของพวกคุณสร้างได้มาตรฐานหรือเปล่าเนี่ย’
‘ตึกเรา…ตึกเราได้มาตรฐานครับ! จริงๆ!’
แต่ตอนที่พวกเขาออกจากออฟฟิศทางเดินก็เต็มไปด้วยควัน ฉินอีอวี๋ตะโกนบอกให้พนักงานบริษัททัวร์หนี ทำเอาพนักงานคนนั้นตกใจเลยคว้ากระเป๋าเผ่นแน่บออกไป
“คุณวางเพลิงจริงเหรอ” หนานอี่ถาม
“ฉันจะทำแบบนั้นได้ไง ก็แค่ใช้ไมโครเวฟทำให้ขนมปังไหม้จนควันขึ้นเอง” ฉินอีอวี๋เล่าเสียงกลั้วหัวเราะ “เวลาที่ไมโครเวฟมีควัน ควันจากไมโครเวฟจะหนากว่าควันที่เกิดจากการเผาไหม้ทั่วไป พอมีควันฉันก็ไปเอาขนมปังไหม้นั่นออกจากเครื่อง เตะทิ้งไว้ตรงทางเดินแล้วดึงปลั๊กไมโครเวฟออก ก่อนเดินขึ้นไปชั้นบน”
“แต่คุณแน่ใจได้ไงว่าสัญญาณเตือนมันจะดังทุกชั้น”
ฉินอีอวี๋เลิกคิ้วแล้วอธิบายว่า “ปกติเวลาฉันเดินบันไดหรือขึ้นลิฟต์แล้วเบื่อๆ จะชอบอ่านประกาศกับโฆษณาที่ติดอยู่ตามผนัง ฉันเลยเห็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เรื่องหนึ่งคือตรงประตูทางเข้าบันไดหรือลิฟต์ในตึกสูงหลายแห่งมักจะติดประกาศ ‘ในกรณีที่มีควันห้ามเปิดประตู’ เอาไว้
ฉันแปลกใจว่าทำไมถึงเปิดประตูไม่ได้เลยลองเสิร์ชดู ถึงได้รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องตรวจจับควันตามทางเดินและลิฟต์ของอาคารสูงส่วนใหญ่ลิงก์ตรงกับหน่วยดับเพลิง ทันทีที่สัญญาณเตือนดังแล้วไม่มีคนไปปิดตามเวลาที่กำหนดจะต้องอพยพคนทั้งอาคาร”
แบบนี้นี่เอง
หนานอี่ฟังจบก็รู้สึกนับถือฉินอีอวี๋ เพราะคงมีแต่เขาคนเดียวที่ทำเรื่องพวกนี้ได้
พอพวกเขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กันและกันฟังเสร็จก็ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง
น้ำเสียงของฉินอีอวี๋ค่อยๆ สงบลง “ตอนนั้นฉันคิดว่าต่อให้ฉันหานายไม่เจอเดี๋ยวนั้น แต่ถ้าก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้ มันคงพอจะซื้อเวลาให้นายหนีออกมาได้”
ฉินอีอวี๋ในตอนนั้นเดาว่าถ้าหนานอี่สามารถหนีออกจากที่คุมขังมาเห็นสัญญาณไฟไหม้ ตัวเลือกแรกของเขาน่าจะเป็นบันไดไม่ใช่ลิฟต์ นักร้องหนุ่มเลยไปรออยู่ในห้องบันได
ฉินอีอวี๋บอกตัวเองว่าถ้าเลยเวลาสิบนาทีแล้วเขาจะเลิกรอ
และตอนที่นักร้องหนุ่มกำลังจะยอมแพ้ หนานอี่ก็ปรากฏตัว
หนานอี่ยื่นมือไปจับข้อมือของฉินอีอวี๋ “คุณซื้อเวลาให้ผมหนีได้ดีมาก ถึงตอนนั้นผมจะจัดการบอดี้การ์ดในห้องที่คอยจับตาดูผมอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีความวุ่นวายที่คุณสร้างขึ้นก็ไม่รู้ว่าข้างนอกจะยังมีบอดี้การ์ดอีกเท่าไหร่ ผมเตรียมจะใช้กำลังปะทะแล้วด้วยซ้ำ”
ฉินอีอวี๋หันไปมองเขาแล้วหัวเราะเหมือนเด็กๆ “ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหมล่ะ”
“อะไร” หนานอี่ยังตามไม่ทัน
ฉินอีอวี๋ยื่นมือออกมานวดหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของเขา “ฉันคือดาบที่นายจับถนัดมือที่สุด”
บนทางหลวงที่พวกเขากำลังหลบหนี ค่ำคืนมืดมนเจือโทนสีม่วง ไฟทางสว่างไสวสาดส่องผ่านไป หน้าต่างรถเปิดกว้างให้ลมพัดเข้ามา เส้นผมเป็นลอนน้อยๆ ของฉินอีอวี๋โดนลมตียุ่ง เครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มเช่นเดียวกับเสียงเต้นของหัวใจ ในทัศนวิสัยที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างนี้ ฉินอีอวี๋กำลังยิ้ม สองตาเป็นประกายฉายออร่าบางอย่างที่ไม่สามารถให้คำนิยามได้
เขาดูโดดเด่นสะดุดตาและเป็นอิสรเสรี
หนานอี่นิ่งมองเขาแล้วพลันตระหนักได้ว่าตัวเองหลงเสน่ห์คนตรงหน้าแบบหมดใจจริงๆ ถึงได้พยายามปกป้องเขาด้วยการกันออกจากแผนการที่สุ่มเสี่ยงนี้
“แต่คุณไม่ใช่ดาบ คุณคือคนที่ผมชอบ”
ทั้งที่ฉินอีอวี๋ขับรถมาดีตลอดทาง แต่พอได้ยินประโยคนี้เขาก็เกือบเหยียบเบรกเพราะทำอะไรไม่ถูก
“ทำไมมาบอกชอบกันปุบปับ คนเขาเขินนะเนี่ย” นักร้องหนุ่มพยายามควบคุมตัวเองให้นิ่ง เพราะข้างหน้าคือจุดหมายปลายทาง และพวกเขาอาจต้องไปซ้อมเพลงหลังเที่ยงคืน
หนานอี่ไม่ได้ตอบคำถามนี้ทันที
เขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อให้วันนี้เขาจะหนีออกจากไพรเวตคลับมาได้ เฉินซั่นหงก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ ซ้ำยังจะเอาคืนเขาหนักกว่าเดิมด้วย มีความเป็นไปได้ว่าพรุ่งนี้เขาจะไม่ได้ขึ้นไปเหยียบเวทีด้วยซ้ำ ต่อให้ตอนนี้พวกเฉินซั่นหงจะยังหาตัวฉินอีอวี๋ไม่พบ แต่ไม่ช้าก็เร็วประธานเฒ่าจะต้องทำร้ายคนรอบตัวเขาแน่
ภัยร้ายยังไม่ได้ถูกกำจัด แค่ถูกกดปุ่มหยุดไว้ชั่วคราว
รู้ทั้งรู้ว่านี่คือวังวน รู้ทั้งรู้ว่าแบบนี้มันไม่เท่ แถมยังอันตรายมาก แต่พอได้ยินเรื่องที่ฉินอีอวี๋เฝ้าตามหาเขาตั้งแต่ต้นจนจบ หนานอี่ก็กลับรู้สึกหวั่นไหว
ถึงตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ว่าเขาจะเลือกทำแบบไหนก็ไม่มีทางกีดกันทุกคนเพื่อกระโดดลงเหวไปคนเดียวได้
เพราะฉินอีอวี๋คือคนบ้าที่พร้อมจะกระโดดลงเหวตามเขาไปอย่างไม่ลังเล
หรือนี่จะเป็นความหมายของไพ่วงล้อแห่งโชคชะตา
“อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพวกนี้เลย คุณควรจะซ้อมดนตรี ร้องเพลง ทำการแสดงไปดีๆ คุณสำคัญต่อผมมากนะ ผมหวังว่าคุณจะปลอดภัยมากกว่าใครๆ”
“เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่การอยู่ดีมีสุข” ฉินอีอวี๋ยิ้ม “นายเลิกพูดแบบนี้ได้แล้ว ถึงวันนี้พวกเราจะเจอเรื่องเสียวไส้ แต่ต่อให้ฉันไม่ได้ห่วงนายหรือกลัวว่านายจะเกิดเรื่อง ฉันก็สนุกกับมันจริงๆ”
หนานอี่หันหน้ามามองเขา “คุณสนุกเรื่องอะไร”
ฉินอีอวี๋ลดความเร็วลง ขับรถไปทางประตูใหญ่ของค่ายแล้วบีบแตรพร้อมตอบว่า “สนุกกับการสร้างความวุ่นวายขึ้นบนโลก”
ระหว่างรอให้ลุงยามเปิดไม้กั้นปล่อยรถเข้าไป ฉินอีอวี๋ก็เอาศอกพาดหน้าต่างรถ มือหนึ่งเท้าคางพลางใช้นิ้วก้อยเขี่ยหมุดปากของตัวเอง
“ถ้าเราสองคนไม่ทำวง แต่เปลี่ยนชีวิตบัดซบนี้ให้กลายเป็นโลกลุ้นระทึกเร้าใจ หรือถ้าวันสิ้นโลกมาถึงเลย มันอาจจะสนุกก็ได้”
ฉินอีอวี๋เห็นลุงยามอิดออดไม่ยอมเปิดประตูสักทีก็ยืดตัวออกไปนอกห้องโดยสาร ใช้สองมือป้องปากตะโกนไปทางป้อมยามว่า “ลุงครับ! เปิดประตูให้เราหน่อย! ผมเสี่ยวฉิน…”
ไม่นานก็มีเสียงสบถด่าดังมาจากป้อมยาม สักพักประตูก็เปิด ฉินอีอวี๋หัวเราะแหะๆ แล้วตะโกนบอกว่า “ขอบคุณครับ! ราตรีสวัสดิ์นะครับลุงยาม!”
พอฉินอีอวี๋กลับมานั่งที่เรียบร้อยแล้ว หนานอี่ถึงค่อยเลิกคิ้วถามว่า “คุณอยากให้ถึงวันสิ้นโลกไปทำไม หรือแค่ช่วยผมคนเดียวไม่พอ ถึงได้อยากช่วยมวลมนุษยชาติด้วย?”
ฉินอีอวี๋หัวเราะเสียงดัง ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “มนุษยชาติจะรอดไหม มันเกี่ยวอะไรกับฉัน” นักร้องหนุ่มจอดรถเสร็จก็หันมายักคิ้วหลิ่วตาให้หนานอี่
“แต่เราสองคนต้องรอดไปถึงตอนสุดท้ายแน่นอน”
* เฮฟวี่เมทัล (Heavy Metal) คือดนตรีร็อกแขนงหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีลักษณะเสียงที่หนัก แน่น ดิบ และทรงพลัง
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 5
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments



