everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 109 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ
อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 109 บอกลาล่วงหน้า
กว่าอาหารมื้อนั้นจะจบลงก็เกือบเที่ยงคืน แต่ไหนแต่ไรมาถนนละแวกนี้ก็มีผู้คนบางตาอยู่แล้ว ตอนนี้เลยยิ่งวังเวง
พวกขี้เมากอดไหล่เดินตุปัดตุเป๋ไปตามถนนมืดๆ ผ่านแสงไฟโทนอุ่นจากไฟริมทางที่ตั้งอยู่เป็นระยะ ทุกคนใส่เสื้อผ้าหนามากจนตัวพอง พูดทีก็มีควันขาวลอยออกมาจากปาก แต่ละคนต่างยิงมุก วิ่งโห่ร้องกันให้วุ่นวาย และพากันหัวเราะอย่างสนุกสนานด้วยเสียงกระซิบกระซาบ พวกเขาร่าเริงเหมือนนกพิราบ ทำราวกับว่าวินาทีถัดไปจะกระพือปีกพั่บๆ บินไปไกลลิบ
หนานอี่ยืนอยู่หางแถว สองมือสอดอยู่ในกระเป๋าขณะมองดูเหล่านักดนตรี รู้สึกถึงรสชาติของการจากลาอย่างไม่มีเหตุผล
สำหรับนักดนตรีหลายคนในรายการนี้ การแข่งขันที่ถูกระงับคือเส้นทางขรุขระที่จะนำไปสู่ชื่อเสียง เงินทอง และแสงสปอตไลต์ แต่สำหรับหนานอี่ การแข่งขันนี้เป็นเหมือนบททดสอบขั้นสุดท้ายที่กินเวลานานร่วมสิบปี จุดร่วมเดียวของพวกเขาคือทุกคนต่างได้รับสิ่งที่เหนือคาดและงดงามกว่า มันเลยทำให้พวกเขารู้สึกอาลัยอาวรณ์กันเป็นพิเศษ
เหมือนการเดินทางด้วยรถไฟ ตอนขึ้นรถทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อรถไฟไปถึงปลายทางแล้วก็ต้องลง เพราะมีการกำหนดจุดหมายเอาไว้แล้ว แต่ครั้งนี้ทุกอย่างกลับต่างออกไป ตรงที่พวกเขายังไม่ทันได้เห็นภาพจุดหมายก็ต้องลงจากรถก่อน ถ้าจะให้บอกว่าไม่เสียใจเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก
ห่างออกไปไม่ไกลหนีฉือที่ดื่มจนเมาเละเซไปล้มใส่อาซวิ่น แต่อาซวิ่นกลับเฉย สองพี่น้องเลยล้มลงไปบนฟุตพาทข้างทาง
ฉินอีอวี๋ที่โอบไหล่หนานอี่อยู่หันไปมองแล้วหัวเราะเสียงดัง
ตอนที่ฉือจือหยางเห็นพวกเขาล้มกันครั้งแรกก็ตั้งใจจะไปช่วยพยุง “หนีฉือ ไหวไหมเนี่ย! นายดื่มเยอะเกินไปแล้ว!”
“ฉันจะไม่ไหวได้ไง เมื่อกี้นาย…นายยังดื่มจนร้องไห้โฮๆ เลย พี่…ฉันล้มทับพี่หรือเปล่า”
“เลิกพูดสักทีได้ไหม เมื่อกี้ฉันแค่สะเทือนใจมากไปหน่อยเอง! เหยียนจี้ เลิกดึงฉันได้แล้ว ฉันไม่ต่อยหน้าเขาหรอกน่า!”
“ฉันรู้ ฉันแค่จะรูดซิปให้”
“นายล้มทับอาซวิ่นจนนิ่งไปแล้ว”
“อาซวิ่นเขานิ่งอยู่แล้วหรอก!”
จังหวะนี้เองมือถือของหนานอี่ก็ดังขึ้น มือเบสหนุ่มเลยก้มดู ก่อนจะพบว่าเป็นข้อความจากหนานเจีย
พี่สาว ไม่ไหวอะ เสี่ยวอี่ ฉันนอนไม่หลับเลยจริงๆ
พระเจ้า
ตอนแรกหนานอี่กำลังเศร้าที่ต้องลาจากเพื่อนร่วมรายการ พอเห็นข้อความนี้ความเจ็บปวดที่ถูกทำให้ขายหน้าก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
การมีความรักทำให้เขามีจุดอ่อนให้หนานเจียเล่นงาน
พี่สาว ฉันไม่แปลกใจที่นายไม่ชอบผู้หญิง แต่เทสต์นายเป็นแบบนี้เองเหรอ ยูนีคขนาดนี้เชียว?
อา…
เพื่อที่จะล้างภาพลักษณ์แย่ๆ ตอนพบกันครั้งแรก หนานอี่เลยก้มหน้าลงพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว
‘ความจริงพี่เข้าใจผิด ปกติเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาปกติดี ไม่ได้บ้าๆ บ๊องๆ เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันเป็นอุบัติเหตุ เพราะมีคนถ่ายรูป…’
หนานอี่พิมพ์ข้อความไปได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดมือ
ไม่รู้ว่าเขาเคยอ่านบทความจากที่ไหนสักแห่งว่าพอผู้หญิงคบกับผู้ชายขี้เหร่แล้วจะกลายเป็นคนช่างพูดเอามากๆ เพราะต้องคอยอธิบายว่าทำไมเธอถึงคบกับผู้ชายคนนี้
ที่แท้การคบกับคนเพี้ยนหน้าหล่อก็ใช้หลักการเดียวกัน
หนานอี่เลยลบข้อความยาวเป็นพืดพวกนั้นทิ้ง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของหนุ่มเท่ไว้ให้หนานเจียเห็น
เสี่ยวอี่ อืม ผมชอบไทป์นี้แหละ
ตอนแรกฉินอีอวี๋เอาแต่คุยเล่นอยู่กับหนีฉือ แต่อยู่ดีๆ นักร้องหนุ่มก็หันหน้าไปมาแล้วเอาศีรษะมาชนกับศีรษะของหนานอี่
หนานอี่รู้สึกแปลกๆ เลยปิดหน้าจอก่อนจะเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วมองเขา “คุณจะทำอะไร”
ฉินอีอวี๋หันหน้ามาใช้สองมือประคองใบหน้าของหนานอี่เหมือนจะจูบเขา
“ทำไมนายไม่ยิ้มแล้วล่ะ”
หนานอี่ผลักอีกฝ่ายออกห่างทันที เพราะกลัวว่าฉินอีอวี๋จะจูบตนต่อหน้าคนอื่นๆ
“คุณเมาแล้ว”
ฉินอีอวี๋ดื่มเยอะจริง เสียงพูดเลยอ้อแอ้ “อ๋อ! ฉันรู้แล้ว นาย…”
“อะไร” หนานอี่ไม่ได้คาดหวังว่าฉินอีอวี๋จะพูดเรื่องจริงจังออกมาตอนกำลังเมาเละเทะ เพราะขนาดตอนสติดีๆ เขายังคุยเรื่องจริงจังไม่ได้เลย
ฉินอีอวี๋โค้งมุมปาก แสงไฟสีเหลืองโทนอุ่นที่สาดลงมาจากไฟริมทางอาบย้อมผมหยักศกที่ผ่านการทำสีของเขาให้ดูเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับเส้นผมทุกเส้นเปล่งรัศมีสีทองออกมา
นักร้องหนุ่มอ้าปากพูดช้าๆ ชัดๆ “ทำ-ใจ-ไม่-ได้”
หนานอี่ที่มีสติแจ่มใสกลับเป็นฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย
เขาคิดไม่ถึงว่าความเงียบขรึมของตัวเองจะถูกคนที่เมาจนหมดสภาพคนหนึ่งทำลายลงได้
พอฉินอีอวี๋พูดจบก็ล้มตัวใส่เขา นักร้องหนุ่มยื่นสองมือออกมากอดหนานอี่แน่น แล้วเอาหน้าซุกเข้ากับซอกคอมือเบสหนุ่มจนได้ตำแหน่งที่เหมาะเจาะ
“เสี่ยวอี่ ไม่ต้องกลัวนะ…” ฉินอีอวี๋พูดอู้อี้ด้วยเสียงอ้อแอ้เหมือนกำลังละเมอ “เดี๋ยวทุกคน…ก็เจอกันอีก”
หนานอี่ถอนหายใจ แอบใช้นิ้วม้วนผมฉินอีอวี๋พลางพูดกับตัวเองว่า “น่าถ่ายคลิปไว้ชะมัด”
“หืม?”
เขาน่าจะถ่ายคลิปฉินอีอวี๋ตอนนี้ส่งให้หนานเจีย เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าฉินอีอวี๋ไม่ได้เพี้ยนและมีข้อดีที่คนอื่นสู้ไม่ได้ แถมยังรักเขามากจริงๆ…
ช่างเถอะ
แบบนั้นมันจะยิ่งเหมือนเขาแก้ตัวเข้าไปใหญ่
ฉินอีอวี๋เงยหน้าจากไหล่ขึ้นมามองหนานอี่ด้วยท่าทางสะลึมสะลือ นักร้องหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ถามว่า “ทำไมนายยิ้มแล้วล่ะ ยิ้มเรื่องอะไร…”
“เปล่า”
“บอกมาเถอะ” ฉินอีอวี๋เมาเหมือนเด็กน้อย “ฉันห่วงนายมากนะ”
หนานอี่โค้งมุมปาก ยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายว่า “อยู่ดีๆ ผมก็อยากจูบคุณ”
พอจบคำฉินอีอวี๋ก็ชะโงกหน้ามาหา แต่กลับถูกหนานอี่ใช้ฝ่ามือบังและผลักเขาออกไป
“แต่ยังจูบตอนนี้ไม่ได้” มือเบสหนุ่มเอียงหน้าพูดยิ้มๆ
อีกสองสามนาทีต่อมาหนานอี่ก็ได้รับข้อความใหม่ แต่เขากำลังวุ่นวายอยู่กับฉินอีอวี๋เลยไม่มีเวลาดู
พี่สาว นายชอบก็ดี
พี่สาว ท่าทางของนายตอนนี้ทำให้พี่ดีใจมาก เพราะทุกครั้งที่คิดถึงนาย พี่จะเป็นห่วงว่าการที่คนคนหนึ่งต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีตนานๆ ต่อให้มีสักวันที่เขาก้าวผ่านมันออกมาจนมีอิสระอีกครั้งก็อาจจะไม่ชิน หรือถ้าพูดให้แรงหน่อยคืออาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงความสุขได้อีก แบบนั้นน่ะมันน่ากลัวมาก แต่โชคดีที่ตอนนี้นายมีคนที่คอยช่วยให้นายค่อยๆ ปรับตัวที่จะมีความสุขและร่าเริงขึ้น เลยทำให้พี่โล่งอก
พี่สาว ราตรีสวัสดิ์นะเสี่ยวอี่ ฝันดีจ้ะ
พอพวกบ้าบอทั้งหลายเดินจากไป ถนนสายนี้ก็ปลอดคนจนดูเงียบเหงากว่าปกติ
วันที่ทุกวงย้ายออกจากค่ายเครซี่แบนด์ แฟนคลับที่รออยู่ตรงประตูก็พากันร้องไห้ฟูมฟาย เหมือนคนที่ต้องแยกจากเพื่อนคือพวกเธอ แต่ละคนเลยมีอาการเหมือนถูกพรากจากสิ่งที่รักหนักมาก
แฟนเพลงที่อยู่ในโซเชียลก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทั้งที่ทางรายการประกาศระงับการออนแอร์ออกไปสองสัปดาห์แล้ว แต่ทุกคนก็ยังเอาเรื่องไม่เลิก ถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นคนของรายการเครซี่แบนด์เอาข้อมูลออกมาแฉ
‘ในการแข่งขันรอบคัดเลือกแบบไลฟ์สดก่อนเกิดเรื่องมีสองวงที่ยังไม่ได้ประกาศคะแนนโหวตอย่างเป็นทางการไม่ใช่เหรอ ความจริงตอนนั้นทางรายการรวบรวมคะแนนกันเสร็จแล้ว วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ได้ 960 คะแนน ส่วนวงเดอะเกรตโมเมนต์ได้ 1,027 คะแนน’
‘แม่เจ้า แสดงว่าวงเดอะเกรตโมเมนต์ได้ที่หนึ่งเหรอ’
‘ฟัค ยิ่งฉันรู้ว่าวงเดอะเกรตโมเมนต์ได้ที่หนึ่ง ฉันยิ่งทำใจไม่ได้ นี่มันเป็นชัยชนะของวงเดอะเกรตโมเมนต์นะ’
‘อา ในงานโกงคะแนนกันหนักมาก ปิ้งย่างทะเลยังอุตส่าห์ได้คะแนนเป็นพันอีกเหรอ’
‘ลองคำนวณดู คะแนนรวมของสี่วงในกลุ่มสองคือ 2,548 คะแนน และสามวงในกลุ่มหนึ่งคือ 2,448 คะแนน บวกกับอินลวี่ชนะการดวล เท่ากับถ้าตอนนั้นรายการยังไลฟ์สดต่อ วงอีเทอร์นัลวู้ดก็ยังต้องตกรอบอยู่ดี…ทั้งที่วงเดอะเกรตโมเมนต์ก็พยายามไล่ตามมาติดๆ แล้ว แต่เพราะกลุ่มหนึ่งมีกันแค่สามวง การแข่งขันรอบนี้เลยไม่แฟร์’
‘ยังมีแฟนเพลงของกลุ่มหนึ่งอีกตั้งหลายคนที่ยังไม่ได้โหวต แต่ถึงอย่างนั้นคะแนนของกลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสองก็ยังต่างกันแค่หลักร้อย ถ้าแข่งกันแบบแฟร์ๆ กลุ่มหนึ่งอาจจะชนะทั้งที่คนน้อยกว่าก็ได้’
‘ไม่ได้ ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันทำใจปล่อยให้เพลง ‘เสียงหลอน’ ได้แค่ที่สองไม่ได้’
‘เพลง ‘เสียงหลอน’ ไม่มีทางเป็นที่สอง ดูจากรายงานสดที่สืบค้นได้ เพลง ‘เสียงหลอน’ ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าปังสุดในงาน ถึงตอนนี้เพลงนี้ก็ยังเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดและถูกพูดถึงมากที่สุดอยู่เลย’
‘หน็อย ไอ้รายการเครซี่แบนด์สมควรตาย ไอ้สปอนเซอร์เวรตะไล ต่อให้พวกแกติดคุกตลอดชีวิตก็ชดเชยความเสียใจของฉันไม่ได้’
นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีอีกประเด็นหนึ่งขึ้นติดฮอตเสิร์ช
‘มือของฉินอีอวี๋ได้รับบาดเจ็บ’
ตอนแรกสุดมีคนในเว็บบอร์ดบางแห่งเอาข้อมูลมาเปิดเผยว่าเรื่องที่ฉินอีอวี๋เคยบอกว่ามือเจ็บนั้นเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้นเพื่อเปิดโปงเรื่องที่หนานอี่ถูกบังคับให้เอาตัวเข้าแลกเพื่อผลประโยชน์ และนับวันประเด็นนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถึงขั้นมีคนบอกว่าฉินอีอวี๋แกล้งทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกกระแสให้ทัวร์คอนเสิร์ตของวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่บอกว่าไม่เชื่อ
‘การเอาชื่อของฉินอีอวี๋มาอยู่กับคำว่า ‘แกล้งทำตัวน่าสงสาร’ นี่มันพิลึกกึกกือเกินไปหน่อยไหม’
‘แต่เขาไม่เคยเล่นกีตาร์ในการแข่งเลยจริงๆ นะ ด้วยนิสัยของฉินอีอวี๋ เขาจะอดใจไม่เล่นกีตาร์ได้เหรอ ลำพังแค่เขาไม่เล่นโชว์ของก็ไม่เลวแล้ว’
‘ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามีมือโพสต์รับจ้างเลวๆ กำลังวางแผนจะทำอะไรบางอย่างอยู่ ลองเขาพูดประมาณนี้ แสดงว่าวงน้องใหม่ที่เดบิวต์มาพร้อมชัยชนะของพวกเรากำลังจะมีทัวร์คอนเสิร์ตจริงๆ ใช่ไหม’
ทว่าฉินอีอวี๋ที่เป็นเจ้าของเรื่องกลับไม่สนใจประเด็นนี้เลย นักร้องหนุ่มกำลังกินหม้อไฟอยู่ที่คอนโดฯ ของเหยียนจี้อย่างสบายอกสบายใจ
“ทำไมนายซื้อเนื้อมาเยอะจัง” เหยียนจี้แกะซีลเนื้อแต่ละกล่อง “แถมมีตั้งหลายแบบ ที่นายบอกให้ฉันช่วยรับพัสดุด่วนให้นี่คงไม่ใช่เนื้อพวกนี้หรอกนะ”
“ไม่ใช่หรอก” ตอนแรกฉินอีอวี๋กำลังหั่นมะเขือเทศ แต่พอพูดถึงเรื่องนี้นักร้องหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นทันที ก่อนจะใช้ขาเตะปิดประตูครัว “พัสดุด่วนนั่นน่าจะมาถึงพรุ่งนี้ อีกเดี๋ยวนายห้ามหลุดปากออกไปให้เสี่ยวอี่รู้เชียว นายคงยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ไอ้โทรโข่งเสียงดังเหมือนประทัดนั่นรู้ใช่ไหม”
ฉายานี้ทำให้เหยียนจี้ขำ เขาชิมซุปหนึ่งคำก่อนเทซุปทั้งหมดใส่ในหม้อไฟฟ้า
“ยัง นายสบายใจได้ แต่พรุ่งนี้เขาจะอยู่ที่นี่ แล้วเขาจะเปิดพัสดุของนายไหม ฉันก็ไม่รู้…”
“โฮ่ แปลว่าวันนี้นายประทัดตูมตามจะค้างห้องนายล่ะสิ ใช้ได้นี่ เสี่ยวเหยียน” ฉินอีอวี๋เอาไหล่กระแทกไหล่เหยียนจี้
“ก็ถ้าเขาดื่มหนักมากจะไปส่งที่มหา’ลัยมันก็ลำบาก คราวก่อนเขาก็เกือบสร้างเรื่องให้คนขำกัน เพราะเขาดันไปดึงแขนฉันไว้แล้วร้องไห้โฮอยู่ใต้หอพัก เสียงดังจนได้ยินกันไปทั้งตึก” เหยียนจี้ปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง “ถ้านายอยากอยู่ค้างที่นี่ ประตูห้องนอนแขกก็พร้อมเปิดให้นายเสมอ แต่ถ้าจะอยู่กันสองคนก็ต้องนอนหลับอย่างเดียว”
“ชิ” ฉินอีอวี๋ใช้หลังมือฟาดอกอีกฝ่าย “นายคิดเรื่องสัปดนอะไรอยู่ฮะ คราวหน้าฉันจะกอดนายร้องไห้โฮๆ ที่ล็อบบี้คอนโดฯ นายเหมือนกัน เอาให้คนทั้งตึกเห็นนายแล้วขำเลย”
เหยียนจี้เชื่อว่าหมอนี่พูดจริงทำจริง “ขอบคุณมาก แต่อย่าเลย”
พวกเขาสองคนยกวัตถุดิบจากครัวออกมาเตรียมลวกพร้อมแล้ว แต่เกมที่หนานอี่กับฉือจือหยางเล่นอยู่กำลังติดพัน ทั้งคู่จึงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา สายตาจดจ่ออยู่ที่หน้าจอ ท่าทางตั้งอกตั้งใจมาก
สองนาทีผ่านไป
“อ๊า!” ฉือจือหยางเอาหัวจุ่มโซฟา มือกลองหนุ่มโมโหจนต้องเอามือซ้ายตีมือขวา “แพ้แล้ว ทำไมฉันถึงยังแพ้อีกนะ! โมโหโว้ย!”
หนานอี่ลุกขึ้นด้วยท่าทางนิ่งๆ และลากตัวฉือจือหยางไปกินข้าวที่โต๊ะอาหาร ตอนแรกฉือจือหยางเฮิร์ตเพราะแพ้เกมจนไม่อยากอาหาร แต่พอได้กินเนื้อที่เหยียนจี้ลวกให้แบบซังกะตายไปหนึ่งคำ มือกลองหนุ่มก็ฟื้นคืนชีพทันที
“แม่ง เนื้อนี่อร่อยจริงๆ! เสี่ยวอี่กินเร็ว!”
“ทำไมนายไม่บอกให้ฉันกินบ้าง” ฉินอีอวี๋ใช้ตะเกียบตีตะเกียบของฉือจือหยาง
“ถ้าฉันไม่ให้นายกิน นายก็จะไม่กินเหรอ”
เพราะเห็นหนานอี่เริ่มปวดหัวที่สองคนนี้ทะเลาะกัน เหยียนจี้เลยเปลี่ยนเรื่องยิ้มๆ “สองวันมานี้ในโซเชียลเดือดสุดๆ อีอวี๋ นายไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอ”
“เขาเดือดกันเรื่องอะไร” ฉือจือหยางถาม
ฉินอีอวี๋ตอบแบบจงใจหาเรื่อง “เขาว่ากันว่านายคือเฟ่ยหยางหยาง*”
“นาย!”
พอแหย่ฉือจือหยางเสร็จ ฉินอีอวี๋ถึงค่อยเข้าโหมดจริงจัง “ฉันรู้ เรื่องที่ฉันมือเจ็บใช่ไหม วางใจเถอะ ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จฉันจะลงโพสต์ผลการทำซีทีสแกน เวชระเบียน กับอะไรต่อมิอะไรในช่วงที่ฉันรักษาตัว ตอนนั้นเพื่อนสนิทฉันถ่ายคลิปช่วงที่ฉันทำกายภาพไว้ ฉันจะโพสต์ทั้งหมด ใครจะเชื่อก็เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็ช่าง”
หนานอี่ปวดใจ เพราะเรื่องมือเจ็บเป็นแผลในใจของฉินอีอวี๋ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเลิกล้มการเล่นดนตรีไปในช่วงแรกๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ ความรักในศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงทำให้นักร้องหนุ่มฝืนเก็บเรื่องนี้ไว้อยู่นานมาก แต่เพื่อช่วยให้แผนแก้แค้นของหนานอี่สำเร็จ ฉินอีอวี๋กลับยอมเปิดแผลนี้ให้ทุกคนเห็น
ถึงตอนนี้หนานอี่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าเปลี่ยนเป็นฉินอีอวี๋คนเก่า ตอนนี้อีกฝ่ายคงเสียสติไปแล้ว
“แต่การถกกันรอบนี้ดูแปลกๆ” เหยียนจี้รินเครื่องดื่มให้ทุกคน “น่าจะมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง”
ฉินอีอวี๋คีบเนื้อให้หนานอี่เต็มตะเกียบ “ไม่ใช่น่าจะ แต่มีชัวร์ แถมฉันยังรู้ด้วยว่าเป็นใคร”
“นายรู้เหรอ” ฉือจือหยางอยากรู้จนปลายหูกระดิก “ใคร”
“ผู้จัดการวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์” หนานอี่ตอบ
“ใช่แล้ว เขานั่นแหละ” ฉินอีอวี๋เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ตามองหม้อไฟที่กำลังเดือดปุดๆ “ก่อนออกจากค่ายเครซี่แบนด์ สวี่ซือมาหาฉันเพื่อเอาเอกสารที่ตัวเองรวบรวมตลอดหลายปีนี้มาให้ ในนั้นมีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอวี๋เซิงถ่ายโอนกรรมสิทธิ์เพลงของฉันไปอย่างผิดกฎหมาย แล้วไม่รู้ยังไงอวี๋เซิงถึงรู้เรื่องที่ฉันได้หลักฐานพวกนี้มา ตอนนี้เลยทำตัวหัวหมอ เหมือนกลัวว่าฉันจะไปหาเรื่องเลยชิงโทรมาหาฉันก่อน”
“เขายังมีหน้ามาโทรหานายอีกเหรอ!” ฉือจือหยางขว้างตะเกียบลงบนโต๊ะ “บอกให้เขาไปตายซะ! ไอ้โจรชาติหมา…”
ฉินอีอวี๋ยิ้มแล้วเล่าต่อว่า “เขาบอกว่าอยากตกลงกับฉันเป็นการส่วนตัว ด้วยการเซ็นสัญญาถ่ายโอนลิขสิทธิ์อีกหนึ่งฉบับเพื่อคืนลิขสิทธิ์พวกนั้นมาให้ฉัน แล้วจากนี้เวลาอยู่ต่อหน้ากล้อง ห้ามใครหาเรื่องใคร ให้สร้างภาพว่าทุกคนโอเค”
แต่ฉินอีอวี๋เป็นพวกหยกหินมอดไหม้ไปพร้อมกัน* เรื่องจะให้ตกลงกันเป็นการส่วนตัวน่ะเหรอ อวี๋เซิงเอาอะไรมาคิด หนานอี่อยากจะหัวเราะ
“ฉันจะตกลงกับเขาได้ยังไง ฉันมีแต่จะตีฆ้องร้องป่าวให้ทุกคนรู้เรื่องนี้กันให้หมด แต่ฉันจะฟ้องเขาด้วย ให้เขาชดใช้เงินมา และจะแจ้งเรื่องการทำธุรกรรมใต้ดินที่เขากับเฉินซั่นหงเคยทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ฉันจะส่งเขาไปเข้าระบบให้ได้กินข้าวในคุกดูบ้าง”
“สรุปคือนายไม่ได้ตอบตกลง อวี๋เซิงเลยมาหาเรื่องนาย” เหยียนจี้พูดจบแล้วหัวเราะออกมาเอง “โคตรโง่เลย เขานึกว่าทำแบบนี้แล้วนายจะสะเทือนหรือไง”
ฉือจือหยางหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าวต่อ “จริง นายไม่ได้โดนด่าครั้งแรกสักหน่อย”
ฉินอีอวี๋ฟังยังไงก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นการชม
“อวี๋เซิงหมดทางแล้วถึงได้ตั้งใจจะฉีกหน้ากันให้เละ เพราะไม่มีอะไรต้องแคร์แล้ว”
เหยียนจี้นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง “ถ้านายจะฟ้องอวี๋เซิง เคยคิดจะตามหาพ่อด้วยหรือเปล่า เพราะสัญญาฉบับนั้นเป็นสัญญาที่พ่อนายเซ็นนี่”
“ฉันเจอเขาแล้ว” ฉินอีอวี๋ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “แต่เสียดายที่เขาไม่มีลมหายใจ”
ทั้งโต๊ะเงียบกริบทันที มีแต่เสียงหม้อไฟเดือดปุดๆ และไอร้อนที่กำลังพวยพุ่ง
“นี่เป็นเรื่องดีนะ! ทำไมพวกนายถึงทำหน้าแบบนี้ล่ะ” ฉินอีอวี๋หยิบแก้วขึ้นมาชนแก้วของสมาชิกทั้งสาม “เท่ากับตอนนี้ฉันสลัดระเบิดเวลาลูกหนึ่งออกไปพ้นตัวแล้ว พวกนายน่าจะดีใจกับฉันสิถึงจะถูก”
หนานอี่คอยหันมามองหน้าเขาตลอด หัวใจค่อยๆ เต้นช้าลง
“คุณเจอพ่อได้ยังไง”
“หลินอี้ชิงให้คนไปหาตามกาสิโนในต่างประเทศเลยรู้ว่าเขาตายไปเมื่อหนึ่งปีก่อน กินยาเกินขนาดตาย จะว่าไปการตายแบบนี้มันโคตรร็อกเลย ที่เมืองนอกมีนักดนตรีหลายคนที่ตายแบบนี้กันเยอะแยะ” มุมปากของฉินอีอวี๋ยังคงโค้งเป็นรอยยิ้ม ถ้าให้คนอื่นมาดูคงไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังนั่งกินข้าวเม้าท์มอยอยู่ที่นี่ตอนนี้คือเด็กที่ไม่เหลือทั้งพ่อและแม่แล้ว
พูดจบนักร้องหนุ่มก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาลูบหลังหนานอี่
เพราะฉินอีอวี๋รู้ว่าถ้าเขาเล่าเรื่องนี้ออกไป คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือหนานอี่ ความจริงฉินอีอวี๋คิดเอาไว้นานแล้วว่าจะต้องมีวันนี้ นักร้องหนุ่มมีเซ้นส์ที่แม่นมากและคิดมาตลอดว่าตอนนี้เขากลับมายืนใต้แสงสปอตไลต์และมีชื่อเสียงอีกครั้ง ไม่มีทางที่พ่อแท้ๆ ผู้สมควรตายของเขาจะไม่กลับมาหาเรื่องเดือดร้อนให้
ยกเว้นว่าอีกฝ่ายจะตายไปแล้ว
นึกไม่ถึงว่าเขาจะเดาถูก พูดกันจริงๆ คือแวบแรกที่ฉินอีอวี๋รู้เรื่องนี้ เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจและมีแต่ความเฉยชา แต่เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่งเขาก็เริ่มเศร้าใจกับความเฉยชาของตัวเอง
แต่ตอนนี้ฉินอีอวี๋กลับยิ่งเจ็บที่ทำให้หนานอี่ต้องเสียใจ
ฉินอีอวี๋หันหน้าไปจับมือหนานอี่ ประสานมือกับเขาแล้วเขย่าเบาๆ “สบายใจได้ ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ แค่รู้สึกว่ามันไม่คุ้มอยู่นิดๆ เพราะสุดท้ายเงินที่พ่อได้ไปจากเพลงของฉันก็ทำให้เขาพบกับจุดจบแบบนี้ เซ็งเลย”
“ไม่หรอก” หนานอี่มองฉินอีอวี๋ด้วยสายตาแน่วแน่และจริงจัง “การที่คุณเอาเพลงพวกนั้นกลับมาต่างหากคือฉากจบที่ดีที่สุด”
ฉือจือหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพยักหน้าทันที “จริง เสี่ยวอี่พูดถูก นายจะฟ้องอวี๋เซิงไม่ใช่เหรอ งั้นอย่างมากอีกหนึ่งปีกว่านายก็ได้ลิขสิทธิ์เพลงพวกนั้นกลับมาแล้ว”
พอเห็นบรรยากาศเริ่มเศร้า เหยียนจี้จึงรีบเสนอว่า “จริง แถมตอนนี้ก็จบการประกวดแล้ว มีคนมาดีลกับฉันเรื่องการทัวร์คอนเสิร์ตเยอะมาก ถ้าพวกเราฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อนด้วยการเริ่มทำโชว์ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ฉันคิดว่าพวกเราน่าจะได้พักกันก่อน ถือโอกาสช่วงต้นปีไปเที่ยวพักผ่อนกันหน่อยเป็นไง”
ฉือจือหยางชูมือทั้งสองข้างขึ้นทันควัน “ฉันเห็นด้วย!”
“ฉันก็เห็นด้วย!” ฉินอีอวี๋เสนอว่า “หรือไม่เราไปยูนนานกันเถอะ!”
“ดีๆ ฉันอยากกินหม้อไฟเห็ด!” ฉือจือหยางเริ่มฝันหวานถึงของอร่อยอย่างจริงๆ จังๆ
ฉินอีอวี๋พูดจบก็หันไปมองหนานอี่ นักร้องหนุ่มจับมือเขาไว้พลางกระซิบถาม “โอเคไหม”
ใบหน้าของหนานอี่ปรากฏรอยยิ้มจางๆ “โอเค”
ขอแค่คุณแฮปปี้ก็พอ
พอกินหม้อไฟเสร็จและฉินอีอวี๋เอาข้อมูลเรื่องมือเจ็บลงโพสต์ในเวยป๋อเรียบร้อย พวกเขาทั้งสี่คนก็เริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ โดยไม่มีใครสนใจเลยว่าข้อมูลพวกนั้นจะทำให้คอมเมนต์ในโซเชียลแตกแตนแค่ไหน
ถึงจะบอกว่าพวกเขากำลังวางแผนท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ฉินอีอวี๋กับฉือจือหยางทำจริงๆ คือการเลื่อนดูคลิปสั้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและแชร์เข้าไปในกลุ่มอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับไม่มีใครเปิดดูลิงก์พวกนี้เลย กลายเป็นหนานอี่กับเหยียนจี้ที่ต้องใส่แว่นแล้วเอาแล็ปท็อปมาสร้างตารางใส่แผนการเดินทางอย่างจริงจัง จนดูเหมือนกับว่ากำลังทำงาน
กระทั่งห้าทุ่มฉินอีอวี๋กับฉือจือหยางต่างก็เลื่อนดูคลิปกันจนตาล้าแล้ว แต่ละคนจึงไปขดตัวหลับสนิทอยู่บนโซฟาเดี่ยวกันคนละตัว
ในที่สุดหนานอี่กับเหยียนจี้ก็ทำตารางการเดินทางท่องเที่ยวยูนนานเป็นเวลาสิบวันเสร็จเรียบร้อย สองหนุ่มลุกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะบิดขี้เกียจพร้อมกัน
การได้เห็นแผนงานที่สวยงามมีทั้งแผนบีและแผนซีไว้กันพลาด ทำให้พวกเขาสบายใจมาก
จังหวะนี้เองมือถือของเหยียนจี้ก็ดังขึ้น ทำให้ฉินอีอวี๋กับฉือจือหยางนิ่วหน้าพร้อมกันแล้วใช้หมอนปิดหู
ดึกขนาดนี้แล้ว ใครยังจะโทรมาอีก หนานอี่ถอดแว่นแล้วนวดสันจมูก
“ฮัลโหล?”
หนานอี่เห็นสีหน้าของเหยียนจี้เปลี่ยนจากสงบนิ่งเป็นฉงน และสุดท้ายก็กลายเป็นพูดไม่ออก
“มีอะไร”
หนานอี่เอ่ยถามหลังเหยียนจี้วางสาย
เหยียนจี้ถอนหายใจยาวเหยียดหนึ่งครั้ง เขามองแผนการท่องเที่ยวที่ตัวเขากับหนานอี่สู้อุตส่าห์ทำขึ้นมาด้วยความยากลำบากแล้วยกมือขึ้นตบไหล่หนานอี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เสี่ยวอี่ แผนเปลี่ยน”
“อะไรนะ”
ประโยคสั้นๆ จากเหยียนจี้ทำร้ายจิตใจของหนานอี่ได้มากกว่าการที่เขาเก็บคลิปละเมอของฉินอีอวี๋ได้ไม่ครบห้าครั้งและทำให้มือเบสหนุ่มเจ็บปวดยิ่งกว่าการฆ่าเขาให้ตายเสียอีก
วินาทีต่อมาเหยียนจี้ก็ปรบมือดังๆ เหมือนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมเจ็บอยู่กับหนานอี่แค่สองคน
“ตื่นๆ เลิกนอนได้แล้ว” เหยียนจี้เดินไปโซฟาที่ฉินอีอวี๋กับฉือจือหยางนอนอยู่ หยิบหมอนของพวกเขาขึ้นมาเพื่อตะโกนใส่หูว่า “ตื่นนน”
เสียงนี้ทำให้ฉินอีอวี๋กับฉือจือหยางต้องเสยผมขึ้น หน้าตาย่นยู่ ปรือตา เงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ
แต่ปฏิกิริยาแรกของฉือจือหยางนั้นแย่กว่าฉินอีอวี๋ “มีอะไร ไฟไหม้เหรอ”
“ประมาณนั้น” เหยียนจี้ที่ยืนอยู่บนพรมประกาศว่า “เมื่อกี้ฉันได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง ทางรายการโทรมา”
“รายการไหนอีกล่ะ” ฉินอีอวี๋แหงนหน้าขึ้นหลับต่อ “ถ้าไม่ใช่รายการเรียลลิตี้เดต ฉันไม่รับงาน”
รายการนี้มันก็ประมาณนั้นแหละ เหยียนจี้คิดก่อนพูดต่อว่า “เพื่อนเก่าเราเอง รายการเครซี่แบนด์ พวกเขาเคาะแล้วว่าจะเปิดรายการอีกครั้ง หรือพูดให้ถูกคือสานต่อการแข่งขันรอบก่อน โดยให้แข่งรอบตัดสินกันอีกครั้ง เป็นการแข่งขันรอบไฟนอลที่ทางรายการเคยให้สัญญาเอาไว้”
“หา?”
“อีกสิบสี่วันงานจะจัดขึ้นที่หาดอรัญญา”
* เฟ่ยหยางหยาง เป็นตัวละครในการ์ตูนจีนเรื่อง Pleasant Goat and Big Big Wolf ซึ่งตัวละครนี้มีนิสัยหุนหันพลันแล่นและใจร้อน
* หยกหินมอดไหม้ไปพร้อมกัน เป็นสำนวน หมายถึงตายไปพร้อมกันทั้งหมดไม่ว่าคนดีหรือคนเลว ฝ่ายตนหรือฝ่ายศัตรู
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



