ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 111 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 111 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 111 บทเรียนจากความรัก

 

ความจริงครั้งแรกที่หนานอี่รู้เรื่องที่ฉินอีอวี๋ขายกีตาร์เกิดจากความบังเอิญ

ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้สิ้นปีเหมือนกัน เขาตั้งใจจะซื้อเบสตัวใหม่เพิ่มเลยเข้าไปดูในเว็บจำหน่ายเครื่องดนตรีมือสอง ทว่าเขาไม่อยากให้ส่งสินค้าทางไปรษณีย์เพราะกลัวเบสจะถูกกระแทกเลยเลือกซื้อของจากร้านที่อยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ใครจะรู้ว่าระหว่างที่เลื่อนดูของไปเรื่อยๆ หนานอี่จะเห็นการแจ้งเตือนเรื่องกีตาร์ไฟฟ้ามือสอง

ภาพปกนั้นคุ้นตาเขามาก เพราะมันคือกีตาร์ไฟฟ้า Ibanez RGT1221 รุ่นพรีเมี่ยมสีแดง

เขาจำได้ว่าตอนวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ออกทัวร์ ฉินอีอวี๋เคยใช้กีตาร์ไฟฟ้าตัวนี้ ตอนนั้นเขาแอบทึ่งอยู่ในใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นสีหรือรุ่นก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่สั่งทำมาเพื่อคนคนนี้โดยเฉพาะ มันจึงควรจะถูกเขาสะพายไว้บนตัว

หนานอี่เลยหยุดอยู่ตรงนั้นเพื่อดูมันให้นานขึ้น และตอนนั้นเองที่หนานอี่มั่นใจว่ากีตาร์ไฟฟ้าตัวนี้คือกีตาร์ของฉินอีอวี๋

เพื่อพิสูจน์ว่าความทรงจำของตนไม่ผิดพลาด หนานอี่จึงย้อนกลับไปหารูปถ่ายรวมหลังเวทีในคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งที่สวี่ซือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแล้วซูมภาพเพื่อเปรียบเทียบ ก่อนจะพบว่าที่ก้นกีตาร์ทั้งสองตัวมีรอยกระแทกแบบเดียวกันเป๊ะ ถึงจะเป็นรอยเล็กมาก แต่คนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำแบบเขาย่อมจำได้แม่น

เพราะทุกครั้งที่เห็นรอยนี้ หนานอี่จะอยากช่วยฉินอีอวี๋ทำสีใหม่จับใจ

พอเลื่อนดูต่อก็เจอ James tyler ST และ ESP รุ่นหัวกะโหลก รวมถึง momose Tele Sunburst แถมยังมี Silent Siren ของ Feder รวมทั้งหมดห้าตัว โดยขายแบบเหมา

อาจเป็นเพราะลิงก์นี้เพิ่งถูกเอามาแปะได้ไม่นาน หรืออาจเพราะการขายเหมาเท่ากับ ‘การเลหลัง’ คนดูไม่เป็นเลยไม่กดเข้าลิงก์ไป ส่วนคนดูเป็นก็กลัวถูกหลอกเลยยังไม่ประมูลชั่วคราว

ถึงจะเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่หนานอี่ก็ใช้เงินแต๊ะเอียที่เก็บสะสมมาตลอดซื้อกีตาร์ห้าตัวนี้ รอยขีดข่วนและดีเทลการปรับแต่งบนกีตาร์แต่ละตัวราวกับมีชีวิตขึ้นมาและกำลังตะโกนบอกเขาว่า ‘ฉันคือฉินอีอวี๋ รีบมาสอยฉันเร็ว!’

เขาเลยไปสอยพวกมันมา

หลังตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย พอหนานอี่ขอนัดรับสินค้า อีกฝ่ายก็ตกลง แต่สถานที่กลับเป็นร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีแห่งหนึ่ง

ถึงตอนนั้นหนานอี่จะรู้ว่าตัวเองยังเจอฉินอีอวี๋ไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้เสียใจมาก เนื่องจากตลอดหลายวันก่อนหน้านี้เขาเกร็งเรื่องที่จะได้เจอกับอีกฝ่ายมาก ทว่าพอเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามอย่างที่นึกภาพไว้ เขากลับรู้สึกโล่งอก

เจ้าของร้านบอกหนานอี่ว่ามีคนวานให้พวกเขาขายกีตาร์ห้าตัวนี้ให้

‘ใครเหรอครับ’

อีกฝ่ายใช้เวลานึกอยู่พักหนึ่ง ‘ก็…เป็นคนร่างผอมสูง หน้าตาดีมาก ทำผมทรงเดรดล็อก สักนิ้วทั้งสิบนิ้ว รวมถึงไหปลาร้าเป็นลายสักสี…รูปผีเสื้อหรือแมลงปอนี่แหละ ฉันก็จำไม่ได้’

โจวไหว

‘คราวหน้าถ้าเขาจะขายกีตาร์อีก คุณช่วยบอกผมได้หรือเปล่าครับ’ หนานอี่เขียนเบอร์โทรของตัวเองให้เจ้าของร้านกีตาร์

‘ได้ครับ’

หนานอี่ได้รับการติดต่อจากเจ้าของร้านกีตาร์อีกสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไป

เวลามองดูกีตาร์พวกนี้หนานอี่จะรู้สึกสับสนมึนงง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรฉินอีอวี๋ถึงได้ทอดทิ้งพวกมัน ต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างถึงทำให้คนที่รักกีตาร์เท่าชีวิตแบบฉินอีอวี๋ยอมขายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของตัวเอง

หนานอี่ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เขารู้สึกเวทนากีตาร์พวกนี้มาก

 

หนานอี่รู้เรื่องที่ฉินอีอวี๋ขายกีตาร์รอบต่อมาตอนที่ฉินอีอวี๋ย้ายกลับมาที่ปักกิ่งแล้ว นักร้องหนุ่มไม่ได้ขายกีตาร์ผ่านร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีอีก แต่ถึงเขาจะเปลี่ยนช่องทาง หนานอี่ก็ยังรู้

เป็นเพราะฉินอีอวี๋ขายกีตาร์แบบโจ่งแจ้งมาก หรือเพราะกีตาร์พวกนั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นเกินไป หนานอี่เองก็ไม่รู้

จนตอนนี้เขาถึงเพิ่งรู้ว่ากีตาร์ไฟฟ้าพวกนี้ ไม่มีตัวไหนเลยที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก

สิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวของจริงคือแววตาอันบ้าคลั่งของฉินอีอวี๋ที่เขาเฝ้ามองมาตลอด

 

ฉินอีอวี๋ยืนกอดหนานอี่อยู่ที่หน้าตู้เก็บกีตาร์ ซบหน้าเข้าที่ซอกไหล่เขาพลางพูดเสียงเบาหลายต่อหลายครั้งว่า “ขอบใจ”

หนานอี่ไม่ได้ต้องการความรู้สึกขอบคุณจากอีกฝ่าย เพราะกีตาร์พวกนี้ก็ช่วยค้ำจุนให้เขาผ่านช่วงแย่ๆ ที่แสนยาวนานมาหลายครั้งเหมือนกัน

“เด็กอย่างนายไปเอาเงินจากไหนมาซื้อกีตาร์พวกนี้”

ต่อให้ตอนนั้นฉินอีอวี๋จะรีบเอาของออกมาขายแบบมั่วซั่ว แต่รวมๆ กันแล้วก็เป็นเงินก้อนโตจนเว่อร์อยู่เหมือนกัน

“อ๋อ…ส่วนหนึ่งเป็นเงินแต๊ะเอียที่ผมสะสมมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ก็มีส่วนที่ขอจากพ่อแม่ด้วย” หนานอี่เล่า “ผมบอกพ่อแม่ว่าไว้ผมหาเงินได้แล้วจะคืนให้”

เรื่องสนุกที่สุดคือพ่อแม่แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอันไหนคือเบส อันไหนคือกีตาร์ แต่เพราะพวกเขาเข้าใจว่าหนานอี่อยากซื้อของให้ตัวเองเลยควักเงินออกมาให้ด้วยความยินดีมาก แถมยังชอบพูดอวยต่อหน้าเขาว่า ‘เบสตัวนี้สวยจริงๆ’ ไม่ก็ ‘เบสตัวนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าของดี’ แต่หนานอี่ไม่ได้ปฏิเสธ นอกจากยิ้มอย่างอ่อนใจ

“ฉันจะคืนเงินให้นาย” ฉินอีอวี๋รีบบอกทันที “ตอนนี้เพลงของวงเดอะเกรตโมเมนต์มีรายได้เข้าตลอด…”

“ไม่เอา” หนานอี่ปฏิเสธไวกว่า

ฉินอีอวี๋ทำตาแดงๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา “ทำไมล่ะ”

“ไม่ทำไม” หนานอี่ตั้งใจปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป

กีตาร์พวกนี้เป็นของผมทุกตัว ตัวคุณเองก็เหมือนกัน หนานอี่พูดในใจ

ฉินอีอวี๋นิ่งไปพักหนึ่ง สุดท้ายก็พูดอย่างอ่อนใจ “งั้นเบสของนายทุกตัวต่อจากนี้ต้องให้ฉันเป็นคนซื้อ”

มุมปากหนานอี่ยกโค้ง “โอเค ผมจะเปลี่ยนเบสใหม่ทุกเดือน”

ขอแค่อย่าเปลี่ยนฉันออกจากตำแหน่งแฟนก็พอ ฉินอีอวี๋เอาหน้าผากชนกับหน้าผากของเขาพลางพูดยิ้มๆ “ไม่มีปัญหา”

นักร้องหนุ่มกอดอีกฝ่ายพลางมองดูกีตาร์ที่เป็นประจักษ์พยานให้แก่อดีตของตนแล้วรู้สึกสะท้อนใจ อารมณ์ของเขาปั่นป่วน หลังความปลื้มปีติยินดีผ่านพ้นไป เขาก็รู้สึกเศร้าและเผลอระบายความในใจออกมา

“เสียดายที่ตอนนี้ฉันเล่นกีตาร์พวกนี้ไม่ได้แล้ว”

หนานอี่เอียงศีรษะ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แต่น้ำเสียงกลับอ่อนโยนอย่างยิ่ง “คุณรู้ได้ไงว่าตัวเองเล่นไม่ได้”

ฉินอีอวี๋ชะงัก หนานอี่พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร

ไม่นานฉินอีอวี๋ก็จับกระแสอ่อนละมุนได้จากสายตาคมกริบคู่นั้น เหมือนแสงตะวันที่สาดส่องอยู่เหนือทะเลสาบที่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง

“ลองก่อน”

หนานอี่พูดสั้นๆ แค่สองคำ แต่กลับทำให้หัวใจของฉินอีอวี๋สั่นสะท้านอยู่นาน

นักร้องหนุ่มก้มลงไปหยิบกีตาร์ไฟฟ้าตัวที่เขาหยิบออกมาจากตู้เมื่อกี้ขึ้นมาพลิกดูแล้วก็ถึงบางอ้อ

นี่…มันถูกปรับแต่งให้เล่นสลับมือได้

ฉินอีอวี๋เงยหน้าขึ้นไล่มองกีตาร์แต่ละตัว

ทุกตัวล้วนผ่านการปรับแต่งมาหมดแล้ว

“นายโมมันตั้งแต่เมื่อไหร่”

ลักยิ้มที่มุมปากของหนานอี่ค่อยๆ ปรากฏออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นสีหน้าของฉินอีอวี๋ฉายแววแตกตื่น ตื้นตัน และยินดีปะปนกัน มิน่าคนที่มีความรักถึงได้ชอบเซอร์ไพรส์ฝ่ายตรงข้ามกันจัง

“ตอนที่เดาได้ว่าคุณเริ่มหัดสลับมือเล่นกีตาร์” หนานอี่พูดเสียงเบา “บางครั้งผมจะแอบหนีออกจากค่ายมาทำธุระจำเป็น เสร็จแล้วก็กลับมาปรับกีตาร์ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะมอบพวกมันให้คุณก่อนเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ต แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะดึงการแข่งรอบไฟนอลขึ้นมาใหม่”

ฉินอีอวี๋ตะลึงงันอยู่พักใหญ่ น้ำตาเกือบไหลอีกรอบ

ทำไมเด็กหนุ่มที่หลีกหนีความรักและการถูกรักมาตั้งแต่เล็ก คนที่เข้าใจว่าในชีวิตของตัวเองเหลือเพียงความอาฆาตพยาบาทคนหนึ่ง ถึงรักเขามากขนาดนี้

“ยุ่งยากมากไหม” ฉินอีอวี๋มองหนานอี่ด้วยตาแดงๆ แล้วดึงมืออีกฝ่ายมานวด

“ก็พอไหว” หนานอี่พูดแบบชิลมาก “แค่ตอนขัดนัต* กับปรับระยะห่างระหว่างสายต้องใช้ความอดทนนิดนึง”

โชคดีที่เขาเป็นคนมีความอดทนสูง

ฉินอีอวี๋หอบกีตาร์ไปนั่งที่ข้างเตียงของหนานอี่เพื่อลองเล่นดู นักร้องหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างดีใจมาก

“เป็นกีตาร์มือซ้ายที่เพอร์เฟ็กต์สุดๆ!”

“งั้นก็ดี” หนานอี่ติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าลิสต์รายการในใจอีกอัน เรื่องนี้ทำให้เขามีความสุขหรือต้องบอกว่าโชคดี เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เวลาที่คนเราดีใจจะอยากทำอะไรนะ

พอหนานอี่คิดได้แบบนี้ ร่างสูงก็ชิงเดินไปนั่งข้างฉินอีอวี๋แล้วบอกเขาว่า “ตอนนี้คุณจูบผมได้แล้ว”

พูดแบบนี้จะดูแปลกเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ

แต่สิ่งที่หนานอี่คิดอยู่ในใจคือวันที่พวกเขาไปกินข้าวกับเพื่อนๆ แล้วดื่มจนเมาแอ๋ ฉินอีอวี๋บอกว่าอยากจูบเขา ทว่าสถานการณ์ตอนนั้นไม่อำนวย

แต่ฉินอีอวี๋เหมือนจะไม่รู้สึกว่าคำพูดของหนานอี่มันแปลกที่ตรงไหน นักร้องหนุ่มรวบตัวหนานอี่ไปกอดและจูบเขาทันที สิ่งเดียวที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของหนานอี่คือฉินอีอวี๋จูบมุมปากของเขาอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจเหมือนจุมพิตของเด็กๆ

ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ให้คำตอบเรื่องนี้ออกมาเองว่า “ฉันแค่คิดว่า…ที่นี่คือบ้านนาย แถมฉันยังจูบนายในห้องนอนที่นายอยู่มาตั้งแต่เล็กจนโตอีก มันก็ผิดบาปอยู่นะ” พอพูดจบฉินอีอวี๋ก็ยิ้มซื่อบื้อออกมา

ทั้งที่ตอนเข้ามาในห้องเขาพูดแหย่หนานอี่มาตลอด แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่กล้า

ทว่าหนานอี่กลับใช้มือปัดหมุดปากของเขาพลางหัวเราะเบาๆ

“คุณก็มีเวลาที่รู้จักผิดชอบชั่วดีเหมือนกันนี่”

มือเบสหนุ่มหยิบกีตาร์ในวงแขนของฉินอีอวี๋ออกแล้วขึ้นไปนั่งคร่อมในอ้อมกอดของเขาแทน ตามด้วยการจูบในแบบที่ชวนบาปยิ่งกว่า วงแขนนั้นรัดแน่นยิ่งขึ้น หนานอี่รับรู้ได้ว่าที่แท้การทำให้ฉินอีอวี๋ร้องไห้และยั่วยวนเขาล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ตนอารมณ์ดี

พอจูบกันไปเรื่อยๆ หนานอี่ก็ถูกฉินอีอวี๋จับกดลงบนเตียง มือเบสหนุ่มมองฉินอีอวี๋หายใจหอบอยู่บนร่างของตัวเอง

หนานอี่เข้าใจว่าฉินอีอวี๋จะไปต่อ แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ คนคนนี้จะเอ่ยเงื่อนไขข้อหนึ่งขึ้นมาแบบไม่มีการขึ้นต้นและลงท้าย

“ต่อจากนี้เงินที่ฉันหาได้ยกให้นายดูแล โอเคไหม”

หนานอี่งง เขาเข้าใจว่าพวกเขากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกัน แต่ทำไมจู่ๆ ถึงมาพูดเรื่องเงินกันได้ ทั้งที่เรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องผิดบาปยิ่งกว่าอีก

“หา?” หนานอี่กะพริบตา “ทำไมล่ะ”

“แม่ฉันเขาก็ทำแบบนี้ แม่เป็นคนดูแลเงินของทุกคนในบ้าน ตอนนั้นถึงบ้านฉันจะทะเลาะกันเปิดเปิง แต่ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ก็ยังพอโอเค” ฉินอีอวี๋ทำหน้านิ่งเหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ

หนานอี่ใคร่ครวญข้อเสนอที่ฉินอีอวี๋พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยลองเอาตัวเองไปยืนอยู่ในมุมของเขา

สักพักมือเบสหนุ่มก็เข้าใจ

การเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้รักกันทำให้ความรู้เรื่องความรักของฉินอีอวี๋เท่ากับศูนย์

ประสบการณ์ของเขาได้สอนว่าการยกให้อีกฝ่ายดูแลเงินคือสิ่งที่ใกล้เคียงกับการแสดงความรักแล้ว

หนานอี่เงียบไปนานกว่าจะเอ่ยปากพูดเสียงเบาว่า “ดูเหมือนคุณตั้งใจจะแต่งงานกับผมจริงๆ”

“ก็แหงสิ” ฉินอีอวี๋หูแดง จุ๊บปากหนานอี่พร้อมรอยยิ้ม “แต่เรื่องนี้จะโทษฉันได้เหรอ วันนี้นายเป็นคนพาฉันมาดูของพวกนี้เองนะ มันต่างจากการขอแต่งงานตรงไหน”

หัวใจของหนานอี่เต้นแรงขึ้น “ใครขอคุณแต่งงาน คนที่ตัดหน้าทำแหวนกับเอ่ยคำสาบานไม่ใช่ผมสักหน่อย”

“แสดงว่าตรรกะของนายยอมรับแล้วใช่ไหมว่าแหวนวงนี้คือแหวนสำหรับขอแต่งงาน” ฉินอีอวี๋จับมือของหนานอี่ขึ้นมาจูบนิ้วนางกับแหวนที่ทำขึ้นจากสายกีตาร์ “แสดงว่าการที่นายใส่มันติดนิ้วตลอดคือการตอบรับคำขอแต่งงานแล้วล่ะสิ ถ้างั้นตอนนี้นายก็ไม่ใช่แค่แฟนของฉัน แต่เป็นคู่หมั้น…”

นี่มันตรรกะอะไร

หนานอี่ยกมือขึ้นปิดปากฉินอีอวี๋

“เลิกพูดพิลึกได้แล้ว”

ฉินอีอวี๋ยิ้มจนตาหยีโค้ง เขาจูบกลางฝ่ามือของหนานอี่ซ้ำๆ ก่อนจะปล่อยออก

รอยยิ้มของนักร้องหนุ่มค่อยๆ จางหาย ร่างสูงเอนตัวลงนอนข้างหนานอี่ เบียดกับอีกฝ่ายอยู่บนเตียงเดี่ยวเล็กๆ ตอนที่ฉินอีอวี๋เดินเข้ามาในคอนโดฯ แห่งนี้ เขาได้เห็นรายละเอียดอันแสนอบอุ่นมากมายด้วยตาตัวเอง ถึงได้รู้ว่าที่แท้ครอบครัวที่มีความสุขมันเป็นแบบนี้เอง มันช่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนขนาดนี้

ตัวเขาเหมือนคนที่ไม่เคยพบเห็นสมบัติล้ำค่าถึงได้แตกตื่นตะลึงงันอยู่ในใจ ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองแค่มาเยี่ยมชมความผูกพันและความอบอุ่นในครอบครัวที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเขาเท่านั้น

จนได้เห็นกีตาร์ที่โชว์อยู่ในตู้ ทั้งหมดบนผนังนั่นคือกีตาร์ของเขาเอง

นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากจริงๆ ตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ฉินอีอวี๋มีแต่จะเสียสิ่งที่เขาครอบครองไปทีละชิ้น แต่ตอนนี้ของพวกนั้นกลับคืนมาหาเขาราวกับเป็นปาฏิหาริย์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นเพราะหนานอี่

แล้วคนคนนี้ล่ะ

ฉินอีอวี๋ตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ได้มาไปอีกครั้งอย่างอธิบายไม่ถูก

การที่มีคนมาทำดีด้วย ยอมทุ่มเทเพื่อเขา หรือแสดงออกถึงความรักอย่างบ้าคลั่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับฉินอีอวี๋ เขาชินไปนานแล้ว ยิ่งความรักที่ผู้คนเอาออกมาปรนเปรอให้เขานั้นคลั่งไคล้รุนแรงมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเท่านั้น

แต่ตอนนี้เมื่อเขาได้เจอกับความรักอันเงียบสงัดของหนานอี่ ฉินอีอวี๋กลับทำอะไรไม่ถูก

ทำไมถึงเป็นแบบนี้

เขาควรทำหน้าแป้นแล้นแล้วพูดว่า ‘เสียไปแล้วไง’ ก่อนจะตะโกนดังๆ ว่า ‘ช่างความรักแม่งสิ’ จากนั้นก็หว่านเสน่ห์ไปเรื่อยเปื่อย ปฏิเสธใครต่อใครตามใจชอบ ทำร้ายจิตใจพวกเขา ยิ้มหน้าเป็นแบบไม่แคร์เหมือนกำลังเล่นเกมให้ผ่านไปวันๆ หรือไม่จริงล่ะ

ตอนที่หนานอี่ฝนนัตใช้กระดาษทรายอะไรและขัดยังไง

เขาใช้กระดาษทรายนั่นขัดฉันอยู่เงียบๆ ด้วยหรือเปล่า ตัวฉันถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้

“ช่วงนี้ฉันชอบคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่ตอบรับคำชวนเข้าวงของนายก็จะไม่มีวันนี้เลยหรือเปล่า เราคงไม่…”

ไม่รอให้ฉินอีอวี๋พูดคำว่า ‘ได้คบกัน’ สามคำให้จบ หนานอี่ก็ชิงตอบปัดก่อนว่า “ไม่หรอก”

ฉินอีอวี๋หันหน้ามามองเขาพลางถามว่า “เพราะอะไร”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน หนานอี่ก็จะมีแผนเอและแผนบีเสมอ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฉินอีอวี๋ เขายิ่งมีแผนรองรับมากกว่าเดิม

“ต่อให้คุณไม่ตอบรับ ผมก็จะเข้าร่วมการประกวดต่อไป รอให้ผมเอาคืนคนพวกนี้เรียบร้อยแล้ว ผมก็จะย้อนกลับไปหาคุณ ดึงคุณให้ลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ไม่ว่ายังไงนี่คือภารกิจที่ผมต้องทำให้สำเร็จ”

คนคนนี้ดื้อรั้นจนน่ากลัวจริงๆ ฉินอีอวี๋หัวเราะ “ฉันนึกว่านายจะแอบเอากีตาร์พวกนี้ไปคืนให้ฉัน จากนั้นพวกเราก็ต่างคนต่างไปซะอีก”

“จะทำแบบนั้นได้ไง” หนานอี่ลูบแก้มฉินอีอวี๋ ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นอย่างไม่ปิดบัง

“จิ่วจิ่ว คุณคือเป้าหมายของผม”

เป้าหมาย

ฉินอีอวี๋ชอบคำนี้มาก

เขาหวังเหลือเกินว่าลูกธนูอันเยียบเย็นคมกริบของหนานอี่จะเล็งมาที่ตนตลอดกาล

 

หลังออกจากคอนโดฯ ที่เต็มไปด้วยความรัก สมองส่วนที่ชอบคิดเลอะเทอะของฉินอีอวี๋ก็เหมือนมีสติแจ่มใสขึ้นมา เขาถือกีตาร์ตัวที่แม่ให้เดินออกมาจากคอนโดฯ ของครอบครัวหนานอี่ด้วยความรู้สึกเหมือนได้รับความรักแท้จากห้องห้องนั้น

มอเตอร์ไซค์แล่นโต้สายลมหนาวเสียดกระดูก ฉินอีอวี๋ที่นั่งซ้อนหลังอยู่กอดหนานอี่ไว้ หัวใจจดจ่ออยู่กับท่วงทำนองที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่ต้องใช้สมองคิด

เขาอยากถมช่องว่างในใจของหนานอี่และมอบความรักให้อีกฝ่ายแทนญาติที่จากไป แต่ฉินอีอวี๋เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนประถมในด้านนี้

ฉินอีอวี๋ใช้กีตาร์ที่หนานอี่ปรับแต่งให้แต่งเพลงเสร็จภายในเวลาสิบกว่านาที ส่วนเนื้อเพลงนั้นเขาฝันเห็นตอนหลับ พอตื่นขึ้นมาฉินอีอวี๋ก็รีบจดประโยคเหล่านั้นไว้ ทุกอย่างราบรื่นเหมือนตัวเขาไม่ใช่คนแต่งเพลง แต่เป็นแค่ร่างทรง

ข่าวการนำการแข่งขันรอบไฟนอลกลับมาแข่งใหม่แพร่กระจายไปตามสื่อต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว

“แม่เจ้า บัตรพรีเซลล์หมื่นใบหมดภายในหนึ่งวินาที…”

ในห้องซ้อมสำหรับบุคคลทั่วไปที่วงเดอะเกรตโมเมนต์มายืมใช้ ฉือจือหยางนั่งเลื่อนมือถืออยู่บนเก้าอี้มือกลองด้วยความรู้สึกตื้นตัน “รายการเครซี่แบนด์นี่มันดังจริง”

“ตอนนี้คนที่ดีใจที่สุดน่าจะเป็นแฟนเพลง เพราะจะได้ดูโชว์อีกครั้ง แถมยังจัดเป็นเทศกาลดนตรีริมทะเลด้วย” เหยียนจี้พูดยิ้มๆ

“เหรอ” หนานอี่ที่สะพายเบสเรียบร้อยแล้วพูดอย่างไม่เกรงใจว่า “คงไม่ใช่ฝีมือหลินอี้ชิงอีกหรอกนะ”

“ก็มีเหตุผล” ฉือจือหยางวางมือถือลงแล้ว เหมือนนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้เลยบอกพวกเขาว่า “เออ วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ถอนตัวแล้วนะ”

“ถอนตัวจริงอะ” เหยียนจี้เลิกคิ้ว “เมื่อสองสามวันก่อนฉันยังเห็นพวกเขาปั่นกระแสกันอยู่เลย เป็นประกาศจากออฟฟิเชียลหรือเปล่า”

“ใช่ พวกเขาบอกว่าเป็นเพราะสุขภาพของสวี่ซือมีปัญหาเลยอยู่ร่วมรายการต่อไม่ได้” ฉือจือหยางถอนหายใจ “นึกว่าจะได้ดวลกับพวกเขาตอนไฟนอลอีกรอบซะอีก”

“จริง คนที่ขัดใจที่สุดในวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์น่าจะเป็นอินลวี่ ดีไม่ดีเขาอาจอาละวาดฟาดงาด้วย” เหยียนจี้เริ่มเลียนน้ำเสียงทึ่มทื่อของอินลวี่เวลาพูด “ไม่ ผมจะเข้าร่วมการแข่งรอบไฟนอล ผมจะไม่ถอนตัว ผมจะไปหาหนานอี่”

ฉือจือหยางขำจนตัวงอหน้าหงาย ตบต้นขาเสียงดัง ในขณะที่หนานอี่ทำหน้าพูดไม่ออก

จังหวะนี้เองฉินอีอวี๋ที่สะพายกีตาร์อยู่ก็ถือนมที่เพิ่งซื้อผลักประตูเดินเข้ามา

“เชี่ย เมื่อกี้ฉันหลงทาง มหา’ลัยของพวกนายมีห้องเรียนเยอะมาก แถมมีผู้หญิงรู้จักฉันเลยตื๊อจะขอถ่ายรูปด้วยให้ได้”

ฉือจือหยางจับเปียตัวเอง “แล้วนายให้ถ่ายไหม”

“ให้สิ แถมฉันยังโพสท่าต้นมะพร้าว* ในตำนานให้ด้วย” ฉินอีอวี๋ใช้ขวดนมในมือตัวเองมาสาธิตท่าให้ทุกคนดูก่อนโยนนมขวดนั้นให้หนานอี่

แค่คิดถึงท่าโพสของเขา หนานอี่ก็หมดอารมณ์จะดื่มนมแล้ว

เหยียนจี้หลับตาลง “ขอทีล่ะ เลิกเอาหน้าหล่อๆ ไปทำเรื่องเพี้ยนๆ สักทีได้ไหม”

“บรรลัยแล้ว พรุ่งนี้ต้องมีคนมาดักเจอนายเยอะกว่าเดิมแหงๆ” ฉือจือหยางมองฉาบของตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันขยับเลยยื่นมือออกไปจับขอบฉาบไว้

“นายรู้ได้ไง”

หนานอี่เปิดขวดนมแล้วดื่มหนึ่งอึก “เพราะเมื่อวานเขาก็โดนแบบนี้”

“แต่ฉันไม่ได้โพสท่าติงต๊องแบบนี้นะ!” ฉือจือหยางไม่อยากโดนเอาไปเปรียบเทียบกับฉินอีอวี๋เลยรีบแก้ต่างให้ตัวเอง

เหยียนจี้ยิ้มน้อยๆ พลางผงกศีรษะสนับสนุนฉือจือหยาง แต่ในใจมีภาพที่ฉือจือหยางถ่ายรูปกับแฟนเพลงซึ่งเขาเซฟเก็บไว้ทุกรูปแวบเข้ามา ท่าโพสของฉือจือหยางในแต่ละรูปนั้นน่ารักน่าหยิกมาก

“ซ้อมกันเถอะ” หนานอี่ดึงประเด็นกลับมาที่เรื่องสำคัญ “เมื่อวานทุกคนเอาเดโมในคลังทั้งหมดมาถกกันแล้ว สรุปว่าจะเลือกเพลงไหน ถ้าเลือกเพลงได้แล้วจะได้รีบซ้อม”

“ฉันว่าเพลงพั้งก์เพลงนั้นก็ดีนะ ไวบ์ค่อนข้างเร่าร้อน เหมาะให้ผู้ชมหน้าเวทีชูหมัดแล้วจับไหล่กันเป็นขบวนรถไฟ” ฉือจือหยางว่า “เป็นแนวที่พวกเราถนัดด้วย”

เหยียนจี้พยักหน้า “หรือไม่ก็เพลงนี้” มือคีย์บอร์ดหนุ่มเล่นโน้ตให้ฟัง “เมื่อวานเสี่ยวหยางเล่นเพลงนี้ เป็นแนวนิวเวฟ* ก็เพราะดีเหมือนกัน ไว้ใส่พวกเสียงสังเคราะห์เข้าไปเพิ่ม เรายังไม่เคยลองเล่นเพลงแนวนี้เลย ดูแล้วค่อนข้างแปลกใหม่ดี”

ฉือจือหยางดึงไม้ตีกลองออกมาเตรียมพร้อม “ถ้าอยากชนะ ไวบ์เป็นเรื่องสำคัญมาก กลองต้องหนัก ร้องต้องให้สนุก ทำให้คนฟังกระโดด…”

ในสมองของหนานอี่มีเพลงที่ทั้งคู่เสนอแวบเข้ามา แต่ละเพลงฟังดูไม่เลว ทว่ามันเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง ซึ่งเขาเองก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันขาดอะไรไป

แน่นอนว่าเทศกาลดนตรีควรมีความเร่าร้อนจนลืมตัว วงที่อยู่บนเวทีต้องใช้จังหวะอันทรงพลังเพื่อกดดันและสะกดคนฟังไว้ รวมถึงแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมพร้อมหยาดเหงื่อเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนของทุกคนขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฉินอีอวี๋ชำนาญที่สุด

แต่ตอนนี้หนานอี่กลับคิดถึงโชว์ที่ตัวเองยืนดูอยู่บนหาดอรัญญาครั้งล่าสุด โชว์สิบหกนาทีนั้นเป็นโชว์ที่เขย่าหัวใจเขาที่สุด ทั้งที่มันไม่ใช่โชว์ที่แสดงพลังอะไรเลย

ฉินอีอวี๋ยืนอยู่บนเวทีว่างๆ ร้องเพลงแนวบลูร็อกเพลงหนึ่งแบบอะคูสติก เป็นการร้องที่สื่อถึงความร้าวรานและสับสนในชีวิตช่วงวัยรุ่นที่แสนจะเรียบง่าย

“อันที่จริงฉันแต่งเพลงไว้เพลงหนึ่ง” จู่ๆ ฉินอีอวี๋ที่สะพายกีตาร์อยู่เงียบๆ มาตลอดก็พูดโพล่งขึ้น “ไม่ใช่แค่เดโมแล้วนะ เพราะแต่งเกือบเสร็จแล้ว แต่ยังขาดท่อนบริดจ์อยู่”

“ใส่เนื้อแล้วเหรอ” เหยียนจี้ค่อนข้างประหลาดใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะเก่งขนาดนี้ “เป็นเพลงแนวไหน”

“อืม…” ฉินอีอวี๋ดีดสายกีตาร์เรื่อยเปื่อย ก่อนจะก้มศีรษะลง “ความจริงมันเหมือนจดหมายของใครคนหนึ่งมากกว่า แต่คนเขียนจดหมายไม่ใช่ฉัน ฉันเป็นแค่คนส่งสาร”

ฉือจือหยางงงว่าทำไมฉินอีอวี๋ถึงได้พูดจาเป็นนามธรรมแบบนี้

“หมายความว่าอะไร ฉันไม่เข้าใจ นายร้องให้ฉันฟังเลยดีกว่า”

“ได้” ฉินอีอวี๋สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้งแล้ววางมือซ้ายลงบนสายกีตาร์ นักร้องหนุ่มทำหน้าไม่มั่นใจในพรสวรรค์ของตัวเองอย่างหาดูได้ยาก

“ชื่อของเพลงนี้คือ…”

หนึ่งวินาทีก่อนเล่นเพลงเขาหันไปมองหนานอี่เพื่อส่งยิ้มให้

“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”

* นัต (nut) คือชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมเล็กๆ บางๆ ที่อยู่ตรงปลายสุดของฟิงเกอร์บอร์ดฝั่งหัวกีตาร์ ทำหน้าที่รองมุมเลี้ยวและแรงกดของสายกีตาร์

* ท่าต้นมะพร้าว เป็นท่าโพสถ่ายรูปมาตรฐานของนายแบบและนางแบบ โดยยืนตัวตรงให้เหมือนลำต้นและแผ่แขนทั้งสองข้างออกไปให้เหมือนกิ่งไม้

* นิวเวฟ (New Wave) เป็นแนวเพลงป็อปร็อกที่เกิดขึ้นปลายยุคทศวรรษที่ 70-80 ซึ่งผสมผสานดนตรีป็อป ซินธ์ป็อป พั้งก์ และเร็กเก้ไว้ด้วยกัน

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 1

บทที่ 1 เมฆดำบดบังจันทรา หิมะโปรยมาหนาวเหน็บ ในช่วงเวลาหนาวเย็นเข้ากระดูกเช่นนี้ ทั้งยังเพิ่งผ่านยามโฉ่ว ทุกครัวเรือนดับ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 2

บทที่ 2 เผยไหวกวงถอดชุดคลุมบุนวมออกมาคลุมลงบนร่างของเสิ่นหุย เสิ่นหุยใจเต้นรัวเร็ว ยืนอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น เผยไห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 1

บทที่ 1 วันเวลาย่างเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อดวงตะวันลับหายไปทางทิศตะวันตก ความหนาวเย็นยามสายัณห์ยังคงเสียดแทงดุจใบม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 96

บทที่ 96 ในขณะที่แม่นางฝูกำลังกล่าวอยู่นั้น ลูกแก้วปีศาจบนฝ่ามือของนางก็เปล่งแสงสว่างพร่างพรายจนใจคนเกิดกิเลสตัณหา อยากจ...

community.jamsai.com