ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 112 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 112 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 112 มิวสิกคาร์นิวัล

 

หลังจบการร้องโซโล่แบบอะคูสติกของฉินอีอวี๋ ภายในห้องซ้อมก็เงียบไปนานมาก

การจะเติมช่องว่างที่คนตายเว้นไว้และขยายความเนื้อหาในจดหมายที่มีเพียงไม่กี่คำให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น แทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่เคยมีใครกล้าลองมาก่อน เมื่อคนที่จากไปแล้วไม่มีวันหวนคืนและไม่มีใครสามารถแทนที่ได้ หากพลาดก็อาจจะเปลี่ยนความหมายของเพลงไปเลย

คนที่กล้าทำแบบนี้มีแต่ฉินอีอวี๋เท่านั้น

ฉือจือหยางฟังได้แค่ครึ่งเพลงก็ร้องไห้ออกมา

ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าเพลงนี้ต้องการจะสื่ออะไร ใครกันที่เกิดในวันหิมะตก แต่พอฟังไปถึงท่อนคอรัส เขากลับรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างประหลาด ทว่าน้ำตาเหมือนจะรับสารได้ไวกว่าสมองจึงไหลรินลงมาอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้มือกลองหนุ่มเข้าใจได้ว่าที่แท้ ‘เธอ’ ที่อยู่ในเพลงนี้ก็คือหนานอี่

ฉือจือหยางคิดถึงสวีอี้ผู้เป็นน้าชายของหนานอี่ น้าชายที่ชอบยิ้มและทำตัวเป็นทั้งพี่เป็นทั้งเพื่อนคนนั้น

น้ำตาที่ไหลพรากลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ทำให้เขาหวนคิดถึงช่วงเวลาในวัยเด็ก สวีอี้มักจะพาเขากับหนานอี่ไปเที่ยวสวนสนุก นั่งเรียงแถวกันกินไอศกรีมบนฟุตพาท หรือไม่ก็เล่นวิ่งไล่จับบนลานสเก็ตน้ำแข็ง

สวีอี้เป็นผู้ฟังคนแรกที่มาฟังการซ้อมของเขากับหนานอี่และเป็นเมนทอร์คนแรกของพวกเขา

สวีอี้ยิ้มขณะบอกว่า ‘ฉันไม่เข้าไปแจมด้วยนะ ไว้พวกเธอสองคนดังแล้วฉันจะเขียนบทสัมภาษณ์ให้พวกเธอแบบยาวๆ เลย’

พอเหยียนจี้เห็นฉือจือหยางร้องไห้ก็เดินมาลูบหลังเขา ก่อนจะย่อตัวลงใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าให้

พอฉินอีอวี๋เล่นโน้ตตัวสุดท้ายจบก็วางมือแล้วหันไปมองหนานอี่

มือเบสหนุ่มตกอยู่ในอาการทึ่มทื่อต่างจากสีหน้าไร้อารมณ์ในยามปกติ เหมือนถูกกดปุ่มหยุดเอาไว้ ดวงตาคมปลาบเปลี่ยนเป็นมึนงง แลดูอ่อนละมุนคล้ายเด็กน้อยที่เพิ่งตื่นจากฝัน ได้แต่นั่งเหม่ออยู่ที่ขอบเตียงเป็นนานสองนาน

ผ่านไปหลายวินาทีหนานอี่ถึงลุกขึ้นพูดเสียงเบาว่า “ขอโทษ” แล้วผลักประตูเดินออกจากห้องไป

สัญชาตญาณของฉินอีอวี๋บอกว่าตอนนี้หนานอี่ต้องการเวลาเพื่อปรับสภาพอารมณ์ตามลำพัง เพราะแบบนั้นเขาจึงเดินตามอีกฝ่ายออกไปโดยรักษาระยะห่างเอาไว้ คอยตามหลังไปเงียบๆ จนพ้นระเบียง แล้วไปยืนรอที่หน้าห้องน้ำ

ทันทีที่หนานอี่เดินออกจากห้องน้ำ ฉินอีอวี๋ก็มอบอ้อมกอดที่ปราศจากคำพูดใดๆ ให้เขา

 

เมื่อพวกเขากลับไปถึงห้องซ้อม สมาชิกวงเดอะเกรตโมเมนต์เกือบจะไม่ได้ถกอะไรกันมาก เพราะพวกเขาลงมติกันเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะร้องเพลงนี้ ต่อให้งานนี้จะเป็นการแข่งขันที่มีความหมายอย่างยิ่ง และเพลงนี้อาจไม่เร่าร้อน ไม่เดือดพอ รวมถึงไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ ในรายการเพลงที่ต้องมีความเป็นคาร์นิวัลเลยก็ตาม

“ความจริงพวกเราแข่งกันมาถึงตอนนี้ เรื่องชนะหรือแพ้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้วจริงๆ ส่วนรางวัลอะไรนั่นพวกเราค่อยคว้ามาใหม่ก็ได้ ในเมื่อตอนนี้พวกเราไม่ขาดโอกาส มีกิ่งมะกอกยื่นให้มากมาย แบบนี้พวกเรายังต้องคว้าตำแหน่งแชมป์อะไรนั่นมาให้ได้อีกเหรอ” เหยียนจี้พูดยิ้มๆ “ถ้าโฟกัสที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากเกินไป สุดท้ายก็มีแต่จะถูกแบรนด์ผูกมัด”

“อืม” ฉือจือหยางพยักหน้าทั้งที่ตายังแดงอยู่ “เอาเพลงนี้แหละ เรารีบเรียบเรียงเพลงกันเถอะ”

หนานอี่ที่เงียบมาตลอดหันไปบอกฉินอีอวี๋ว่า “ยกท่อนบริดจ์ให้ผมนะ ผมจะเขียนเอง”

“โอเค” ฉินอีอวี๋ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

จากนั้นฉินอีอวี๋ก็เลิกเล่นแล้วทำผังเวลาออกมาอย่างหาได้ยาก ท่าทางจริงจังจนเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคน ดูเร่งรีบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ต้องจัดตารางบีบขนาดนี้เลยเหรอ”

“อืม ต้องซ้อมหลายรอบหน่อย” ฉินอีอวี๋สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้ง “แถมฉันยังมีเรื่องเซอร์ไพรส์เล็กๆ อีกเรื่องหนึ่ง เพื่อคอนเฟิร์มว่าเราจะโชว์ได้แบบไม่พลาด”

 

เหมือนการแข่งขันทุกรอบที่ผ่านมา พวกเขาต้องแต่งเพลงภายในระยะเวลาอันจำกัด ต้องปรับจูนรายละเอียดกันแบบลืมวันลืมคืน และต้องขัดเกลาการฝึกซ้อม เนื่องจากเพลงนี้มีความหมายมาก สำหรับพวกเขาการแสดงเพลงนี้ให้ดีมีความสำคัญเหนือกว่าตัวการแข่งขันเสียอีก

เวลาแต่ละนาทีแต่ละวินาทีที่ผ่านไปคล้ายถูกถักทอเข้ากับสายกีตาร์ที่ขึงตึง จนกระทั่งเสียงกลองแจ้งหมดเวลาได้รัวกระหน่ำขึ้น

ในคืนก่อนออกแสดงหนึ่งคืน พวกเขาไปที่หาดอรัญญาเพื่อขึ้นบัสไปที่โรงแรมพร้อมวงอื่นๆ

ที่ริมทะเลและหาดอรัญญาเต็มไปด้วยรถบัสจอดแน่นขนัด สำหรับหนานอี่ ทุกอย่างดูคุ้นตามาก แค่รอบก่อนเขาอยู่ตัวคนเดียวเลยต้องลำบากกว่าจะได้ชมโชว์ที่ใช้เวลาสิบหกนาทีครึ่งนั้น

แต่ตอนนี้คนที่เขาเคยเฝ้ามองอีกฝ่ายยืนเล่นกีตาร์อย่างอหังการอยู่บนเวทีได้มาอยู่ข้างกายเขาแล้ว

นิคที่นั่งเก้าอี้แถวหน้าหมุนตัวมากอดเบาะพลางส่งยิ้มให้หนานอี่ “เสี่ยวอี่ ทำไมนายย้อมผมอีกแล้วล่ะ”

หน้าต่างบานใสสะท้อนภาพใบหน้าด้านข้างของหนานอี่กับผมที่ย้อมเป็นสีทองอ่อนทั้งศีรษะ เมื่อต้องแสงไฟในรถบัสก็ดูสว่างไสว

รอยยิ้มบนใบหน้าของหนานอี่ดูคล้ายมีคล้ายไม่มี

“เพราะใครบางคนดันสระผมฉันพัง”

ตัวการที่นั่งอยู่ข้างหนานอี่เอนตัวมาซบไหล่เขา ทำเป็นหลับทั้งที่รถยังไม่ได้ออกตัวด้วยซ้ำ

“หา? สระพังยังไง” หลี่กุยที่นั่งอยู่อีกฝั่งได้ยินเลยลุกขึ้นมา เอาขาข้างหนึ่งคุกเข่าลงบนเบาะแถวเดียวกับนิคเพื่อมองดูหนานอี่

ฉือจือหยางที่นั่งอยู่แถวหลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแทนหนานอี่ว่า “ก่อนหน้านี้เสี่ยวอี่ทำไฮไลต์ แต่สีเริ่มหลุดแล้ว พอสระผมสีส้มก็หาย ฉินอีอวี๋เลยไปซื้อแชมพูล็อกสีผมอะไรสักอย่างมา บอกว่าสระแล้วจะช่วยล็อกสีผมได้ ผลคือตอนซื้อเขาดันไม่อ่านฉลากให้ดี สีก็เลยผิด พอสระเสร็จสีผมของเสี่ยวอี่เลยกลายเป็นสีเทาหม่น”

พอได้ของจากเมสเซนเจอร์ ฉินอีอวี๋ก็ดึงตัวหนานอี่อย่างตื่นเต้น บอกว่าจะสระผมให้เขา แต่พอสระได้ครึ่งหนึ่งก็สังเกตเห็นความผิดปกติเลยไม่กล้าให้หนานอี่ส่องกระจก

“เสี่ยวอี่ยัวะแทบตาย เกือบกล้อนผมทิ้ง!”

แต่หนานอี่แก้ว่า “ฉันไม่ได้โมโหขนาดนั้น”

“สรุปคือฉันบอกเขาว่างั้นก็ย้อมสีทั้งหัวไปเลยละกัน เหมือนฉันนี่ไง!” ฉือจือหยางพูดยิ้มๆ “สวยดีออก”

นิคผงกศีรษะ “สวยมากจริงๆ! เหมาะกับนายมาก”

หนานอี่ยิ้มแล้วไม่พูดอะไร เขาก้มมองฉินอีอวี๋แวบหนึ่ง สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น

ถึงเขาจะทำความผิดจริง แต่ก็ไม่เห็นต้องแกล้งหลับเลยนี่นา

ช่างเถอะ ไม่ต้องไปแขวนเขาหรอก

หนานอี่หันหน้าไปเลิกมุมม่านด้านหนึ่งขึ้น มองผ่านหน้าต่างรถบัสออกไปเป็นฝูงชนคลาคล่ำ ผมดำเป็นพืดที่ด้านนอก ใบหน้าทุกดวงฉายแววแห่งความรักและความชื่นชม ทำให้ดูคล้ายกันไปหมดจนแยกแทบไม่ออก

ฉับพลันหนานอี่ก็เห็นเงาคุ้นตาของคนสองคน คนหนึ่งตัวสูง คนหนึ่งตัวเตี้ย แต่ก็แค่แวบเดียว พอรถบัสสตาร์ต เงาทั้งคู่ก็หายไปในกลุ่มแฟนเพลงจำนวนมหาศาล

 

วันต่อมากลุ่มผู้ชมก็เพิ่มจำนวนขึ้นอีก โชว์จะเริ่มตอนบ่ายสองครึ่ง แต่พวกแฟนเพลงกลับมาเข้าแถวจองที่นั่งกันตั้งแต่เช้าตรู่

ทะเลน้ำแข็งในฤดูหนาวมีความงามอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเย็นสดชื่นและใสกระจ่าง หิมะที่กองอยู่ตามแนวชายฝั่งเปล่งประกายสีฟ้าแวววับอยู่ใต้แสงไฟ ห่างจากเวทีออกไปไม่ไกลมีหอประชุมสีขาวยอดแหลมตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างหิมะกับท้องฟ้า ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในอ้อมกอดของสายหมอกยามเช้าที่ดูขมุกขมัว

งานเทศกาลดนตรีที่หาดอรัญญาต่างจากเทศกาลดนตรีที่อื่นๆ เพราะมันไม่ได้ร้อนแรงและไม่ได้คึกคัก แต่มีลักษณะเหมือนความฝันอันโดดเดี่ยว ว่างเปล่า คล้ายกับคำเปรียบเปรย…ชายหาดที่รกร้างสุดท้ายก็จะกลับคืนสู่ความรกร้าง เวทีที่ถูกสร้างขึ้นมาสุดท้ายก็ต้องถูกรื้อถอน ผู้คนพบเจอกัน พลัดพรากจากกัน แล้วค่อยกลับมาพบกันใหม่

หาดทรายสีขาวค่อยๆ มีผู้คนจำนวนบางตาเข้ามาเติมเต็ม พวกเขาเดินทางมาที่นี่เพื่อเสียงดนตรี เช่นเดียวกับนกนางนวลที่บินมาจากที่ไกลแสนไกล บรรดาแฟนเพลงจะมารวมตัวเพื่อเฝ้ารอโน้ตเพลงตัวแรกอย่างใจจดใจจ่อ

ทุกคนต่างห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อตัวหนา ยืนรออยู่ในแถวพร้อมกับความคาดหวังที่ไม่ได้งดงามอะไรนัก แต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะได้เป็นประจักษ์พยานให้แก่การมาเยือนของแสงอรุณ ณ ทะเลน้ำแข็ง ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามจนน่าตะลึง

เสียงอุทานดังระงม เมื่อแฟนเพลงแต่ละคนที่ล้วนเป็นคนแปลกหน้าต่อกันต่างหันไปมองรอยต่อระหว่างท้องทะเลกับท้องฟ้า ทำให้ดวงตาถูกอาบย้อมด้วยสีทองอำไพ จนกระทั่งพระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นพวกเขาถึงค่อยได้สติและหันมาส่งยิ้มให้กัน

“พวกเราได้มาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันซะงั้น”

ก่อนหน้านี้การประกวดนี้ได้ทำร้ายจิตใจพวกเขา จึงไม่มีใครเชื่อว่าผู้จัดจะจัดงานเทศกาลดนตรีเป็นสเกลใหญ่ แต่ตอนนี้ทุกคนสังเกตเห็นว่ารายการเครซี่แบนด์เหมือนจะเปลี่ยนทีมงานแบบยกชุด ถึงได้มีความเป็นมืออาชีพและมีหัวจิตหัวใจอย่างมาก

บนบัตรแข็งพิมพ์ชื่อวงดนตรีทุกวงที่อยู่ในรายการเครซี่แบนด์ รวมถึงชื่อเพลงที่พวกเขาแสดงในรอบออดิชัน ซึ่งออกแบบได้สวยงามมาก

พอเข้ามาในงาน ผู้ชมทุกคนจะได้รับแจกกระเป๋าผ้าแคนวาสหนึ่งใบ กระเป๋าผ้าแคนวาสที่ว่านี้มีพื้นสีดำกับสายสะพายสีม่วงอมแดง บนตัวกระเป๋าพิมพ์คำว่า ‘Crazy Bands’ ด้วยลายมือสีม่วงอมแดง สิ่งที่อยู่ข้างในคือของที่ระลึกออฟฟิเชียลจากผู้จัดงาน ประกอบด้วยที่คั่นหนังสือพิมพ์ชื่อเพลงที่ใช้ในการแข่งขันของแต่ละวัน ธงจิ๋ว ถุงอุ่น ปิ๊กกีตาร์พลาสติกพิมพ์ตัวอักษร CB กับชื่อวง ที่ติดตู้เย็นของแต่ละวง โปสเตอร์รายการเครซี่แบนด์ รวมถึงโปสการ์ดภาพถ่ายหมู่ของศิลปินในรายการเครซี่แบนด์ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีริสแบนด์ที่เป็นสีของแต่ละวงกับเนื้อเพลงที่พวกเขาเลือกเล่นในการแข่งขัน ซึ่งสามารถสุ่มเอามาจับคู่กันได้

“ว้าย ของฉันได้วงเอ็กซ์คิวท์ เธอชอบวงเอ็กซ์คิวท์ไม่ใช่เหรอ”

“ของฉันได้วงเดอะเกรตโมเมนต์!”

“งั้นเธอแลกกับฉันนะ!”

“ฉันไม่แลก ฉันชอบอันนี้ ริสต์แบนด์เขียนเนื้อเพลงเสียงหลอนเอาไว้ว่า ‘ฉันคือหนังเงียบ ส่วนเธอคือเสียงหลอนในหนังเงียบ’ ”

ริสต์แบนด์พวกนี้ช่วยละลายพฤติกรรมของเหล่าแฟนคลับให้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เวลาแห่งการรอคอยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงเวลาบ่ายสองครึ่ง

บนเวทีว่างเปล่าขนาดใหญ่ จอภาพขนาดใหญ่ยักษ์ทั้งสามจอพลันสว่างขึ้นพร้อมกันและเริ่มเล่นภาพวิดีโอถอยหลัง ผู้ชมด้านล่างเวทีต่างส่งเสียงนับถอยหลังไปพร้อมๆ กัน ตัวเลขบนจอเริ่มต้นที่เลขสิบ ทุกครั้งที่นับเลขแต่ละตัวจะมีภาพความประทับใจในช่วงประกวดฉายขึ้นมา ทั้งการดวลเพลงครั้งแรก การแข่งขันเพื่อคัดออกรอบแรก ช่วงแบ่งกลุ่ม ช่วงที่ไปลานสกี การขับรถไปดูพระอาทิตย์ขึ้น…

สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือภาพก่อนที่นาฬิกานับถอยหลังจะเดินไปถึงเลขศูนย์หนึ่งวินาที คือภาพการประกาศการถอนตัวแบบยกรายการ

เหล่าผู้ชมที่ด้านล่างเวทีกรี๊ดเสียงดังสนั่น

แต่โชว์ยังไม่ได้เริ่มทันที หลังจบการนับถอยหลังจอก็สว่าง ฉายภาพเซลฟี่จากกล้องโกโปร ลักษณะเหมือนวล็อก กล้องวิ่งไปตามระเบียง เข้าไปในห้องซ้อมห้องหนึ่ง เมื่อกล้องหันกลับผู้ชมก็อุทาน

“วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์!”

คนถือกล้องคืออินลวี่ เขาทักผู้ชมที่ด้านล่างเวที ในจอมีภาพของสมาชิกคนอื่นๆ ในวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ครบ ยกเว้นสวี่ซือ

“สวัสดีครับทุกคน ตอนนี้พวกคุณน่าจะอยู่ในงานเทศกาลดนตรีแล้วสินะครับ” น้ำเสียงของอินลวี่ฟังดูราวกับท่องหนังสือเหมือนอย่างที่ผ่านมาคือค่อยๆ พูดออกมาทีละคำและตัดประโยคในจุดที่ทุกคนคาดไม่ถึง

“เป็นเรื่องน่าเสียใจเหลือเกินที่พวกเราไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ และไปเจอกับทุกคนที่งานไม่ได้ด้วย ขอให้นักดนตรีทุกคนทำการแสดงได้อย่างราบรื่น…” อินลวี่หรี่ตาลงเหมือนกำลังเพ่งมองอะไรบางอย่างที่อยู่หลังกล้องแล้วงึมงำเบาๆ “เห็นไม่ชัดอะ…”

ตอนนี้เองพลันมีเสียงเคาะประตูดังก๊อกๆ มาจากด้านหลังของพวกเขา

อินลวี่เลยถือกล้องเดินไปที่ประตูห้องซ้อม

“ใครครับ” น้ำเสียงของมือกีตาร์หนุ่มเรียบสนิท

“สเปเชียลเกสต์ที่มาช่วยเล่นอุ่นเครื่องให้” เสียงตอบจากนอกประตูไม่ดังนัก

อินลวี่เกาศีรษะ “ก็แล้วใครล่ะ”

จังหวะนี้เองกล้องก็หมุนวน ก่อนประตูจะเปิดผาง แต่จอยักษ์ทั้งสามจอกลับกลายเป็นสีขาวโล่งกลืนไปกับท้องฟ้าสีขาวพร้อมกัน

ที่กลางเวทีลิฟต์ขนาดใหญ่ยกตัวขึ้นช้าๆ ไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัว

คำถามของอินลวี่เมื่อกี้ได้รับคำเฉลยผ่านลำโพงในวินาทีนี้

“วงโบรกเคนสเนกส์”

ผู้ชมช็อกเพราะคาดไม่ถึง

“อะไรนะ วงโบรกเคนสเนกส์เป็นสเปเชียลเกสต์เหรอ”

“อ๊า พวกงูน้อยกลับมาแล้ว!”

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องมีเซอร์ไพรส์ เจ้าหนูเครซี่แบนด์หัวดีมาก!”

ตรงจุดเซ็นเตอร์ของเวที สามหนุ่มวงโบรกเคนสเนกส์โบกมือให้ผู้ชม พวกเขายังคงเป็นแบบที่ทุกคนคุ้นเคยคือสวมหน้ากาก เพียงแต่รอบนี้พวกเขาเปลี่ยนไปใส่ชุดสีแดงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า วินาทีที่สามหนุ่มปรากฏตัว พวกเขาก็เริ่มโชว์ทันทีแบบไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า อาหม่านที่เป็นมือกลองยกสองมือขึ้นเพื่อเคาะไม้ตีกลองสามครั้งก่อนฟาดไม้อย่างแรง ไม่ให้โอกาสใครได้ตั้งตัวทั้งนั้น

ดนตรีดังขึ้นฉับพลันอย่างไม่มีแบบแผน จุดไฟให้แก่หูที่ถูกความหนาวกัดจนชาทุกคู่

ซาหม่าชื่อเอ่อร์สะพายกีตาร์ไฟฟ้ารูปร่างแปลกๆ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเปลวเพลิงสีทองเล่นอินโทรจังหวะดิบเถื่อน เบสของเสี่ยวหลิวแทรกเข้ามาอย่างได้จังหวะเหมาะ ส่งเสียงหนักแน่นไปกระแทกแก้วหูทุกคน

ไม่ต้องพูดถึงเหล่าผู้ชม แม้แต่บรรดาวงผู้เข้าแข่งขันวงอื่นๆ ที่กำลังรอคิวอยู่ก็ตกตะลึงเหมือนกัน

โดยเฉพาะฉือจือหยาง มือกลองหนุ่มกระโดดอยู่กับที่อย่างตื่นเต้น

“วงโบรกเคนสเนกส์กลับมาแล้ว! ในที่สุดพวกพี่น้องของฉันก็กลับมา!”

เพลงที่พวกเขาร้องรอบนี้คือเพลงอังกอร์จากการทัวร์คอนเสิร์ต เป็นเพลงอุ่นเครื่องโดยเฉพาะ

“ไร้ราตรี”

เพลงของวงโบรกเคนสเนกส์ยังคงเป็นเพลงฮาร์ดร็อกแนวชนกลุ่มน้อย แต่สไตล์การแสดงกับท่าทางของพวกเขาแตกต่างไปจากตอนประกวดอย่างเห็นได้ชัด ประสบการณ์จากการแสดงสดในทัวร์คอนเสิร์ตทำให้สามหนุ่มวงโบรกเคนสเนกส์มีความมั่นใจในตัวเองและมีฝีมือเพิ่มมากขึ้น เพลงที่มีเอกลักษณ์ทำให้ทุกคนรับรู้ได้ถึงความเป็นพวกเขาในชั่วพริบตา

“เอาล่ะ ชูคบเพลิงขึ้น

เจวี๋ยหลี่โตวอาเอ้ออาต๋า

สื่อหลี่โตวอาเอ้ออาต๋า”

ภาษาอี๋ที่ถูกย้ำอยู่สองประโยคนี้มีคำแปลอยู่ที่ด้านล่างของจอ

 

มนุษย์ยังชีพด้วยไฟ สังขารมอดไหม้ด้วยเพลิง’

 

ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจช่วยเพิ่มกลิ่นอายแบบชนกลุ่มน้อยให้แก่เพลง เข้ากับกีตาร์ไฟฟ้าหนักหน่วงและกลองของอาหม่านที่กระแทกกระเทือนความรู้สึกของผู้คนอยู่ก่อนแล้ว สร้างบรรยากาศอันเร่าร้อนจนคนดูอดไม่อยู่ ต้องร้องตามซ้ำๆ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นคลื่นเสียงตีวงกว้างออกไป

“อย่ากลัวเขาสูงทางชัน”

“เราทุกคนล้วนถือกำเนิดจากเปลวเพลิง”

พอร้องมาถึงประโยคนี้ก็มีไฟพุ่งขึ้นมาจากขอบเวทีกะทันหัน เปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้นมาบังตัวสามสมาชิกวงโบรกเคนสเนกส์ที่อยู่บนเวที กลายเป็นภาพตามเนื้อร้องคือพวกเขาเหมือนถือกำเนิดจากเปลวไฟร้อนแรง เป็นทายาทอัคคี

เร่าร้อน ดุเดือด เลือดพล่าน พลังชีวิตเต็มเปี่ยม แค่เพลงเดียวก็สามารถจุดไฟเผาทะเลน้ำแข็งเย็นจัดได้ อาจเพราะผู้ชมกำลังทึ่งจัด หรือเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นวงโบรกเคนสเนกส์นานเลยตื่นเต้นกันมาก เหล่าแฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีเลยน้ำตาไหลกันตั้งแต่ช่วงอุ่นเครื่อง

ระหว่างที่เพลงกำลังไต่ระดับความแรงขึ้นเรื่อยๆ สามหนุ่มวงโบรกเคนสเนกส์ก็ถอดหน้ากากชูขึ้นแล้วร้องเนื้อท่อนสุดท้ายพร้อมกัน

“ชูธนูขึ้น”

“จุดไฟเผารัตติกาล”

“เดินทางสู่ไร้ราตรี”

แม้เพลงจะจบแล้ว แต่ผู้ชมนับหมื่นที่อยู่ด้านล่างเวทียังคงกรี๊ดยาวๆ และตะโกนเรียกชื่อวง “โบรกเคนสเนกส์! โบรกเคนสเนกส์…” ทำเอาสามหนุ่มวางตัวไม่ถูก ถึงทุกโชว์ในการทัวร์คอนเสิร์ตต้องมีช่วงพูดคุย แต่พวกเขายังไม่เคยเข้าคอร์สอบรมศิลปะการพูด เวลาจับไมค์เลยมีอาการเหมือนโดนเผือกร้อนลวกมือ ต่างคนต่างโยนกันไปโยนกันมา สุดท้ายยังคงเป็นเสี่ยวหลิวที่ต้องรับภารกิจนี้

“ขอบคุณครับ ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนจากทุกคนนะครับ พวกเราดีใจมากจริงๆ” ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเสี่ยวหลิวมีรอยยิ้มขัดเขิน เขากำหมัดชกไปข้างหน้า “เจอกันอีกแล้วน้า พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาเป็นเกสต์พิเศษเพื่อเล่นอุ่นเครื่องในรอบไฟนอลของรายการเครซี่แบนด์”

เสี่ยวหลิวท่องบทที่เขียนไว้เมื่อคืนก่อน เขาตื่นเต้นจนพูดเสียงตะกุกตะกัก “นะ…นอกจากพวกเราจะมาเล่นอุ่นเครื่องกันแล้ว ยังมีภารกิจอีกภารกิจหนึ่ง”

เขารีบหันไปมองอาหม่านเพื่อโยนประเด็นนี้ไปให้อีกฝ่าย

“ครับ เราต้องช่วยประกาศกติกาด้วย” อาหม่านผงกศีรษะ “กติการอบนี้ไม่มีอะไรเลย เพราะในมือของทุกคนจะมีเครื่องโหวตคะแนนอยู่แล้ว นั่นคือแท่งไฟ”

ซาหม่าชื่อเอ่อร์พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง “ถูกต้องแล้วครับ”

เสี่ยวหลิวอธิบายว่า “ทุกคนสามารถเปิดแท่งไฟเพื่อโหวตคะแนนให้วงที่ตัวเองชอบได้ แท่งไฟแต่ละแท่งจะเปิดไฟได้ทั้งหมดสามครั้ง หลังจบโชว์จากทุกวงแล้ว ทางรายการจะประกาศผล คืนนี้…ไม่สิ แชมป์รายการเครซี่แบนด์จะเป็นใคร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกคนแล้วครับ”

แย่แล้ว ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว พอเสี่ยวหลิวพูดจบ เหงื่อก็ไหลเปียกหลัง เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านล่างเวทีจนอยากวิ่งหนี

ซาหม่าชื่อเอ่อร์ยังคงไม่รู้เรื่องความผิดพลาดอันใหญ่หลวงนี้เลยผงกศีรษะซื่อๆ ว่า “สู้ๆ นะครับ”

อาหม่านเลยรีบพูดทันที “ใช่ครับ ขอให้ทุกคนเชียร์ทุกวงที่ขึ้นแสดงด้วยนะครับ!”

เสี่ยวหลิวกอบกู้สถานการณ์อย่างว่องไวและรีบเข้าประเด็นสำคัญ “เอาล่ะครับ การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ วงแรกคือ…”

จอยักษ์บนเวทีฉายภาพโปสเตอร์กับชื่อวงของศิลปิน

“ยูลิสซีสไกแดนซ์!”

ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังราวกับจะถล่มภูเขาคว่ำทะเลนั้น วงโบรกเคนสเนกส์ที่มาเล่นอุ่นเครื่องก็โบกมือพลางถอยออกจากเวทีไป วงที่เข้ามาแทนคือวงยูลิสซีสไกแดนซ์ที่จับสลากขึ้นแสดงได้เป็นวงแรก ลิฟต์ยกค่อยๆ ขึ้นมา แสงสีแดงบนเวทีหายไปกลายเป็นแสงสีม่วงอมน้ำเงินชวนฝัน ดรายไอซ์กระจายฟุ้งไปทั่วเวทีเหมือนหมอกเหนือพื้นทะเลยามเช้า

ผมสีม่วงสั้นๆ ของซุ่ยซุ่ยถูกต่อให้ยาวถึงไหล่ เธอสะพายเบสที่ติดสติ๊กเกอร์โฮโลแกรม หลี่กุยรวบผมสีดำยาวขึ้นเป็นหางม้า ส่วนอาซวิ่นเปลี่ยนลุคเป็นหนุ่มเนิร์ดด้วยการหวีผมที่ปรกหน้าผากขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นเครื่องหน้าทุกส่วน เขาใส่สูทสีขาว ซึ่งลุคนี้มองแวบแรกทำให้ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าอาซวิ่นคือน้องชายของเขา

เปิดมาด้วยธีมความฝันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวงยูลิสซีสไกแดนซ์ กีตาร์ไฟฟ้าฟุ้งๆ ทำหน้าที่เป็นอินโทรเหมือนเพลงที่ผ่านๆ มาของพวกเขา มีความวูบไหว วูบวาบ ให้กำแพงเสียงเบลอๆ โอบล้อมคนฟัง ก่อนจะดำดิ่งลงไปในความเปราะบางและนุ่มนวลอย่างรวดเร็ว

ตอนที่บนจอขึ้นชื่อเพลงว่า ‘คืนนี้เราจะไม่พูดถึงความเพ้อเจ้อของความรัก’ กีตาร์ก็พลันเปลี่ยนจังหวะ กลองเร่งความเร็วขึ้นทันที แม้แต่จังหวะของเบสก็เปลี่ยนเป็นว่องไวปราดเปรียว

บนใบหน้าของอาซวิ่นมีรอยยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มเขินๆ นี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่แตกต่างกันของคู่แฝด

ภายใต้แสงไฟเวทีที่พร่างพราย อาซวิ่นเอนตัวเข้าหาไมค์ ตามองทะเลใบหน้าผู้คนที่อยู่ด้านล่างเวที ความทื่อๆ ซื่อๆ ในเวลาปกติหายไปเกินครึ่ง สองตาเปล่งประกาย

“คืนนี้เราจะไม่พูดถึงความเพ้อเจ้อของความรัก”

“ปล่อยให้เวลาและตัวเธอเบียดเข้ามากดทับฉัน”

บนจอยักษ์ เนื้อเพลงที่เป็นฟ้อนต์ลายมือสีแดงสดสว่างขึ้นอย่างรวดเร็วดูสะดุดตา

เพลงนี้ทำให้เสียงของอาซวิ่นเปลี่ยนไป มีความคล้ายน้องชายอยู่นิดๆ อาซวิ่นไม่มีความดุเดือดบ้าระห่ำแบบน้องชาย แต่เขามีความเป็นกบฏแบบเนิร์ดๆ และความใจกล้าที่รู้จักยับยั้งชั่งใจ

“นิ้วจูบนิ้ว”

“แผลแนบแผล”

ตัวอักษรบนจอเปลี่ยนสีไปตามแสงไฟ ตอนนี้เองสูทสีขาวที่อาซวิ่นสวมอยู่กลายเป็นผืนผ้าใบไปโดยอัตโนมัติ แสงไฟหลากสีแต่งแต้มอยู่บนตัวเขาอย่างเต็มที่ ประทับลงบนแก้มและดวงตาของนักร้องหนุ่ม

“ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีรุ้ง”

“พอตื่น เธอกระซิบว่า”

จังหวะหยุดที่พอเหมาะพอดีแบบไม่มีใครคาดคิดในท่อนคอรัสทำให้หัวใจของผู้ชมที่อยู่ด้านหลังเวทีหยุดเต้นเหมือนเกิดอาการตกหลุมรักหมู่

บนเวทีอาซวิ่นยิ้มอย่างอ่อนโยน สะบัดมือข้างที่ถือปิ๊กเพื่อดีดสายอีกครั้ง กล้องโคลสอัพที่อยู่ฝั่งซ้ายทำให้ทุกคนมองเห็นใบหูแดงก่ำของเขาได้ชัดถนัดตา

“ฉันเคยโลดแล่นอยู่ในกายเธอ”

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 1

บทที่ 1 เมฆดำบดบังจันทรา หิมะโปรยมาหนาวเหน็บ ในช่วงเวลาหนาวเย็นเข้ากระดูกเช่นนี้ ทั้งยังเพิ่งผ่านยามโฉ่ว ทุกครัวเรือนดับ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 2

บทที่ 2 เผยไหวกวงถอดชุดคลุมบุนวมออกมาคลุมลงบนร่างของเสิ่นหุย เสิ่นหุยใจเต้นรัวเร็ว ยืนอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น เผยไห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 1

บทที่ 1 วันเวลาย่างเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อดวงตะวันลับหายไปทางทิศตะวันตก ความหนาวเย็นยามสายัณห์ยังคงเสียดแทงดุจใบม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 96

บทที่ 96 ในขณะที่แม่นางฝูกำลังกล่าวอยู่นั้น ลูกแก้วปีศาจบนฝ่ามือของนางก็เปล่งแสงสว่างพร่างพรายจนใจคนเกิดกิเลสตัณหา อยากจ...

community.jamsai.com