ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 113 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6 บทที่ 113 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย การข่มขืน และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

                  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 113 โชว์อำลา

 

พอได้ยินประโยคนี้นักดนตรีที่อยู่ในงานทุกคนก็เกือบจะระเบิดเสียงร้องไม่เป็นภาษาคนออกมาพร้อมกัน

“อาซวิ่นโตสักที! หายบื้อแล้วโว้ย”

“พี่ฉันไม่เคยบื้อเวลาร้องเพลงเฟ้ย เข้าใจไหม”

“ครับๆๆ พี่นายเก่งทุกอย่าง!”

บนชายหาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมีแสงไฟสีน้ำเงินพร่างพรายผุดขึ้นมา แล้วจุดแสงสีน้ำเงินพวกนั้นก็ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน

บนเวทีอาซวิ่นก้มหน้า มือยังถือปิ๊กเพื่อเล่นตามจังหวะกลองของหลี่กุยที่เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ นักร้องหนุ่มเล่นกีตาร์ด้วยปิ๊กผสมกับนิ้วเพื่อโซโล่กีตาร์ที่มีทั้งความไพเราะและซับซ้อน ทำเอาแฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีตะโกนเรียกชื่อพวกเขากันเป็นบ้าเป็นหลัง เหมือนเสียงคลื่นที่ซัดสาดอยู่ในเมโลดี้แหลมสูงของกีตาร์ไฟฟ้า และพอโซโล่กีตาร์จบ อาซวิ่นก็ชูมือขวาขึ้นแล้วกลับมาริฟฟ์กีตาร์ซึ่งเป็นแกนหลักของเพลงทันที

ซุ่ยซุ่ยเล่นเบสไปตามท่วงทำนอง ผมยาวสีม่วงถูกหญิงสาวสะบัดไปไว้ที่ไหล่ซ้าย ซุ่ยซุ่ยโค้งมุมปาก ก่อนย่อตัวลงที่ขอบเวที เรียกเสียงกรี๊ดชื่อเธอจากแฟนเพลงผู้หญิงที่อยู่ด้านล่าง

ในคอรัสท่อนสุดท้าย แสงไฟบนเวทีเปลี่ยนจากหลากสีเป็นสีฟ้าสว่างสดใส อาซวิ่นมองคนดูที่อยู่ด้านล่างเวทีแล้วยกมุมปากโค้งขึ้น ก่อนร้องเพลงซ้ำอีกครั้ง

“ความรักคือทะเลสาบแห่งความเพ้อเจ้อ”

“เป็นเกียรติเหลือเกินที่ฉันได้กระโดดลงไปในวังวนนี้เพื่อเธอ”

ถึงนี่จะเป็นเพลงใหม่แต่แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ยังคงร้องประสานเสียงดังตามไปจนถึงท่อนสุดท้ายกระทั่งจบการแสดง เสียงกลองในช่วงสุดท้ายนั้นเหมือนเป็นสวิตช์ พอสิ้นเสียงกลองอาซวิ่นก็เปลี่ยนกลับมาเป็นตัวเองที่แสนจะขี้อาย ขนาดแฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีตะโกนบอกเป็นบ้าเป็นหลังว่า “ขอปิ๊ก” เขาก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร

“ขอบคุณครับทุกคน! นี่เป็นการเปิดเวทีที่เกร็งมากจริงๆ” ซุ่ยซุ่ยรับไมค์ไปทำหน้าที่เป็นเสาหลักในช่วงทอล์ก “เมื่อกี้มือฉันเหงื่อออกเต็มเลย”

แต่ฉินอีอวี๋ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมากลับหัวเราะคิกคัก “ไม่มั้ง ตอนพี่ซุ่ยย่อตัวลงไปเต๊าะสาว ไม่เห็นจะลังเลอะไรเลยสักนิด”

“ฮ่าๆๆ!”

ตอนที่หลี่กุยอยู่บนเวทีพูด หางม้ายังสะบัดไปสะบัดมาอยู่ที่ท้ายทอย

“ขอบคุณเพื่อนๆ แฟนเพลงทุกคนที่อุตส่าห์มาดูอีพีไฟนอลของพวกเรา ขอให้ทุกคนทำตัวให้อุ่นและขอขอบคุณทุกคนที่โหวตให้เรานะคะ!”

แต่ตอนกำลังจะลงจากเวที อยู่ดีๆ อาซวิ่นก็ฉุกคิดเรื่องอะไรขึ้นมาได้เลยสะพายกีตาร์วิ่งกลับมา จากนั้นก็ยกแขนขึ้นโยนปิ๊กกีตาร์ในมือลงจากเวทีไปให้คนดู ก่อนโบกมือลา

“อ๊าๆๆ!”

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของแฟนเพลง ไฟทั้งหมดบนเวทีดับลง และอีกสองสามวินาทีต่อมาจอยักษ์ที่ดับลงไปก็สว่างขึ้นอีกครั้ง บนจอยักษ์ตรงกลางฉายภาพต้นไม้ใหญ่สูงเทียมฟ้าต้นหนึ่ง ส่วนจอซ้ายขวาฉายภาพคบเพลิงที่ถูกโยนใส่ต้นไม้ สิ้นเสียงดังตูม เปลวไฟร้อนแรงก็พลันลุกไหม้ต้นไม้ต้นนั้น

“วงที่สองใช่วงอีเทอร์นัลวู้ดหรือเปล่า!”

“อ๊าๆๆ คู่ยูเฉิงของฉัน!”

ไม่นานลิฟต์ก็ค่อยๆ ยกจอแอลอีดีทรงสี่เหลี่ยมสีแดงที่อยู่กลางเวทีขึ้นมา สมาชิกวงอีเทอร์นัลวู้ดทั้งหมดปรากฏตัวขึ้นกลางเปลวไฟสีทองที่ลุกโชนขึ้นมาจากขอบเวที

เสียงกรีดแหลมของกีตาร์ไฟฟ้าชิงแนะนำตัวเองดังก้องไปทั่วชายหาด ลำพังแค่การอินโทรสิบวินาทีแรกก็ทำให้บรรยากาศที่ยูลิสซีสไกแดนซ์สร้างขึ้นหายไป

“สวัสดีครับทุกคน พวกเราคือวงอีเทอร์นัลวู้ด!”

จอฝั่งซ้ายซูมเข้าไปทำให้ทุกคนมองเห็นใบหน้าของเฉิงเฉิงได้อย่างชัดเจน เรือนผมสีแดงของเขาถูกดัดเป็นลอน บนหน้าวาดกระให้ฟีลเด็กหนุ่มที่มีเอกลักษณ์

“เพลงนี้ชื่อเดียวกับวงเราและเป็นเพลงแรกของวงเราด้วย ชื่อเพลงอีเทอร์นัลวู้ดครับ”

เพื่อโชว์รอบนี้พวกเขาเอาเพลงที่มีความหมายต่อใจแฟนเพลงมาเรียบเรียงใหม่ โดยทำให้เป็นพั้งก์มากขึ้น การแข่งขันในแต่ละครั้งทำให้มือกีตาร์หนุ่มอ่อนประสบการณ์ยิ่งเปล่งประกาย ไม่ว่าจะเป็นการแผดเสียง การยื้อยุดฉุดกระชาก ในความดิบเถื่อนมีความรู้สึกอันท่วมท้น

ไม่รู้ทำไมตอนที่เห็นจอยักษ์ตัดภาพไปมา หนานอี่จึงรู้สึกเป็นปลื้มอยู่นิดๆ เนื่องจากบนเส้นทางสายนี้ เขาคือประจักษ์พยานที่รู้เห็นการเติบโตของมือกีตาร์เพี้ยนๆ คนนี้ดี

“ฉันน่ะหัวแข็ง”

“ตกไฟไม่ไหม้ ตกน้ำไม่ซึม”

“เกาะคอนพักอยู่บนต้นไม้อมตะ”

ยูกะก้มหน้าเล่นเบส เสียงต่ำหนักแน่นนั้นซุกซ่อนอารมณ์ตื่นเต้นไว้ เหมือนชีพจรที่กำลังเต้นอยู่เงียบๆ แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีโบกธงผืนใหญ่ที่ตัวเองเตรียมมา และร้องเนื้อเพลงที่พิมพ์ไว้บนผืนธงอย่างได้จังหวะพอดิบพอดี

“กฎเกณฑ์ของสังคมผูกมัดฉันไม่ได้”

“วาจาลวงหลอก ตบตาฉันไม่สำเร็จ”

แท่งไฟค่อยๆ สว่างขึ้นจนกลายเป็นทะเลแท่งไฟ แฟนเพลงวงอีเทอร์นัลวู้ดประสานเสียงดังลั่น เสียงกลองรัวๆ ทำให้เลือดในกายพวกเขาเดือดพล่าน ชูสองมือขึ้นกระโดดพลางร้องเพลงประสานเสียง

“พังมัน”

“ถล่มมัน”

“ทลายทุกอย่างให้ราบคาบ”

บนเวทียูกะกับเฉิงเฉิงหันหลังชนกันบรรเลงเพลงได้อย่างน่าทึ่ง พอจบท่อนนั้นใบหน้าของเฉิงเฉิงเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ต้องแสงไฟเป็นประกายน้อยๆ

“สัตว์ร้ายตัวจริง”

“ไม่ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ”

“พวกมันต้องการอิสรภาพเท่านั้น”

ช่วงสุดท้ายของโชว์เปลวไฟบนจอยักษ์ดับมอด ต้นไม้ใหญ่ยังคงรอดชีวิตและมีนกสีแดงตัวหนึ่งบินมาเกาะกิ่งไม้ หางยาวอันงดงามของนกสีแดงวาดผ่านจอใหญ่ทั้งสามจอ

ตอนแรกทุกคนเข้าใจว่าโชว์จบลงแล้ว แต่จังหวะที่หางนกหายไปจากจอฝั่งซ้ายสุด ตรงรอยต่อบริเวณขอบจอกับท้องฟ้าก็พลันมีควันสีแดงกลุ่มหนึ่งร่วงมาบนศีรษะคนดูเหมือนดาวตก ควันสีแดงระเบิดเสียงดังปัง แตกกระจายเป็นสายเหมือนสะเก็ดไฟ

วงที่ขึ้นโชว์ถัดไปคือวงรีดรีมที่เป็นอินดี้ร็อกหม่นๆ และเปี่ยมไปด้วยกวีศิลป์ บนจอยักษ์เป็นภาพผืนป่าสีเขียวที่กล้องซูมภาพเข้าไปเรื่อยๆ แสงสลัวเหมือนฝัน ตรงกลางค่อยๆ มีตัวอักษรสีขาวแถวหนึ่งผุดขึ้นมา

 

‘ฉันจะขอทิ้งตัวในคืนฤดูใบไม้ผลิ’

 

ใต้ข้อความที่เลือนหายไปอย่างช้าๆ นั้น ค่อยๆ มีข้อความใหม่ผุดขึ้นมา

 

So long winter’

 

อาชิวที่ยืนอยู่ตรงกลางเวทีมีรูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดขาว บนข้อมือพันแถบผ้าสีเขียวน้ำทะเลปล่อยชายพลิ้ว ผมเขายาวขึ้นไม่น้อย ขนาดตัดทิ้งออกไปเยอะแล้วก็ยังเหลือส่วนปลายที่ติดสีย้อม สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่สีเฟดออกไปเหลือแค่สีฟ้าเล็กน้อย

นี่เป็นครั้งแรกที่อาชิวออกมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนหลังพยายามปลิดชีพตัวเอง เขายังคงเป็นเหมือนเดิม จนมองไม่เห็นถึงความแตกต่าง มือขวาถือปิ๊ก เวลาเล่นกีตาร์แถบผ้าจะสะบัดตาม

“นกตัวหนึ่งบินฝ่าลมหนาว”

“พาฤดูใบไม้ผลิมาให้ฉัน”

ท่วงทำนองอันไพเราะสร้างความรู้สึกต้องมนตร์ขึ้นในกำแพงเสียงเหมือนกับความฝัน นอกจากผู้คนแล้วยังมีเสียงคลื่นที่สาดซัดชายฝั่งอันหนาวเหน็บ ซึ่งเสียงคลื่นนี้กลมกลืนไปกับบทเพลงได้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นการประสานเสียงอันน่าทึ่ง

“หลังหลงทางมานาน”

“หัวใจก็กลายเป็นหนังสือพิมพ์เก่ากรอบ”

“แค่แตะก็แหลกสลาย”

“ปลิวหายไปกับสายลม”

เสียงเฮของผู้ชมนับหมื่นที่ด้านล่างเวทีเปลี่ยนเป็นเสียงเชียร์อย่างพร้อมเพรียง แววตาของอาชิวไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนเมื่อก่อน ระหว่างโชว์ดวงตาของมือกีตาร์หนุ่มฉายแววอ่อนโยน สั่นไหว และเปล่งประกายในเวลาเดียวกัน ก่อนที่ขอบตาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง

“ธุลีกับเถ้าถ่านมีอะไรไม่เหมือนกัน”

“ฉันจะขอทิ้งตัวในฤดูใบไม้ผลิ”

“ใครหนอจะจำฉันได้”

“ขออย่าจดจำฉันเลย”

ฟังมาถึงประโยคนี้ แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีพากันส่ายหน้าพลางตะโกนว่า “ฉันจำได้…” ทั้งพลังเสียงและทะเลแท่งไฟทวีความยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะปฏิกิริยาตอบรับอันอบอุ่นนี้ทำให้อาชิวตัดสินใจเปลี่ยนเนื้อในช่วงท้ายของเพลง มือกีตาร์หนุ่มยิ้มน้อยๆ ก้มศีรษะลงร้องว่า

“ขอเพียงพวกคุณจำผมได้ก็พอ”

ทำให้แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีต้องผงกศีรษะ ทั้งร้องไห้ ทั้งหัวเราะ และพูดพร้อมกันว่า “ใช่…”

ไม่รู้ทำไมฉือจือหยางฟังเพลงนี้แล้วน้ำตาไหล เขานั่งอยู่หลังเวที ต่อให้รีบยกมือขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างเร็วแล้วก็ยังถูกฉินอีอวี๋ที่ยืนหันหลังบิดขี้เกียจให้ตนเห็นเข้าจนได้

“ไอ้หยา~ เม็ดถั่วทองคำร่วง*

ไม่รอให้นักร้องหนุ่มพูดจบ ฉือจือหยางก็ถลึงตาใส่เขาอย่างดุๆ หนึ่งครั้ง “หุบปากไปเลย!”

แต่ฉินอีอวี๋ไม่เกรงเลยสักนิด เขาพุ่งตัวไปหาหนานอี่ที่นั่งอยู่ตรงมุม เพื่อก้มตัวเอาคลิปตอนฉือจือหยางน้ำตาไหลที่ตัวเองถ่ายไว้เมื่อกี้ให้มือเบสหนุ่มดู

“กลับมาแต่งงานกันได้ไหม ลูกขี้แยอยู่นะ”

ฉือจือหยางด่ากราด “นายแม่ง…”

หนานอี่ทำหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก ใช้มือข้างหนึ่งปิดจอมือถือของฉินอีอวี๋ และใช้มืออีกข้างชี้ไปที่จอยักษ์ เขาบอกฉินอีอวี๋ว่า “พี่ๆ ของคุณจะขึ้นเวทีแล้ว”

พอฉินอีอวี๋เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง วงที่อยู่บนเวทีก็เปลี่ยนเป็นวงแอสแซสซิเนชันแทน

สามสาวต่างสวมผ้าคลุมสีดำสนิท ฮู้ดสีดำนั้นอำพรางใบหน้าเอาไว้ มีแสงสีเขียวหยกสาดขึ้นมาจากขอบเวทีเหมือนไฟวิญญาณและบนจอยักษ์สีดำที่เชื่อมต่อกันก็มีภาพพระอาทิตย์สีแดงโลหิตดวงหนึ่ง ภายใต้ดวงอาทิตย์มีเงาดำของหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรสามคน พวกเธอต่างแหงนหน้า ชูมือทั้งสองข้างขึ้น

ชื่อเพลงผุดขึ้นมาจากตรงกลาง

 

‘แม่มด’

 

ตอนนี้เองเสียงกลองก็ดังขึ้นหนักหน่วง เป็นเสียงจากกลองใหญ่แบบจีนโบราณ และวินาทีต่อมาก็มีเสียงผีผาที่ให้ความรู้สึกเหมือนแผ่กลิ่นอายสังหารแบบยอมเป็นหยกที่แหลกสลาย* และยังคงเป็นแนวร็อกผสมผสานดนตรีพื้นเมืองที่พวกเธอถนัดที่สุด

ซิ่วเหยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงกลางเริ่มร้องเพลง เสียงเจื้อยแจ้วกังวานเหมือนลำนำในพิธีการขนาดใหญ่ หลี่อินกับหมิ่นหมิ่นร้องประสานเข้ากับบรรยากาศเยียบเย็นอันแปลกประหลาด ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อย่างแรงกล้า

ไม่นานในวินาทีที่ไฟเหนือเวทีดับลง ซิ่วเหยี่ยนก็หมุนกีตาร์สีเขียวที่เธอสะพายไว้ด้านหลังมาสแล็ปสายอย่างคล่องแคล่ว และเมื่อไฟบนเวทีทุกดวงสว่างขึ้น หมิ่นหมิ่นก็กลับไปที่กลองชุด เสียงกลองค่อยๆ หนักขึ้น หลังเล่นผีผาประสานกับกีตาร์ไฟฟ้าช่วงสั้นๆ แล้ว หลี่อินก็เปลี่ยนกลับไปเล่นเบส

“ทรงน้ำปัดเป่า”

“ร่ายรำขอฝน”

“ล้างสิ่งอัปมงคล”

“ยินยลเสียงสวรรค์”

เนื้อเพลงบนจอเปลี่ยนเป็นอักษรโลหิตลอยคว้าง ก่อนโยกไหวแล้วกลายเป็นรูปร่างหญิงสาวที่กำลังเริงระบำ สุดท้ายก็ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างช้าๆ

“ชีวิตกำเนิด”

“ฟ้าดินอุปถัมภ์”

เมื่อการแสดงดำเนินมาถึงช่วงกลาง พวกเธอก็แก้เชือกสีดำตรงคอออก เสื้อคลุมบนตัวหลุดร่วงไปทางด้านหลัง เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อคลุมคือชุดจีนโบราณที่พวกเธอสวมอยู่ ชุดจั้นกั๋วสีแดงดำ บนศีรษะมีหน้ากาก ตรงหน้าอกมีป้ายหยก มัดผมด้วยแถบผ้าสีแดงที่ปลิวไสวไปตามลม

ซิ่วเหยี่ยนเขย่ากระดิ่งในมือแล้วไฟบนเวทีก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ควันฟุ้งตลบ เนื้อเพลงในจอที่ร่วงลงไปอยู่ด้านล่างลอยขึ้นมาอีกครั้ง และเปลี่ยนเป็นป้ายศิลาไร้นามหลายต่อหลายป้าย

“สูบเลือดขูดเนื้อ”

“เข่นฆ่าไม่เว้น”

เสียงกลองดุดันกับเสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่กรีดแหลมขึ้นเรื่อยๆ ผลักดันทุกอย่างขึ้นไปถึงจุดพีค

“ทุกคนก่นด่า”

“ข้าคือแม่มด”

เมื่อโชว์มาถึงตรงนี้ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีก็เกือบลืมไปแล้วว่านี่คือการแข่งขัน พวกเขาอินไปกับการแสดง หัวใจทุกดวงเต้นไปพร้อมกับเสียงกลองที่รัวแรงและกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิ่งลมทะเลหนาวจัดจนเสียดกระดูกมากแค่ไหน อารมณ์ต่อต้านสไตล์เพลงร็อกก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

พอทั้งสามร้องมาถึงตอนจบ อักษรสีเลือดที่อยู่บนป้ายศิลาไร้นามสีเลือดบนจอเวทีก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเยอะขึ้น เบียดเสียดยัดเยียดจนไม่เหลือที่ สื่อให้เห็นถึงความชั่วร้ายและแรงกดดันมหาศาล เสียงเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ซิ่วเหยี่ยนร้องท่อนฮุค “ข้าคือแม่มด” พลางเดินไปที่ขอบเวที ก่อนจะยื่นไมค์ให้คนดู

ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ให้ความร่วมมือด้วยการร้องท่อนฮุคอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ราวกับว่านี่เป็นบวงสรวงอันยิ่งใหญ่จริงๆ เสียงกลองเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนหายใจหายคอไม่ออก และฉับพลันทุกอย่างก็หยุดนิ่ง

สามสาวที่อยู่บนเวทีถอดไมค์ออกจากขาตั้ง แหงนหน้า แล้วชูมือขึ้น ร้องสองประโยคสุดท้ายออกมาด้วยเสียงใสกังวาน

“สังเวยคนเป็น”

“มาเป็นพันปี”

หลังจบการแสดงสามสาวก็หายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อม ก่อนจะเก็บเสื้อคลุมบนพื้นขึ้นมา

แฟนเพลงคนหนึ่งตะโกนจนคอแทบแตกว่า “วงแอสแซสซิเนชัน…”

“จ๋า~” หมิ่นหมิ่นเลียนเสียงคนเรียกตอบกลับไป

เมื่อถูกแหย่ให้ยิ้ม สามสาวก็กลับมาเป็นสาวน้อยน่ารัก ทุกคนโค้งคำนับต่ำและพูดคุยสองสามประโยคก่อนที่ลิฟต์จะพาพวกเธอลงจากเวที สามสาวโบกมือจนลับหายไปกับพื้น

 

ที่ด้านหลังเวทีมีเสียงดังโหวกเหวกวุ่นวาย

“สาวๆ สุดยอดมาก!”

“แม่มดวงแอสแซสซิเนชันๆ!”

แต่อาซวิ่นที่เป็นคนซื่อบื้อมาตลอดกลับพูดเสียงเบาขึ้นมาแบบปุบปับว่า “เสี่ยวฉือจะขึ้นเวทีแล้ว…”

มือกีตาร์หนุ่มหันไปด้านขวาเพื่อมองหาหนีฉือ แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาจะมีคนมาตบไหล่ซ้ายของตน

อาซวิ่นจึงหันหน้ากลับมาก่อนถูกนิ้วชี้เรียวยาวจิ้มแก้ม เมื่อมือกีตาร์หนุ่มช้อนตาขึ้นก็เห็นรอยยิ้มของน้องชาย

“เชียร์ฉันเร็ว”

“เร็วสิโว้ย หนีฉือ!”

“มาแล้ว!” หนีฉือได้ยินเสียงเรียกเลยตั้งท่าจะวิ่งไป แต่กลับถูกอาซวิ่นคว้ามือไว้

“สู้ๆ นะ” อาซวิ่นพูดเสียงเบาจบก็ปล่อยมือ

วงเอ็กซ์คิวท์มีคนชอบเยอะอยู่แล้ว ยิ่งพอรายการเครซี่แบนด์ออกอากาศ พวกเขาก็ตกแฟนคลับหน้าใหม่เข้าด้อมมาได้อีกนับไม่ถ้วน ท่ามกลางทะเลมนุษย์ที่อยู่ด้านล่างเวที ธงของพวกเขามีจำนวนเยอะที่สุดรองจากวงเดอะเกรตโมเมนต์

แค่หน้าจอขึ้นคำว่าวงเอ็กซ์คิวท์ แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ระเบิดเสียงกรี๊ดดังลั่น

ลิฟต์ยกรุ่ยโหรว นิค และหนีฉือ สามคนขึ้นไปช้าๆ

หนีฉือใส่ชุดหมีสีดำ เขาเพิ่งตัดผมมาผมเลยสั้นขึ้นและใช้เจลเซ็ตผมให้เป็นช่อแหลมๆ กับใส่แว่นกันแดดกรอบเงิน

หนีฉือเดินไปอยู่หน้าไมค์แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “ขอผมฟังเสียงกรี๊ดของทั้งหมื่นคนหน่อยซิว่าดังแค่ไหน…”

เสียงดังกึกก้องไปทั่วชายหาด

หนีฉือยิ้มพลางชูนิ้วโป้งขึ้น บนจอด้านหลังพวกเขามีภาพวงกลมขนาดยักษ์วงหนึ่งฉายขึ้นมา พอกล้องซูมออกไปไกล สุดท้ายผู้ชมก็สังเกตเห็นว่ามันคือปากกระบอกปืนที่อยู่ในมือของคนคนหนึ่ง

ข้อความหนึ่งบรรทัดผุดขึ้นมา หนีฉืออ่านออกเสียงว่า

“ปืนของเชคอฟ”*

แฟนเพลงส่งเสียงกรี๊ดอย่างประหลาดใจ เนื่องจากเพลงนี้เป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้มแรกของวงเอ็กซ์คิวท์ และได้รับความนิยมในหมู่แฟนคลับสูงเป็นพิเศษ แต่วงกลับไม่เคยร้องเพลงนี้ในการออกทัวร์คอนเสิร์ตกับเทศกาลดนตรีเลย พวกเขาจึงคิดไม่ถึงว่าการแข่งขันรอบไฟนอลนี้จะเป็นการร้องสดครั้งแรกของเพลงนี้

เพราะแบบนี้เนื้อร้องประโยคแรกยังไม่ทันเริ่ม แท่งไฟด้านล่างเวทีก็สว่างขึ้นมามากมาย เมื่อโชว์ดำเนินมาถึงตอนนี้ ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงแล้ว ทำให้แท่งไฟพวกนี้ยิ่งดูโดดเด่น

อินโทรดังขึ้นเป็นเพลงแนวพั้งก์ที่วงเอ็กซ์คิวท์ชำนาญที่สุด การเล่นกีตาร์ไฟฟ้าด้วยนิ้วร่วมกับแทมบูรินในมือของนิคทำให้เพลงมีกลิ่นอายของต่างแดนที่มีความแข็งแรงและชวนฝัน

เสียงของหนีฉือต่างจากเดิมไปบ้าง ตรงที่ผ่อนคลายขึ้น จงใจออกเสียงไม่ชัด และลากหางเสียงยาวแบบ ‘ฉันก็จนปัญญาเหมือนกัน’

“เรื่องราวทุกอย่างระหว่างเรา”

“มีเรื่องที่ต้องซ่อนเร้นมากมาย”

“ชีวิตช่างบ้าบอ”

“เรื่องต้องห้ามคือสิ่งที่บอกให้ใครรู้ไม่ได้”

หนีฉือสะพายกีตาร์ไฟฟ้าสีแดงตัวหนึ่ง ด้านหลังคือภาพวีเจสีสันสดใสเคลื่อนไหววูบวาบ ภาพซูมเข้าไปที่ปากกระบอกปืนนั้นอีกครั้ง สักพักก็มีประกายไฟระเบิดออกมาเป็นถ้อยคำต่างๆ ที่วงเอ็กซ์คิวท์เคยพูดไว้ ไม่นานเนื้อเพลงพวกนั้นก็กลายเป็นเครื่องหมายกากบาทสีต่างๆ

เหมือนเป็นสัญลักษณ์ความผิดพลาด คล้ายตัวอักษร ‘X’

ทะเลมนุษย์เปิดแท่งไฟมากขึ้นเรื่อยๆ แฟนเพลงวงเอ็กซ์คิวท์โบกธงยักษ์ หนีฉือกอดกีตาร์ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์ ดวงตาซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดด ให้ภาพที่ดูเหนือจริง

“ความรักคือการถอนฟันน้ำนมที่โยกคลอนออกไปหรือเปล่า”

“ความรักคือแอปเปิ้ลที่เป็นผลไม้ต้องห้ามใช่ไหม”

“ความรักจะทิ้งคนขาดน้ำไว้กลางทะเลทรายหรือไม่”

หนีฉือแหงนหน้าขึ้นร้องเพลง กล้องโคลสอัพจับภาพเขาแบบเต็มตัวจนเห็นสร้อยที่หนีฉือใส่อยู่ว่าเป็นสร้อยงูสีเงินสองตัวที่เกี่ยวกระหวัดพันรัดกัน

“การประนีประนอมเท่ากับการยั่ว”

“แบบนี้ก็กินฉันลงท้องไปตั้งแต่ก่อนเกิดเลยเถอะ”

“ทำไมถึงปล่อยไว้”

“เพราะเธอรักฉันมาตั้งแต่เกิด ใช่หรือเปล่า”

แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีตะโกนอย่างสะใจ “ใช่…”

เสียงตะโกนดังมากจนหนีฉืออดยิ้มไม่ได้ เขาเล่นกีตาร์พลางหันหน้าไปกดมุมปากลงก่อนหันกลับมาในท่อนฮุค ฝูงชนจำนวนมหาศาลที่อยู่ด้านล่างเวทีชูสองมือ กระโดดโลดเต้นกันแบบไม่พัก เหมือนหัวใจดวงน้อยๆ หลายต่อหลายดวงที่เต้นไปตามจังหวะดนตรี ท้องทะเลสีครามอันเยียบเย็น ไฟสีแดง แท่งไฟพราวพร่างสาดแสงไปจับใบหน้าของแต่ละคน

ในชีวิตประจำวันพวกเขาติดอยู่ในวงจรเดิมๆ แต่ตอนนี้พวกเขาค้นพบช่องทางระบายความรู้สึกแล้ว ทุกคนเลิกสนใจว่าต่างฝ่ายต่างไม่เคยรู้จักกัน พวกเขาโอบไหล่ กระโดดโลดเต้นเป็นทิวแถวเหมือนเล่นต่อรถไฟ ส่งความสุขต่อๆ กันออกไป ราวกับได้มีเพื่อนจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆ

เมื่อถึงช่วงสุดท้ายของเพลงนี้ ไฟเลเซอร์ก็สาดจากหน้าเวทีฝั่งซ้ายไปที่ตัวของหนีฉือ สร้างเงายาวเหยียดขึ้นบนพื้นเวที

“ปล่อยให้ฉันกลายเป็นเงาของเธอ”

“ผูกพันกันเหมือนโดนโชคชะตากำหนดมา”

“ฝัน ฉันได้แต่ฝัน วาดฝันอย่างสิ้นหวัง”

มือของหนีฉือจับไมค์ขณะร้องเนื้อร้องท่อนสุดท้ายออกไปพร้อมแฟนเพลงจำนวนมากที่ด้านล่างเวที

“คงมีสักวันที่ฉันกลายเป็นบ้า”

“ลั่นกระสุนจากปืนของเชคอฟ”

พอเขาร้องประโยคสุดท้ายจบ ปืนบนจอยักษ์ก็ระเบิดเปรี้ยง ทำลายด้ายสีทองยุ่บยั่บเต็มจอ และในเวลาเดียวกันนี้ก็มีริบบิ้นสีทองปลิวว่อนลงมาจากความว่างเปล่าเหนือศีรษะของคนดู ทำให้ทุกคนอดที่จะยื่นมือออกไปคว้ากันไม่ได้

“ขอบคุณครับ!”

พอร้องเพลงจบหนีฉือก็ถอยหลังออกจากเวทีไปพลางโบกมือ พอกล้องโคลสอัพไปที่กลางฝ่ามือของเขาก็เห็นว่ามีภาพกากบาทสีแดง

ตอนลิฟต์เลื่อนลงไปที่ใต้เวที หนีฉือใช้มือข้างนี้ไฮไฟว์กับสี่สมาชิกวงเดอะเกรตโมเมนต์

“สู้ๆ!”

หนานอี่ได้ยินเสียงกรี๊ดดังกึกก้องทะลุเวทีมาอย่างชัดเจน เสียงกรี๊ดดังเหมือนเสียงคลื่นที่โหมกระหน่ำรุนแรงซัดสาดใส่เป็นระลอก

เมื่อพวกเขาถูกจัดให้ขึ้นโชว์หลังวงเอ็กซ์คิวท์ ย่อมต้องรับมือกับความเร่าร้อนพลุ่งพล่านที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการใช้เพลงที่พวกเขาเลือกถือเป็นเรื่องเสี่ยงมาก

เสียงของผู้กำกับดังมาทางอินเอียร์

“เวทีพร้อม ลิฟต์ขึ้น”

“วงเดอะเกรตโมเมนต์…”

“วงสุดท้ายที่จะขึ้นเวทีคือ…”

“เดอะเกรตโมเมนต์!”

ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่น พวกเขาค่อยๆ เลื่อนตัวขึ้นมา เสียงตะโกนของมวลชนค่อยๆ เปลี่ยนจาก ‘วงเอ็กซ์คิวท์’ เป็น ‘วงเดอะเกรตโมเมนต์’ แถมดังขึ้นเป็นเท่าตัว เสียงกรี๊ดดังต่อเนื่องจนชายหนุ่มทั้งสี่คนขึ้นมาโชว์ตัวต่อหน้าผู้ชมนับหมื่นอย่างสมบูรณ์

แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีแถวหน้าๆ คนหนึ่งตะโกนสุดเสียงว่า “เดอะเกรตโมเมนต์ระเบิดงานนี้ไปเลย…”

เสียงนี้ดังจริงเลยไม่ได้มีแต่คนบนเวทีเท่านั้นที่ได้ยิน แต่เหล่าแฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะเพราะเสียงตะโกนนี้ด้วย ทว่าไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นว่าลุคของสมาชิกวงเดอะเกรตโมเมนต์เป็นแพตเทิร์นเดียวกัน แถมยังต่างจากที่ผ่านมา

พวกเขาสี่คนใส่สูทสีดำ ไม่มีเครื่องประดับอะไรอย่างอื่น นอกจากติดดอกไม้สีขาวเล็กๆ ไว้ที่ปกเสื้อด้านหน้า

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงเมื่อถึงเวลาเย็นย่ำ พระอาทิตย์ยามอัสดงที่เป็นสีส้มแดงค่อยๆ เข้าใกล้จุดบรรจบระหว่างท้องฟ้ากับท้องทะเล สาดแสงสีทองอร่ามไปทั่วพื้นน้ำ อาบหิมะบนชายฝั่งด้วยสียามเย็น

ไฟบนเวทีดับลง แสงสุดท้ายของวันเข้ามาครอบคลุมตัวของพวกเขาก่อนคนอื่น เรือนผมสีทองอ่อนของหนานอี่ต้องแสงสุดท้ายของยามเย็นเป็นประกาย จากมุมที่ผู้ชมเงยหน้ามอง คิ้วตาของมือเบสหนุ่มดูรางเลือน โครงหน้าอาบไล้ด้วยแสงสีทองจากดวงตะวันยามอัสดงจนดูมีมนตร์ขลัง

เขากอดเบสสีเทาอมม่วงที่ควรเป็นของเขามานานแล้ว ท่าทางดูเปราะบางเหมือนแก้วใสๆ

หนานอี่พูดเสียงเบา “เพลงนี้ชื่อเธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”

สิ่งนี้ทำให้แฟนเพลงที่อยู่ด้านล่างเวทีเหวอ เนื่องจากนี่ไม่ใช่เพลงที่พวกเขาคิดว่าวงเดอะเกรตโมเมนต์จะร้อง

ฉินอีอวี๋สะพายกีตาร์ไฟฟ้าสีเหลืองส้มที่เป็นของขวัญที่แม่เขามอบให้อยู่ข้างกายหนานอี่ เมื่อไฟบนเวทีสว่าง จอแบ็กกราวนด์ก็ฉายภาพทางช้างเผือกอันมโหฬาร แต่นักร้องหนุ่มกลับไม่ได้เริ่มบรรเลงเพลงทันที

ไม่มีเสียงจากเครื่องดนตรี เขาร้องเปิดเวทีด้วยเสียงใสๆ อย่างผิดวิสัย

“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”

“ทำให้ฉันเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”

น้ำเสียงนุ่มนวลดังกังวานผ่านลำโพงออกมาเหมือนปุ่มหยุดล่องหนที่กวาดความบ้าคลั่งและความเร่าร้อนที่ด้านล่างเวทีให้หายวับ ผู้ชมทุกคนเผลอหยุดนิ่งและตั้งใจฟัง

ตอนนี้เองที่กลองกับเบสเข้ามา คีย์บอร์ดเล่นเมโลดี้ร่าเริงแจ่มใส ฉินอีอวี๋เล่นกีตาร์เป็นท่วงทำนองสบายๆ แต่ในท่วงทำนองแห่งความสุขนั้นกลับมีความเจ็บปวดปะปนอยู่จางๆ นักร้องหนุ่มใช้โทนเสียงนุ่มแบบที่ไม่เคยร้องแบบนี้ที่ไหนมาก่อน ขับร้องอย่างไพเราะ ผิดไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา

“โลกใบนี้เต็มไปด้วยสีสันกับสิ่งที่เหนือคาด”

“เส้นทางการขึ้นบินไม่จำเป็นต้องชัดเจนก็ได้”

บนจอยักษ์ จดหมายฉบับหนึ่งค่อยๆ คลี่ตัวออก แต่บนหน้ากระดาษกลับมีแต่ความว่างเปล่า

“เส้นเลือด ดนตรี ใบหน้าที่คล้ายคลึง”

“ล้วนเป็นบัตรกำนัลอันล้ำค่าจากฉัน”

แสงไฟกะพริบระยิบระยับ เมื่อเครื่องทำหิมะพ่นเกล็ดหิมะฟุ้งกระจายลงมาจากท้องฟ้าเหนือเวที สะท้อนกับแสงไฟโทนอุ่นจนดูสว่างไสว

ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันกับประกายหิมะ ฉินอีอวี๋ยืนอยู่ที่จุดกึ่งกลางของเวทีเหมือนนักเล่าที่อยู่ในอาการสงบนิ่ง แต่ขอบตาล่างกลับมีประกายแวววับ

“ในบทกวีชีวิตที่แสนธรรมดาน่าเบื่อนี้”

“เธอคือคนที่จะขีดเขียนไปจนจบ”

“ฉันเป็นแค่บทนำเท่านั้น”

 

* เม็ดถั่วทองคำร่วง เป็นคำสแลงทางอินเตอร์เน็ต หมายถึงร้องไห้ น้ำตาไหล

* ยอมเป็นหยกที่แหลกสลาย เป็นสำนวน หมายถึงยอมตายไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี หรือยึดมั่นในความเชื่อและอุดมการณ์ของตนอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

* ปืนของเชคอฟ (Chekhov’s Gun) เป็นกลวิธีในงานเขียนที่มีที่มาจากงานของอันตัน เชคอฟ หมายถึงรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่องหรือบทละครจะส่งผลต่อการเล่าเรื่องโดยรวม แม้แต่องค์ประกอบใดๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญก็จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในภายหลัง และต้องเอาทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวออกไป

  

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 6

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 1

บทที่ 1 เมฆดำบดบังจันทรา หิมะโปรยมาหนาวเหน็บ ในช่วงเวลาหนาวเย็นเข้ากระดูกเช่นนี้ ทั้งยังเพิ่งผ่านยามโฉ่ว ทุกครัวเรือนดับ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 2

บทที่ 2 เผยไหวกวงถอดชุดคลุมบุนวมออกมาคลุมลงบนร่างของเสิ่นหุย เสิ่นหุยใจเต้นรัวเร็ว ยืนอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น เผยไห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 1

บทที่ 1 วันเวลาย่างเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อดวงตะวันลับหายไปทางทิศตะวันตก ความหนาวเย็นยามสายัณห์ยังคงเสียดแทงดุจใบม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 96

บทที่ 96 ในขณะที่แม่นางฝูกำลังกล่าวอยู่นั้น ลูกแก้วปีศาจบนฝ่ามือของนางก็เปล่งแสงสว่างพร่างพรายจนใจคนเกิดกิเลสตัณหา อยากจ...

community.jamsai.com