everY
ทดลองอ่าน ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1 บทที่ 3 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1
ผู้เขียน : สิงซั่งเซียง (刑上香)
แปลโดย : ศีตกาล
ผลงานเรื่อง : 大国师,大骗子
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง
การฆาตกรรม การทารุณกรรมเด็ก การสังหารหมู่
การบังคับหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ
และมีการกล่าวถึงการข่มขืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 3
หลบหนี
หลังจากรั้งอยู่ที่โรงเตี๊ยมจี๋เสียงสามวัน ในที่สุดคุณชายผู้นั้นก็พาคนจากไป เหลือไว้เพียงจู้หยางกับองครักษ์คนหนึ่ง ปากบอกว่าทิ้งสองคนนี้เอาไว้ให้รับใช้อาจารย์ที่เคารพ แต่แท้จริงคือคอยจับตาดูเขาไม่ให้หลบหนี
ซ่งเสวียนไม่เข้าใจจริงๆ คุณชายผู้นี้ไปก็ไปแล้ว เหตุใดยังต้องรั้งเขาไว้อีก หนึ่งไม่หวังทรัพย์ สองไม่เอาชีวิต เพียงวางคนให้คอยดูเขาเอาไว้เช่นนี้ คิดอย่างไรก็นับว่าเป็นเรื่องแปลก
กระนั้นซ่งเสวียนก็รู้สึกว่าพอหายใจหายคอได้หน่อย ระหว่างเผชิญหน้าคุณชายต้นไม้แคระแกร็นปากยิ้มตาไม่ยิ้มกับเผชิญหน้าจู้หยางที่พูดสิ่งใดไม่ปิดบัง เห็นได้ชัดว่าเขาชอบคนหลังมากกว่า
เพียงแต่พักนี้ซ่งเสวียนตระหนักได้ว่าสายตาที่จู้หยางมองมามีความสับสนพิกล เห็นแล้วชวนให้รู้สึกว่าเรื่องราวซับซ้อนกว่าที่คิด หลายครั้งเขาจึงอาศัยยามที่กินอาหารเช้าด้วยกันเป็นข้ออ้างในการพูดคุยกับจู้หยาง
เดิมจู้หยางก็เก็บงำสิ่งใดไม่ค่อยอยู่ ไปๆ มาๆ จึงยอมปริปากเล่าบางสิ่งให้เขาฟังจริงๆ
“ชื่อจริงของคุณชายคงบอกไม่ได้หรอก หากท่านรู้จะโชคร้ายเอา” จู้หยางกัดน่องไก่พลางทอดถอนใจ “ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่าน เพียงแต่เรื่องนี้ซับซ้อนเกินไป ท่านเพิ่งบอกว่าจะมีภัยไม่คาดคิด หลังจากนั้นคุณชายก็ถูกลอบสังหาร หากท่านไม่ใช่เทพพยากรณ์ ข้าก็เกรงว่าท่านจะเป็นคนที่ถูกส่งมาให้สร้างความเชื่อใจแล้วลอบทำร้ายคุณชาย”
พูดถึงตรงนี้จู้หยางก็สงสัยอยู่เล็กน้อย เขาหันมาถามต่อ
“ว่าแต่ท่านตัดสินชะตาร้ายดีได้จริงหรือ”
ซ่งเสวียนกำลังกินไก่ย่างอยู่เช่นกัน ได้ยินอีกฝ่ายถามจึงหัวเราะ “ข้าทำนายชะตาคิดราคาไม่ถูกนา”
จู้หยางจ้องมองเขา ดูคล้ายค่อนข้างประหม่าแต่ก็สงสัยใคร่รู้ “ท่านเพียงพูดมา หากพูดถูกข้าก็จะให้เงิน”
ซ่งเสวียนใช้กระดาษเช็ดน้ำมันบนนิ้วออกช้าๆ เมื่อสะอาดแล้วถึงยื่นมือออกมา “ครานี้ถือว่าทำความดีสักหน่อย ไม่เก็บเงินเจ้า ข้าจะดูลายมือให้แล้วกัน”
จู้หยางยื่นมือให้อีกฝ่ายด้วยท่าทางคล้ายไม่เชื่อเรื่องงมงาย
ซ่งเสวียนหลุบตาลงเล็กน้อย สีหน้าเกียจคร้านมลายสิ้น ภาพลักษณ์ดูประหนึ่งเทพเซียนไม่คลุกคลีกับมนุษย์อยู่บ้าง ทำเอาจู้หยางรู้สึกตะลึงงัน
เวลาครึ่งก้านธูป* ผ่านพ้นไป เปลือกตาของซ่งเสวียนพลันกระตุกเล็กน้อย จู้หยางถามอย่างอดไม่ไหวว่า “ท่านเสร็จหรือยัง ข้าไม่เคยเห็นใครดูลายมือนานถึงเพียงนี้เลย”
“เสร็จแล้วๆ” ซ่งเสวียนปล่อยข้อมืออีกฝ่าย ท่าทีเปลี่ยนมาไม่จริงจังดังเดิม เขาเคี้ยวน่องไก่พลางเอ่ยว่า “เจ้ามีพี่น้องชายสามคน น้องสาวหนึ่งคน บิดาเสียชีวิตนานแล้ว ครอบครัวมีลักษณะของการเป็นม้าศึก รุ่งโรจน์ก่อนค่อยตกอับ…”
ทุกประโยคที่ซ่งเสวียนพูดเรียกให้ปากของจู้หยางอ้ากว้างขึ้นทีละนิด กระทั่งซ่งเสวียนพูดจบ ปากของอีกฝ่ายก็อ้าค้างจนยัดไก่ย่างครึ่งตัวเข้าไปได้
“อะ…อาจารย์ซ่ง ท่าน…ไม่สิ ท่านจะแม่นเกินไปแล้วกระมัง…” จู้หยางสะท้านสะเทือนจนไม่อาจเป็นมากไปกว่านี้ เขาแน่ใจว่าตั้งแต่มาถึงโรงเตี๊ยมตนยังไม่เคยพูดถึงเรื่องเหล่านี้ให้ใครฟัง
ซ่งเสวียนเพียงจับมือเขาก็พูดออกมาได้หมดจด
แต่ซ่งเสวียนกลับไม่สนใจเขา เพียงกินไก่ย่างทั้งเนื้อทั้งหนังที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจนหมดแล้วหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน “อาจารย์ซ่งง่วงนัก ขอกลับไปนอนอีกสักตื่น เจ้าเองก็พักผ่อนเถิด” เขาเอ่ยจบก็เดินขึ้นชั้นบนไป ทิ้งให้จู้หยางจมอยู่กับความประหลาดใจตามลำพัง
หลังซ่งเสวียนปิดประตูห้อง สีหน้าก็พลันเคร่งเครียด
คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายไร้นามผู้นั้นจะเป็นโอรสองค์ที่สามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน จีอวิ๋นซี
จริงอยู่ว่าเรื่องหยั่งรู้อนาคตเป็นเรื่องโป้ปด แต่ซ่งเสวียนมีความสามารถน่าทึ่งอย่างหนึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด…เขาสามารถล่วงรู้อดีตของคนได้
ขอเพียงได้สัมผัสผิวหนังของใครสักคนเขาก็จะอ่านความทรงจำของคนผู้นั้นได้
ปริมาณของความทรงจำจะถูกจำกัดด้วยระยะเวลา ยิ่งสัมผัสเป็นเวลานานความทรงจำที่ได้รับมาก็จะยิ่งมาก
เพียงแต่ทุกความสามารถพิเศษล้วนมีข้อจำกัด อย่างเช่นเขาอ่านได้เพียงภาพของความทรงจำ ไม่สามารถอ่านไปถึงความคิดของคนในเหตุการณ์นั้นได้
เนื้อหาความทรงจำที่อ่านได้ ด้านหนึ่งจะได้รับอำนาจจากความตั้งใจของตัวเขาเอง ส่วนอีกด้านขึ้นอยู่กับความคิดและความแม่นยำของผู้ที่ถูกอ่านความทรงจำ ณ ขณะนั้น
บางครั้งผู้ถูกอ่านความทรงจำอาจรู้สึกสับสนหรือมีสติรับรู้ไม่ชัดเจน หากเป็นเช่นนั้นความทรงจำที่เขาอ่านได้ก็จะพร่ามัวตามไปด้วย
หลังจากอายุสิบสองซ่งเสวียนก็ไม่เคยพูดเรื่องความแปลกประหลาดของตนให้ใครฟังอีก
ถึงอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดยินยอมให้อดีตของตนถูกคนอื่นล่วงรู้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ทุกคนล้วนอยากรู้อนาคตของตนเอง
ดังนั้นซ่งเสวียนจึงอาศัยความสามารถพิเศษนี้มาร่อนเร่เป็นอาจารย์ทำนายชะตา กอปรกับเขาสังเกตน้ำเสียงสีหน้าคนเก่ง มีทักษะด้านการตลบตะแลงหลอกลวง แม้ต้องพบคลื่นลมอุปสรรคใหญ่โตก็ยังไม่เคยพลาดท่าเสียที
เมื่อครู่ซ่งเสวียนโกหกว่าจะทำนายชะตาให้จู้หยาง แท้จริงแล้วเขาต้องการสืบรายละเอียดเกี่ยวกับคุณชายผู้นั้น ไม่นึกว่าข้อมูลที่ตนได้จะเป็นเรื่องน่าตกตะลึงเช่นนี้
จีอวิ๋นซี เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
องค์ชายสามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นโอรสที่เกิดจากมารดาผู้เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นซูเฟย* เพียงแต่ภายหลังซูเฟยเข้าตำหนักเย็นและสิ้นพระชนม์กะทันหัน องค์ชายสามจึงถูกรังเกียจไปด้วย
ฮ่องเต้ถึงกับขับไล่เขาไปอยู่ที่วังตากอากาศ อ้างว่าหวังให้เขาได้พักรักษาอาการป่วย แต่สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะพระองค์ไม่ประสงค์ที่จะเห็นเขา
แน่นอนว่านี่ล้วนเป็นคำพูดที่เล่าลือกันในหมู่ชาวบ้าน เรื่องราวภายในเป็นอย่างไรคงมีเพียงเหล่าผู้สูงศักดิ์ในวังเท่านั้นที่รู้แจ้งแก่ใจ ซ่งเสวียนเป็นเพียงประชาชนคนรากหญ้า ได้แต่ฟังคนเล่าปากต่อปากมาเท่านั้น
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร จีอวิ๋นซีก็เป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์อย่างแท้จริง
ซ่งเสวียนมีชีวิตมายี่สิบปีแล้ว ผู้สูงส่งที่สุดที่เคยพบเจอก็ไม่เกินตำแหน่งเสนาบดี บัดนี้มาตกอยู่ในกำมือองค์ชายผู้หนึ่ง ซ้ำร้ายเขายังเอาถุงผ้าไหมไปหลอกองค์ชายอีก
หากเป็นบุตรหลานตระกูลร่ำรวยทั่วไปก็ช่างเถิด ต่อให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันก็สืบสาวมาไม่ถึงตัวหมอดูเช่นเขา
แต่หากเป็นถึงโอรสของฮ่องเต้ นักต้มตุ๋นวาจาเหลวไหลเชื่อไม่ได้อย่างเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกหรือ
คุณชายซีหนอคุณชายซี กลับกลายเป็นจีอวิ๋นซีไปเสียนี่ มิน่าเล่าถึงยอมทิ้งชื่อไว้เพียงอักษรเดียว
วันนั้นเหตุใดเขาจึงไม่ดูความทรงจำอีกฝ่ายก่อนแล้วค่อยทำนายชะตาหนอ
แต่ใครจะคิดเล่าว่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์จะทำเป็นมังกรขาวสวมชุดปลา* อยู่เมืองเล็กๆ เช่นนี้
ซ่งเสวียนตบศีรษะนึกโมโหในความสะเพร่าของตน แต่นั่นกลับทำให้เขายิ่งตัดสินใจแน่วแน่มากขึ้น
หนี ต้องหนี
หลายวันต่อจากนั้นเขาทำตัวเหมือนปกติ กินดื่มไม่ฝืนทำตนลำบาก คล้ายต้องการรอให้จีอวิ๋นซีกลับมาแล้วค่อยสัมผัสรสชาติของเงินก้อนโตอีกสักครั้ง หลอกให้จู้หยางกับองครักษ์อีกคนผ่อนคลายลงได้ไม่น้อย
คืนนั้นเมื่อเห็นทั้งสองคลายความระแวดระวัง ซ่งเสวียนก็เก็บข้าวของ ใช้ผ้าห่อเงินทองแล้วผูกไว้ที่เอว
จากนั้นก็ฉีกผ้าปูเตียงเป็นเส้นแล้วจุ่มน้ำบิดเกลียวทำเป็นเชือก
ปลายข้างหนึ่งของเชือกผูกไว้ข้างหน้าต่างอย่างมั่นคง ส่วนอีกด้านปล่อยไปนอกหน้าต่าง เมื่อทดสอบความแข็งแรงของเชือกแล้วจึงค่อยไต่ลงไป
ตอนเท้าแตะถึงพื้นซ่งเสวียนรู้สึกยินดียิ่ง กลยุทธ์แมวสามขา** ที่ขโมยมาเมื่อครั้งใช้ชีวิตเป็นจอมยุทธ์พเนจรนับว่ามีประโยชน์มากทีเดียว อย่างน้อยในเวลาคับขันก็ยังรักษาชีวิตตนเองไว้ได้
เขาใช้มือชั่งน้ำหนักเงินที่ผูกไว้บนเอว พลันรู้สึกว่าการเสี่ยงภัยตลอดหลายวันมานี้ของตนช่างคุ้มค่า
ซ่งเสวียนอาศัยโอกาสที่ไม่มีคนเห็นเร่งรุดกลับไปยังวัดร้าง เก็บข้าวของจำเป็นติดตัวแล้วออกเดินทางในความมืด
ทว่าเขากลับถูกบางสิ่งรั้งฝีเท้าเอาไว้ที่หน้าประตูวัด
ซ่งเสวียนก้มลงมองเห็นสุนัขตัวโตสีขาวกำลังกัดชายผ้าเอาไว้ด้วยท่าทางน่าสงสาร มันส่งเสียงร้องหงิงๆ ราวกับรู้ว่าเขากำลังจะจากไป
ซ่งเสวียนจนใจ ได้แต่ย่อกายลงพร้อมเอ่ยว่า “เจ้าหมาโง่ เกรงว่าข้าจะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ต่อไปเจ้าคงต้องพึ่งพาป่าเขา ไปจับกระต่ายจับหนูเอาแล้วล่ะ”
หมาโง่ยังส่งเสียงร้องคราง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย
ซ่งเสวียนลูบหัวมัน ใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลโน้มน้าวต่อ “หมาโง่ ขืนข้าไม่ไปเกรงว่าจะต้องตายแล้ว ข้าไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า หากเขาตายข้าย่อมต้องโดนฝังไปพร้อมกัน หากเขามีชีวิตอยู่ก็อาจไม่ปล่อยให้ข้ามีชีวิตต่อไป รั้งอยู่ที่นี่ต่อน่ากลัวว่าสุดท้ายแล้วก็มีแต่ต้องตาย”
หมาโง่คล้ายเข้าใจขึ้นมา มันจึงค่อยๆ ปล่อยเขา
ซ่งเสวียนผ่อนลมหายใจ แต่ขณะที่ยกขากำลังจะจากไป หมาโง่ก็กัดชายผ้าเขาเอาไว้อีก
เขาจนใจเหลือประมาณ ได้แต่ย่อตัวลงอีกครั้ง “หมาโง่ ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ”
ดวงตาหมาโง่มีน้ำตารื้น ยามปกติมันสง่างามยิ่งกว่าสุนัขหรือหมาป่าตัวใด บัดนี้กลับจ้องมองซ่งเสวียนตาแป๋ว ทำเอาหัวใจคนถูกมองแทบจะหลอมละลาย
เขากับเจ้าหมาโง่รู้จักกันมาครึ่งปีแล้ว ตอนแรกมันได้รับบาดเจ็บ หิวโหยจนเกือบตาย ด้วยความใจดีเขาจึงโยนน่องไก่ให้ขาหนึ่ง นับแต่นั้นมาเจ้าหมาโง่ก็จำบ้านของเขาได้
เวลากลางวันเจ้าหมาโง่จะอยู่แต่ในป่า พอตกกลางคืนถึงย้ายมานอนในลานวัด คอยเฝ้าบ้านดูแลเรือนให้เขา บางครั้งตอนที่พูดคุยกับเจ้าหมาโง่ มันก็คล้ายจะเข้าใจอยู่บ้าง
เขาไม่เคยเห็นสุนัขตัวใดฉลาดเฉลียวมีไหวพริบเข้าใจมนุษย์เช่นนี้มาก่อน ไม่แปลกที่จะรู้สึกอาลัยอาวรณ์มันขึ้นมาชั่วขณะ
ซ่งเสวียนพลันเกิดความคิดประหลาดจึงหยั่งเชิงถาม “หมาโง่ เจ้า…อยากไปกับข้าหรือไม่”
ดวงตาของเจ้าหมาโง่เป็นประกายขึ้นมา
เขาลองลุกขึ้นยืน คราวนี้เจ้าหมาโง่ไม่กัดชายผ้าเอาไว้แล้ว เพียงแต่เดินตามเขามาอย่างใกล้ชิด
ซ่งเสวียนดีใจมาก เขาไม่เพียงหนีเอาชีวิตรอดพร้อมเงินเต็มกระเป๋า แต่ตอนนี้ยังได้ไปด้วยกันกับเจ้าหมาโง่ เท่านี้การจากเมืองอันติ้งก็คล้ายไม่มีสิ่งใดให้เสียใจแล้ว
คนเที่ยวทำนายชะตาปลอมๆ อย่างเขาไม่ว่าที่ใดล้วนเป็นบ้าน ร่อนเร่ไร้หลักแหล่ง ทั้งหมดนี้คล้ายเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
หากมีผู้ใดมาทำนายชะตาให้ซ่งเสวียนได้จริง เกรงว่าชะตาของเขาคงมีลม กำหนดให้ต้องร่อนเร่พเนจรเป็นแน่
* เดิมที ‘หนึ่งก้านธูป’ เป็นคำเรียกเวลาโดยประมาณของคนจีนโบราณ บางตำราว่าประมาณครึ่งชั่วโมง บางตำราว่าหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นครึ่งก้านธูปจึงหมายถึงเวลาประมาณสิบห้านาทีถึงครึ่งชั่วโมง
* ซูเฟย เป็นตำแหน่งพระชายาลำดับที่สองของฮ่องเต้
* มังกรขาวสวมชุดปลา หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถหรือสถานะสูงส่ง แต่เลือกที่จะซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้ความธรรมดาสามัญ
** แมวสามขา ใช้เปรียบกับคนที่ไม่มีทักษะ ไม่เชี่ยวชาญ มีความรู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
