everY
ทดลองอ่าน ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1 บทที่ 4 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ราชครูนักต้มตุ๋น เล่ม 1
ผู้เขียน : สิงซั่งเซียง (刑上香)
แปลโดย : ศีตกาล
ผลงานเรื่อง : 大国师,大骗子
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง
การฆาตกรรม การทารุณกรรมเด็ก การสังหารหมู่
การบังคับหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ
และมีการกล่าวถึงการข่มขืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 4
โจรป่า
ซ่งเสวียนเป็นผู้มากประสบการณ์ คุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนั้นดี เพิ่งออกจากเมืองอันติ้งได้ไม่นานก็วางแผนเส้นทางเอาไว้ให้ตนเรียบร้อยแล้ว
ถัดจากเมืองอันติ้งมีเมืองหนึ่งชื่อว่าฉางหนิง ทั้งสองล้วนเป็นปราการของทางเหนือ อยู่ไม่ไกลจากด่านชายแดน
เพียงแต่เมืองอันติ้งรกร้าง ผิดกับเมืองฉางหนิงที่นับว่ารุ่มรวยอยู่บ้าง แถบชายแดนมักมีพ่อค้าที่ลักลอบขายของเถื่อนมาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการรบราฆ่าฟันกันอยู่เนืองๆ คนเข้าออกเมืองก็มีจำนวนไม่แน่นอน เป็นสถานที่ดีสำหรับการพำนักพักพิง
ซ่งเสวียนเก็บธงทำนายชะตาเปลี่ยนมาสวมชุดหรูซาน* แขนกว้าง ซ้ำยังซ่อนเงินปะปนไว้ในชั้นต่างๆ ของกล่องใส่หนังสือ ดูเหมือนบัณฑิตผู้หนึ่งจริงๆ
เขารู้ว่าลักษณะของเจ้าหมาโง่นั้นโดดเด่นสะดุดตา ก่อนออกเดินทางจึงหาพืชมาย้อมขนสีขาวสง่างามของมันให้กลายเป็นสีเหลือง ฝีมือของเขาไม่ค่อยประณีต สีย้อมจึงเข้มบ้างอ่อนบ้างจนดูคล้ายเป็นขี้เรื้อน มองผ่านๆ ก็เหมือนสุนัขบ้านสีเหลืองทั่วไป
ซ่งเสวียนกลัวว่าใครจะมาสืบเสาะร่องรอยจึงไม่ได้เช่ารถเทียมวัวและใช้วิธีเดินเท้าเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังไม่เดินทางหลักแต่ไปเดินทางเล็กแทน
คิดไม่ถึงว่าความระแวดระวังของเขาจะนำภัยมาให้
เขาพบเข้ากับโจรป่า
เดิมทีโลกนี้ก็ไม่เคยสงบราบรื่นอยู่แล้ว มักมีการต่อสู้กระทบกระทั่งตามแนวชายแดนเป็นระยะ หลายวันก่อนทางเหนือเกิดน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านใช้ชีวิตยากลำบาก คนหนีเข้าป่าไปเป็นโจรมากขึ้น
ซ่งเสวียนจำได้ว่าสองปีก่อนในป่ายังไม่มีคนพวกนี้ ไม่คิดว่าเขารั้งอยู่ที่เมืองอันติ้งเพียงสองปี พอออกมาจะพบกับชายฉกรรจ์ขี่ม้าถือดาบถือขวานเข้า
เมื่อบุรุษผู้เป็นหัวหน้าเป่าปาก ลิ่วล้อสองสามคนก็ขี่ม้ามาห้อมล้อมซ่งเสวียนเอาไว้
หัวหน้าผู้นั้นเห็นเขาแล้วก็ถ่มน้ำลาย “โชคร้ายยิ่งนัก แค่บัณฑิตยากจนผู้หนึ่ง”
ซ่งเสวียนเอ่ยในใจ ในเมื่อเห็นว่าตัวข้าไม่มีอะไรก็รีบไล่ข้าไปให้พ้นหูพ้นตาเถอะ
แต่ปากเขากลับหัวเราะพลางว่า “ผู้องอาจท่านนี้ ข้าเป็นเพียงบัณฑิต ทั้งเนื้อทั้งตัวปราศจากของมีค่า ครอบครัวก็แสนยากจน หากทุกท่านต้องการปล้นชิงเกรงว่าจะทำได้เพียงปล้นสวาทแล้ว”
“เจ้าบัณฑิตนี่พูดจาเหลวไหลเสียจริง” อีกฝ่ายฟังแล้วนึกขัน ทั้งยังไม่มีใจจะค้นตัวเขา “ในตัวมีเงินเท่าใดเอาออกมาให้หมด หากกล้าซ่อนไว้แม้เพียงนิดเดียว เหล่าจื่อ** จะฟันเจ้าให้ตาย”
ซ่งเสวียนกระมิดกระเมี้ยนเอาเหรียญทองแดงจากที่เอวกับใต้รองเท้าออกมาสองสามเหรียญ ซ้ำยังล้วงเงินก้อนเล็กจากในอกเสื้อออกมาอีกหนึ่งก้อน ยื่นส่งให้อีกฝ่ายด้วยสีหน้าขมขื่น “อย่างไรก็เหลือเงินให้ข้าไว้ซื้อแป้งทอดบ้างเถิด”
เห็นเช่นนั้นบุรุษตรงหน้าก็คลายโทสะลง ทั้งยังโยนเหรียญทองแดงให้เขาถึงสองเหรียญแล้วโบกมือปัดอย่างรำคาญ “จะไปที่ใดก็ไป”
ซ่งเสวียนเก็บเหรียญทองแดงขึ้นมาแล้วก้มหน้าเดินต่อ แต่ไปไม่ถึงสองก้าวก็ได้ยินเสียงตะคอกดังไล่หลังมา “เดี๋ยว เจ้าหยุดก่อน!”
ซ่งเสวียนยืนนิ่งกับที่ ไม่รู้ว่าตนหลุดเผยพิรุธไปตอนใด ทว่าในใจเขากลับไม่ได้รู้สึกกลัวนัก ถึงจะมีคำกล่าวว่า ‘ฝีเท้าคนมิอาจสู้ฝีเท้าม้า’ แต่อย่างมากเขาก็แค่เสียเงินให้พ้นภัยไป
โจรป่าแม้โหดเหี้ยม แต่ส่วนมากล้วนยึดถือ ‘คุณธรรม’ ไม่ถึงขั้นตามเอาเรื่องกับชาวบ้านธรรมดาโดยไม่เลิกรา
บุรุษผู้นั้นคล้ายนึกสิ่งใดได้จึงเร่งม้ามาขวางหน้าแล้วก้มมองเขาจากด้านบน “เจ้าเป็นคนร่ำเรียนวิชารึ บ้านอยู่ที่ใด”
ซ่งเสวียนไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ได้แต่ตอบเสียงเบาไปว่า “ข้าน้อยเป็นคนเมืองอันติ้ง ออกมาเยี่ยมญาติ เรียนหนังสือมาสองปี แต่สมองไม่ค่อยดีจึงเป็นได้เพียงถงเซิง* เท่านั้น”
อีกฝ่ายถาม “แม้แต่ซิ่วไฉ** ก็สอบไม่ผ่านรึ”
ซ่งเสวียนทำหน้าตาเศร้าสร้อยขึ้นอีกหลายส่วน “หากสอบซิ่วไฉผ่านข้าจะตกยากถึงเพียงนี้หรือ”
บุรุษผู้นั้นขมวดคิ้วคล้ายลำบากใจอยู่บ้าง สุดท้ายจึงเอ่ย “ช่างเถิดๆ เช่นนั้นก็เจ้านี่ล่ะ”
ซ่งเสวียนยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็ได้ยินบุรุษผู้นั้นสั่ง “เอาคนนี้กลับเข้าป่าไปด้วย”
ซ่งเสวียนลอบเอ่ยว่าไม่ได้การ ทว่าเขายังไม่ทันได้ขยับตัวทำสิ่งใดก็โดนอีกฝ่ายอุ้มขึ้นม้าไปแล้ว จากนั้นก็ได้ยินเพียงเสียงเดาะลิ้น “บัณฑิตยากจนเช่นเจ้า ดูผอมแห้งแรงน้อยอย่างกับลิง เหตุใดถึงตัวหนักเช่นนี้”
ซ่งเสวียนคิดในใจว่ามันหนักที่ก้อนเงินในกล่องเก็บของต่างหาก เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย
อีกฝ่ายพูดไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงร้อง “เอ๋ง…” คราหนึ่ง ตามด้วยเงาร่างสีเหลืองวาบผ่าน เจ้าหมาโง่ดีดตัวพุ่งเข้าใส่บรรดาลูกสมุนเหล่านั้น เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมทั้งปาก ทำเอาม้าตกใจยกเท้าหวีดร้องเสียงยาว สะบัดคนบนหลังทั้งสองตกลงมา
แย่แล้ว ลืมเจ้าหมาโง่ไปเลย
ที่แท้เจ้าหมาโง่เห็นเขากำลังจะถูกลักพาตัวไปจึงเข้ามาปกป้อง แต่ซ่งเสวียนก็ไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียดไปกว่านี้
เขารีบปรามเจ้าหมาโง่ แต่บรรยากาศได้เปลี่ยนไปแล้ว โจรป่าทั้งกลุ่มทยอยกันชักดาบออกมาคล้ายจะแล่เนื้อเถือหนังเจ้าหมาโง่ทิ้งเสียตรงนี้
ซ่งเสวียนลนลานเอ่ย “นี่คือหมาเฝ้าบ้านที่ข้าน้อยเลี้ยงไว้ ครานี้คนที่บ้านไม่วางใจให้ข้าออกมาคนเดียวจึงได้พามันออกมาด้วย เดรัจฉานไม่เข้าใจมนุษย์ ขอทุกท่านเมตตาไว้ชีวิตมันเถิด”
บุรุษผู้นั้นถูกสุนัขทำให้ตกจากม้าก็รู้สึกเสียหน้ายิ่ง เดิมคิดลงดาบฟาดฟัน ทว่ายังกริ่งเกรงความดุร้ายของเจ้าหมาโง่ ไม่กล้ารุดเข้าไปทำร้ายมันเพียงลำพัง สุดท้ายได้แต่เอ่ย “ช่างเถิด อย่างไรก็เป็นสุนัขที่ดีตัวหนึ่ง หากเจ้าไล่มันกลับบ้านไปได้ข้าก็จะไม่เอาความ”
ซ่งเสวียนรีบก้มหน้ากระซิบบางสิ่งกับเจ้าหมาโง่ มันทำทีราวกับฟังเข้าใจ ไม่นานก็สะบัดขนบนตัวแล้ววิ่งจากไปไกล
เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี ซ่งเสวียนก็กลับขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของบุรุษผู้นั้น บนเขาเส้นทางไม่ราบเรียบ ซ่งเสวียนนั่งโคลงเคลงจนเวียนศีรษะ กระทั่งอาหารแห้งที่ลงท้องไปเมื่อเช้าก็แทบขย้อนออกมา ยามลงจากม้าก็มึนงงจนไม่รู้เหนือใต้ออกตก
เมื่อเงยหน้ามองก็พบว่ามาถึงรังเก่าของโจรป่าแล้ว กลางป่าเขาเช่นนี้พวกมันสร้างค่ายแห่งหนึ่งขึ้นมา ซ้ำยังติดตั้งหอส่งสัญญาณเอาไว้ด้วย
ทันทีที่โจรป่าผู้รับหน้าที่ส่งสัญญาณเห็นพวกเขากลับมาก็ทักทายเสียงดัง “วันนี้เอาสินค้าใดกลับมาบ้าง”
บุรุษผู้นั้นทอดถอนใจ “อย่าพูดเลย แม้ขนสักเส้นก็ไม่เจอ ได้เพียงบัณฑิตจนๆ คนหนึ่งกลับมา เหล่าจื่อเองก็เกือบโดนสุนัขกัดเอา”
พูดไม่ทันขาดคำโจรทั้งหมดก็พากันหัวเราะลั่น
โจรป่าคนเดิมชี้มาทางซ่งเสวียน “รองหัวหน้า แล้วคนนี้จะทำอย่างไร”
ผู้ถูกถามคล้ายยังคิดไม่ตก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยว่า “เอาไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนก่อน รอพี่ใหญ่กลับมาค่อยว่ากัน”
ซ่งเสวียนเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าคนที่แบกเขาขึ้นเขามาเป็นรองหัวหน้าของโจรป่ากลุ่มนี้
โจรป่าดูลังเลอยู่บ้าง “แต่…ในห้องเก็บฟืนมีคนถูกขังอยู่แล้วนี่”
รองหัวหน้าโบกมือ “มีก็มีไปสิ พวกมันสองคนล้วนอ่อนแอไม่ต่างกับไก่ คิดว่าจะหนีไปได้รึ”
จากนั้นซ่งเสวียนจึงถูกโจรป่าผลักให้เดินไป
เขาเองก็จนปัญญา เดิมนึกอยากจะพูดอะไรกับรองหัวหน้าผู้นั้นสักประโยค เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์แท้จริงที่อีกฝ่ายพาเขาเข้าป่ามาคืออะไร สุดท้ายจึงเลือกสงบปากรอดูลาดเลาไปก่อน
โจรป่าสองสามคนเปิดประตูห้องเก็บฟืน หลังผลักเขาเข้าไปก็ปิดประตูตามหลังดังโครม ซ่งเสวียนได้ยินเสียงลงดาลแว่วมาจากด้านนอก
กลิ่นในห้องเก็บฟืนย่อมไม่น่าอภิรมย์ แสงไฟหรือก็มืดสลัว ซ่งเสวียนคลำทางเดินไปข้างหน้าได้เพียงสองก้าว เท้าก็คล้ายเตะเข้ากับอะไรบางอย่าง
เสียงครางอู้อี้ดังขึ้นในห้องเก็บฟืน
เมื่อซ่งเสวียนก้มลงมองและสบเข้ากับดวงตาเย็นชาคู่หนึ่ง เขาก็ต้องตกใจจนเหงื่อเย็นหลั่ง
ก่อนหน้านี้ซ่งเสวียนได้ยินรองหัวหน้าบอกว่าในห้องเก็บฟืนมีคนอยู่ เพียงแต่ไม่ว่าคิดอย่างไรก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นบุรุษผู้นี้
องค์ชายสาม จีอวิ๋นซี
ดังคำว่าไม่มีความแค้นต่อกันไม่พานพบ ซ่งเสวียนยิ่งอยากหนี คนผู้นี้กลับยิ่งถูกส่งมาอยู่ตรงหน้า
“อาจารย์ซ่ง?” จีอวิ๋นซีกระตุกมุมปาก สายตาที่มองเขาฉายแววซับซ้อนพิกล
ซ่งเสวียนฝืนยิ้ม “คุณชายซี พบกันอีกแล้ว”
จีอวิ๋นซีนั่งพิงตัวอยู่กับผนัง เอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนไม่รู้ว่าชมเชยหรือด่าทอ “อาจารย์ซ่งหยั่งรู้เรื่องราวดั่งเทพพยากรณ์จริงๆ”
ซ่งเสวียนเห็นเขาแล้วก็ตกใจก่อน จากนั้นค่อยปวดศีรษะขึ้นมา
คำพูดซี้ซั้วเหลวไหลของข้า น้อยครั้งนักที่จะสมพรปากเช่นนี้
บอกว่าจะมีภัยก็มีภัย บอกว่าจะลำบากก็ลำบาก ก่อนหน้าเพิ่งบอกว่าจีอวิ๋นซีเคราะห์มากมิจบสิ้น ไม่นานจีอวิ๋นซีก็ถูกโจรป่าเหล่านี้จับมาจริงๆ
เขายังไม่ทันอ้าปากก็เห็นจีอวิ๋นซีเค้นเรี่ยวแรงล้วงถุงผ้าไหมออกมาจากอกเสื้อ ถุงผ้าไหมดังกล่าวถูกแทงเป็นรูใหญ่ ด้านบนมีหัวธนูซึ่งหักออกจากด้ามอันหนึ่งฝังอยู่
“นี่คือ…” ซ่งเสวียนรีบเก็บถุงผ้าไหมกลับมา บนเนื้อผ้ามีอักขระยันต์คุ้นตาปักอยู่ พอจับดูก็รู้สึกว่าแผ่นแข็งๆ ข้างในคล้ายจะเปลี่ยนรูปไปแล้ว
มันคือถุงผ้าไหมใบนั้นที่เขาให้ไป เพียงแต่ดูขาดพังจนยากจะมองออก
“นี่คือถุงผ้าไหมที่ท่านให้ข้า” มุมปากของจีอวิ๋นซียกโค้ง ดวงตาฉายแววสำรวจตรวจสอบ “หากบอกว่าการลอบสังหารเป็นเรื่องบังเอิญ ครั้งนี้อาจารย์ซ่งก็ช่วยชีวิตข้าไว้จริงๆ ของในถุงผ้าไหมนี้ช่วยรับธนูที่เล็งหัวใจข้า ดูเหมือนว่าท่านจะเป็นผู้มีความสามารถของแท้”
ซ่งเสวียนฟังแล้วก็นิ่งงัน การเหวี่ยงฟาดไปซี้ซั้วแต่ดันปะทะถูกกลางเป้าตรงๆ เช่นนี้ ขนาดตัวเขาเองยังอดเคลือบแคลงไม่ได้
อีกอย่างในเวลานี้ซ่งเสวียนจะกล้ารับความดีความชอบได้อย่างไรกัน
เขาทำนายเคราะห์ของจีอวิ๋นซีแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ถึงสองครั้งสองครา ถัดมายังบังเอิญพบกันในห้องเก็บฟืนเช่นนี้อีก จีอวิ๋นซีจะสงสัยในตัวเขาก็ไม่แปลก
แม้ซ่งเสวียนไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา แต่ก็ไม่ยินดีที่จะวนเวียนอยู่กับผู้ทรงอำนาจคิดวางแผนลึกล้ำ โดยเฉพาะผู้สูงศักดิ์อย่างจีอวิ๋นซี องค์ชายผู้หมายจะทำให้เขาศีรษะหลุดจากบ่าเมื่อใดก็ทำได้ทันทีเช่นนี้ เขายิ่งไม่คิดจะเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด
แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้ หากไม่รีบอธิบายก็ไม่รู้ว่าจีอวิ๋นซีจะคิดว่าเขาสมคบคิดกับผู้อื่นมาทำร้ายเจ้าตัวหรือไม่ ที่ผ่านมาถึงได้ทำนายแม่นยำปานนั้น
และเป็นดังคาด ซ่งเสวียนยังไม่ทันพูดก็ได้ยินจีอวิ๋นซีเอ่ยขึ้นมาก่อน
เสียงของเขาอ่อนระโหยโรยแรง คล้ายอ่อนแอยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
“เพียงแต่…อาจารย์ซ่ง ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”
* ชุดหรูซาน เป็นชุดจีนโบราณที่นักปราชญ์ข่งจื่อ (ขงจื๊อ) สวมใส่ มีลักษณะเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
** เหล่าจื่อ เป็นภาษาพูด มักเป็นสรรพนามที่ชายสูงอายุใช้เรียกแทนตัวเอง หรือเป็นคำแทนตัวเมื่อต้องการวางอำนาจวางมาดใหญ่โต
* ถงเซิง คือผู้ที่สอบผ่านระดับต้นหรือระดับท้องถิ่น หากเทียบกับปัจจุบันแล้วการสอบนี้จะเทียบได้กับการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อ
** ซิ่วไฉ เป็นคำเรียกบัณฑิตที่สอบรับราชการผ่านในระดับอำเภอ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
