everY
ทดลองอ่าน วสันต์หวนมา วาสนาหวนคืน เล่ม 1 บทที่ 7-8 #นิยายวาย
บทที่ 8
แม่น้ำหลังสายฝน
การสะดุ้งตื่นจากฝันนั้นทรมานยิ่ง
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด แต่เฟิ่งปิงกลับเหงื่อแตกพลั่ก ไม่อยากเชื่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นตรงส่วนลึกในร่างกายตน เป็นไปได้อย่างไร ผ่านไปห้าปีแล้ว แต่กลับฝันเห็นเผยตันในเวลานี้ เป็นเพราะข้าเคยมีแค่บุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียวหรือ
เฟิ่งปิงไม่ใช่คนที่หมกมุ่นในกาม แต่ขณะอยู่ด้วยกันกับเผยตัน เขายอมรับว่าตนเองได้รับความสุขจากความรักอย่างแท้จริง เผยตันเอาใจใส่ ร่าเริง และเปี่ยมด้วยกำลังวังชา สิ่งสำคัญที่สุดคือรูปงาม…ขอเพียงเฟิ่งปิงมองดูอีกฝ่ายถอดเสื้อผ้าก็จะต้องการเขาอย่างทนไม่ไหว
ทว่าคฤหาสน์สิบอ๋องนั้นเล็กเกินไป ผนังบางประตูแคบ ทุกครั้งที่พวกเขาระเริงรักล้วนต้องระงับสุ้มเสียงเอาไว้ด้วยกลัวว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน กระทั่งตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้า ด้านนอกก็มีเสียงระฆังดังมาจากโรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ไกลๆ ตามมาด้วยเสียงพ่อค้าที่ขายขนมหูปิ่ง* สตรีที่ทำอาหารเช้า และผู้สัญจรผ่านไปมาอย่างเร่งรีบราวกับอยู่ใกล้พวกเขาเพียงคืบ ทำให้เฟิ่งปิงซึ่งล่อนจ้อนอยู่ใต้ผ้าห่มรีบคลุมผ้าแน่นกว่าเดิม ร่างกายแทบฝังเข้าไปในอ้อมกอดของเผยตัน
ช่วงเวลาเช่นนั้นเผยตันจะแย้มยิ้ม ทรวงอกเปลือยเปล่าราวกับถูกผ่าเผยให้เห็นหัวใจที่เต้นอยู่ด้านใน พวกเขาแต่งงานกันเดือนหกแท้ๆ อากาศเรียกได้ว่าร้อนอบอ้าว แต่ยังคงต้องเกาะอยู่บนร่างอีกฝ่ายจนนับว่าอุ่นร้อนยิ่ง
กระทั่งบัดนี้เฟิ่งปิงก็ยังจำแววตาที่สั่นไหวของเผยตันได้ ชั่วขณะนั้นเขาเชื่อว่าเผยตันชอบตนเอง
เฟิ่งปิงไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงเช่นนี้มานานแล้ว แต่กลับจำแนกทิศทางที่มันหลั่งไหลได้ไม่ชัด จึงหลับตาพ่นลมหายใจเนิ่นนาน ในที่สุดก็สามารถระงับความต้องการที่สั่นคลอนนี้ลงไปได้
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเมื่อคืนเผยตันยังคุยโอ่ว่าเขาตัวตรงไม่กลัวเงาเอียง
เฟิ่งปิงจึงคิดว่าตนเองไม่เหลืออะไรแล้วแต่อย่างน้อยก็ต้องรักษาหน้าเอาไว้
เผยตันออกมาจากห้องครัว ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันจากทางริมน้ำพุร้อนของเรือนด้านหลังจึงมองไปแวบหนึ่ง ที่แท้เป็นชุนสือกับเด็กรับใช้คนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังโพรงกำแพง กำลังช่วยกันยกก้อนหินอุดโพรงดังกล่าวเอาไว้หลายชั้น
เผยตันสบตากับชุนสือ ชุนสือจึงนำก้อนหินในมือกองซ้อนขึ้นไป บังสายตาของเผยตันเอาไว้
เผยตัน “…”
ชุนสือทำงานที่นายท่านกำชับเสร็จจึงกลับไปที่ห้องโถง นายท่านกำลังเหยียบอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มือหนึ่งจับแขนเสื้อ อีกมือถือพู่กันวาดภาพเหมยเหมันต์สู่จิ่ว** บนกำแพง
วันนี้อากาศดีอย่างหาได้ยาก แสงแดดส่องเฉียงๆ เข้ามาในประตู เกล็ดน้ำค้างในห้องโถงเปล่งประกายเย็นยะเยียบออกมา
วันเหมายัน*** ผ่านไปยี่สิบวันแล้ว เหมยแดงเก้ากลีบทั้งสองดอกสวยสดงดงาม ขณะนี้นายท่านกำลังวาดดอกที่สาม เขาเติมเต็มกลีบดอกไม้ดอกนั้นอย่างละเมียดละไมจนเมื่อยมือ จากนั้นก็กระโดดลงจากเก้าอี้เบาๆ ชุนสือรีบไปรับพู่กันเอาไว้ ยิ้มพลางเอ่ยว่า “นายท่านวาดได้สวยจริงๆ!”
เฟิ่งปิงเอามือเท้าเอว เงยหน้ามองภาพเหมยเหมันต์สู่จิ่วภาพนั้นด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่งเช่นกัน ภาพร่างซื้อมาจากตลาดตะวันออก ถึงแม้เขาไม่เชี่ยวชาญการวาดรูป แต่แค่ระบายสีคงไม่ผิดพลาดกระมัง!
ทว่ามองอยู่พักหนึ่ง รอยยิ้มค่อยๆ จางลงไป เอ่ยอย่างไม่มีหัวไม่มีหางว่า “เมื่อก่อนสวยกว่านี้”
ชุนสือหดคอเล็กน้อย ไม่พูดมากความแล้ว
ชุนสือรู้ว่านายท่านชอบทำงานประเภทนี้ ในอดีตอันห่างไกล ภาพเหมยเหมันต์สู่จิ่วของทุกปีล้วนเป็นคุณชายเผยวาดด้วยตัวเอง…บทกวีและภาพวาดของคุณชายเผยล้วนเป็นหนึ่งในราชสำนัก การวาดสิ่งนี้ใช้ฝีมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…จากนั้นค่อยให้นายท่านเหยียบเก้าอี้เล็กขึ้นไปลงสีทุกวัน บางครั้งชุนสือมองเห็นคุณชายเผยพยุงเอวของนายท่านอยู่ด้านข้าง ชี้ไม้ชี้มือต่อทักษะวาดภาพของเขา นายท่านฟังจนหงุดหงิด ยกพู่กันแต้มสีชาดลงบนจมูกของคุณชายเผย
‘ตกลงกันแล้วว่าจะให้ข้าระบาย’ นายท่านเอ่ยด้วยความโกรธ
‘ตอนแรกท่านบอกว่าจะลองสี ตอนนี้ระบายจะเสร็จหมดแล้ว’ คุณชายเผยกลับกอดนายท่านแน่นกว่าเดิม ใช้ปลายจมูกที่สกปรกถูไปที่อกเสื้อของนายท่าน ทำให้นายท่านต้องหลบออก ‘เช่นนั้นก็ดีเลย เช่นนั้นก็ให้วสันตฤดูมาคืนนี้เลยแล้วกัน…’ คำพูดหลังจากนั้นชุนสือไม่ได้ยินแล้ว
แต่หลังจากไปที่หลิ่งหนานแล้วชีวิตก็ยากลำบาก ชุนสือกับนายท่านต่างไม่ได้นึกถึงความคุ้นเคยในช่วงฉลองปีใหม่นี้อีก เมื่อถึงวันเหมายันก็อุ่นชาร้อนกาหนึ่งมาดื่มพร้อมดูดอกเหมยผลิบาน นั่นคือความสงบสุนทรีย์ของคนที่มีชีวิตสุขสบาย ไม่ใช่ของพวกเขาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความลำบากยากแค้น
อาหารเย็นคือปลาจี้อวี๋* สดๆ ราดด้วยเนยและน้ำส้มสายชู กินแล้วสดใหม่ถูกปาก นายท่านอารมณ์ดีเยี่ยม ซ้ำยังกินข้าวเพิ่มขึ้นอีกชาม ชุนสือมองเนื้อปลาหั่นเป็นเส้นบางเฉียบแวววาวราวกับหิมะ จากนั้นทอดถอนใจว่าตนเองไม่ได้กินอาหารที่หรูหราเพียงนี้มานานเท่าไรแล้ว ขณะอยู่ที่คฤหาสน์สิบอ๋องในปีนั้น นายท่านชอบกินปลาสดที่สุด ด้วยฝีมือการทำอาหารเช่นนี้ พ่อครัวในคฤหาสน์ของรองเสนาบดีหยางคงเข้าไปทำกระยาหารในห้องเครื่องได้เลยกระมัง!
เฟิ่งปิงกัดตะเกียบแย้มยิ้ม สายตาเลื่อนลอย ในใจเริ่มมีการคาดเดารางๆ แต่ไม่กล้ายืนยัน ความคิดนั้นเพียงล่องลอยอยู่ในทรวงอก ขัดขวางจังหวะการเต้นของหัวใจเขาเอาไว้
วันไหว้เทพเจ้าเตาไฟซึ่งตรงกับวันที่ยี่สิบสี่เดือนสิบสองนั้นในวังจะจัดงานเลี้ยงรวมญาติเล็กๆ ตามธรรมเนียม เฟิ่งปิงครุ่นคิดว่าคงถึงเวลาของ ‘การพูดคุยฉันพี่น้อง’ ที่ฝ่าบาทพูดถึงเมื่อเดือนแปดแล้ว ช่วงบ่ายในวังส่งรถม้ามารับ ผู้เป็นหัวหน้านำคนมาคือหยวนจิ่วหลิน รองผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวัง เขามองเฟิ่งปิงแวบหนึ่ง ก่อนค้อมกายเล็กน้อยและยิ้มอย่างมีเลศนัย
บนถนนสายยาวมีทั้งหิมะและดินโคลนสะสม ชุนสือติดตามหยวนจิ่วหลินและกงกงอีกหลายคน เหยียบย่ำหิมะคุ้มกันรถม้าแล่นไปยังวังต้าหมิง เลี้ยวผ่านหัวมุมถนนหลายแห่ง ผ่านประตูใหญ่อันโอ่อ่าของจวนสกุลเผย
อัครมหาเสนาบดีเผยกลับยืนอยู่ด้านล่างบันไดหินขาว ข้างกายคือรถม้าของตนเอง พอมองเห็นขบวนราชยานจากในวัง เขาซึ่งไม่อาจหลบหลีกจึงปัดแขนเสื้อทำความเคารพทันที
หยวนจิ่วหลินยิ้มจนเห็นเพียงคิ้วไม่เห็นตา “สุขสวัสดิ์อัครมหาเสนาบดีเผย ท่านเองก็จะเข้าวังเช่นกันหรือ”
“ใช่” เผยตันเอ่ยอย่างสุภาพเรียบร้อย “วันนี้ในวังมีพิธีไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ข้าน้อยเป็นผู้ดูแลพิธีการ มิอาจไม่เข้าร่วม”
“ประเสริฐ ประเสริฐ” หยวนจิ่วหลินเอ่ย “เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน?”
เผยตันรีบเอ่ย “แน่นอน รถม้าของข้าน้อยไหนเลยจะกล้าแซงหน้าขบวนราชยาน” พลางสั่งการสารถีของตนจูงม้าหลีกทาง ให้พวกหยวนจิ่วหลินผ่านไปก่อน
เฟิ่งปิงนั่งอยู่ในห้องโดยสารอันอบอุ่น ฟังบทสนทนาอันจืดชืดที่ด้านนอกแล้วรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าเลิกม่านไปดู เผยตันจะรู้หรือไม่ว่าคนที่นั่งอยู่ในรถคือข้า
หลังนิมิตวสันต์ครั้งนั้น เขาก็คล้ายร้อนตัว ไม่กล้าพบเผยตันอีก
ขณะรถม้าแล่นออกไป เขาคาดว่าเผยตันคงมองไม่เห็นแล้ว จึงเลิกม่านน้อยบนหน้าต่างรถขึ้นเล็กน้อย ลมเย็นปะทะใบหน้า ขณะนั้นชุนสือก็รีบขยับเข้ามา “นายท่าน เป็นอะไรไปหรือ”
เขามองดูชุนสือ พลันพูดไม่ออก
ที่แท้ชุนสือก็อยู่ด้านนอกนี่เอง แล้วเขายังจะหลบไปเพื่ออะไรอีก!
ขบวนราชยานเคลื่อนไกลออกไป สารถีของจวนสกุลเผยจูงรถม้ากลับมา ก่อนลุงอู๋จะเชิญเผยตันขึ้นรถ
เผยตันรั้งสายตากลับอย่างเร่งรีบ
เขามองไม่เห็นแม้แต่ตัวของเฟิ่งปิง เพียงรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่บนรถ ร่างกายก็แข็งทื่อขึ้นมาเล็กน้อย
เขานึกถึงความฝันอันยุ่งเหยิงของตนเองเมื่อคืน
วันที่อากาศหนาวจัด อัครมหาเสนาบดีหนุ่มกระทืบเท้าแล้วพ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือ ใบหน้าขาวซีดแดงฉานขึ้นกว่าเดิม เขาขึ้นไปนั่งบนรถม้า พลันปล่อยม่านรถลงดังพึ่บจนลุงอู๋ตกใจ ไม่รู้เขางอแงเป็นเด็กๆ อะไรอีก
พิธีไหว้เทพเจ้าเตาไฟในวันปีใหม่เล็กคือเทศกาลเล็กๆ ในวังซึ่งจัดขึ้นโดยกรมพิธีการ ควบคุมโดยสำนักพระราชวังและกองราชพิธี เชิญเพียงญาติสนิทและญาติฝั่งมารดาที่โอรสสวรรค์คุ้นเคย ตั้งปะรำพิธีเล็กๆ ณ อารามต้าเจี่ยวทางทิศเหนือของวังต้าหมิงก่อนเพื่อส่งเทพเจ้าเตาไฟขึ้นสวรรค์ไปรายงานเรื่องราว
เฟิ่งปิงยืนอยู่ในแถวของเหล่าญาติและขุนนางชั้นสูง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบฮองเฮากับรัชทายาทองค์ปัจจุบัน ฮองเฮาแซ่ชุยผู้นี้มาจากตระกูลเลื่องชื่อ สง่างามและมีเมตตา องค์รัชทายาทมีนามรองชื่ออวิ๋น อายุเพิ่งห้าปีเศษ กำลังจับกระโปรงของมารดาพลางดูดนิ้วมองดูกลุ่มคนทำความเคารพตนเอง ดวงตากลมโตสีดำขลับของเขาจ้องมองไปที่เฟิ่งปิงซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างไร้เหตุผล เฟิ่งปิงรู้สึกขบขันจึงสบตากับเขาเช่นกัน กระทั่งจ้าวอ๋องเฟิ่งเยี่ยนที่ด้านหน้ากระแอมสองครั้ง
หลังทำพิธีใหญ่เสร็จสิ้น ฝ่าบาทก็สั่งให้เฟิ่งเยี่ยนและเฟิ่งปิงอยู่ต่อ จากนั้นไปยังตำหนักเล็กด้านข้างพร้อมกับครอบครัวของพวกเขาสามคน ที่นั่นตั้งรูปปั้นเซียนน้อยของสำนักเต๋าหลายองค์ ปกติแล้วไม่มีผู้ใดสนใจ ทว่าขณะนี้กลับมีผลไม้กับสุราจำนวนหนึ่งวางเอาไว้ เตาและกำยานก็เตรียมไว้พร้อม
จ้าวอ๋องเฟิ่งเยี่ยนมองดูเฟิ่งปิงเหมือนมองเท่าไรก็ไม่เพียงพอ แต่กลับไม่กล้าพูดมาก
ฝ่าบาทปอกส้มให้องค์รัชทายาทน้อยพลางเอ่ยยิ้มๆ “วันนี้ดีจริงๆ พี่น้องของเราต่างอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา”
อดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อเป็นกบฏ ไม่มีวันได้รับการอภัยโทษ ย่อมไม่นับอยู่ในลำดับพี่น้องของเขา
เฟิ่งปิงเบี่ยงตัวลุกขึ้นทำความเคารพ “ข้าน้อยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ”
หลี่เฟิ่งเทาหันหน้าไปมองชุยฮองเฮาและแย้มยิ้ม “คำพูดนี้เจ้ายังพูดไม่เบื่ออีกหรือ เราฟังจนเบื่อแล้ว”
เฟิ่งปิงเม้มริมฝีปาก ไม่รู้จะต่อความอย่างไร เฟิ่งเยี่ยนกล่าวเสริมทันทีว่า “น้องสี่ประจำอยู่ที่ท้องถิ่นมานาน คงลืมความรุ่งเรืองของฉางอันไปแล้ว คำว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณย่อมพูดไม่เบื่อ”
คนทั้งหลายพากันหัวเราะ เสียงหัวเราะบ้างหนักแน่นบ้างละมุนละไม ก้องสะท้อนอยู่ภายในกรอบหน้าต่างฉลุลายสีเขียวโดยรอบราวกับเมฆหมอกบดบัง
“น้องสามทำให้เราลำบากใจแล้ว” ฝ่าบาทป้อนกลีบส้มใส่ปากองค์รัชทายาทน้อย ก่อนเอ่ยอย่างเนิบนาบ “ในเมื่อเราให้น้องสี่กลับเมืองหลวง ย่อมมีแผนการของเรา”
เขาพูดออกมาอย่างคลุมเครือ ชุยฮองเฮากลับถามต่อว่า “ฝ่าบาทมีแผนการยอดเยี่ยมอันใด”
“คดีที่ทำให้น้องสี่เข้าคุกในปีนั้น เดิมทีก็ยังไม่กระจ่าง แม้เราจะสั่งให้มีการตรวจสอบ แต่โดยละเอียดแล้วล้วนเป็นเผยอวิ่นวั่งที่ดำเนินการ…” ฝ่าบาทพลันหยุดหัวข้อสนทนาลง เอ่ยเหมือนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น “วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว”
ชุยฮองเฮาเอ่ยว่า “น้องสี่เป็นเชื้อพระวงศ์ บุคลิกสง่างามความสามารถโดดเด่น หรือว่าถูกคนปองร้ายกัน”
ฝ่าบาทยิ้มจางๆ
เฟิ่งปิงฟังสามีภรรยาเล่นละครเงียบๆ ดวงตาจ้องเพียงองค์รัชทายาทที่กินจนแก้มป่อง จู่ๆ องค์รัชทายาทก็เบะปาก พ่นกากส้มที่เคี้ยวไม่ออกไปบนร่างเฟิ่งปิงอย่างรวดเร็ว
ชุยฮองเฮาตกใจจนหน้าถอดสี จับองค์รัชทายาทน้อยดึงไปไว้ด้านหลังตัวเอง แต่ฝ่าบาทพลันลุกขึ้น ยกมือจะตีโอรส “เจ้าอย่าปกป้องเขา!”
กากส้มกองนั้นตกจากหน้าอกเฟิ่งปิงลงบนพื้นราวกับเป็นการตบหน้าเขา เขายังไม่ได้สติกลับมา หลี่เฟิ่งเยี่ยนก็เรียกนางกำนัลมาเก็บกวาดทันที ทั้งยังดึงเฟิ่งปิงคุกเข่าลงขออภัยพร้อมกัน
“เป็นข้าน้อย…เป็นความผิดของข้าน้อย!” เฟิ่งปิงตอบสนองขึ้นมาแต่กลับหาเหตุผลไม่ได้ จึงพูดจาติดขัดยิ่งกว่าเดิม “ฝ่าบาททรงระงับโทสะ มิฉะนั้นจะกระเทือนพระวรกาย…”
ฝ่ามือของฝ่าบาทยังไม่ตกลงมา องค์รัชทายาทก็ร้องไห้แงๆ ขึ้นมาแล้ว ชุยฮองเฮากอดเขาเอาไว้ด้วยใบหน้าขาวซีด ตัวสั่นระริกแทบเท้าฝ่าบาท ขณะที่ฝ่าบาทโกรธจนเงียบไปพักหนึ่ง สุดท้ายสะบัดแขนเสื้อ “ออกไป!” ชุยฮองเฮารีบโขกศีรษะ พาองค์รัชทายาททูลลาโดยเร็ว
หยวนจิ่วหลินเรียกนางกำนัลมาทำความสะอาดพื้นอย่างรวดเร็ว เฟิ่งปิงก้มหน้ามองเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตนสวมใส่มา เป็นผ้าแพรอวิ๋นจิ่น* ที่เลือกลวดลายดอกไม้มงคลทันสมัยเป็นพิเศษ ไม่ต้องกล่าวถึงความล้ำค่า เขามีชุดลักษณะนี้เพียงตัวเดียว ประเดี๋ยวสวมไปงานเลี้ยงในวังคงจะทำให้สถานะตกต่ำ แต่เมื่อลองคิดดู ตนเองไหนเลยจะยังมีสถานะอะไรอีก
ฝ่าบาทเชิญเขานั่งลงอีกครั้ง ก่อนยกน้ำชามาให้เขาด้วยตัวเอง “เด็กคนนี้ถูกเสด็จแม่ของเขาตามใจจนเคยตัว บางครั้งแม้แต่เราก็ควบคุมไม่ได้ น้องสี่อย่าได้ถือสา”
เฟิ่งปิงรีบเอ่ย “องค์รัชทายาทเฉลียวฉลาด วันหน้าต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่”
หลี่เฟิ่งเทาจ้องมองเขา คล้ายต้องการจะขุดค้นสิ่งที่ลึกกว่านี้จากสีหน้าของเขา อย่างเช่นความขุ่นแค้นหรือความอดทน เนิ่นนานจึงถอนหายใจหนักๆ
“สิ่งที่เราพูดเมื่อครู่ก็เป็นความจริงใจ” หลี่เฟิ่งเทาเอ่ยเสียงหนัก “ในปีนั้นเกิดเรื่องของอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อ ทำให้อดีตฮ่องเต้กริ้วจนประชวร เราได้รับราชโองการให้สืบคดี มีจุดที่ไร้ซึ่งทางเลือกมากมาย น้องสี่ เจ้าต้องเข้าใจ”
“…ข้าน้อยมีความผิดจริง มิกล้าขอพระเมตตา” เฟิ่งปิงประคองจอกชาเอาไว้เงียบๆ ครุ่นคิดแล้วจึงเลือกคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด
“เป็นความจริง” หลี่เฟิ่งเทาแย้มยิ้ม “มีครบทั้งพยานบุคคลและหลักฐาน แม้เราอยากจะปกป้องเจ้า แต่…”
เขาตั้งใจเก็บคำพูดบางส่วนเอาไว้ เฟิ่งปิงก้มหน้าอยู่ จอกชานี้มีขอบทองและก้นจอกที่ทำจากกระเบื้องเคลือบสีเขียวอมฟ้าหายาก มันดูโปร่งใสแต่ก็ร้อนลวก แทบสะท้อนให้เห็นนิ้วมือที่เป็นสีแดงของเขาได้ เขาดื่มน้ำชาเงียบๆ แล้วกลั้นอาการไอเอาไว้
“อันที่จริง เจ้ามีความผิดจริงหรือไม่ มีเพียงอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อกับเผยอวิ่นวั่งที่รู้” หลี่เฟิ่งเทาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยอีกว่า “บทความ ‘จงอภิปรายสาเหตุที่ซุ่นไม่สังหารเซี่ยง’ ของเผยอวิ่นวั่ง ทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ว่าเขากับอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อเป็นศัตรูคู่แค้นกันนานแล้ว เรื่องนี้เจ้าเองก็รู้ดีกระมัง”
เฟิ่งปิงกะพริบตาอย่างลนลาน ในที่สุดก็ไอออกมา ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากของตนเอาไว้
เขารู้ดีว่าความไม่พอใจครั้งแรกหลังพวกเขาแต่งงานกันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
เผยตันเพิ่งแต่งงาน ทางการย่อมมีวันหยุดให้เก้าวัน เมื่อวันหยุดสิ้นสุดลง เผยตันก็ไปที่สำนักราชเลขาธิการ รุ่งเช้าทั้งสองคนยังมีความสุขดี สุดท้ายเผยตันก็ไม่ได้กลับมาตลอดทั้งคืน เฟิ่งปิงตั้งใจไปสอบถามจึงรู้ว่าอดีตองค์รัชทายาทกลั่นแกล้งเขา
พี่ใหญ่เฟิ่งเฉินคือโอรสองค์โต ได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่เกิด ครั้งยังเยาว์ได้สร้างผลงานทางการทหารไว้ที่เกาลี่ จึงเย่อหยิ่งลำพองมาตลอด ไม่มีผู้ใดกล้ากระตุกหนวดเสือของเขา แม้บทความของเผยตันแฝงความหมายว่าเขาคืออวี๋ซุ่น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการตักเตือนเขาว่าอย่าสังหารพี่น้อง การล่วงเกินผู้อื่นเพราะบทความจึงสมเหตุสมผล เฟิ่งปิงกลัวเผยตันไม่ยอมจำนน ตนเองเป็นหนึ่งใน ‘เซี่ยง’ จึงอาศัยความสัมพันธ์ไปขอร้องให้พี่ใหญ่ผ่อนปรน
เผยตันคุกเข่าคัดหนังสืออยู่ที่สำนักราชเลขาธิการโดยไม่ได้นอนติดต่อกันสามวัน ในที่สุดก็ถูกปล่อยกลับบ้านในวันที่สี่ ใบหน้าอันหล่อเหลากลายเป็นสีเหลืองไปแล้ว แม้เสื้อผ้ายังสะอาดแต่กลับส่งกลิ่นเหม็นสาบ เมื่อเขาเข้าประตูมา เฟิ่งปิงหมายถอดชุดคลุมให้เขาแต่เจ้าตัวกลับหลบออก หันหลังให้เฟิ่งปิงแล้วเอ่ยว่า ‘เหตุใดท่านต้องไปหาองค์รัชทายาท’
มือของเฟิ่งปิงค้างอยู่กลางอากาศ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเพราะเหตุใด เขาคิดว่าการช่วยสามีของตนเองอีกแรงนั้นเดิมทีก็ไม่ต้องมีเหตุผล
วันนั้นเผยตันขังตัวเองอาบน้ำอยู่ในห้องอาบน้ำเนิ่นนาน เฟิ่งปิงจึงรออยู่เงียบๆ อาหารที่ตั้งใจเตรียมไว้ให้เย็นชืดหมดแล้ว
หลังจากนั้นเขาไม่เคยถามงานในแวดวงขุนนางของเผยตันอีกเลย และไม่อยากรู้ว่าเผยตันกับอดีตองค์รัชทายาทยังมีความบาดหมางอะไรอีกด้วย บัดนี้หวนระลึกขึ้นมา เขาถึงขั้นรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจในวันนั้น ตอนแรกยังดูเหมือนการมีปากเสียงเล็กๆ ระหว่างคนรัก นานเข้าจึงไม่มีแม้กระทั่งปากเสียง รู้สึกเพียงอึดอัดจนหายใจไม่ออก
อาจเพราะเฟิ่งปิงนิ่งเงียบนานเกินไป หลี่เฟิ่งเยี่ยนร้อนรนแทนเขา ยามนี้จึงก้าวออกไปเอ่ยคำพูดคลุมเครือว่า “ฝ่าบาทบริหารราชกิจมากมาย ทรงยุติธรรมและมีเมตตา”
หลี่เฟิ่งเทามองเขาแวบหนึ่ง “ความยุติธรรมกับความเมตตา ไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน”
จ้าวอ๋องปิดปากลง
ในที่สุดฝ่าบาทก็ลุกขึ้น คล้ายคิดจะปล่อยเฟิ่งปิงไปแล้วจึงเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า “น้องสี่ ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นพี่น้อง ไม่เหมือนกับคนนอก เจ้าควรรู้ว่าเราอยากล้างมลทินให้เจ้า” จบประโยคแล้วจึงก้าวเท้าออกไปทันที เพื่อให้เมิ่งเฉาเอินพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับงานเลี้ยง
สีหน้าของเฟิ่งปิงแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานหยวนจิ่วหลินก็มาเรียก เขาจึงได้สติกลับมา ในห้องพลันเงียบกริบ แต่บนร่างของเขายังคงสกปรก ทว่าขณะนั้นได้เวลาออกเดินทางไปงานเลี้ยงในวังแล้ว หลี่เฟิ่งเยี่ยนจึงถอนหายใจเอ่ยว่า “ไปด้วยกันไหม”
เฟิ่งปิงพยักหน้า
ท้องฟ้ามืดสลัว คล้ายกลางคืนจะมีหิมะตกลงมาอีก
วังต้าหมิงคือที่ประทับของฮ่องเต้ในยามปกติ โอ่อ่ากว่าตำหนักไท่จี๋หลายส่วน เฟิ่งปิงไม่เห็นฉางอันมาห้าปีแล้ว กลับรู้สึกว่าวังต้าหมิงเองก็เงียบเหงาผิดปกติเช่นกัน จากอารามต้าเจี่ยวเดินไปยังสระไท่เยี่ยอากาศหนาวเส้นทางลื่น ในป่ามีเงาหิมะประปราย บนพื้นล้วนเป็นน้ำแข็งทำให้ทุกก้าวย่างของเขาเชื่องช้า บางครั้งพอโซเซ หลี่เฟิ่งเยี่ยนก็จะพยุงเขาเอาไว้จากด้านข้าง “…เหตุใดเมื่อครู่เจ้าไม่พูดดีๆ อีกสักหน่อย เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทอยากเก็บเจ้าไว้”
“ไยจึงอยากเก็บข้าไว้” เฟิ่งปิงเอ่ย
“เก็บเจ้าไว้ถ่วงดุลอัครมหาเสนาบดีเผยอย่างไรเล่า” หลี่เฟิ่งเยี่ยนลดสุ้มเสียงจนเบาอย่างยิ่ง ก่อนเอ่ยอย่างสมเหตุสมผล ผ่านไปครู่หนึ่งกลับยังรู้สึกไม่อยากเชื่ออีก “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เข้าใจ”
เฟิ่งปิงยิ้มขื่นไม่เอ่ยคำ พระประสงค์กับโชคชะตาไม่แน่ไม่นอนเหมือนกัน เขาไม่อยากเปลืองแรงไปคาดเดา อีกทั้งการเก็บเขาไว้จะถ่วงดุลอัครมหาเสนาบดีเผยได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วฝ่าบาทเองก็เหมือนกับชาวบ้านร้านตลาดพวกนั้นที่เชื่อข่าวเก่าอันไร้สาระ เชื่อว่าเขาเป็นคนที่ลำบากและอ่อนแอ ได้แต่เกาะเผยตันกิน เขาหลุบตาลง เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างเฉยชา “ไท่เฟย* ยังสบายดีหรือไม่”
พวกเขาสี่พี่น้องเหลือเพียงโจวซื่อ** ซึ่งเป็นมารดาของเฟิ่งเยี่ยนที่ยังมีชีวิตอยู่ นางได้รับการแต่งตั้งเป็นไท่เฟย ย้ายไปกินเจสวดมนต์ที่ตำหนักซิ่งชิ่งทั้งวัน พอหลี่เฟิ่งเยี่ยนได้ยิน หัวคิ้วกลับขมวดแน่นกว่าเดิม “ดี ดีมาก ตราบใดที่ข้ายังอยู่ก็คงปกป้องนางได้”
ขณะเกิดคดีก่อกบฏในปีนั้น โจวเฟยกำลังป่วยและรักษาตัวอยู่ที่เขาหลีซาน องค์ชายสามเฟิ่งเยี่ยนขอราชโองการไปปรนนิบัติ กระทั่งต้นฤดูใบไม้ผลิจึงกลับมาเมืองหลวงพร้อมมารดา คนช่างสังเกตต่างมองออกว่าเขาตั้งใจหลบหลีก แต่เฟิ่งปิงหาได้มีความแค้นต่อเรื่องนี้ไม่ เขาคิดว่าหากฉีซูเฟยยังมีชีวิตอยู่ ตนก็คงปกป้องอีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
ถึงอย่างไรการอยู่ในราชวงศ์ก็เหมือนกับการอยู่ในร่างแหขนาดใหญ่ ทุกถ้อยคำต่างเป็นกลอุบาย ทุกย่างก้าวต่างเป็นหลุมพราง มีความกังวลต่อชีวิตตลอดเวลา แต่ปลาตายแหขาด*** พบเห็นได้น้อย ส่วนใหญ่มักเป็นการโยกย้าย ดึงดูด ประจบสอพลอ และแลกเปลี่ยน
หลี่เฟิ่งเยี่ยนพลันเอ่ยว่า “ที่จริงข้ารู้สึกมาตลอดว่า…เสด็จพ่อรักเจ้าที่สุด”
เฟิ่งปิงหัวเราะด้วยความตกใจ “อะไรนะ”
หลี่เฟิ่งเยี่ยนกล่าวต่อไป “หลังเจ้าป่วย เขาปฏิบัติต่อเจ้าแตกต่างกับพวกเราสามคน ต่อมายังให้เผยอวิ่นวั่งแต่งงานกับเจ้า…เสด็จพ่อไม่เคยใช้ความคิดมากเพียงนี้กับพวกเรามาก่อน” ทั้งยังขมวดหัวคิ้วอีก “ตอนนั้นเสด็จพ่อป่วยหนักมาก…” แล้วจึงเงียบไปอีก คล้ายว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้ว่าสิ่งนี้ไม่อาจโน้มน้าวอีกฝ่ายได้
เฟิ่งปิงไม่เชื่อ เขาเอามือไพล่หลังเงยหน้าขึ้น มองผ่านกิ่งก้านของต้นไม้เก่าแก่ ท้องฟ้าขาวสะอาดจนเหมือนลบล้างชาตินี้และชาติก่อนทั้งหมดไป ทั้งหมดนี้ล้วนผ่านไปนานเหลือเกิน เสด็จพ่อเสด็จแม่ต่างล่วงลับไปนานแล้ว พูดมากไปยังจะมีประโยชน์อันใดอีก เขาไม่ต้องการไปพิสูจน์ความรักพ่อแม่ลูกที่อาจมีอยู่หรือไม่มีก็เป็นได้เหล่านั้น
เขารู้สึกเหนื่อยแล้ว
“ข้าต้องการเพียงรีบกลับไปที่เหลาโจว” เขาพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่งออกมาเบาๆ “ฉางอันกว้างใหญ่ ไม่ใช่ความสุขของข้า”
ขณะเอ่ยคำ สระไท่เยี่ยก็ปรากฏตรงหน้าแล้ว หยวนจิ่วหลินยังเชิญพวกเขาเดินไปยังศาลาจื้ออวี่ที่ริมสระ มีการจุดโคมไฟและกำยานตลอดทาง ขุนนางพิธีการคอยร้องสรรเสริญ เสนาบดีกรมพิธีการเผยตันเองก็ยืนอยู่สุดทางอย่างไม่เหนือความคาดหมาย
เมื่อมองเห็นเผยตัน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหัวใจของเฟิ่งปิงกลับหยุดลงอย่างฉับพลัน
คนผู้นี้เหมือนมักจะปั่นป่วนความสงบทั้งหมดของเขา
ท่ามกลางแสงไฟอันไร้ขอบเขต เผยตันสวมหมวกจิ้นเสียน* สวมชุดคลุมสีแดงปักลายห้ามงคล คาดสายรัดเอวสีม่วง ห้อยกระบี่ทองและจี้หยกเขียว สวมถุงเท้าแดงกับรองเท้าแดง ยืนรับแขกอยู่ด้านล่างของศาลาจื้ออวี่ แลดูสง่างามและสะดุดตา เฟิ่งปิงยังไม่ทันเดินเข้าใกล้ก็รู้สึกว่าเขาเหมือนต้นปะการังที่เป็นประกายเจิดจ้า
ยิ่งเป็นชุดของขุนนางตำแหน่งสูงยิ่งเปี่ยมด้วยอำนาจ แต่บุรุษผู้นี้หน้าตางดงามเกินไป รูปร่างสูงโปร่งเครื่องหน้าได้รูป คิ้วกระบี่เชิดเฉียงจรดจอนผมให้กลิ่นอายเที่ยงตรงหลายส่วน ดวงตาทั้งคู่กลับยังตวัดขึ้นอย่างแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง ขณะดวงตาใสสว่างกวาดมา มักชวนให้ลืมไปแล้วว่าเขาคือขุนนางที่ยิ่งใหญ่เพียงใด
หัวคิ้วของเผยตันขมวดขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเฟิ่งปิง หยวนจิ่วหลินชิงเดินหน้าไปก่อน พูดคุยกับเหล่าขุนนางของกรมพิธีการหลายประโยคทั้งยังประจบประแจงเผยตันรอบหนึ่ง จากนั้นก็มีขันทีเชิญจ้าวอ๋องเข้าไปในศาลาก่อน และนางกำนัลอีกสองคนมาเชิญเฟิ่งปิงไปยังเส้นทางอีกด้านหนึ่ง
มองดูเงาหลังสง่างามเลือนหายไปตรงสุดเส้นทาง หยวนจิ่วหลินเอามือสอดเข้าในแขนเสื้อแล้วค้อมกายเล็กน้อย “วันนี้ฝ่าบาทตรัสกับคุณชายหลี่ว่าจะล้างมลทินให้เขา”
เผยตันเหลือบตาขึ้น ประกายสายหนึ่งโฉบผ่านในดวงตาคู่นั้น
หยวนจิ่วหลินเอ่ยอีกว่า “แต่บ่าวอยู่ด้านหลัง ได้ยินคุณชายหลี่พูดกับจ้าวอ๋องอีกว่าเขาอยากกลับไปที่เหลาโจวในเร็ววัน”
เผยตันยกมือจัดแขนเสื้อช้าๆ จากนั้นส่งเสียงอืม หยวนจิ่วหลินอ่านความคิดของเขาไม่ออก ผ่านไปครู่หนึ่งกลับได้ยินเขาเอ่ยว่า “ข้าจะจัดการเอง ถึงอย่างไรก็แค่หนึ่งเดือนกว่า ให้เขาใจกว้างและอดทนอีกหน่อย”
หยวนจิ่วหลินรับคำว่า “ขอรับ”
เดิมทีเขาไม่เคยแสดงความคิดเห็นต่อการกระทำการของอัครมหาเสนาบดีเผย อัครมหาเสนาบดีเผยถ่อมตัว แต่ความจริงทั้งนอกและในฉางอัน ทั่วทั้งราชสำนักรวมถึงหยวนจิ่วหลินล้วนเป็นคนของเขาทั้งหมด เขาต้องการทำอะไร เพียงดีดนิ้วก็ทำได้อย่างราบรื่น นี่คือสาเหตุที่ฝ่าบาทเกรงใจเขา ความจริงอำนาจที่อดีตฮ่องเต้มอบให้เขานั้นก็มิได้แตกต่างกับอัครมหาเสนาบดีตั้งแต่แรกแล้ว ปีที่แล้วฝ่าบาทสืบทอดตำแหน่งก็ได้แต่พายเรือตามน้ำ ให้เขาเป็นผู้ว่าราชการเสมอขุนนางสำนักราชเลขาธิการและสำนักตรวจสอบ
หยวนจิ่วหลินคิดว่าอัครมหาเสนาบดีเผยปรึกษากับหลี่เฟิ่งปิงแล้ว ถึงอย่างไรห้าปีมานี้อัครมหาเสนาบดีเผยส่งหนังสือติดต่อกับทางฝั่งเหลาโจวอยู่ตลอด แต่ขณะหลี่เฟิ่งปิงถูกเรียกมาฉางอัน กลับเหมือนทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น อัครมหาเสนาบดีเผยเตรียมการล้างมลทินให้หลี่เฟิ่งปิงตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ สามฝ่ายค้นหาเอกสารเก่าในคดีของอดีตองค์รัชทายาทโยวเค่อออกมา ฝ่ายในก็ค้นหาเอกสารลับจำนวนมาก บัดนี้แม้แต่ฝ่าบาทก็ตื่นตระหนก ตั้งใจจะดึงหลี่เฟิ่งปิงเข้าพวกก่อน…
ความพยายามทั้งหมดนี้จะให้หยุดลงกลางคันได้อย่างไร
หยวนจิ่วหลินถามอีกหนึ่งประโยคในที่สุด “ท่านจะ…”
“ให้เขากลับไป” เผยตันเอ่ย
หยวนจิ่วหลินร้อนรนแล้ว “แต่อดีตฮ่องเต้สั่งเสียไว้ว่า…!”
เผยตันเบือนหน้าหนี มองไปยังสระไท่เยี่ยอันกว้างใหญ่ หลังเข้าสู่พลบค่ำอากาศก็มืดครึ้ม บรรยากาศหดหู่ ชายเสื้อของเขาคล้ายลอยละล่อง แต่เมื่อมองดูอย่างละเอียดกลับพบว่าเป็นการสะท้อนของประกายระลอกคลื่นอันเย็นเยียบ ชำระล้างความเฉิดฉายหรูหราของเขากลายเป็นสีขาวดำอันเงียบงัน
“อดีตฮ่องเต้สั่งเสียว่า…หวังว่าเขาจะมีความสุขและสงบสุข” เขาเอ่ย
เฟิ่งปิงเดินตามห่างจากนางกำนัลสิบกว่าก้าว เงยหน้ามองเห็นตำหนักเล็กหลังหนึ่ง ถูกใช้เป็นห้องแต่งกายชั่วคราวจึงเข้าใจในจุดประสงค์ของเผยตัน เขาเดินเข้าไป นางกำนัลกางฉากบังลมก่อน ค่อยหยิบชุดใหม่มาแล้วเอ่ยว่า “บ่าวจะปรนนิบัติคุณชายหลี่เปลี่ยนชุด”
ชุดใหม่เป็นชุดคลุมสีเขียวอ่อนบุด้วยฝ้ายหนา แต่เมื่อสะบัดไหวก็ยังคงสง่างาม ขอบชุดปักลายเหมยขาวกิ่งหนึ่งอย่างแทบมองฝีเข็มไม่ออก ผ้าไหมที่ราวกับแสงจันทร์อีกทั้งจับแล้วลื่นมือ เห็นได้ชัดว่าเป็นของหรูหราที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เฟิ่งปิงถอดชุดคลุมที่ถูกองค์รัชทายาททำเลอะของตนเองออกแล้วผลัดเปลี่ยนเป็นตัวนี้แทน การตัดเย็บของชุดสอดรับกับรูปร่างของเขาพอดี เหมยขาววนเวียนตรงทรวงอกแล้วตกลงสู่สายรัด ดูแล้วสง่างาม นางกำนัลยังเพิ่มเสื้อคลุมสีเข้มให้เขาอีกหนึ่งตัว บอกว่าหลังพลบค่ำบริเวณริมสระไท่เยี่ยลมเย็นนัก
เขาถามว่า “นี่คือสิ่งที่กรมพิธีการเตรียมไว้ทั้งหมดเลยหรือ”
นางกำนัลเอ่ย “หยวนกงกงให้สำนักพระราชวังเตรียมไว้เจ้าค่ะ สิ่งเหล่านี้คือชุดเก่าจากคลังของสำนักพระราชวัง แล้วหยวนกงกงจะส่งคนไปขอคืนจากท่านในภายหลัง”
เฟิ่งปิงพลันหน้าแดง ความจริงสีหน้านางกำนัลยังคงสงบนิ่งอยู่ตลอด แต่ตัวเขากลับรู้สึกว่าตนเองช่างขายหน้า
ครั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เฟิ่งปิงจึงตามเจ้าหน้าที่พิธีการเข้าสู่งานเลี้ยง ศาลาจื้ออวี่มีพื้นที่ไม่มาก งานเลี้ยงจึงล้นออกไปนอกศาลา แสงไฟวนเวียนอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสระไท่เยี่ย เสียงดนตรีค่อยๆ บรรเลงขึ้นมา กลุ่มคนรออยู่ครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์รัชทายาทก็มาถึง จากนั้นงานเลี้ยงในวังครั้งนี้จึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เผยตันจัดเตรียมงานเลี้ยงอยู่ใต้ร่มไม้นอกศาลา ไม่สนใจกินดื่มใดๆ เจ้าหน้าที่พิธีการและนางกำนัลที่ด้านข้างต่างกำลังช่วยเหลือ หลังดื่มจนได้ที่ กลุ่มคนต่างเมามายแล้ว ทว่าฮ่องเต้กลับยังไม่ได้จากไป จึงได้แต่ฝืนอยู่เป็นเพื่อน จู่ๆ เมิ่งเฉาเอินผู้บัญชาการฝ่ายกิจการราชวังก็เดินลงมาจากศาลาจื้ออวี่แล้วกวักมือให้เผยตัน “อัครมหาเสนาบดีเผย ฝ่าบาทเรียกพบ!”
เผยตันรีบหยุดงานในมือลง ถกชายชุดหมายขึ้นไป แต่เมื่อลองคิดดูจึงยกจอกสุราทองใบหนึ่งติดมือมาด้วย หลังเข้าไปในศาลา เขาคุกเข่าโขกศีรษะถวายบังคมฝ่าบาทก่อน
หลี่เฟิ่งเทายิ้มพลางบอกให้เขาไม่ต้องมากพิธี ชุยฮองเฮายังรับสั่งให้นำเบาะรองนั่งมาให้เขา แล้วจึงปลอบใจกรมพิธีการที่จัดเตรียมงานด้วยความลำบากตลอดทั้งคืน จ้าวอ๋องที่อยู่ด้านล่างตอบรับอย่างแนบเนียน “อัครมหาเสนาบดีเผยลำบากจริงๆ พวกเราเองก็ควรดื่มให้อัครมหาเสนาบดีเผยสักจอกหนึ่ง” เอ่ยพลางเรียกให้คนรอบกายลุกขึ้นทั้งหมด เผยตันจึงรีบลุกขึ้นอีกครั้ง
สุราจอกนี้คือการตอบแทนจากราชวงศ์ ฝ่าบาทกับฮองเฮาต่างนั่งมองอย่างยิ้มแย้ม องค์รัชทายาทน้อยแทะขาไก่พลางสอดส่ายสายตาไปทั่วงานเลี้ยง แล้วก็พลันจับจ้องไปยังคนผู้หนึ่ง “เจ้ายังไม่ได้ดื่มนี่”
คนผู้นั้นกลับเป็นเฟิ่งปิง เมื่อถูกองค์รัชทายาทขัดจังหวะ สุราที่เพิ่งจิบหนึ่งอึกก็เกือบสำลักออกมา เขาใช้แขนเสื้อปิดท่าทางเสียมารยาทของตนเองเอาไว้ ครู่หนึ่งจึงส่งจอกสุราให้องค์รัชทายาท “กระหม่อมดื่มหมดแล้ว องค์ชายโปรดทอดพระเนตร”
องค์รัชทายาทน้อยยันร่างลุกขึ้น จ้องอย่างสุดชีวิตพักหนึ่งจึงเอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อ เจ้าดื่มให้เขาอีกจอก”
เห็นได้ชัดว่ากำลังแก้แค้นเรื่องเมื่อตอนบ่าย เด็กดื้อมีนิสัยดื้อรั้น อาจเพราะตอนนั้นร้องไห้หนักเกินไป ขณะนี้ดวงตาที่มองเฟิ่งปิงจึงแดงก่ำ เผยความโกรธแค้นออกมา ฝ่าบาทมั่นคงไม่หวั่นไหว อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวทั้งหลายเขายังสามารถตีบุตรได้ แต่ภายใต้การจับจ้องของผู้คนในงานเลี้ยง เขาต้องไว้หน้าองค์รัชทายาทน้อยสักหน่อย
ข้ารับใช้เทสุราให้เฟิ่งปิงเต็มจอก เฟิ่งปิงหาได้กลัวการดื่มสุราไม่ แต่ถูกคนทั้งสองจ้องอยู่จึงเก้อเขิน หนังหน้าบางของเขาแดงเรื่อราวกับเป็นสีความเมามาย จำต้องเดินไปข้างศาลา รวบแขนเสื้อยกจอกขึ้นต่อหน้าเผยตัน
“ข้าน้อยขออวยพรอัครมหาเสนาบดีเผย ขอให้นับจากนี้มีแขกมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ สุราในจอกไม่มีหมด”
เผยตันตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นหันข้างยกมือทำความเคารพอย่างเรียบร้อย ก่อนชนจอกกับเฟิ่งปิง
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ฟังดูกลวงเปล่าและสับสน เห็นได้ชัดว่าจอกสุราทองใบนี้เหมือนของปลอมด้อยคุณภาพ เฟิ่งปิงมิได้มองหน้าเผยตัน เพียงจ้องมือเรียวยาวที่ชูจอกของเขาเอาไว้ แต่กลับมองเห็นบนข้อต่อนิ้วชี้มีแผลมีดรอยหนึ่ง บาดแผลเป็นสีขาวดูคล้ายยังใหม่มาก
เผยตันเอ่ยด้วยความอ่อนโยน “เช่นนั้นข้าน้อยขอให้คุณชายหลี่สมมาดปรารถนา ราบรื่นทุกเรื่อง”
* หูปิ่ง เป็นขนมแป้งอบทรงกลมแบนขนาดใหญ่มีงาโรยหน้า มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
** ภาพเหมยเหมันต์สู่จิ่ว เป็นกิจกรรมที่ชาวจีนโบราณนิยมทำกัน คือการนำภาพวาดหรือตัวอักษรมาแต้มหรือเขียนทีละขีด ในที่นี้คือภาพดอกเหมย 9 ดอก ดอกละ 9 กลีบ ซึ่งเมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกันจะได้ทั้งหมด 81 กลีบ เท่ากับจำนวนวันในช่วงที่ถือว่าเริ่มหนาวไปจนถึงหมดหนาวพอดี
*** เหมายัน หรือตงจื้อ หมายถึงวันเริ่มต้นฤดูหนาว เป็นวันที่เวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวนานที่สุดของปี
* ปลาจี้อวี๋ เป็นปลาที่อยู่ในตระกูลปลาไน ปลาตะเพียน ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่พบได้ทั่วไปในประเทศจีน
* แพรอวิ๋นจิ่น คือหนึ่งในสี่สุดยอดผ้าแพรของจีน เนื้อแพรเลื่อมระยับและทอด้วยเทคนิคชั้นสูงที่ใส่ลวดลายลงบนเนื้อผ้า
* ไท่เฟย เป็นคำที่ใช้เรียกพระชายาของฮ่องเต้พระองค์ก่อน
** ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้น
*** ปลาตายแหขาด เป็นสำนวน หมายถึงสู้กันจนตายตกไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย
* หมวกจิ้นเสียน คือหมวกทรงสูงที่ขุนนางฝ่ายพลเรือนและบรรดาที่ปรึกษาสวมใส่ขณะเข้าเฝ้าฮ่องเต้
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



