ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 32-33 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 32-33 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

บทที่ 33

 

คำพูดที่ว่า ‘นายเพ้อเจ้อไปแล้ว’ ติดอยู่ในลำคอของเฉิงอวี้

ก่อนหน้านี้เฉิงอวี้ก็เคยชอบเขาจริงๆ แต่ตอนนี้ร่างกายของเซวียโย่วข่าเปลี่ยนไปมาก แม้กระทั่งเพศยังเปลี่ยนไป…

นิสัยก็เปลี่ยนเช่นกัน แต่ยังคงเหลือเงาของเด็กคนนั้นอยู่ บางครั้งเวลาเฉิงอวี้มองเขาก็รู้สึกเหมือนยังชอบเขาอยู่มาก แต่พอคิดว่าแฟนสาวตัวน้อยในวันวานกลายเป็นแฟนหนุ่มขึ้นมาก็ไม่อาจยอมรับได้

“ในหัวนายคิดอะไรอยู่กันแน่”

“ผมแค่ล้อเล่นเฉยๆ ฮ่าๆ รูมเมตผมยังเข้าใจผิดเลยว่าคนที่สั่งดีลิเวอรี่ให้ผมเป็นเสี่ย อยากเลี้ยงดูผม ไม่สิ เป็นเสี่ยที่ผมเคยคบเล่นๆ แล้วทิ้งไป แต่อยากกลับมาเลี้ยงดูผมอีก”

เฉิงอวี้เหลือบตามอง ในดวงตาคู่นั้นมีบางสิ่งที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย

เซวียโย่วข่าสังเกตว่าสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้ดังขึ้นสามครั้งและเห็นสีหน้าซับซ้อนของอีกฝ่าย ดวงตาลึกล้ำเหมือนบ่อน้ำสีดำมีความรู้สึกที่ไม่อาจจับต้องได้ เขาถามด้วยความกังวลเล็กน้อย “พี่…ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“แค่แจ้งเวลาน่ะ”

“แต่นี่เป็นสายรัดข้อมือไม่ใช่เหรอ” เซวียโย่วข่าเหลือบมองโทรศัพท์ตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาเลยนะ “งั้นนาฬิกาพี่คงไม่ตรงแล้วล่ะ”

“นายมายุ่งอะไรกับฉัน”

เทอร์โบก็ยังเป็นเทอร์โบคนเดิม…

เซวียโย่วข่าไปหาก๊อกน้ำเพื่อล้างชามกับหม้อ จากนั้นก็เอาเตาไฟฟ้าไปคืนรุ่นพี่โดยไม่สนใจเฉิงอวี้อีก

รุ่นพี่สาวที่มาล้างชามด้วยกันอดพูดไม่ได้ว่า “รุ่นน้อง นายตามใจเทอร์โบเกินไปหรือเปล่า ทำอาหารให้แล้วยังไม่ยอมให้เขาล้างชามอีก”

ตอนที่เซวียโย่วข่าล้างชามอยู่นั้น เฉิงอวี้กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเสื่อปิกนิกที่เซวียโย่วข่าเอามาท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ ฟังเพลงไปพลางมองดูฝนดาวตก

“เขาล้างไม่เป็นหรอกครับ” เซวียโย่วข่าคิดว่านี่คือการตอบแทนบุญคุณ “คุณชายใหญ่ไงครับ พี่ก็เข้าใจนี่”

รุ่นพี่สาวพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นพวกนายก็ดูแลกันให้ดีๆ นะ! สู้ๆ!”

“เอ๋? อ๋อ…ครับๆ”

ก่อนหน้านี้เฉิงอวี้สั่งดีลิเวอรี่ให้เขาทุกวัน เขาเองก็งงไปหมด สุดท้ายพอติดต่อไปอีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจ แม้เขาจะบอกว่าตนเองไม่ต้องการอาหารเย็น ไม่ต้องสั่งดีลิเวอรี่มาให้แล้ว แต่ก็ยังมีมาเหมือนอย่างเคย แถมบางครั้งยังมีของหวานเพิ่มมาเป็นพิเศษด้วย

พอกลับมาจากล้างชาม เซวียโย่วข่าก็เห็นว่าเฉิงอวี้ยังนอนอยู่ สองมือประสานรองท้ายทอย เหมือนปล่อยใจให้ว่างแต่กลับดูเหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง

“นอนแบบนี้ไม่หนาวเหรอครับ”

“ไม่”

“งั้นเข้าไปในเต็นท์ไหม”

“ยังก่อน”

เซวียโย่วข่ารู้สึกว่ากินเสร็จแล้วนอนเลยไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องขยับเนื้อขยับตัวสักหน่อยเลยชวนเทอร์โบ “เราเดินไปห้องน้ำแล้วค่อยเดินเล่นกลับมาดีไหมครับ”

แคมป์นี้มีห้องน้ำอยู่แค่ที่เดียว คนที่มาตั้งแคมป์ทุกคนต้องใช้ห้องน้ำที่นั่นร่วมกัน แน่นอนว่าบางคนก็อาศัยป่ามืดๆ แอบไปจัดการตามพื้น

ตอนทั้งสองคนเดินกลับมาจากห้องน้ำ เฉิงอวี้เหมือนได้กลิ่นเหม็นจนทำหน้าบูด “ครั้งหน้าฉันจะไม่มาที่แบบนี้กับนายอีกแล้ว”

เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ “ไม่งั้นพรุ่งนี้ถ้าพี่อยากทำธุระ เราไปที่พุ่มไม้ข้างล่างตอนกลางดึกไหม ผมจะคอยเฝ้าให้ รับรองไม่มีใครเห็นหรอกว่าเทพบุตรก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญเหมือนกัน”

“นายเลิกพูดเถอะ” หลังอุณหภูมิลดต่ำลง อากาศก็หนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เฉิงอวี้ทนไม่ไหวจนต้องติดกระดุมเม็ดบนสุดของแจ็กเก็ตกันลมให้เรียบร้อย

เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาเหมือนจะหนาวคอจึงเป็นฝ่ายชี้ไปที่ผ้าพันคอของตัวเอง “เอาไหมครับ”

ผ้าพันคอเป็นสีครีม ดูเหมือนถักด้วยมือ ใส่แล้วดูเด็กเกินไป “ไม่เอา…”

“แม่ผมถักให้น่ะ แม่ส่งมาให้สองผืน พอดีผืนนี้มันใหญ่ไปหน่อย ผมเลยไม่ได้พกอีกผืนมาให้พี่ด้วย ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ได้ใส่มันตอนกินบะหมี่หอยขมหรอก…” เซวียโย่วข่าเป็นห่วงเขาที่เป็นโรคหัวใจ กลัวว่าเขาจะหนาวจนแข็งไปเสียก่อน จึงถอดผ้าพันคอออกมาให้ “ผมอุ่นมากแล้ว เอาไปใส่เถอะ”

เฉิงอวี้จดจ้องรอยยิ้มของอีกฝ่าย เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อยโดยไม่ปฏิเสธ

ไม่มีกลิ่นบะหมี่หอยขมจริงๆ แถมผ้าพันคอยังมีความอบอุ่นของอีกฝ่ายหลงเหลืออยู่ด้วย ไหมพรมก็มีกลิ่นอายอบอุ่นเป็นพิเศษ

ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเฉิงอวี้ถูกผ้าพันคอปกปิดเอาไว้

ในตอนนี้เองทั้งคู่ก็พลันเห็นเงาร่างคุ้นตาสองร่างอยู่ข้างหน้า

“เอ๊ะ นั่นไม่ใช่…” เซวียโย่วข่าพูดขึ้นทันที

วูล์ฟสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ตัดผมสั้นทรงเดียวกับเฉิงอวี้ ถึงแม้จะอยู่ในความมืดก็ยังดูโดดเด่น

เฉิงอวี้ขมวดคิ้วทันที รู้สึกว่านี่ไม่ถูกต้อง

พวกวูล์ฟกับหลินสือเม่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

ครึ่งชั่วโมงก่อนพวกเขายังบอกในกลุ่มว่าอยู่บ้าน เหล่าเคก็บอกว่ากำลังซ้อมอยู่ แล้วทำไมถึงแอบหนีมาดูฝนดาวตกกันที่นี่

ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้เซวียโย่วข่ามั่นใจแล้วว่าเป็นสมาชิกวงสกอร์ปิโอ แต่ในขณะที่กำลังจะตะโกนเรียกก็กลับถูกเฉิงอวี้ยกมือมาปิดปาก อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ ฝ่ามือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่เซวียโย่วข่าพร้อมส่งเสียง “ชู่ว์” เบาๆ

เซวียโย่วข่ากะพริบตาปริบๆ

“คนคนนี้คล้ายเทอร์โบจัง…” ไฟฉายของวูล์ฟส่องผ่านแผ่นหลังพวกเขาสองคน แน่นอนว่าเขาย่อมสังเกตเห็นคู่รักแคมป์ปิ้งคู่หนึ่งที่ดูไม่ค่อยปกติ

“อย่าโง่น่า” หลินสือเม่าเหลือบมองแวบเดียวแล้วพูดขึ้น “เทอร์โบไม่มีวันใส่ผ้าพันคอขนปุยๆ แบบนั้นหรอก เขาต้องพูดว่า ‘เชยชะมัด’ แหงๆ”

วูล์ฟเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “ฮ่าๆๆ”

“อีกอย่างเขาจะมาตั้งแคมป์ในป่าชานเมืองแบบนี้ได้ยังไง”

พอทั้งคู่เดินผ่านไปเฉิงอวี้ถึงค่อยปล่อยมือออก

“นั่นเพื่อนร่วมวงพี่นะ ทำไมไม่ทักพวกเขาล่ะ”

เฉิงอวี้ไม่พูดอะไร เพียงแค่พันผ้าพันคออุ่นๆ ของเซวียโย่วข่าแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางเต็นท์

เซวียโย่วข่าเดินตามไป “เพราะมันเชยใช่ไหม พี่อายเหรอ”

“หยุดพูดได้แล้ว”

เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงยอมตามเซวียโย่วข่ามาตั้งแคมป์ดูฝนดาวตกในเดือนธันวาคมแบบนี้…เชยชะมัดจริงๆ

ฝั่งชมรมดาราศาสตร์เอาโปรเจ็กเตอร์มาด้วย เพียงแต่อากาศหนาวเกินไป บางคนที่สนใจเลยห่อตัวด้วยถุงนอนกับผ้าห่มออกมาดู แต่ในเวลานี้คนส่วนใหญ่พากันหลบเข้าไปในเต็นท์หมดแล้ว เซวียโย่วข่าเองก็หนาว เลยค้นถุงเท้าคู่ใหม่ออกมาสองคู่ ก่อนจะแบ่งให้เทอร์โบหนึ่งคู่

“ถุงเท้าขนอูฐ อุ่นมากนะ ของใหม่เอี่ยมเลย พี่ใส่นอนได้”

เฉิงอวี้จำใจรับถุงเท้าสีเหลืองหม่นๆ นั้นมา

เซวียโย่วข่าถอดรองเท้าแล้วมุดเข้าไปในเต็นท์ นั่งลงบนที่นอนเป่าลม ก่อนจะรูดซิปถุงนอนขนเป็ด ภายใต้แสงไฟฉาย เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตแล้วมุดเข้าไปในถุงนอนตามคู่มือ จากนั้นก็ยื่นแขนออกมาจากถุงนอน พยายามเอาเสื้อแจ็กเก็ตวางพาดไว้บนถุงนอนอย่างทุลักทุเล

เซวียโย่วข่าเรียกเฉิงอวี้เข้ามา แต่เฉิงอวี้บอกว่าเดี๋ยวก่อนแล้วให้เขารูดซิปปิดเต็นท์

เฉิงอวี้อยู่ข้างนอกสักพัก ก่อนจะพิมพ์ข้อความถามลงไปในกลุ่มวง

 

เทอร์โบ ซ้อมอยู่เหรอ

เหล่าเค แน่นอนอยู่แล้ว!

 

เฉิงอวี้เพิ่งเห็นหลินสือเม่ากับวูล์ฟเดินผ่านหน้าตัวเองไปกับตา ถ้าดูจากที่เหล่าเคอยากมาดูฝนดาวตกแล้ว เขาต้องเป็นคนสนับสนุนอย่างแน่นอน

 

เทอร์โบ เปิดวิดีโอให้ฉันดูหน่อยสิ

 

เหล่าเคถ่ายวิดีโอซ้อมเบสในห้องเช่าส่งไปอย่างรวดเร็ว แถมยังพูดในวิดีโออีกว่า “วันนี้วันที่สิบแปดธันวาคม ฉัน เหล่าเคกำลังเล่นเบสอยู่”

พอเฉิงอวี้ถามหลินสือเม่ากับวูล์ฟ ทั้งสองก็ตอบกลับมาติดๆ กัน

 

‘อยู่บ้าน’

‘กำลังกินมื้อดึก’

 

ดูท่าแล้วสองคนนั้นคงแอบมากันเอง

ทำไมถึงไม่ยอมรับล่ะ แค่ดูฝนดาวตกเอง ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน

เฉิงอวี้ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แค่ยืนสูบบุหรี่จนหมดไปสองมวนอยู่ภายใต้ดาวตก

ดึกสงัดเงียบสงบ ข้างนอกไม่มีคนแม้แต่คนเดียว เฉิงอวี้หันไปมองเต็นท์ พอเห็นว่าไม่มีแสงไฟก็คิดว่าอีกฝ่ายคงหลับแล้วจึงรูดซิปเปิดเต็นท์ ก่อนจะถอดรองเท้าย่องเข้าไปข้างในอย่างแผ่วเบา

ใบหน้าของเซวียโย่วข่าโผล่ออกมาจากถุงนอน มือถือเปล่งแสงสลัวออกมา

“ยังไม่หลับเหรอ” เฉิงอวี้ไม่มีที่ยืนภายในเต็นท์ ทำได้แค่นั่งลงแล้วสวมใส่ถุงเท้าด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ผมนอนไม่หลับ กำลังอ่านวิจัยอยู่” เขาพยายามไม่พูดเสียงดังในเวลากลางคืน เพราะกลัวว่าจะรบกวนคนอื่น

เนื่องจากยังมีแสงไฟและความเคลื่อนไหวจากเต็นท์อื่น เขาจึงได้ยินเสียงอยู่บ้าง เหมือนมีคู่รักกำลังสวีตหวานกันอยู่ แถมยังได้ยินเสียงการกระทำที่ค่อนข้างน่าอายด้วย

เฉิงอวี้บอกให้เขาล็อกหน้าจอมือถือ

“แต่ผมยังอยากอ่านอยู่นะ”

“ฉันจะถอดเสื้อผ้า”

เซวียโย่วข่ากดล็อกหน้าจอทันที

หลังเสียงขยับสวบสาบดังอยู่ครู่หนึ่ง ด้านข้างก็มีคนคนหนึ่งเอนตัวนอนลงมา เฉิงอวี้ห่อตัวอยู่ในถุงนอน รู้สึกว่าตัวเองจะต้องดูตลกเหมือนดักแด้แน่ๆ

เซวียโย่วข่ามองเห็นเค้าโครงท่ามกลางความมืดรางๆ “พี่เสร็จหรือยัง”

“อืม”

“งั้นผมเปิดมือถือได้ยัง”

“ไม่ได้”

ทั้งคู่คุยกันเสียงเบา เซวียโย่วข่าถาม “ทำไมไม่ให้ผมอ่านล่ะ”

“มันเสียสายตา” เฉิงอวี้รู้ตัวว่าท่าทางของตัวเองในตอนนี้ต้องดูประหลาดมากแน่ๆ และเขาจะไม่ยอมให้ใครเห็นเด็ดขาด

“อ๋อ” เซวียโย่วข่ายอมเชื่อคำพูดนี้แล้วบอกฝันดีกับเขา จากนั้นก็เตรียมตัวนอน แต่ไม่ว่ายังไงก็นอนไม่หลับ

ถุงนอนที่เขาซื้อมาเป็นแบบลดราคา เห็นว่ารีวิวดีมาก แถมยังเป็นขนเป็ด แต่ราคาแค่สี่สิบห้าหยวน ผลก็คือเป็นของถูกที่ไร้คุณภาพ เซวียโย่วข่าหนาวจนรู้สึกทรมานนิดๆ เลยงอขาเล็กน้อยอยู่ในถุงนอนพร้อมกอดอกเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าเฉิงอวี้หลับไปแล้วหรือยัง ได้ยินแค่เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่าย

เซวียโย่วข่าหยิบมือถือออกมาอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นเบาๆ

หน้าจอมือถือยังไม่ทันสว่าง เฉิงอวี้ก็ลืมตา “แอบเล่นมือถือเหรอ”

เซวียโย่วข่าหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์ฝ่ายปกครองสมัยมัธยมปลาย

“ผมเปล่า…ก็แค่จะส่งข้อความ”

“ส่งหาใคร”

“รุ่นพี่คนหนึ่ง”

ประชุมรอบดึกกับรุ่นพี่งั้นเหรอ

เฉิงอวี้ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดันในความมืดสลัว

“ผมแค่อยากถามว่าเขานอนหรือยัง เขามีถุงร้อนหลายถุง วันนี้เขายังถามผมว่าจะเอาไหม ผมบอกเดี๋ยวก่อน แต่สุดท้ายก็ลืมไป…” เซวียโย่วข่าเอาถุงร้อนแบบชาร์จไฟได้มาแค่ถุงเดียว ซึ่งตอนนี้มันเย็นสนิทไปแล้ว เขาเลยเตะมันออกไปจากถุงนอน

“นายหนาวมากเหรอ” เฉิงอวี้ขมวดคิ้ว

“อืม…นิดหน่อย” เต็นท์ก็ไม่ค่อยดี ลมพัดเข้ามาจนสั่นไปหมดแล้ว

เฉิงอวี้โยนผ้าพันคอให้เขา “พันซะ” ผ่านไปสักพักก็ถามต่อ “ดีขึ้นบ้างไหม”

“เหมือนจะดีขึ้นหน่อย” เขาพ่นลมหายใจ เสียงยังสั่นเล็กน้อย

เฉิงอวี้ฟังออกว่าเซวียโย่วข่าหนาวจนทนไม่ไหวแล้ว

“รุ่นพี่นายตอบกลับมาหรือยัง”

“ยังครับ…”

เฉิงอวี้กลัวว่าเขาจะนอนหนาวทั้งคืน เพราะยอดเขาที่มีความสูงหนึ่งพันหกร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเลในปลายเดือนธันวาคมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

“งั้นนายมานอนในถุงนอนฉันสิ”

“หา?” เซวียโย่วข่าตกใจ “จะนอนยังไง”

แบบนี้จะนอนได้เหรอ

“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว”

เนื่องจากเฉิงอวี้ไม่ยอมให้เปิดไฟ เซวียโย่วข่าจึงได้แต่คลานไปในความมืด

เฉิงอวี้รูดซิปแล้วปลดกระดุมถุงนอน เตรียมที่จะเปลี่ยนถุงนอนกับอีกฝ่าย

วินาทีต่อมาก็สัมผัสได้ว่ามีมือคู่หนึ่งเอื้อมมาจับตัวเขา

“ขอโทษครับ” เซวียโย่วข่าพูดเสียงเบา “ผมไม่ได้ตั้งใจจะโดนตัวพี่”

เซวียโย่วข่าขยับตัวนอนลงไปในถุงนอนที่อีกฝ่ายเปิดออก ปลายจมูกของพวกเขาสองคนห่างกันไม่ถึงครึ่งนิ้ว เฉิงอวี้ตกใจจนเสียอาการ หลังมือบังเอิญไปโดนเสื้อไหมพรมบนตัวเขาโดยไม่ตั้งใจจนเกิดไฟฟ้าสถิต เซวียโย่วข่าใช้ถุงนอนของตัวเองมาคลุมไว้ด้านบน ปูผ้าพันคอไว้ตรงช่วงเอวด้านหลังที่ลมพัดลอดเข้าได้ง่าย ก่อนจะขยับเข้าไปแนบชิดกับตัวของเฉิงอวี้ ความร้อนและอุณหภูมิร่างกายพลันถ่ายเทไปยังร่างกายของอีกฝ่ายโดยไม่มีการกักเก็บ

“พี่เทอร์โบถุงนอนพี่มีลมลอดเข้ามาหรือเปล่า” เซวียโย่วข่านอนนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้น พวกเขาอยู่ใกล้กันมาก เวลาส่งเสียงออกมาเลยมีลมเป่ารดหู

สายรัดข้อมือเริ่มสั่น ความรู้สึกชาหนึบบางจุดกลายเป็นความแปลกประหลาดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้เฉิงอวี้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

“นายอย่าเป่าลมใส่หูฉันสิ!”

“งั้นผมไม่พูดแล้วก็ได้ ฝันดีนะครับ…” เซวียโย่วข่ามุดศีรษะแล้วนอนตะแคงข้างหลับไป

เฉิงอวี้ส่งเสียงอืม โดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาหลับตาลง หัวใจเดี๋ยวเต้นช้าเดี๋ยวเต้นเร็ว

ผ่านไปไม่นานเซวียโย่วข่าก็เริ่มเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง ศีรษะเอนลงมาจนแทบจะพิงไหล่ของเฉิงอวี้อยู่แล้ว ลมหายใจเข้าออกอุ่นๆ เป่ารดตรงลำคอของเขา

ตึกตัก…ตึกตัก…

เฉิงอวี้รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายตัวเองมีปัญหา หัวใจที่กำลังเต้นถี่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี

ในตอนที่เสียงปี๊บๆ ดังขึ้น เฉิงอวี้ก็สะดุ้งโหยง รีบถอดสายรัดข้อมือออกโดยไม่แม้แต่จะคิด

เขากลัวว่าฉู่เพ่ยซินจะตกใจจนโทรมาหาตอนกลางดึก หรือไม่ก็เรียกเฮลิคอปเตอร์มาถึงยอดเขาตงหลิงซานในยี่สิบนาที เลยคว้ามือเซวียโย่วข่าที่อยู่ในถุงนอนแล้วสวมสายรัดข้อมือไปที่ข้อมือของอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล

สายรัดข้อมือนี้เป็นแบบสั่งทำพิเศษ มีระบบล็อกชีวภาพ ต้องสัมผัสกับร่างกายตลอดเวลา

เซวียโย่วข่าลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ทำท่าจะยกมือขึ้น “มีอะไรเหรอ…”

“หมี่หมี่ อย่าขยับมั่วซั่ว” เฉิงอวี้กุมข้อมือเซวียโย่วข่าไว้ และเนื่องจากกลัวว่าระหว่างหลับสายรัดข้อมือจะบังเอิญหลุดออก จึงนำมือของอีกฝ่ายยัดใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง อุณหภูมิร่างกายที่แทบไม่ต่างจากตัวเขาแต่กลับร้อนลวกเป็นพิเศษแผ่ออกมา ก่อนจะซึมซาบแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

บทที่ 1 ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1

บทที่ 1 ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้...

community.jamsai.com