everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 34-35 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือด
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 34
หลังจากที่เซวียโย่วข่าหลับไปแล้ว เฉิงอวี้ก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองมาคลุมลงบนตัวของคนข้างๆ
กลางดึกมีหลายครั้งที่เซวียโย่วข่าอยากจะเกาใบหน้าระหว่างนอนหลับ แต่ปรากฏว่าขยับมือไม่ได้ เขาจึงดึงมือออกมาระหว่างหลับฝันอย่างเลือนราง เฉิงอวี้เลยตื่นขึ้นมา
แม้จะผ่อนแรงลงนิดหน่อย แต่เฉิงอวี้ก็ยังจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
สายรัดข้อมืออยู่บนข้อมือของเซวียโย่วข่าอย่างสงบเรียบร้อยไม่มีเรื่องอะไร แม้แต่การสั่นสักนิดก็ยังไม่มี จนกระทั่งฟ้าสาง ด้านนอกมีแสงอาทิตย์ส่องรำไร เฉิงอวี้คิดว่าตอนนี้น่าจะไม่มีปัญหาแล้วจึงถอดสายรัดข้อมือออกมาอย่างรวดเร็วแล้วนำกลับมาใส่ที่ข้อมือของตัวเอง
เรื่องสายรัดข้อมือนี่ทำให้เขาลำบากมานาน เขาเคยไปหาพวกแฮกเกอร์มาหลายเจ้า แต่เพราะเป็นล็อกชีวภาพ เลยยังหาวิธีที่โอเคไม่ได้ แฮกเกอร์คนหนึ่งช่วยปรับพารามิเตอร์* ให้เขาพร้อมกับบอกว่า ‘ไม่ได้หรอก เจ้านี่ไม่มีทางเอาไปใส่ที่ข้อมือคนอื่นได้ ต่อให้ใส่อยู่ที่มือคนอื่นก็ต้องการลายนิ้วมือของนายอยู่ดี อีกอย่างนายอยู่ห่างจากสายรัดข้อมือไม่ได้ด้วย’
นับแต่นั้นมาเฉิงอวี้ก็ไม่เคยถอดมันออกอีกเลย
ตอนเช้า เฉิงอวี้ถูกเสียงเอะอะข้างนอกปลุกให้ตื่น หลายคนตื่นกันแล้ว และเต็นท์ก็กันเสียงไม่ได้เลยสักนิด ไม่ว่าข้างนอกจะกำลังทำอะไรล้วนได้ยินชัดแจ๋ว
เขาแทบไม่ได้นอนและไม่มีอารมณ์จะนอนต่อแล้ว
เฉิงอวี้ลืมตา ก่อนจะก้มมองกระหม่อมของเซวียโย่วข่าแวบหนึ่ง ไม่รู้อีกฝ่ายนอนหลับยังไง หลับไปหลับมาดันมาซุกที่อกเขา หัวฟูๆ นั่นซุกเข้าไปจนมองไม่เห็นหน้า ปลายหูโผล่พ้นผมดำๆ ลมหายใจแผ่วเบา ร่างกายแผ่กลิ่นอายอบอุ่นออกมา มันไม่ใช่กลิ่นที่หอมเป็นพิเศษ แต่ก็เย้ายวนใจมาก
คงเพราะเมื่อคืนหนาว อีกฝ่ายเลยนอนขดจนตัวงอไปหมด แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาขามาก่ายบนตัวเขาแบบไม่เรียบร้อย
เฉิงอวี้ค่อยๆ ขยับตัวออกมา กะว่าจะลุกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ในนี้อบอ้าวเกินไป แถมมีบรรยากาศแบบบอกไม่ถูกกับแรงกระตุ้นอันแปลกประหลาด
พอแหล่งความร้อนถอยห่าง เซวียโย่วข่าก็ตื่นขึ้น เขาพูดเสียงแหบพร่าแบบคนที่ยังไม่ตื่นดี “พี่จะไปไหนเหรอ”
เฉิงอวี้หันกลับมา เซวียโย่วข่านอนจนหน้าแดงไปหมด ดวงตายังหรี่ปรือ ผมเผ้ายุ่งเหยิง
“เข้าห้องน้ำ”
“รอผมแป๊บ ผมก็จะไปด้วย…” เขาหาวหนึ่งทีก่อนจะคลานออกจากถุงนอน เสียงยังอู้อี้
“เป็นหวัดเหรอ”
“นิดเดียวเอง ไม่เป็นไร ผมพกยาชงแก้หวัดมาด้วย”
ทั้งสองต่างสวมเสื้อผ้ากันในเต็นท์แคบๆ เซวียโย่วข่ากำลังเปลี่ยนถุงเท้า ส่วนเฉิงอวี้ดูเหมือนจะรีบ จึงได้รูดซิปเปิดเต็นท์เตรียมตัวจะออกไป ทันใดนั้นเซวียโย่วข่าก็ยื่นเอื้อมมือมารั้งเขาไว้
เฉิงอวี้หันมา
“เอ่อ…อีกเดี๋ยวพี่ค่อยออกไปได้ไหม”
เฉิงอวี้ยังไม่ได้รูดซิปเสื้อเผยให้เห็นกางเกงที่นูนขึ้น เซวียโย่วข่าไม่ได้รู้สึกเขินเพราะปกติรูมเมตก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แถมบางครั้งยังแอบจัดการตอนเช้าอีกด้วย ซึ่งถ้าเซวียโย่วข่าได้กลิ่นเมื่อไรก็จะหนีไปสูดอากาศที่ระเบียงทุกที แต่ของเฉิงอวี้ออกจะชัดเกินไปหน่อย เซวียโย่วข่าเลยหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“พี่เป็นแบบนี้…ถ้าปวดฉี่ก็เอาผ้าพันคอผมพันเอวไว้ได้นะ ถึงยังไงเมื่อคืนผมก็เอาผ้าพันคอผืนนี้พันเอวนอนอยู่แล้ว”
“ไม่ต้อง…”
เฉิงอวี้เก้ๆ กังๆ เล็กน้อย ปกติเขาอยู่คนเดียว ตอนเช้าตื่นมาก็ไปล้างหน้าแปรงฟันทั้งแบบนั้น แทบไม่เคยค้างคืนนอกบ้าน วันนี้เลยตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย
เพียงแค่นึกภาพที่มีผ้าพันคอสีครีมผืนนี้พันเอว ถ้าไม่เรียกว่าที่นี่ไม่มีเงิน* แล้วจะเรียกว่าอะไร
“เดี๋ยวผมไปยืนบังให้” เซวียโย่วข่าลุกพรวดขึ้นมาใส่เสื้อแล้วออกไป “สบายใจได้ ผมจะล้างหน้าแปรงฟันอยู่ข้างนอก จะไม่ให้ใครเห็นหรอกว่าพี่ทำอะไรอยู่ข้างใน!”
เขาหยิบแก้วแปรงฟันออกมาแล้วเริ่มบ้วนปาก ระหว่างนั้นก็อ่านข้อความในกลุ่มไปด้วย ในกลุ่มคุยกันว่ามีรุ่นพี่ลงไปซื้ออาหารเช้าที่ด้านล่างภูเขาแล้ว แถมยังซื้อมาเยอะมากด้วย อีกเดี๋ยวก็จะกลับมาแล้ว ให้พวกเขารออีกสักพักค่อยไปกิน
เซวียโย่วข่าไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ภายในเต็นท์ เลยแอบย่อตัวไปฟัง
เฉิงอวี้นอนอยู่ในเต็นท์สีเขียวทหาร แสงแดดที่ไม่แรงมากส่องผ่านผ้าเต็นท์เข้ามา สาดแสงสีเขียวจางๆ ลงบนศีรษะ
เงาของเซวียโย่วข่าที่นั่งยองๆ พลางถือแก้วแปรงฟันแอบฟังอยู่นั้นชัดเจนเอามากๆ
เฉิงอวี้เลิกคิ้วแล้วยกขาเตะเบาๆ ไปตรงนั้น เซวียโย่วข่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาแนบหน้าตัวเองเลยร้องอ๊ะ แล้วดีดตัวลุกขึ้น
จากนั้นซิปเต็นท์ก็ถูกรูดเปิดจากด้านใน
“ทำตัวลับๆ ล่อๆ นายคิดจะทำอะไรกันแน่”
“อะไร” เซวียโย่วข่าถือแปรงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “พี่เสร็จยังล่ะ ไปกินข้าวเช้ากัน”
“เสร็จแล้ว” เฉิงอวี้สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ออกมา ความจริงมันยังไม่สงบหรอก แต่เสื้อผ้าเขาก็พอจะช่วยบังได้ แถมปกติพลังงานของเขาจะเสียไปกับการตีกลอง ความโกรธและแรงกายของเขาใช้ไปกับด้านนั้นทั้งหมด เลยไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องอย่างว่าเท่าไร
แต่วันนี้กลับจิตใจไม่สงบนิดหน่อย แต่เขาก็ไม่ทำเรื่องแบบนั้นตอนตั้งแคมป์ข้างนอกหรอก
อาหารเช้าเป็นเมนูแป้งที่หนุ่มๆ หลายคนในชมรมตั้งใจไปซื้อมาให้สาวๆ มีทั้งน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ น้ำถั่วเขียวหมัก* และแป้งทอด
เมื่อเห็นว่าเทอร์โบตามมากินข้าวเช้าด้วย ทุกคนต่างก็คาดไม่ถึง เพราะภาพจำที่ทุกคนมีต่อเขามาตลอดคือความห่างเหินและเย็นชา นอกจากเพื่อนร่วมวงไม่กี่คนก็ไม่สนใจใครเลย
นอกจากคนที่นั่งรถคันเดียวกันเมื่อวานจะสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่บ้าง คนอื่นก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คิดว่าทั้งสองคนเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน
สาวๆ หลายคนเป็นห่วงเป็นใยและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ยกซอสเนื้อ เนื้อวัวเส้น อาหารประเภทเนื้อชนิดต่างๆ ที่ห่อเอาไว้เรียบร้อย อาหารทะเล รวมถึงถั่วและเกาลัดของตัวเองไปให้เทอร์โบ…
หนุ่มๆ ที่อุตส่าห์ตั้งใจลงเขาไปซื้ออาหารเช้าถึงกับอิจฉากันเป็นแถว
เทอร์โบปฏิเสธทั้งหมด โดยบอกว่าตัวเองมีขนมปังแล้ว
มันคือขนมปังก้อนน้อยที่เซวียโย่วข่าซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ห่อใหญ่ราคาไม่ถึงสิบหยวน แถมยังซื้อขนมโดรายากิมาอีกหลายชิ้น เขายกให้เฉิงอวี้ทั้งหมด ซึ่งเฉิงอวี้ก็ไม่ได้รังเกียจและกินเรียบ
ทุกคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเทอร์โบมาก เพราะปกติไม่ค่อยได้เจอ แต่จู่ๆ วันนี้ก็ได้เจอในระยะประชิด เลยพากันตกตะลึง ใบหน้าเขาหล่อเหลากว่าในวารสารมาก หุ่นก็ดีจริงๆ นี่มันระดับเดบิวต์ได้เลย พอรวมกับความสามารถขนาดนี้…ถ้าไม่ไปเดบิวต์ให้คนอิจฉาก็น่าเสียดายแย่
สาวๆ ชอบมองหนุ่มหล่อสาวสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเธอเป็นช่างภาพ จึงไปขอนัดเฉิงอวี้ถ่ายรูปทันที “ถ้านายอยากจะถ่ายภาพแนวไหนก็มาหาฉันได้เลยนะ ถ้าวงของนายอยากถ่ายรูปก็มาหาพวกเราได้เหมือนกัน ไม่เก็บเงินอยู่แล้ว”
มีคนถามเทอร์โบเรื่องการแสดงด้วย “ตั๋วพวกนายซื้อยากมากเลย”
เนื่องจากตั๋วมีไม่เยอะ แถมยังมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นจำนวนหนึ่งมาฟังทุกรอบการแสดง เลยหาตั๋วยากมากจริงๆ
ทุกคนพากันชมว่าเพลงของสกอร์ปิโอเพราะดี กระทั่งมีรุ่นพี่ปีสามจากชมรมดาราศาสตร์คนหนึ่งรู้สึกอิจฉาจนถึงขั้นโมโหขึ้นมานิดๆ ไม่คิดเลยว่าตั้งใจจะมาตั้งแคมป์จีบสาว แต่สาวดันถูกผู้ชายคนเดียวโกยไปหมด แถมผู้ชายคนนี้ยังโคตรขี้เก๊ก ทำท่าทางเฉยชาอีกต่างหาก
“วงสกอร์ปิโอน่ะเหรอ ฉันว่ามันเฉพาะกลุ่มมากเลยนะ ดังหน่อยก็แค่ในมหา’ลัยเรานี่แหละ ออกไปนอกแวดวงนี้ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้วมั้ง เพลงก็ just so so…” ชายคนนั้นวางท่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพลางสาธยายเป็นชุด “ถึงยังไงวงแพลนเน็ตก็เจ๋งสุดแล้ว ร็อกของพวกเขาสิถึงจะเรียกว่าร็อก บริตป็อปของพวกนายเนี่ย จะบ้านๆ ก็ไม่ใช่จะอินเตอร์ก็ไม่เชิง…”
ทุกคนคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดแบบนี้ เลยพากันมองไปที่เทอร์โบด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
พอได้ยินคำว่า ‘บ้านๆ’ เซวียโย่วข่าก็รู้เลยว่านี่จะต้องยั่วโมโหเฉิงอวี้ได้อย่างแน่นอน
เขาอดใจไม่ไหวจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอีกฝ่ายยังทำหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเย็นเยียบทิ่มแทง “แพลนเน็ตเหรอ นักร้องนำชื่อเสิ่นไหวหลินใช่ไหม ครั้งก่อนนัดเราไปคอลแล็บ แต่ไม่มีเวลาว่างไปน่ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งเปิดดูรีวิวในโต้วป้านทันที ก่อนจะพูดเสียงดัง “สกอร์ปิโอคือวงบริตป็อปที่ดีที่สุดในประเทศ! เทอร์โบคือมือกลองรุ่นใหม่ที่เก่งที่สุด!”
“เก่งที่สุด?” ฝ่ายชายอับอายจนกลายเป็นโมโห “ถ้าเก่งที่สุดจริง ทำไมฉันไปเทศกาลดนตรีมาตั้งเยอะ ไม่เห็นมีงานไหนเชิญพวกเขาไปเลย แถมยังบอกว่าเสิ่นไหวหลินชอบวงพวกเขาจะชวนพวกเขามาคอลแล็บ ขี้โม้ทั้งนั้น…”
“งานเทศกาลดนตรีแมงโก้ประกาศออกมาแล้ว!” หญิงสาวอีกคนค้นชื่อสกอร์ปิโอในเวยป๋อแล้วเจอพอดี
สกอร์ปิโอเป็นวงดนตรีเฉพาะกลุ่มที่แทบจะไม่เคยไปร่วมงานเทศกาลดนตรี แต่อยู่ดีๆ คราวนี้ก็จะไปร่วมงานเทศกาลดนตรีแมงโก้ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนหน้า โดยในช่องคอมเมนต์มีทั้งคนที่บอกว่าไม่รู้จักกับคนที่กรี๊ดแตก
[สกอร์ปิโอจะมาเซี่ยงไฮ้!! กรี๊ดดด เปิดขายตั๋วเมื่อไร ฉันจะซื้อ!!!]
[พระเจ้า ใช่สกอร์ปิโอวงนั้นที่ฉันคิดจริงๆ เหรอ เทอร์โบมือกลองของพวกเขาหล่อมาก!]
[นักร้องนำก็หล่อนะ หลินสือเม่าโคตรหล่อ แมงโก้โคตรปัง ไม่คิดว่าจะเชิญสกอร์ปิโอมาได้ ช็อกมาก!]
“หลายคนบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มคนนั้นชี้ไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของคนอื่นพลางพูดอย่างมั่นใจ “สกอร์ปิโอคืออะไร ไม่เคยได้ยินมาก่อน เชิญวงดนตรีบ้านนอกที่ไหนมาเนี่ย วงปี่สั่วน่า* หรือไง ไม่รู้จักสกอร์ปิโอเลยสักนิด…”
เฉิงอวี้หัวเราะเยาะ
ชายหนุ่มชมรมดาราศาสตร์อีกคนก็ไม่ปลื้ม เทอร์โบที่ทำตัวขี้เก๊ก แค่ซื้อบาร์สักแห่งก็ถูกมองว่าเป็นทายาทมหาเศรษฐี มีคนตามยกยอ แล้วก็แค่ตีกลองได้จะเก่งสักแค่ไหนกัน
เขาพูดเสียงเย็นว่า “ก็จริงนะ ไม่ได้เก่งอะไรหรอก เล่นวงดนตรีแบบนี้ เดือนหนึ่งคงได้ค่าขึ้นแสดงแค่ไม่กี่ร้อยหยวนเองมั้ง”
จังหวะนี้เองจู่ๆ เขาก็เห็นการรีโพสต์หนึ่งใต้แอ็กเคานต์เวยป๋อออฟฟิเชียล
เสิ่นไหวหลิน ในที่สุดก็หาโอกาสขึ้นแสดงเวทีเดียวกันได้แล้ว เจอกันที่เซี่ยงไฮ้นะ แล้วค่อยมากินเหล้าด้วยกัน! @สกอร์ปิโอ-Scorpio @หลินสือเม่า พกมือกลองของพวกนายมาด้วยล่ะ
“ว้าว เสิ่นไหวหลินคนนี้ใช่นักร้องนำเทพๆ คนที่นายพูดถึงเมื่อกี้ไหม” ในที่สุดหญิงสาวที่ปลื้มเทอร์โบเป็นอย่างยิ่งก็กู้หน้ากลับมาได้ เธอพูดกับสองหนุ่มชมรมดาราศาสตร์ “พวกนายเข้าใจหรือเปล่า สงสัยยังไม่เคยฟังเพลงของสกอร์ปิโอเลยมั้ง รู้ไหมว่ามีคนชอบพวกเขามากแค่ไหน ไม่ได้ดังแค่ในย่านอู่เต้าโข่ว* นะ นี่มันเทศกาลดนตรีระดับท็อป!”
“เห็นไหม ไอดอลของนายยังพูดว่าชอบพวกเขาเลย เลิกมีอคติได้ไหม”
“เฮ้อ อยู่ๆ ก็มาหมั่นไส้ อิจฉากันไปเอง”
ทุกคนหันกลับมาชมเทอร์โบ “นายโคตรเก่งจริงๆ! มีแค่ระดับเทพฝึกหัดกับระดับเทพสินะ”
วงแพลนเน็ตเดบิวต์มาสิบกว่าปี เป็นวงที่ดังสุดๆ ในวงการ เคยจัดทัวร์ทั่วประเทศ อีกทั้งยังเคยถูกเชิญไปแสดงที่งานเทศกาลดนตรีในเซ็นทรัลพาร์กที่นิวยอร์ก ตั๋วหนึ่งใบเคยโดนพ่อค้าหัวใสปั่นราคาขึ้นมาหลายเท่า ต่อให้เป็นคนที่ไม่ค่อยฟังเพลงร็อกก็ต้องเคยได้ยินชื่อ
“สุดยอดเลยเทอร์โบ งานเทศกาลดนตรีคราวนี้มีแต่วงใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่พวกนายคือวงที่กระแสแรงที่สุดบนเน็ตเลย! ใต้โพสต์ทางการมีคนพูดถึงพวกนายเต็มไปหมด…”
“เลื่อนลงไปดูมีคอมเมนต์มากกว่าหนึ่งหมื่น อย่างน้อยหลายพันความคิดเห็นก็มาจากแฟนคลับสกอร์ปิโอของพวกนายนะ”
คราวนี้ทุกคนถึงได้รู้ซึ้งอย่างแท้จริงว่าเทอร์โบกับสกอร์ปิโอเป็นที่นิยมขนาดไหน
เฉิงอวี้ยังคงนิ่ง พอทุกคนชื่นชมก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับ
ชายสองคนที่โดนเมินอยู่ข้างๆ พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะถูกเพื่อนลากออกไปทั้งที่มีใบหน้าเขียวสลับแดง
มีคนขอไอดีวีแชตของเฉิงอวี้ แต่เขาไม่ให้ใครสักคน เขาเกลียดความยุ่งยากมาก โดยเฉพาะความยุ่งยากที่ต้องจัดการหลังเกิดปัญหานั้นยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คุยเล่นกับคนแปลกหน้า
เมื่อเก็บอุปกรณ์ตั้งแคมป์และสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็มาขึ้นรถบัสหรู
ตอนนี้เองเซวียโย่วข่าถึงนึกขึ้นได้ เขาถาม “จริงสิ เมื่อคืนระ…พี่จับมือผมไม่ยอมปล่อยใช่ไหม” เขาเกือบเผลอเรียกว่ารุ่นพี่ไปแล้ว
เขาสังเกตว่าเฉิงอวี้ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘รุ่นพี่’ เดาว่าคงเคยโดนรุ่นน้องสาวทำร้ายจิตใจมาก่อน
“ฉันกลัวนายหนาว” เฉิงอวี้โบกข้อมือที่มีสายรัดข้อมือสีดำเล็กน้อย สีหน้าดูไม่ได้รู้สึกผิดอะไร “ฉันเอาเจ้านี่ไปใส่ให้นาย ถ้าอุณหภูมิร่างกายผิดปกติมันจะเตือน”
“อ๋อ! แบบนี้นี่เอง!” เซวียโย่วข่าเชื่อคำพูดเขาสนิท แถมยังประทับใจด้วย
เฉิงอวี้เป็นคนดีมากจริงๆ!
ตอนบ่ายรถบัสมาจอดที่หน้าประตูตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัย T เฉิงอวี้เรียกรถของตัวเองมารอล่วงหน้าสิบนาที หลังบอกลาเซวียโย่วข่าแล้วก็ขี่รถหายออกไปจากสายตาทุกคนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
เมื่อคืนที่ตั้งแคมป์เฉิงอวี้ไม่ได้อาบน้ำ และตอนนี้เขาทนไม่ไหวแล้ว ถึงจะสนุกที่ได้ไปเที่ยวกับเซวียโย่วข่า แต่เขาก็ไม่ชอบความรู้สึกที่ไปกันกลุ่มใหญ่ๆ เหมือนคณะทัวร์
มันน่ารำคาญเกินไป
คืนถัดมา เฉิงอวี้ไปที่ไลฟ์เฮ้าส์ เขาเห็นข้อความจากเซวียโย่วข่า บอกว่าเก็บของแล้วเจอหูฟังบลูทูธของเขา
‘แล้วยังมีเสื้อด้วยนะ~ ผมเอาไปซักแห้งให้แล้ว!’
เฉิงอวี้พิมพ์ตอบกลับไปว่า ‘เสื้อไม่ต้องเอามาคืน เก็บไว้ที่บ้านฉันก็เป็นผ้าขี้ริ้ว ฉันไม่ใส่หรอก’
เซวียโย่วข่าเคยเสิร์ชดูราคาเลยรู้ว่าแพง ไม่ใช่ของที่ควรรับมามั่วๆ
แถมวันนั้นรุ่นพี่เถียนอ้ายมองแค่ปราดเดียวก็ทักเลยว่าแจ็กเก็ตกันลมของเขาสวยมาก ดูมีรสนิยมไม่เบา เธอบอกว่าเมื่อก่อนก็เคยชอบรุ่นผู้ชายของแบรนด์นี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ซื้อรุ่นผู้หญิงมาแทน
‘ของแพงขนาดนี้ผมจะรับได้ยังไง! ผมไม่เอา’
ตอนนั้นเฉิงอวี้กำลังยุ่ง หลังจากเข้าซื้อไลฟ์เฮ้าส์ แม้ไม่ได้ขาดทุนต่อเนื่อง แต่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ทำกำไรมาตลอด พอเห็นข้อความก็แค่ตอบไปว่า ‘ไม่เอาก็ทิ้งไป’
เซวียโย่วข่าอดด่าในใจไม่ได้ว่าเจ้าบ้านี่
รูมเมตกำลังถามเขาว่าไปตั้งแคมป์ครั้งนี้เจอใครที่ถูกตาถูกใจบ้างไหม แต่จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าเขาหน้าบูดบึ้ง จึงคิดว่ามีเรื่องที่ไม่น่าพอใจอะไรสักอย่างเลยไม่กล้าถามอีก
เขาสงบสติอารมณ์หนึ่งนาทีก่อนจะส่งข้อความไปหาเทอร์โบ
‘พี่อยู่ไหน อยู่มหา’ลัยหรืออยู่บ้าน’
‘ไลฟ์เฮ้าส์มิว’
‘งั้นผมเอาหูฟังไปคืนพี่นะ’
‘มาได้ แต่อย่าใส่ผ้าพันคอสีขาวนั่นมา’
เขากลัวหลินสือเม่ากับวูล์ฟจะเห็นเข้า
สองคนนั้นแอบไปดูฝนดาวตกกันเงียบๆ แต่พอถามกลับบอกว่าเมื่อคืนอยู่บ้าน
เฉิงอวี้ไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นเลยไม่ได้ซักถามพวกเขา เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้พวกนั้นรู้ว่าเขาไปมาเหมือนกัน
ตอนเซวียโย่วข่ามาถึง เฉิงอวี้ก็ออกไปรับ “ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อย่าเข้าไปในบาร์”
“ผมก็ไม่ได้จะดื่ม…” เซวียโย่วข่ายื่นหูฟังคืนให้เขา จากนั้นก็ส่งผ้าพันคอสีดำผืนหนึ่งให้เขา
“อะไรน่ะ”
“ผ้าพันคอไง แม่ผมถักให้ สบายใจได้ว่าใหม่เอี่ยม ผมยังไม่เคยใส่ เห็นพี่ชอบสีดำ ผมเลยตั้งใจเอามาให้ พี่ต้องทำตัวให้อุ่นหน่อยนะ”
เมื่อก่อนก็มีแฟนคลับชอบเอาอะไรแบบนี้มาให้เขา บอกว่าเป็นเสื้อไหมพรมถักเองบ้าง เค้กอบเองบ้าง แต่เฉิงอวี้ก็ไม่เคยรับไว้
ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป
เฉิงอวี้สวมผ้าพันคอแล้วเอ่ยขอบคุณเสียงเบา
เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขารับไว้ แถมยังไม่พูดว่า ‘เชยชะมัด’ ก็โล่งอก “พี่ชอบก็ดีแล้ว ไว้ผมรวยเมื่อไรจะซื้อแบรนด์เนมให้”
“อันนี้ก็ดีมากแล้ว” เฉิงอวี้ได้ยินเสียงเขายังแหบๆ และอู้อี้แบบคนจมูกตันเลยเอ่ยถาม “ยังไม่หายหวัดเหรอ”
“ลืมกินยาเลยหนักขึ้นหน่อย แต่ไม่เป็นไร ผมแวะร้านขายยาให้หมอจัดยาให้แล้ว” เขาพูดพลางยกมือขึ้น บอกให้อีกฝ่ายดูถุงยาในมือ ตอนออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อกี้เขาผ่านร้านขายยาพอดีเลยไปซื้อมาแล้ว
“พี่ยังมีงานใช่ไหม งั้นผมไม่กวนแล้ว ผมกลับหอล่ะ”
เฉิงอวี้คิดได้ว่าเขาไม่สบายเลยจะไปส่ง แต่เซวียโย่วข่าไม่ยอม พอพูดจบก็เดินออกไป เขาสวมเสื้อโค้ตตัวยาวติดกระดุมเขาสัตว์สีอูฐทั้งชุด เมื่อหันกลับมาก็ยิ้มให้เฉิงอวี้พร้อมบอกว่าไว้เจอกันใหม่
เฉิงอวี้ที่สวมผ้าพันคอสีดำโบกมือตอบ พอก้มลงก็เห็นลายปักดวงอาทิตย์ดวงน้อยสีส้มอมเหลืองอยู่บนผ้าพันคอ
เขายืนมองส่งอีกฝ่ายจนไปถึงหัวมุมถนน หลังจากตัวคนลับหายไปแล้วถึงค่อยหันหลังกลับเข้าไปในไลฟ์เฮ้าส์
พอเหล่าเคมาถึงก็สังเกตเห็นผ้าพันคอผืนใหม่ของเขาในทันที ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าแปลกอะไรเพราะถึงยังไงมันก็เป็นสีดำ แต่จู่ๆ ก็เห็นเจ้าดวงอาทิตย์น้อยน่ารักนั่นเข้า
“โอ้ ลายปักนี่ เทอร์โบช่วงนี้นายมีความเป็นเด็กน้อยเหรอ!” เขาว่าพลางจะเอื้อมมือไปแตะ แต่กลับโดนเฉิงอวี้ยกมือขึ้นมาปัด “อย่าแตะ”
เหล่าเคทำหน้าน้อยใจ “หวงจัง ใครให้เป็นของขวัญเหรอ”
แน่นอนว่าเขาไม่มีวันบอกว่าใครเป็นคนให้
“ยังไงพวกนายก็ห้ามจับ”
“ใครๆ ตกลงว่าใครให้มา แฟนคลับสาวเหรอ เทอร์โบ อย่าบอกนะว่านายไปกุ๊กกิ๊กกับแฟนคลับ!”
“ไสหัวไป!” เฉิงอวี้รำคาญ “แม่ฉันถักให้!”
* พารามิเตอร์ (Parameter) คือตัวแปรที่ใส่เข้าไปในฟังก์ชันหรือโปรแกรมเพื่อให้แสดงผลตามที่ต้องการ
* ที่นี่ไม่มีเงิน มาจากสำนวน ‘ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ หมายถึงพยายามจะปิดบังซ่อนเร้นแต่กลับยิ่งเผยให้คนอื่นรู้ชัดเพราะความโง่เขลา มาจากเรื่องเล่าที่ว่ามีชายผู้หนึ่งฝังเงินสามร้อยตำลึงไว้ในที่ของตัวเองและกลัวใครรู้เข้าแล้วมาขโมย จึงเขียนป้ายปักไว้ว่า ‘ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ เพื่อนบ้านชื่ออาเอ้อร์เห็นเข้าก็มาขุดขโมยไป แล้วเขียนป้ายไว้เช่นกันว่า ‘อาเอ้อร์ข้างบ้านไม่ได้ขโมยไป’
* น้ำถั่วเขียวหมัก หรือโต้วจือ คือเครื่องดื่มที่ทำมาจากกากถั่วเขียวที่ผ่านการหมัก ทำให้มีรสชาติออกเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นเครื่องดื่มที่ชาวปักกิ่งนิยมมาก
* ปี่สั่วน่า คือเครื่องดนตรีพื้นเมืองของจีน เป็นเครื่องเป่าลมไม้ประเภทลิ้นคู่ เสียงมีความกังวานและทรงพลัง
* ย่านอู่เต้าโข่ว ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง เป็นย่านที่มีมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหวา และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ตั้งอยู่ ทำให้ย่านนี้อบอวลด้วยบรรยากาศของการมีวัฒนธรรม
Comments



